ข่าวไทยรัฐ

“เอกนิติ” สั่งลุย ตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

“เอกนิติ” ลุยตรวจสอบเส้นทางเงินเทา หารอยรั่วเศรษฐกิจไทย สั่งเชื่อมทุกหน่วยงานปิดช่องโหว่ พร้อมยกระดับมาตรฐานสากล ตั้งเป้าเห็นผลภายใน ธ.ค. นี้

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้อยู่ภายใต้คณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ส่วนรองประธานคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ เชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและตรวจสอบเงินที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างประเทศ พร้อมระบุรอยรั่วในระบบเศรษฐกิจไทย และยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ให้เทียบเทากับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) , กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งมีมาตรฐานการตรวจสอบการฟอกเงิน โดย ปปง. จะเป็นกลไกหลักในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การตรวจสอบเงินสีเทานี้ จะไม่ได้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น แต่จะยกระดับ Connect the dot เพื่อให้เห็นเส้นทางของเงินสีเทา

พร้อมตั้งเป้าหมายให้เห็นผลภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยเริ่มจากการระบุเส้นทางการเคลื่อนย้ายเงินที่เป็นปัญหา และใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับเพื่อควบคุมและป้องกันการฟอกเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจสอบเส้นทางเงินเทาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างมาก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งสำคัญในการปิดช่องโหว่และป้องกันการฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายปัจจุบันจะสามารถนำมาใช้ได้บางส่วน แต่จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูลให้ทันสมัย ครอบคลุมการตรวจสอบธุรกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบคริปโตที่ข้อมูลไม่ได้อยู่ในประเทศ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงิน การดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

“เอกนิติ” สั่งลุย ตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจะช่วยป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงินและสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

ความสำคัญของการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับภัยของการฟอกเงินเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถระมัดระวังและป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและการฟอกเงิน การให้ความรู้และการอบรมแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเห็นผลภายในเดือนธันวาคมนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ก็เป็นเป้าหมายที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

การดำเนินการตรวจสอบเส้นทางเงินเทาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในระยะยาว ช่วยลดอาชญากรรม สร้างความโปร่งใส และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งลุยตรวจสอบเส้นทางเงินเทา หารอยรั่วเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า ธ.ค. นี้ เห็นผล

ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5

ทส. จับมือ กทม.-ส.อ.ท. ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM 2.5” รถเก่าตรวจสภาพรถยนต์ฟรี 55 รายการ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM 2.5” นำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นายสุชาติ กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนให้ประชาชนนำรถยนต์เข้ามารับบริการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ดังสโลแกนที่ว่า “ตรวจสภาพรถกันสักนิด ลดมลพิษฝุ่นได้” พร้อมทั้งจะผลักดัน โครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5” นี้ อย่างเป็นรูปธรรม สามารถจับต้องได้ ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เกิดความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้นคือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่ ระดับนโยบาย กลางน้ำ คือกลุ่มภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงปลายน้ำ ได้แก่ ภาคประชาชนที่ให้ความร่วมมือ รวมถึงภาคเกษตรกรรม และท้องถิ่น ที่จะต้องเดินหน้าประสานความร่วมมือกันให้มากยิ่งขึ้น“

โครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM 2.5” เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ อาทิ กระทรวงพลังงาน กรมการขนส่งทางบก กองบังคับการตำรวจจราจร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบายฝุ่น PM 2.5 จากการขนส่ง ด้วยการเชิญชวนประชาชนให้นำรถยนต์ขนาดเล็กเข้ารับบริการตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จะสามารถลดการเกิดมลพิษและฝุ่นควันในไอเสียรถยนต์ได้อย่างมาก เพราะจากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองจะสามารถลดควันดำได้มากกว่า 50% จึงส่งผลต่อเนื่องให้ฝุ่นในบรรยากาศลดลงได้เช่นกัน และในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและค่ายรถยนต์ให้กา+รสนับสนุนจัดโปรโมชั่นต่อที่ 1 ให้ส่วนลดราคาค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพเครื่องยนต์ฟรีกว่า 55 รายการ และให้ส่วนลดราคาค่าน้ำมันเครื่อง ค่าอะไหล่และค่าแรงสูงสุดถึง 50% สำหรับรถยนต์ที่เข้ารับบริการกับศูนย์บริการรถยนต์ 9 แบรนด์ คือ อีซูซุ มิตซูบิชิ นิสสัน โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า ฮีโน่ ฟอร์ด และซูซูกิ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศจำนวน 1,745 ศูนย์บริการ หรือศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของผู้ค้าน้ำมัน 5 แห่ง คือ ปตท. บางจาก เชลล์ พีที และโมบิล และศูนย์บริการบีควิก ที่เข้าร่วมโครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM 2.5” และลงทะเบียนบัญชีสีเขียวหรือ Green List Plus กับกรุงเทพมหานครจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่อที่ 2 จากเครือข่ายเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กส์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท แอดวานส์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในการให้สิทธิการจอดรถยนต์ฟรีเพิ่มเติมในห้าง เซ็นทรัล เดอะมอลล์ และโลตัส ได้รับบัตรกำนัลค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS และส่วนลดราคาสำหรับการซื้อ พรบ.รถยนต์หรือประกันภัยรถยนต์ผ่าน AIS

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่กำหนดจะช่วยลดการเกิดฝุ่นละอองได้ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนนำรถยนต์เข้ามารับการบริการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ดังสโลแกนที่ว่า “ตรวจสภาพรถกันสักนิด ลดมลพิษฝุ่นได้”

โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5

โครงการ “Green List Plus” เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากรถยนต์เก่า โดยประชาชนสามารถนำรถไปตรวจสภาพฟรี 55 รายการ และรับส่วนลดค่าน้ำมันเครื่องและอะไหล่

โครงการนี้ช่วยอะไร?

  • ลดฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ
  • ช่วยให้รถยนต์ปล่อยควันดำน้อยลง
  • ส่งเสริมการบำรุงรักษารถยนต์
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง

เช็กรถลดฝุ่น PM 2.5 ทำไมถึงสำคัญ

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์เป็นประจำมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่ปล่อยออกมาจากรถยนต์ของเรา เพราะรถยนต์ที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจะมีประสิทธิภาพในการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ทำให้ลดการปล่อยมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเรา

นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการ ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5 ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของเราอีกด้วย เพราะเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประจำวันของเรา

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านนำรถยนต์ของท่านไปตรวจเช็คสภาพและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกันลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 และสร้างอากาศที่สะอาดให้กับทุกคน

หากท่านกำลังมองหาวิธีการช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ การเข้าร่วมโครงการ ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะท่านไม่เพียงแต่จะได้รับบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี แต่ยังเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของตัวท่านเองและคนรอบข้างอีกด้วย

อย่ารอช้า! รีบนำรถยนต์ของท่านไปตรวจเช็คสภาพและบำรุงรักษา เพื่อช่วยกันลดฝุ่น PM 2.5 และสร้างอากาศที่สะอาดให้กับทุกคน

โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ มาช่วยกันทำให้เมืองของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วยการ ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5 กันเถอะ!

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ที่มา – ทส. จับมือ กทม.-เอกชน เปิดโครงการ “Green List Plus” ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5

