ข่าววันนี้

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี! เรื่องเหลือเชื่อที่ต้องรู้

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นแล้ว! ที่สวีเดนกำลังดำเนินโครงการสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง เพื่อหลีกทางให้กับโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าว แต่มันคือประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกสร้างขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา

โบสถ์คริสต์เก่าแก่อายุกว่า 113 ปี ใจกลางเมืองคีรูนา ทางตอนเหนือสุดของสวีเดน กำลังจะถูกสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลังไปยังที่ตั้งใหม่ ห่างออกไปกว่า 5 กิโลเมตร! สาเหตุหลักก็คือ พื้นที่เดิมมีความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของดิน จากการทำเหมืองแร่เหล็กที่ดำเนินมายาวนานกว่าศตวรรษ และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายเหมืองแร่ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปนั่นเอง

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี

โบสถ์ไม้สีแดงหลังใหญ่ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1912 ถูกยกขึ้นวางบนแท่นเลื่อนขนาดยักษ์ การเคลื่อนย้ายจะทำด้วยความเร็วสูงสุดเพียง 500 เมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น และคาดว่าจะใช้เวลารวมสองวันกว่าจะถึงศูนย์กลางเมืองใหม่

การย้ายโบสถ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโครงการย้ายเมืองคีรูนาทั้งเมือง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปทางเหนือ 145 กิโลเมตร เมืองเดิมกำลังเผชิญรอยแยกของพื้นดินที่จะกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนักในอนาคต

โครงการนี้มีการวางแผนมานานหลายปี โดยก่อนหน้านี้อาคารสำคัญหลายแห่งถูกย้ายหรือสร้างขึ้นใหม่ไปแล้ว เช่น กลุ่มบ้านไม้โบราณย่าน Hjalmar Lundbohmsgården รวมถึงหอระฆังจากศาลากลางเก่าที่ถูกเคลื่อนย้ายมาตั้งไว้ใกล้ศาลากลางแห่งใหม่เรียบร้อย

บริษัท LKAB ผู้ดำเนินการเหมืองแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของเมืองคีรูนา รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการย้ายสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของเมือง ซึ่งประเมินไว้สูงกว่า 10,000 ล้านโครนาสวีเดน หรือราว 33,950 ล้านบาทเลยทีเดียว

ความท้าทายในการสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี

โบสถ์คีรูนามีความสูง 35 เมตร กว้าง 40 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 672 ตัน เคยได้รับการโหวตให้เป็นอาคารที่สวยที่สุดของสวีเดนก่อนปี 1950 การย้ายทั้งหลังแทนการรื้อแยกเป็นชิ้น จึงถือเป็นความท้าทายเชิงวิศวกรรมที่หายาก โดยต้องใช้คานเหล็กเสริมและรถขนย้ายแบบพิเศษสุดๆ

สิ่งที่ซับซ้อนที่สุดคือการเตรียมเส้นทางขนย้าย ถนนถูกขยายกว้างถึง 24 เมตร พร้อมทั้งรื้อเสาไฟ สัญญาณจราจร และสะพานที่ถูกวางแผนรื้อถอนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังต้องปกป้องสมบัติภายในโบสถ์ เช่น ภาพวาดแท่นบูชาของเจ้าชายยูจีน และออร์แกนที่มีไปป์กว่า 1,000 ท่อ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกมาได้เลย

สำหรับชาวเมือง การย้ายโบสถ์ครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าแค่งานวิศวกรรมที่น่าทึ่ง นางโซเฟีย ลาเกอร์เลิฟ มาอัตตา ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของเมือง กล่าวว่า “โบสถ์นี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและสถานที่รวมตัวของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน การย้ายครั้งนี้จึงนำความทรงจำทั้งสุขและเศร้ากลับมา และเรากำลังย้ายความทรงจำเหล่านั้นไปสู่อนาคต”

เลนา เทอร์นเบิร์ก บาทหลวงผู้ดูแลโบสถ์คีรูนา กล่าวว่า “โบสถ์กำลังจะย้ายจากสถานที่ที่มันควรจะอยู่ แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันจำเป็นต้องย้าย เราอาศัยอยู่ในชุมชนเหมืองแร่และเราต้องพึ่งพาเหมืองนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่เรากำลังย้ายโบสถ์ไปที่ศูนย์กลางเมืองใหม่ แต่ก็รู้สึกเศร้าที่เห็นมันย้ายออกจากพื้นดินที่มันถูกสร้างขึ้นเป็นโบสถ์”

