คลังแสง

ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน”

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวอาชญากรรมร้อนๆ มาอัพเดทกันเลยนะครับ เรื่อง ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน” ซึ่งเป็นคดีใหญ่ที่เจ้าหน้าที่ขยายผลจากการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ พบปืนในรถ แล้วนำไปสู่การบุกค้นคลังแสงอาวุธสงครามในพื้นที่ชลบุรี เรื่องนี้สะเทือนขวัญมากเพราะเกี่ยวข้องกับบุคลากรทหารเรือด้วย มาดูรายละเอียดกันครับ

ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน”

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ที่ผ่านมา นายหมิงเฉิน อายุ 30 ปี ชาวจีน ขับรถเก๋งพลิกคว่ำบริเวณถนนเลียบทางรถไฟ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพกสั้นในรถ จากนั้นขยายผลจนเจอคลังอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม M4 จำนวน 2 กระบอก ซุกซ่อนในบ้านพัก ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นี่คือจุดเริ่มต้นของการตามล่าขบวนการค้าอาวุธผิดกฎหมาย

ปืน M4 หรือ M4 Carbine เป็นปืนไรเฟิลจู่โจมที่ทันสมัย ใช้กระสุน 5.56 มม. เป็นอาวุธมาตรฐานของกองทัพสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทยถือเป็นอาวุธสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ประชาชนครอบครองได้ การค้าขายจึงผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ดอกไม้เทียน และสิ่งเทียมอาวุธ พุทธศักราช 2490 โทษหนักถึงขั้นจำคุกยาวๆ เลยครับ

รายชื่อผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีนี้

  • นายคเชนทร์ อายุ 47 ปี ครูฝึกสนามยิงปืนแห่งหนึ่งในพัทยา จ.ชลบุรี เป็นคนกลางเชื่อมโยงหนุ่มจีนกับขบวนการ
  • นายจำลอง อายุ 51 ปี พลเรือนที่ใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงิน
  • “จ่าเม” หรือ พ.จ.อ.เมธี สังกัดกองทัพเรือ เป็นคนนัดซื้อขาย
  • จ่าบอย อายุ 43 ปี สังกัดกองการบินทหารเรือ
  • พ.จ.อ.ปฐมพล “จ่าแหบ” อดีตข้าราชการกองทัพเรือ ผู้ประสานหาปืน

ทั้ง 5 คนนี้ถูกควบคุมตัวและแจ้งข้อหา “มีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตไว้ในครอบครอง และร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาต” โดย พ.ต.ท.สินสมุทร บุญทัศนา สว.สส.

แนวทางการสอบสวนและพฤติการณ์การค้าอาวุธ

จากบันทึกคำให้การ หนุ่มจีนนายหมิงเฉินไปยิงปืนที่สนามยิงในพัทยา รู้จักกับนายคเชนทร์ แลกไลน์กัน จากนั้นส่งรูปปืน M4 ให้ดู ขอให้ช่วยหาซื้อ นายคเชนทร์ติดต่อ พ.จ.อ.เมธี ส่งรูปให้ดูต่อ พ.จ.อ.เมธีประสาน พ.จ.อ.ปฐมพล ที่ไปติดต่อ จ.อ.วัชรินทร์ (ซึ่งอาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม) จนได้ปืน 2 กระบอก ราคารวม 200,000 บาท แต่มีการโอนเงินรวมเกือบ 2 ล้านบาท!

รายละเอียดการเงินน่าสนใจมาก: นายหมิงเฉินโอน 900,000 บาทให้ พ.จ.อ.ปฐมพล และอีก 900,000 บาทให้นายจำลอง (บัญชีม้า) แล้วนายจำลองโอนคืน จากนั้นมีการแจกจ่ายเงิน เช่น พ.จ.อ.ปฐมพลให้เงินสดนายจำลอง 500 บาท ค่าใช้บัญชี ให้ พ.จ.อ.เมธี 9,000 บาท โอนให้นายคเชนทร์ 20,000 บาท +10,000 บาทค่าช่วย และโอนให้ จ.อ.วัชรินทร์ 170,000 บาท สถานที่ซื้อขายอยู่เพิงพักซอยเย็นฤดี-บ่อนไก่ 20 ม.5 ต.สัตหีบ จ.ชลบุรี ใกล้ฐานทัพเรือเลยครับ