“พิพัฒน์” เร่งสางปัญหา ไฮสปีด 3 สนามบิน ใน 4 เดือน

“พิพัฒน์” นัดถกอีอีซี – รฟท. 3 พ.ย.นี้ เคาะแนวทางสางปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้กรอบรัฐบาล 4 เดือน แม้ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ แต่ตั้งเป้าเคลียร์ปัญหาให้มีแนวทางเดินหน้าชัดเจน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากปัญหาการเจรจาแก้ไขสัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ขณะนี้ได้กำหนดให้มีการนัดประชุมภายในส่วนของภาครัฐ วันที่ 3 พ.ย.นี้ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก่อนจะมีการนำแนวทางไปเจรจากับเอกชนคู่สัญญาต่อไป อย่างไรก็ตามภายในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลนี้ จะพยายามเร่งผลักดันทำในสิ่งที่ผ่านมาแล้วและยังไม่จบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปมากที่สุด จะทำให้มีความเคลื่อนไหว มีข้อสรุปในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ตนได้เคยพูดถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนโครงการไฮสปีด 3 สนามบินว่า เรื่องนี้ต้องเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเห็นของอัยการสูงสุด ซึ่งทราบมาว่ามีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขสัญญาร่วมทุน โดยจะมีการปรับรูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนของรัฐ จากเดิมสร้างเสร็จแล้วจ่าย ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดงานในลักษณะสร้างไปจ่ายไป ซึ่งขัดกับหลักการของสัญญา โดยหากอัยการมีความเห็นเช่นนี้ แน่นอนว่าตนจะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญา เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดที่จะเจรจาเพื่อหาแรงจูงใจในการลงทุนโครงการนี้เพิ่มขึ้น เจรจากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อรับดำเนินโครงการช่วงส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาไปยังเมืองระยอง จันทบุรี และสิ้นสุดที่ตราด ซึ่งถือเป็นส่วนต่อขยายที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น มีผู้โดยสารมากขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ตอนนี้เรามีออปชันเสริมที่จะไปเจรจากับเอกชน เพื่อทำส่วนต่อขยายออกไปถึงตราด จูงใจการใช้บริการมากขึ้น และน่าจะจูงใจให้เอกชนดำเนินโครงการนี้ ซึ่งหากเอกชนรับข้อเสนอออปชันเสริมนี้ ก็จะเจรจาทำสัญญาใหม่หรือสัญญาต่อเนื่อง แต่ต้องเจรจาผลตอบแทนให้กับรัฐเพิ่มเติมด้วย”

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แนวทางเจรจาออปชันเสริมนี้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำเพื่อเอื้อเอกชน เพราะรัฐจะยังได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม และการสร้างส่วนต่อขยายออกไป เกิดประโยชน์กับประชาชน และสร้างโอกาสในการใช้บริการเพิ่มเติม และแนวทางแก้ไขสัญญา อาจกลายเป็นการผิดสัญญา ทำให้ผู้ประมูลรายอื่นที่เคยแพ้การประมูลสามารถอ้างสิทธิฟ้องร้องได้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องได้ข้อสรุปภายใน 4 เดือนของรัฐบาลนี้

โครงการไฮสปีด 3 สนามบิน เป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) การเดินหน้าโครงการนี้จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เร่งผลักดันและแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC การประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 3 พ.ย.นี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนโครงการให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

“พิพัฒน์” เร่งเเก้ปัญหาไฮสปีด 3 สนามบิน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หรือ ไฮสปีด 3 สนามบิน ที่กำลังเป็นที่จับตามอง ถึงการแก้ไขสัญญาเเละปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่จะให้สรุปผลภายใน 4 เดือนนี้

ไฮสปีด 3 สนามบิน: ความท้าทายและโอกาส

การแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หรือ ไฮสปีด 3 สนามบิน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการหาข้อสรุปภายในระยะเวลา 4 เดือน ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม หากสามารถแก้ไขปัญหาและเดินหน้าโครงการได้สำเร็จ จะเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

การเดินหน้าโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ การเชื่อมต่อสนามบิน 3 แห่ง จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดระยะเวลาในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนในพื้นที่ EEC การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชน

ที่มา – “พิพัฒน์” นัดถก EEC-รฟท. สางปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ขีดเส้น 4 เดือนจบ

DIT คุมเข้ม! ราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่คุมเข้ม เตือนพ่อค้า-แม่ค้า อย่าฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน ขึ้นราคาชุดดำช่วงไว้อาลัย พร้อมเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ รองรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มพรุ่งนี้