พิธีเคลื่อนย้ายโบสถ์ครั้งประวัติศาสตร์ จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลายพันคน รวมถึงสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล กุสตาฟ แห่งสวีเดน ร่วมสังเกตการณ์ โดยสถานีโทรทัศน์สวีเดนจะถ่ายทอดสดตลอดการเดินทาง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่รักษาอดีตให้คงอยู่ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์สามารถเคลื่อนย้ายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงได้จริง

เรื่องราวของ สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งติด จับตาแจงศาล รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย ท่ามกลางกระแสข่าวการเตรียมตัวชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมา

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาแจงศาล รธน.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีหลายท่านแจ้งความประสงค์ขอลาประชุมด้วยเหตุผลส่วนตัว

มีรายงานว่ามีรัฐมนตรี 3 ท่านที่แจ้งลาการประชุม ได้แก่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งการลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่านในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความเหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดิน

ทำไม “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ถึงเป็นที่จับตา?

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นที่จับตาเป็นพิเศษคือ การที่ น.ส.แพทองธาร ลาประชุม ครม. ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ในช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ประเด็นนี้ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างการลาประชุมกับการเตรียมตัวเพื่อไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง แต่จนถึงขณะนี้ เธอยังไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชนเป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว การเก็บตัวเงียบของ น.ส.แพทองธาร ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูคลุมเครือและเป็นที่จับตามากยิ่งขึ้น

สำหรับการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม จะมีการเรียกพยานบุคคล 2 ปากเข้าให้ข้อมูล ได้แก่ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) ซึ่งการให้ข้อมูลของทั้งสองท่าน จะเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาคดีต่อไป

สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน การลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่าน โดยเฉพาะการที่ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ยิ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองถึงเสถียรภาพและการดำเนินงานของรัฐบาล

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าผลการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร และ น.ส.แพทองธาร จะออกมาแสดงความเห็นหรือชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างไรบ้าง เพราะทุกการเคลื่อนไหวของเธอ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตาดูการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร การลาประชุม ครม. ติดต่อกันถึงสองครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาก่อนแจงศาล รธน. นัดไต่สวน 21 ส.ค.

แฟนคลับสุดห่วง เจ็ต ลี อาการล่าสุด

แฟนคลับทั่วโลกต่างแสดงความเป็นห่วงเมื่อเห็นภาพล่าสุดของนักแสดงบู๊ชื่อดัง เจ็ต ลี ที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แต่ล่าสุดมีข่าวดีว่าอาการของเขาปลอดภัยแล้ว สร้างความโล่งใจให้กับทุกคนที่ติดตาม

นักแสดงบู๊ระดับตำนานอย่าง “เจ็ต ลี” หรือ หลี่เหลียนเจี๋ย วัย 62 ปี ได้สร้างความกังวลใจให้กับแฟน ๆ ทั่วโลก หลังจากที่เขาได้เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอผ่านแพลตฟอร์ม Douyin เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเป็นภาพขณะที่เขานอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงผู้ป่วย และคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่าเขากำลังถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัด พร้อมกับข้อความที่ระบุว่า “ผมเพิ่งเจอกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด” ทำให้หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้

ในคลิปวิดีโอดังกล่าว เจ็ต ลี ยังได้พูดติดตลกด้วยว่า เขาสวมหมวกสีแดงสุดแฟชั่นในระหว่างที่ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัด ก่อนที่คลิปวิดีโอถัดมาจะเผยให้เห็นภาพของเขานั่งประชุมงานกับทีมงานอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล พร้อมกับบอกว่าเขารู้สึกมีพลังมากขึ้นหลังจากที่ผ่านขั้นตอนการรักษาไปแล้ว