สถานที่นัดพบแรกที่ร้านใน ม.1 ต.สัตหีบ แล้วขับต่อไปจุดซื้อ นายคเชนทร์พาหนุ่มจีนไป พ.จ.อ.เมธีนำทาง หลังตรวจปืนแล้วตกลงซื้อทันที แสดงถึงความไว้วางใจในเครือข่าย

ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทั้งหมด

เบื้องต้น ตำรวจแจ้งสิทธิผู้ต้องหาเต็มรูปแบบ พวกเขารับทราบข้อหาแต่ให้การปฏิเสธทุกคน ขอต่อสู้คดีในชั้นศาล คงต้องรอพิสูจน์กันยาวๆ

กรณี ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน” นี้ สะท้อนปัญหาการค้าอาวุธผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยาและสัตหีบ ที่มีทั้งสนามยิงปืนและฐานทัพทหาร ทำให้ง่ายต่อการแทรกซึมของขบวนการอาชญากรรม มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบความมั่นคงสาธารณะด้วยครับ ในฐานะประชาชน เราควรสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปราบปราม และระวังตัวหากเจอข้อเสนอซื้อขายอาวุธนะ คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่าง สมัครรับข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทอาชญากรรมสำคัญๆ ครับ!

ที่มา – ตำรวจแจ้งข้อหาค้าอาวุธ “ทหารเรือ-พลเรือน” รวม 5 คน โยงค้าปืน M4 ให้ “หนุ่มจีน”

สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบ ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง C4

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในไทย เมื่อ สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง พร้อมระเบิดซีโฟร์ ทำให้หลายคนตื่นตัวกับประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ล่าสุด โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ คงพิมพ์ผิด) เกี่ยวกับกรณีพลเมืองจีนรายหนึ่งที่ถูกจับกุมในข้อหาครอบครองอาวุธปืนและระเบิด C4 โดยผิดกฎหมาย

สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง พร้อมระเบิดซีโฟร์

จากโพสต์ของสถานทูตจีนระบุชัดเจนว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลจีนย้ำเสมอว่าพลเมืองจีนที่อยู่ต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด และจะไม่ปกป้องพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายใดๆ พร้อมสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมของไทยเต็มที่

รายละเอียดคำถาม-คำตอบจากโฆษกสถานทูต

ผู้สื่อข่าวถามว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจไทยระบุว่าพลเมืองจีนรายหนึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคดีครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างสอบสวน สถานทูตจีนเห็นอย่างไร?”

คำตอบที่ชัดเจน: ฝ่ายจีนยินดีร่วมมือกับไทยในการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ นี่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของสถานทูตในการจัดการปัญหานักท่องเที่ยวหรือพลเมืองที่ก่อปัญหา

ที่มาของคดีหนุ่มจีนซุกคลังแสง

จากข่าวก่อนหน้า ตำรวจไทยบุกค้นบ้านพักในกรุงเทพฯ พบอาวุธปืนหลายกระบอก กระสุน และที่สำคัญคือระเบิด C4 ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดอันตรายมาก หนุ่มจีนรายนี้ถูกกล่าวหาว่าครอบครองโดยผิดกฎหมาย สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยมีนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมาก

  • อาวุธที่พบ: ปืนสั้น ปืนยาว กระสุนจำนวนมาก
  • ระเบิด C4: วัตถุระเบิดพลาสติกที่ทรงพลัง ใช้ในงานทหาร
  • สถานที่: บ้านพักย่านกรุงเทพฯ
  • ผลกระทบ: เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พลเมืองจีนก่อปัญหาในไทย เช่น คดีหลอกลวงออนไลน์ หรือยาเสพติด แต่ครั้งนี้รุนแรงเพราะเกี่ยวข้องกับอาวุธหนัก สถานทูตจีนจึงออกมาเคลื่อนไหวทันทีเพื่อแสดงท่าทีที่ชัดเจน

ความร่วมมือไทย-จีนด้านความมั่นคง

จีนและไทยมีประวัติความร่วมมือที่ดีในเรื่องปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การจับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือยาเสพติด การที่สถานทูตจีนยืนยันจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านตำรวจและบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นสัญญาณบวก ช่วยสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการท่องเที่ยวและการค้าขายระหว่างสองชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักท่องเที่ยวทุกชาติต้องเคารพกฎหมายไทย โดยเฉพาะเรื่องอาวุธที่ห้ามเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีเต็มรูปแบบ สถานทูตจีนทำถูกแล้วที่ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด แต่เลือกทางสายกลางด้วยการตรวจสอบและร่วมมือ

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างบอกเราหน่อย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ติดตามข่าวอัปเดตคดี สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง พร้อมระเบิดซีโฟร์ ได้ที่นี่เลย!