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยหลังจากลงพื้นที่ตรวจติดตามร้านค้าปลีกจำหน่ายชุดและเสื้อผ้าดำย่านท่าน้ำนนท์ ว่า “จากสถานการณ์ที่ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งผลให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในออกติดตามสถานการณ์ด้านราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า พร้อมกำชับให้ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม”

นายวิทยากร กล่าวว่า “ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้มีการวางแผนจัดการ โดยได้มีการพูดคุยกับโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่และเช็คสต๊อกกับห้างค้าส่งค้าปลีก ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ช่วงแรกอาจจะมีความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมตัว แต่ตอนนี้สถานการณ์ของโรงงานผู้ผลิตมีความพร้อมแล้ว ในส่วนห้างโมเดิร์นเทรดใหญ่ซึ่งมีสต๊อกของสินค้าอยู่แล้วก็พร้อมจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนได้ทันที”

นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า DIT ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสายตรวจลงพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ได้ลงพื้นที่แหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ได้แก่ ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ สำเพ็ง พาหุรัด มีการจำหน่ายในราคาปกติ และวันนี้ได้ลงพื้นที่ย่านท่าน้ำนนท์ จังหวัดนนทบุรี ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายชุดดำและผ้าสีดำ พบว่ามีการแข่งขันด้านราคาสูง สินค้ามีเพียงพอ ราคาโดยรวมยังอยู่ในระดับปกติ และผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดีในการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน

“ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบางส่วน โดยกรณีแรกเกี่ยวกับราคาส่ง–ราคาปลีกที่แตกต่างตามจำนวนที่ซื้อ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นไปตามปกติของระบบการค้า อีกกรณีเป็นเรื่องราคาของผ้าที่ซื้อจำนวนมากกับซื้อจำนวนน้อย ซึ่งราคาจะต่างกันตามคุณภาพและต้นทุน ทั้งนี้ ได้กำชับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงราคาจำหน่ายทุกประเภทให้โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างเป็นธรรม” นายวิทยากรกล่าว

นอกจากนี้ ในช่องทางออนไลน์ กรมฯ ได้จัดชุดติดตามพิเศษ เนื่องจากมีการจำหน่ายสินค้าทั้งจากในประเทศและนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งราคามีความหลากหลายขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า โดยกรมฯ จะกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้คำโฆษณาหรือบอกราคาที่หลอกลวงผู้บริโภค

“ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการสินค้าเพื่อถวายความอาลัย โดยกรมการค้าภายในใช้หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หากผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาชุดดำสูงเกินสมควรเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากประชาชนซื้อสินค้าแล้วไม่ได้คุณภาพ ไม่ตรงปก หรือพบเห็นการเอาเปรียบด้านราคา สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายในได้ทันที กรมฯ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว

ในส่วนของมาตรการลดค่าครองชีพ นายวิทยากรเปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมความพร้อมรองรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งจะเริ่มวันในวันที่ 29 ต.ค. 68 โดยที่กรมการค้าภายในได้เก็บข้อมูลราคาจำหน่ายสินค้า และขอความร่วมมือร้านจำหน่ายชุดดำทุกราย ให้งดปรับขึ้นราคาหลังเริ่มโครงการคนละครึ่ง และให้จำหน่ายในราคาที่เหมาะสมต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้มีแผนประสานร้านอาหารธงฟ้ากว่า 1,500 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้มีเมนูอาหารราคาประหยัดจำหน่ายแก่ประชาชน โดยกรมฯ จะจัดหาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสด ไปสนับสนุนเพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการและให้สามารถจำหน่ายอาหารคุณภาพดีในราคาพิเศษ

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะรายงานผลการติดตามสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุกทุกด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลดูแลทุกมิติของค่าครองชีพอย่างแท้จริง และจะไม่ยอมให้มีการฉวยโอกาสทางการค้าในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังร่วมแสดงความอาลัยของแผ่นดิน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

DIT คุมเข้ม! ราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส

กรมการค้าภายใน คุมเข้มราคาชุดดำ

  • ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด
  • ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา
  • ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม

สถานการณ์ราคาชุดดำในช่วงนี้เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กรมการค้าภายในเข้ามาควบคุมดูแลเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองและป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ไม่หวังดี

ที่มา – DIT คุมเข้มราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส ลุยมาตรการลดค่าครองชีพ รับ “คนละครึ่งพลัส”

กพช. หนุน “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” ลดค่าไฟ!