เพื่อเป็นการคลายความกังวลใจให้กับแฟน ๆ เจ็ต ลี ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง Weibo โดยระบุว่า “ไม่มีอะไรน่ากังวลมากนักครับ แค่มีปัญหาด้านฮาร์ดแวร์นิดหน่อย เลยต้องส่งกลับไปซ่อม ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะครับ แค่พักผ่อนเล็กน้อยเท่านั้นเอง” ข้อความนี้ช่วยทำให้แฟน ๆ หลายคนเบาใจลงไปได้มากล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ็ต ลี ได้ออกมาอัปเดตอาการอีกครั้งผ่านทาง Weibo พร้อมกับโพสต์ภาพขณะที่เขากำลังรับประทานบะหมี่ โดยเขียนข้อความว่า “ขอบคุณทุกคนสำหรับความเป็นห่วงและคำอวยพรที่ส่งมาให้ ทำให้ทุกคนต้องกังวล ผมออกจากโรงพยาบาลแล้ว และกำลังอร่อยกับบะหมี่หอม ๆ ขออวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง สันติ และมีความสุขนะครับ”

แฟนคลับสุดห่วง เจ็ต ลี อาการล่าสุด

จากรายงานเพิ่มเติมของสื่อไต้หวัน The China Times ระบุว่า การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของ เจ็ต ลี ในครั้งนี้ เป็นการผ่าตัดเพื่อนำก้อนเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงออก ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยยืนยันได้ว่าอาการของเขาไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายคนกังวลในตอนแรก และทำให้แฟนๆ ทั่วโลกสบายใจมากยิ่งขึ้น

อาการป่วยของ เจ็ต ลี ในอดีต

ก่อนหน้านี้ เจ็ต ลี เคยออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของตนเอง ซึ่งรวมถึงภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) และปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ทำให้เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลสุขภาพและกลับมาแข็งแรงให้ได้

เรื่องราวของแฟนคลับสุดห่วง เจ็ต ลี อาการล่าสุด แสดงให้เห็นถึงความรักและกำลังใจที่แฟน ๆ มีต่อเขาอย่างล้นหลาม และข่าวดีที่ว่าอาการของเขาปลอดภัยแล้ว ทำให้ทุกคนมีความสุขและพร้อมที่จะสนับสนุนเขาต่อไปในอนาคต

เจ็ต ลี เป็นนักแสดงที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย ไม่เพียงแต่ในด้านการแสดง แต่ยังรวมถึงการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพ หวังว่าเรื่องราวของเขาจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้นนะครับ

แฟนคลับสุดห่วง เจ็ต ลี อาการล่าสุดนี้ ทำให้เห็นว่ากำลังใจจากคนรอบข้างมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

ที่มา – แฟนคลับสุดห่วง เจ็ต ลี โพสต์ภาพขณะรักษาตัวในรพ. ล่าสุดอัปเดตอาการปลอดภัยแล้ว

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือรับรองความมั่นคงยูเครน

ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประชุมร่วมกับเซเลนสกีและผู้นำชาติยุโรปอื่นๆ ที่ทำเนียบขาว หารือกันเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และนัดวลาดิเมียร์ ปูติน ประชุมรอบใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กับผู้นำชาติยุโรปหลายคน ที่เดินทางมาเพื่อหารือกับเขาเรื่องอนาคตของสงครามยูเครน โดยนายทรัมป์เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า พวกเขาคุยกันเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

“ผมได้มีการพบปะที่ดีมากๆ กับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย ทั้งประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส, ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์, นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี, นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ์ แห่งเยอรมนี, ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน และเลขาธิการใหญ่นาโต มาร์ก รุทเทอ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งจบลงด้วยการประชุมเพิ่มเติมที่ห้องทำงานรูปไข่”

“ระหว่างการประชุมเราได้หารือกันเรื่องการรับรองความมั่นคงให้แก่ยูเครน ซึ่งการรับประกันต่างประเทศจะจัดหาให้โดยหลากหลายประเทศยุโรป โดยมีสหรัฐอเมริกาให้ความร่วมมือ ทุกคนยินดีมากเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน”

“ในตอนท้ายของการประชุม ผมได้โทรศัพท์หาประธานาธิบดีปูติน และเริ่มเตรียมการเพื่อการประชุมครั้งใหม่ ณ สถานที่ที่ยังต้องรอการตัดสินใจ ระหว่างประธานาธิบดีปูตินกับประธานาธิบดีเซเลนสกี หลังจากการประชุมนั้นเกิดขึ้น เราจะมีการประชุมไตรภาคี ซึ่งจะมีประธานาธิบดีทั้งสองกับตัวผม”

“ขอย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นก้าวแรกที่ดีมากๆ สำหรับสงครามซึ่งดำเนินมานานเกือบ 4 ปีแล้ว รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ กับทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ กำลังประสานงานระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ทำไมการหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครนจึงสำคัญ?