ที่มา – สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง พร้อมระเบิดซีโฟร์

ผบก.น.2 สั่งตั้งกก.สอบปืนตำรวจหนุ่มจีน

กรณี ผบก.น.2 เผยสั่งตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงแล้ว ปมปืนตำรวจพัวพัน คลังแสง “หนุ่มจีน” กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงข่าวอาชญากรรมช่วงนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่บุกจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนวัย 30 ปี ที่ซุกซ่อนคลังแสงอาวุธปืนขนาดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจคือ ในกองอาวุธที่พบนั้น มีปืนพกของเจ้าหน้าที่ตำรวจผสมอยู่ด้วย สร้างความฮือฮาและคำถามถึงความรับผิดชอบของตำรวจไทย

ผบก.น.2 เผยสั่งตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงแล้ว ปมปืนตำรวจพัวพัน คลังแสง “หนุ่มจีน”

พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ว่า ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ได้ลงนามในคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว โดยมี พ.ต.อ.ธนกฤต บุญเจริญ รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวออกมาตั้งแต่วันก่อนหน้า

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนบุกค้นที่พักของนายหมิงเฉิน ซัน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมาก โดยบางกระบอกจากเป็นของหน่วยงานตำรวจ ซึ่งเชื่อว่าอาจมีการรั่วไหลจากภายใน สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตำรวจ 2 นายจาก บก.น.2 ที่ถูกกล่าวหา

จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) เข้าไปเกี่ยวข้องจำนวน 2 นาย ได้แก่

  • รองสารวัตร (รองสว.) สังกัดสถานีตำรวจนครบาลสายไหม (สน.สายไหม) ซึ่งเป็นเจ้าของปืนที่พบในคลังแสง
  • สารวัตร (สว.) สังกัดกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลอื่นๆ ที่อยู่นอกสังกัดบก.น.2 ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม คณะกรรมการจะเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบปากคำ เพื่อตรวจสอบที่มาที่ไปของอาวุธปืน รวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ โดยผู้ถูกกล่าวหาจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

ขั้นตอนการสอบสวนและการพิจารณาโทษ

ผบก.น.2 ระบุว่า การพิจารณาโทษจะทำหลังจากรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนเท่านั้น โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ รอผลการสอบสวนจากคณะกรรมการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากเป็นคดีที่กระทบภาพลักษณ์โดยตรง

กรณี ผบก.น.2 เผยสั่งตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงแล้ว ปมปืนตำรวจพัวพัน คลังแสง “หนุ่มจีน” นี้นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหาการควบคุมอาวุธในหน่วยงานราชการ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการละเมิดจริง อาจนำไปสู่การลงโทษทางวินัยหรืออาญา รวมถึงการปรับปรุงระบบการตรวจสอบอาวุธปืนของตำรวจให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ คดีของนายหมิงเฉิน ซัน ยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ลักลอบค้าอาวุธ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลจับกุมผู้ร่วมแก๊งเพิ่มเติม สร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าตำรวจกำลังทำงานอย่างเต็มที่

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ กรณีนี้สะท้อนถึงช่องโหว่ในระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ โดยเฉพาะอาวุธที่เป็นของอันตราย หากไม่แก้ไข อาจเกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต

สุดท้ายแล้ว กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าความโปร่งใสและการตรวจสอบภายในต้องเข้มแข็ง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตคดีได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ผบก.น.2 เผยสั่งตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงแล้ว ปมปืนตำรวจพัวพัน คลังแสง “หนุ่มจีน”

ตม. คุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” หวั่นปลิดชีพ พบทหารเอี่ยวขายปืน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันเลยนะครับ ตม. คุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” หวั่นปลิดชีพหนีผิด พบทหารอีก 2 นาย เอี่ยวขายปืนให้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ชลบุรี สุดมันส์และน่าตกใจมาก เพราะเกี่ยวข้องกับคลังแสงอาวุธสงครามเต็มบ้านเลยทีเดียว

ตม. คุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” หวั่นปลิดชีพหนีผิด พบทหารอีก 2 นาย เอี่ยวขายปืนให้