กพช. ไฟเขียว เห็นชอบกรอบหลักการโครงการ “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” มุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในท้องถิ่น ลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบกรอบหลักการโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ที่มีเป้าหมายผลักดันและขับเคลื่อนโครงการไฟฟ้าชุมชน สร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับท้องถิ่น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน รูปแบบโครงการจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อแห่ง รวมกำลังการผลิตไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ 

โครงการ “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระจายโอกาสทางพลังงานสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานจากส่วนกลาง และที่สำคัญคือการลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในระยะยาว โครงการนี้จะช่วยให้ชุมชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในราคาที่เป็นธรรม และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

ส่วนการกำหนดขนาดและพื้นที่เป้าหมาย จะพิจารณาจากศักยภาพระบบไฟฟ้า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของชุมชน ความพร้อมของที่ดินในพื้นที่ ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) อัตราไม่เกิน 2.25 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 25 ปี สัญญาแบบ Non-Firm และเป็นผู้จำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้แก่ผู้ใช้ไฟในชุมชนเป้าหมาย การคัดเลือกเอกชนร่วมดำเนินโครงการจะพิจารณาจากความพร้อม ทั้งด้านคุณสมบัติและเทคนิค เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถพัฒนาและดำเนินการได้ตามแผน

“การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะต้องไปดูจุดเชื่อมต่อการรับไฟฟ้า ซึ่งคาดว่ามีหลายพันจุด และเอกชนสามารถเข้าไปร่วมกับชุมชน เพื่อเสนอเข้าร่วมโครงการ โดยต้องเป็นชุมชนที่ขึ้นอยู่กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (อปท.) และจากการคำนวณ จะสามารถทดแทนเป็นค่าไฟฟ้าให้กับชุมชนในพื้นที่ได้ 40-80 สตางค์ต่อหน่วย และจะได้รับตลอดอายุโครงการ 25 ปี ตั้งเป้าหมายว่าโครงการจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน พ.ย. นี้”

โครงการ “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการผลิตพลังงาน แต่เป็นโครงการที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

โซลาร์ฟาร์มชุมชน คืออะไร?

โครงการ โซลาร์ฟาร์มชุมชน เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับท้องถิ่น โครงการนี้จะช่วยให้ชุมชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

ประโยชน์ของโซลาร์ฟาร์มชุมชน

  • ลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในชุมชน
  • สร้างรายได้ให้กับชุมชนจากการขายไฟฟ้า
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • สร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับท้องถิ่น
  • ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก

โครงการนี้จะช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานของประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

“โซลาร์ฟาร์มชุมชน” ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ภาครัฐตั้งใจมอบให้กับประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน จับตาดูความคืบหน้าของโครงการนี้กันต่อไปนะครับ

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ที่มา – กพช. เห็นชอบเดินหน้า “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” หนุนสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดภาระค่าไฟฟ้า

คุมเข้มราคาชุดดำ! ห้ามขึ้นราคา ฝ่าฝืนโทษหนัก

DIT ขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายชุดดำในราคาที่เหมาะสม ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา ย้ำต้องปิดป้ายชัดเจน – สถานการณ์จำหน่ายทั่วประเทศราคาทรงตัว สินค้ามีเพียงพอรองรับความต้องการประชาชนช่วงถวายความอาลัย