การประชุมที่ทำเนียบขาวครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ และชาติยุโรปในการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพิจารณาถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือยูเครนให้สามารถปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเองได้ การมีส่วนร่วมของผู้นำจากหลากหลายประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีปูตินและเตรียมการสำหรับการประชุมไตรภาคี ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกทางการทูตเพื่อยุติสงคราม การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเจรจาสันติภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัสเซียว่านานาชาติยังคงจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการรุกรานยูเครน และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การสนับสนุนจากนานาชาติไม่เพียงแต่ช่วยให้ยูเครนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมหลักการพื้นฐานของความยุติธรรมและสันติภาพในโลก

อย่างไรก็ตาม การหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนยูเครนในระยะยาว นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างประเทศต่างๆ อาจทำให้การบรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

โดยรวมแล้ว การประชุมที่ทำเนียบขาวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในยูเครน การหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน และการเตรียมการสำหรับการเจรจาสันติภาพ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว และสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับยูเครนและประชาชนของยูเครน

การที่ทรัมป์เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจากับปูตินนั้น ถือเป็นความพยายามที่จะหาทางออกให้กับสงครามที่ยืดเยื้อมานาน การประชุมไตรภาคีที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ว่าจะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงได้หรือไม่

ที่มา – ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

อิหร่านเตือน! สงครามกับอิสราเอลอาจปะทุอีกครั้ง

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยังคงเป็นที่จับตา ล่าสุดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านออกมาเตือนว่า สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ โดยย้ำว่าที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ

อิหร่านเตือน สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

นายโมฮัมเหม็ด เรซา อาเรฟ รองประธานาธิบดีของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ความสงบที่เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีตอบโต้กันเป็นเวลา 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงการพักรบชั่วคราวเท่านั้น และสถานการณ์ สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

“เราต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอสำหรับการเผชิญหน้า สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่การหยุดยิง แต่เป็นเพียงการหยุดความเป็นศัตรูเท่านั้น” นายเรซา อาเรฟ กล่าว

ย้อนกลับไปในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน อิสราเอลได้ทำการโจมตีทางอากาศอย่างหนักต่อโรงงานนิวเคลียร์ ฐานทัพ และพื้นที่อยู่อาศัยของอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงผู้บัญชาการระดับสูงและนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์หลายคน ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงมิสไซล์และโดรน ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลหลายสิบคนเช่นกัน

แม้ว่าสหรัฐฯ จะประกาศหยุดการต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายในวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดิน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ

อิหร่านเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายยาห์ยา ราฮิม ที่ปรึกษาด้านการทหารของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า อิหร่านกำลังจัดทำแผนการเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น

“เราไม่ได้อยู่ในสถานะของการหยุดยิง แต่เรายังคงอยู่ในช่วงสงคราม ซึ่ง สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ เพราะไม่มีระเบียบการ ไม่มีการตรวจสอบ และไม่มีข้อตกลงใดๆ ระหว่างเรากับอิสราเอล หรือแม้แต่กับสหรัฐฯ” นายราฮิม กล่าว

สถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอนนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพในภูมิภาค หากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลปะทุขึ้นอีกครั้ง

วิกฤตการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิภาคต้องเผชิญกับความรุนแรงและความสูญเสียมากขึ้นกว่าเดิม การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม แสดงให้เห็นว่าความหวังที่จะได้เห็นสันติภาพในเร็ววันนั้นยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

การจับตาและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตของความขัดแย้งและสามารถประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ การตระหนักถึงความเปราะบางของสถานการณ์จะช่วยให้ประชาคมโลกสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และร่วมกันผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อสันติภาพอย่างจริงจัง

ที่มา – อิหร่านเตือน สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

ไฟป่าสเปน-โปรตุเกส: ดับเพิ่ม ส่งทหารช่วย

สถานการณ์ไฟป่าสเปน-โปรตุเกสยังคงน่าเป็นห่วง พบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย สเปนเร่งส่งทหารเสริมทัพช่วยดับไฟที่โหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง