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมถวายความอาลัย ทำให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กรมการค้าภายในจึงได้เร่งติดตามสถานการณ์ด้านราคาและต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้จำหน่ายสินค้าดังกล่าวในราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนจริง และต้องแสดงป้ายราคาชัดเจนทุกชิ้น ทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างโปร่งใส เรื่องของการคุมเข้มราคาชุดดำเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ

นายวิทยากร ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าต้นทุนวัตถุดิบสำหรับการผลิตเสื้อสีดำไม่มีการปรับเพิ่ม โดยผ้า TC ซึ่งใช้ในการผลิตเสื้อโปโลและผ้ายืด ยังคงมีราคาทรงตัวที่ประมาณ 40 บาทต่อหลา ขณะที่ผ้ายืดสำเร็จรูปอยู่ที่ 180–400 บาทต่อกิโลกรัม (หนึ่งกิโลกรัมผลิตเสื้อได้ประมาณ 3 ตัว) และมีปริมาณสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการของโรงงานผู้ผลิต

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน

ด้านการจำหน่ายสินค้าในตลาด พบว่าสินค้ามีเพียงพอต่อการรองรับความต้องการ โดยผู้ผลิตรายใหญ่และร้านค้าส่ง ยังคงราคาจำหน่ายส่งอยู่ในช่วง 100–400 บาทต่อชิ้น ตามแบบและคุณภาพของผ้า ส่วนห้างค้าปลีกรายงานว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคา เสื้อคอกลมจำหน่ายที่ 199–299 บาท เสื้อโปโล 299–359 บาท และเสื้อเชิ้ตแขนยาว 399–499 บาท และพร้อมเตรียมจำหน่ายในโครงการคนละครึ่งในราคาสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ

อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 เกี่ยวกับร้านค้าจำหน่ายชุดดำในราคาสูงขึ้น 1 ราย ในพื้นที่ตลาดโบ๊เบ๊ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาด ร้านค้าจำหน่ายเสื้อผ้า และช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกรณีไม่ปิดป้ายราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากจำหน่ายในราคาที่สูงเกินสมควรหรือเอาเปรียบผู้บริโภค มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีกักตุนสินค้าเพื่อหวังผลกำไร มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายวิทยากร ย้ำว่า "DIT จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์ได้ในราคาที่เป็นธรรม มีทางเลือกหลากหลายทั้งจากหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะไม่ถูกเอาเปรียบจากสถานการณ์ปัจจุบัน".

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม

คุมเข้มราคาชุดดำ!

จากสถานการณ์ที่ประชาชนมีความต้องการชุดดำเพิ่มมากขึ้น การคุมเข้มราคาชุดดำจึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ นอกจากนี้การปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้

มาตรการคุมเข้มราคาชุดดำ

  • ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้จำหน่ายในราคาที่เหมาะสม
  • ต้องแสดงป้ายราคาอย่างชัดเจน
  • ตรวจสอบสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด
  • ดำเนินคดีกับผู้ที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา

หากพบเห็นการจำหน่ายชุดดำในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายในพร้อมดำเนินการตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างเต็มที่ การร่วมมือกันตรวจสอบและแจ้งเบาะแสเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การคุมเข้มราคาชุดดำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมและดูแลราคาสินค้าในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการสูง ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค สิ่งสำคัญคือการที่ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสม รวมถึงการแสดงป้ายราคาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรม

การคุมเข้มราคาชุดดำไม่ใช่แค่เรื่องของการควบคุมราคา แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ที่มา – คุมเข้มราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา-ต้องปิดป้ายชัดเจน ฝ่าฝืนโทษหนัก

ศุภจี นำอาเซียนผลักดัน DEFA ปี 69

“ศุภจี” นำการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สมัยพิเศษวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเร่งรัดการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ เรื่องการเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Special ASEAN Economic Community Council on ASEAN Digital Economy Framework Agreement) ครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในห้วงการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 เพื่อเดินหน้าผลักดันนโยบาย Quick Big Win โดยยกระดับสภาพแวดล้อมด้านดิจิทัลสำหรับภูมิภาคอาเซียน

ในการประชุมครั้งนี้ นางศุภจี ได้แสดงบทบาทสำคัญในการผลักดันความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งรัดการเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในไตรมาสแรกของปีหน้า เพื่อให้สามารถลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการในปี 2569 ที่ประเทศฟิลิปปินส์

“ศุภจี” นำอาเซียนผลักดันข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล DEFA ตั้งเป้าลงนามปี 2569

นางศุภจี กล่าวว่า “ความตกลง DEFA จะเป็นกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทันสมัย ครอบคลุม และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นความสามารถในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอย่างไร้รอยต่อ (interoperability) และสร้างความเข้ากันได้ระหว่างระบบต่าง ๆ (compatibility) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนสำหรับการค้าและการลงทุน นอกจากนี้ DEFA ยังมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น (resilience) ให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงตลาดภูมิภาคได้อย่างเท่าเทียมและแข่งขันได้มากขึ้น”

ความสำคัญของข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล DEFA

การบรรลุข้อตกลง DEFA คาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคมีโอกาสเติบโตเกือบ 30% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 พร้อมยกระดับอาเซียนสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยง ครอบคลุม และยั่งยืนในเวทีโลก

ทั้งนี้ การจัดทำ DEFA เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของแผนงานบันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan Roadmap: BSBR) เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนให้เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหลังปี 2568 (AEC Post-2025 Vision) และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยอาเซียนได้เริ่มการเจรจา DEFA มาตั้งแต่ปี 2566

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาก DEFA:

  • ส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัลในภูมิภาค
  • ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ
  • สร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs
  • ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน
  • สร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนและครอบคลุม

การผลักดัน “ศุภจี” นำอาเซียนผลักดันข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล DEFA ตั้งเป้าลงนามปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับภูมิภาค

ข้อตกลง DEFA จะเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของอาเซียน และเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การที่ "ศุภจี" นำอาเซียนผลักดันข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล DEFA ตั้งเป้าลงนามปี 2569 นั้นจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม

ที่มา – “ศุภจี” นำอาเซียนผลักดันข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล DEFA ตั้งเป้าลงนามปี 2569

DIT ตรวจโรงบรรจุก๊าซพิษณุโลก พบน้ำหนักขาด สั่งดำเนินคดี

กรมการค้าภายใน (DIT) ลุยตรวจโรงบรรจุก๊าซหุงต้มในจังหวัดพิษณุโลกอย่างเข้มงวด พบถังก๊าซบรรจุน้ำหนักขาด จึงสั่งดำเนินคดีกับสถานประกอบการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า นี่คือผลจากการ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หรือ CIB ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับหุงต้ม และโรงบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวในพื้นที่ตำบลพลายชุมพล ตำบลท่าทอง และตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 จากการตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการแห่งหนึ่งในตำบลท่าโพธิ์ มีถังก๊าซบรรจุขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 52 ถัง มีน้ำหนักก๊าซที่บรรจุไม่ครบตามปริมาณที่ระบุไว้เฉลี่ยขาด 1.3 กิโลกรัมต่อถัง เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “เป็นผู้บรรจุสินค้าหีบห่อโดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” และ “เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหีบห่อที่แสดงปริมาณไว้โดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน

นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “ภายหลัง (วันที่ 17 ตุลาคม 2568) สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตพิษณุโลก ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติมที่โรงบรรจุก๊าซแห่งเดียวกัน พบว่ามีก๊าซหุงต้มที่บรรจุไว้แล้วแต่ยังไม่ผนึกซีลอีก 193 ถัง โดยทั้งหมดมีน้ำหนักขาดจากที่ระบุ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ผู้จัดการโรงบรรจุดำเนินการบรรจุก๊าซให้ครบตามปริมาณที่ระบุข้างถัง และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องก่อนนำออกจำหน่ายให้ประชาชน”