ไฟป่าสเปน-โปรตุเกสคร่าชีวิตอีก 2 ศพ ส่งทหารช่วยดับไฟเพิ่มอีก

ทางการสเปนได้เสริมกำลังทหารอีก 500 นาย เพื่อช่วยในการควบคุมไฟป่าสเปน-โปรตุเกสที่ลุกลามอย่างหนัก ทำให้ตอนนี้มีทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่ารวมทั้งสิ้น 1,900 นาย ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ในสเปนเพิ่มขึ้นเป็น 4 รายแล้ว

ไฟป่าขนาดใหญ่ยังคงเผาผลาญพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกของสเปน ประชาชนกว่า 27,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง แคว้นคาสตีลและเลออนได้รับผลกระทบหนักที่สุด คุณภาพอากาศในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในระดับที่ “ไม่สามารถหายใจได้”

สถานการณ์ล่าสุด ไฟป่าสเปน-โปรตุเกส

ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดในสเปนเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ประสบอุบัติเหตุรถตกจากเนินเขาขณะปฏิบัติหน้าที่ในแคว้นคาสตีลและเลออน นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้บาดเจ็บจากไฟป่าในแคว้นดังกล่าวอีก 5 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ 4 รายอาการสาหัส

ที่จังหวัดกาเซเรส ในแคว้นเอซเตรมาดูรา ไฟป่ายังคงควบคุมไม่ได้ กินพื้นที่ไปแล้วกว่า 11,000 เฮกตาร์ และยังมีไฟป่าอีก 12 จุดที่กำลังลุกไหม้ในแคว้นปกครองตนเองกาลิเซีย

ในส่วนของโปรตุเกสซึ่งเผชิญกับไฟป่าสเปน-โปรตุเกสมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ 1 ราย และบาดเจ็บอีก 2 ราย

ปี 2568 สเปนต้องเผชิญกับไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วถึง 343,000 เฮกตาร์ ซึ่งมากกว่าปี 2567 เกือบสองเท่า ในขณะที่โปรตุเกสมีพื้นที่ถูกไฟป่าเผาผลาญไปกว่า 215,000 เฮกตาร์

ทั้งสเปนและโปรตุเกสได้ขอความช่วยเหลือจากกลไกคุ้มครองพลเรือนของ EU ซึ่งทำให้ประเทศสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติสามารถร้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายประเทศได้ถูกส่งไปช่วยเหลือสเปน และทั้งสองประเทศจะได้รับเครื่องบินดับเพลิงประเทศละ 2 ลำ

นอกจากสเปนและโปรตุเกสแล้ว ไฟป่ายังคงลุกไหม้อยู่ในกรีซ ฝรั่งเศส ตุรกี และประเทศแถบทะเลบอลข่าน ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมยุโรปตอนใต้

สถานการณ์ไฟป่าสเปน-โปรตุเกสยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟป่ารุนแรงเช่นนี้ การป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับไฟป่าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกประเทศ

ที่มา – ไฟป่าสเปน-โปรตุเกสคร่าชีวิตอีก 2 ศพ ส่งทหารช่วยดับไฟเพิ่มอีก

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์หนุนสละไครเมีย

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รัสเซียได้รางวัลจากการรุกราน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ยูเครนยอมสละแคว้นไครเมียเพื่อแลกกับสันติภาพ ประเด็นนี้กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาเตือนว่าไม่ควรให้รัสเซียได้รับรางวัลจากการรุกรานยูเครน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความคิดเห็นที่อาจนำไปสู่การยอมสละดินแดนให้กับรัสเซีย การออกมาเตือนของเซเลนสกีมีขึ้นก่อนการพบปะหารือกับนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการประชุมที่หลายฝ่ายจับตามอง

การพูดคุยระหว่างเซเลนสกีกับทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้พบกับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา การประชุมสุดยอดครั้งนั้นล้มเหลวในการหาข้อตกลงหยุดยิงในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

หลังจากการประชุมกับปูติน นายทรัมป์ได้เปลี่ยนท่าที จากเดิมที่สนับสนุนการหยุดยิงในยูเครน กลายมาเป็นการสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพโดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียต้องการ การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้ทำให้เกิดคำถามถึงแรงจูงใจและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเซเลนสกีสามารถยุติสงครามได้ทันทีหากต้องการ แต่สำหรับยูเครนแล้ว นั่นหมายถึงการสูญเสียไครเมียและไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมนาโต ข้อเสนอของทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้กับยูเครนและชาติยุโรปที่สนับสนุนยูเครน

ยูเครนและชาติยุโรปต่างคัดค้านการยอมอ่อนข้อทางการเมืองและดินแดนให้แก่รัสเซียมาโดยตลอด คำพูดล่าสุดของทรัมป์ทำให้เซเลนสกีต้องออกมาเตือนผ่านเฟซบุ๊กว่า “รัสเซียไม่ควรได้รับรางวัลจากการมีส่วนร่วมในสงครามนี้ … และเป็นมอสโกที่ต้องฟังคำว่า หยุด” ท่าทีของเซเลนสกีแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและดินแดนของยูเครน

คาดการณ์ว่าทรัมป์และเซเลนสกีจะพูดคุยกันแบบส่วนตัว ก่อนที่ผู้นำจากสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ฟินแลนด์, เลขาธิการใหญ่นาโต มาร์ก รุทเทอ และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน จะเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาว การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผู้นำยุโรปจะจัดการประชุมร่วมกับเซเลนสีก่อนที่จะเริ่มการพูดคุยกับทรัมป์ การหารือเบื้องต้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประสานท่าทีและหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้

ปัจจุบัน รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนประมาณ 1 ใน 5 รัสเซียได้ผนวกไครเมียผ่านการทำประชามติในปี 2557 ซึ่งยูเครนและชาติตะวันตกประณามว่าเป็นการหลอกลวง และในปี 2565 ได้ทำแบบเดียวกันกับแคว้นโดเนตสก์, เคอร์ซอน, ลูฮานสก์ และซาปอริชเชีย แม้จะยังควบคุมพื้นที่ได้ไม่ทั้งหมดก็ตาม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค

รัฐเสียการควบคุมแคว้นไครเมียโดยสมบูรณ์ และควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคว้นลูฮานสก์ แต่อีก 3 แคว้นไม่เป็นเช่นนั้น รัสเซียเคยเสนอที่จะหยุดการรุกคืบบริเวณแนวหน้าการปะทะในแคว้นเคอร์ซอนและซาปอริชเชีย และกับการเข้าควบคุมดินแดนที่ยังไม่ถูกยึดครองในแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์ ซึ่งยูเครนปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวของรัสเซีย ท่าทีของทรัมป์ทำให้เกิดความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อยูเครน

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของยูเครนและบทบาทของชาติตะวันตกในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

ทำไมเซเลนสกีเตือนเรื่องนี้?

การที่ เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย เป็นเพราะเขามองว่าการยอมสละดินแดนใดๆ ก็ตามให้กับรัสเซียนั้น เป็นการส่งเสริมให้รัสเซียใช้กำลังในการเปลี่ยนแปลงเขตแดน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงของโลกในระยะยาว

อนาคตของยูเครนยังคงไม่แน่นอน และสถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเจรจาและการทูตเป็นสิ่งจำเป็นในการหาทางออกที่ยั่งยืน แต่การรักษาสันติภาพและความมั่นคงนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

จากสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมา เราเห็นได้ว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศล้วนมีผลกระทบต่ออนาคตของยูเครนและสันติภาพของโลก

ที่มา – เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

SRTA เปิดจอง บ้านเพื่อคนไทย เชียงใหม่ เฟส 2

25 ส.ค. “SRTA” เตรียมเปิดจอง “บ้านเพื่อคนไทย” จ.เชียงใหม่ เฟส 2

เตรียมตัวให้พร้อม! 25 สิงหาคมนี้ “SRTA” เตรียมเปิดให้จอง “บ้านเพื่อคนไทย” จังหวัดเชียงใหม่ เฟส 2 ในรูปแบบคอนโดมิเนียม 8 ชั้น จำนวน 250 ยูนิต โอกาสทองสำหรับคนอยากมีบ้านเป็นของตัวเองในราคาที่เข้าถึงได้