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า “การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างร้ายแรง เพราะผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแต่ได้รับสินค้าที่มีปริมาณน้อยกว่าที่แสดงไว้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นธรรมทางการค้าและความเชื่อมั่นของประชาชน กรมการค้าภายในจึงดำเนินการอย่างเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัด และสถานประกอบการบรรจุก๊าซทั่วประเทศ เพื่อให้การซื้อขายสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม และขอให้ประชาชนสังเกตการใช้งานว่าหมดก๊าซหุงต้มเร็วกว่าปกติที่เคยใช้หรือไม่ โดยหากพบการจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีน้ำหนักไม่ครบตามที่ระบุไว้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร.1569 สำนักงานสาขาชั่งตวงวัด หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจของประเทศ”

DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

กรณี DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐานสินค้าเพื่อปกป้องผู้บริโภค การที่กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นมีคุณภาพและปริมาณที่ถูกต้อง หากไม่มีการตรวจสอบเช่นนี้ ผู้บริโภคอาจถูกเอารัดเอาเปรียบได้โดยง่าย

ผลกระทบจากการ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

  • สร้างความเป็นธรรมทางการค้า
  • ปกป้องสิทธิผู้บริโภค
  • สร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ
  • ป้องปรามการกระทำผิด

การ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก ไม่ได้เป็นเพียงการจับปรับผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานสินค้าและบริการ หากผู้ประกอบการทุกรายให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมาย ก็จะช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืนได้ในระยะยาว

อย่าลืมตรวจสอบน้ำหนักและปริมาณสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ หากพบความผิดปกติ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที!

ที่มา – DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก พบถังบรรจุน้ำหนักขาด สั่งยายัด-ดำเนินคดี

รมว.พลังงาน ยัน ตรึงดีเซล 32 บ./ลิตร แน่นอน!

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน “อรรถพล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันหนักแน่นว่าจะยังคงตรึงดีเซล 32 บ./ลิตร แม้ว่าสหรัฐฯ จะออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรรัสเซียว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้น ยังไม่พบว่ามีบริษัทเอกชนไทยรายใดมีสัญญาซื้อขายน้ำมันกับบริษัทรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

รมว.พลังงาน ยัน ตรึงดีเซล 32 บ./ลิตร

ถึงแม้ว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น แต่สำหรับประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันว่าราคาดีเซลจะยังคงตรึงดีเซล 32 บ./ลิตร โดยจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยสนับสนุน

“เราเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน และรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยจะพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นายอรรถพลกล่าว

ความแข็งแกร่งของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังได้กล่าวถึงสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่ประมาณ 14,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าดีขึ้นมากจากจุดสูงสุดที่เคยติดลบกว่าแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนยังคงเป็นบวก และมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะช่วยตรึงราคาดีเซลได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้

“สถานการณ์ราคาที่พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้ มองว่าเป็นเพียงการกระชากขึ้นชั่วคราวเท่านั้น แต่ในระยะกลางถึงยาว กำลังการผลิตของโลก (OPEC Plus) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุปทานน้ำมันไม่ได้ขาดแคลน ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันคงจะไม่สูงขึ้นไปมากกว่าปัจจุบันมากนัก และเชื่อมั่นว่ากองทุนน้ำมันจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้” นายอรรถพลกล่าวเสริม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงาน และขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยให้ประเทศชาติประหยัดพลังงานโดยรวม

นอกจากมาตรการตรึงดีเซล 32 บ./ลิตร แล้ว กระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก และพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว

รัฐบาลยังคงจับตาสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

การตัดสินใจตรึงดีเซล 32 บ./ลิตร ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจต่างๆ ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง แต่ในระยะยาว การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมพลังงานทางเลือก จะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ที่มา – รมว.พลังงาน ยัน ตรึงดีเซล 32 บ./ลิตร แม้สหรัฐฯ คว่ำบาตรรัสเซีย ดันราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น

Scroll to top