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ได้รายงานความคืบหน้าโครงการบ้านเพื่อคนไทยในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแผนจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนจองสิทธิ์โครงการบ้านเพื่อคนไทย จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มเติมในวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 เนื่องจากมีผู้สนใจจำนวนมากและผ่านการประเมินสินเชื่อเบื้องต้น (Pre-approve) ในโครงการนำร่องระยะที่ 1 จำนวนถึง 24,860 คน ซึ่งมากกว่าจำนวนบ้านเดี่ยวที่มีอยู่เพียง 34 หลัง

เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน SRTA จึงเปิดตัวโครงการบ้านเพื่อคนไทย จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มเติมจากโครงการนำร่องระยะที่ 1 ที่เป็นบ้านเดี่ยว ซึ่งก่อสร้างบนที่ดิน 7.97 ไร่

รายละเอียดโครงการบ้านเพื่อคนไทย เชียงใหม่ เฟส 2

โครงการบ้านเพื่อคนไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในรูปแบบคอนโดมิเนียมจะดำเนินการก่อสร้างบนที่ดินขนาด 3.5 ไร่ เป็นอาคารชุดพักอาศัย (Low Rise) สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 250 ยูนิต โดยมีห้อง 2 ขนาดให้เลือก:

  • ห้องขนาด 30 ตร.ม. (60%)
  • ห้องขนาด 45 ตร.ม. (40%)

คาดการณ์ว่าค่าผ่อนเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่) สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้จองสิทธิ์ในโครงการ สามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์ได้ที่ www.บ้านเพื่อคนไทย.th/ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 09:00 น. ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 24:00 น. รวมระยะเวลา 7 วันเต็ม

โครงการบ้านเพื่อคนไทย ในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ ใกล้สถานีรถไฟเชียงใหม่ ซึ่งเป็นทำเลที่สะดวกสบายในการเดินทาง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 และเปิดให้เข้าอยู่ได้ภายในปี 2570

โครงการนี้เป็นการนำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาพัฒนาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนชาวไทย ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) และผู้มีรายได้ปานกลาง ให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านที่พักอาศัยและค่าเดินทาง รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะทางราง

โครงการนี้เป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดในทำเลที่ดีของเชียงใหม่ อย่ารอช้า รีบเตรียมตัวลงทะเบียนจองสิทธิ์บ้านเพื่อคนไทย ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้!

ที่มา – 25 ส.ค. “SRTA” เตรียมเปิดจอง “บ้านเพื่อคนไทย” จ.เชียงใหม่ เฟส 2 ผุดคอนโด 8 ชั้น

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ ไม่จริง

“กองทัพภาคที่ 2” ออกโรงเตือน! ข่าวปลอมเรื่องโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ยืนยันข้อมูลไม่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อและแชร์ต่อ

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลในสื่อสังคมออนไลน์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมดังกล่าว โดยยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นไม่เป็นความจริง

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนจำนวนมาก

ขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลที่ถูกต้องตามกระบวนการทางราชการ ดังนี้

  • คณะกรรมการกลาโหมเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการเสนอรายชื่อ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามรับรองตามระเบียบราชการ
  • ทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
  • การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

ดังนั้น ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ ที่อ้างถึงการโปรดเกล้าฯ โดยไม่มีประกาศราชกิจจานุเบกษารับรอง จึงถือว่าเป็นข่าวเท็จ ไม่ควรเผยแพร่หรือส่งต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคมได้

“กองทัพภาคที่ 2” จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่าน งดเว้นการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการรับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องต่อไป

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้กับสังคมเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเราทุกคนมีหน้าที่ในการช่วยกันป้องกันและลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม เพื่อสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล จะต้องได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น หากไม่มีประกาศดังกล่าว ข้อมูลนั้นถือว่าเป็นเท็จ และไม่ควรเชื่อถือ หากท่านพบเห็นข้อมูลที่น่าสงสัย โปรดตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลที่ถูกต้อง

ขอให้ประชาชนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ และร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ

การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการมีส่วนร่วมในการป้องกันข่าวปลอม จะช่วยสร้างสังคมที่มีความน่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์

“กองทัพภาคที่ 2” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการงดเว้นการเผยแพร่ข่าวปลอม และร่วมกันสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

Scroll to top