ทุกอย่างเริ่มต้นจากรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำบนถนนเลียบทางรถไฟห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตำรวจไปตรวจสอบก็เจอนาย หมิงเฉิน ซัน ชาวจีนวัย 31 ปี เป็นคนขับ อยู่กับแฟนสาวชาวไต้หวัน น.ส.ม่า ยู่ฮชิน วัย 33 ปี ตรวจรถเจอปืน .45 แม็กกาซีน ปืนสงคราม และถังเบนซิน สงสัยเลยขยายผลค้นบ้านเช่า พลิกบ้านเป็นคลังอาวุธเพียบ! เชื่อว่าเตรียมก่อเหตุร้ายหรือลอบสังหารคนสำคัญของไทย

ที่พีคกว่านั้น จากโทรศััพท์ของหมิงเฉิน ซัน เจอคลิปฝึกยิงปืนสงคราม ใช้ไก่ผูกขาเป็นเป้า ขว้างระเบิดด้วย มีครูฝึกสอน จุดฝึกอยู่ที่ค่ายรบพิเศษ 911 กัมพูชา ค่ายองครักษ์ฮุนเซนเลยนะครับ ผู้ต้องหาให้การว่าป่วยซึมเศร้า อยากระเบิดพลีชีพ อาวุธซื้อจากกลุ่มไลน์

ภาพผู้ต้องหาและของกลาง

ล่าสุด ตม.ชลบุรีพาตัวไปคุมที่สำนักงาน จอมเทียน 5 เฝ้า 24 ชม. เพราะเขาพูด “ฉันอยากตาย” ตลอด กลัวปลิดชีพหนีผิดจริงๆ คาดสอบเพิ่มที่สภ.นาจอมเทียน

ของกลางสุดโหดที่ยึดได้ทั้งหมด 18 รายการ

  • ปืน GLOCK 26 เลข EKR596 พร้อมกระสุน 9 มม. 5 นัด ในรถ
  • ปืน M16 2 กระบอก ในบ้าน
  • กระสุน 5.56 มม. กว่า 700 นัด
  • ดินระเบิด C4 1 กล่อง (2,486 กรัม) + 2 แท่ง (1,173 กรัม)
  • กับดักระเบิด POMZ2 รัสเซีย 4 ลูก
  • ระเบิดขว้าง K75 เกาหลี 1 ลูก, M6/01 พม่า 1 ลูก
  • เชื้อปะทุไฟฟ้า 7 ดอก, รีโมท 2 อัน
  • เสื้อเกราะ 3 ตัว, หน้ากากกันแก๊ส 2 อัน + ไส้กรอง 6 อัน
  • ซองกระสุน M16 9 อัน

เจ้าหน้าที่ EOD และ พิสูจน์หลักฐานจากส่วนกลางมาจัดการของกลางที่สภ.นาจอมเทียน เก็บข้อมูลเชิงลึก ห้ามถ่ายภาพเพราะเรื่องมั่นคง

เครือข่ายทหารเอี่ยวขายปืน M4

พบเส้นทางซื้อขายชัดเจน นายคเชนทร์ ครูฝึกยิงพัทยา ซื้อปืน M4 จาก พ.จ.อ.เมธี กองทัพเรือ ราคา 2 แสนบาท ส่งให้หมิงเฉิน ตอนนี้เร่งล่าทหารอีก 2 นาย “จ่าแหบ” (อดีตทหารเรือ) และ “จ่าบอย” ที่เกี่ยวข้อง ทหารกองทัพเรือเอี่ยว 3 นาย (รับราชการ 2 ออกราชการ 1) + ครูฝึกพลเรือน

น.ส.ม่า ยู่ฮชิน ให้การดี อยู่ระหว่างประสานสถานทูตผลักดัน นายจำลอง พยาน ถูกจ้างยืมบัญชี ได้เงิน 500 + เบียร์ 1 ลัง

ไทม์ไลน์: คเชนทร์ถามเมธี มีปืนไหม? เมธีติดต่อจ่าแหบ แหบติดต่อบอย นำปืนขาย จำลองยืมบัญชีโอนเงิน ตำรวจตรวจเส้นเงิน การสื่อสาร ขยายเครือข่ายลักลอบค้าอาวุธ

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาความมั่นคงชายแดน อาวุธไหลเข้าจากกัมพูชา-ทหารบ้านเราเอี่ยวได้ยังไง? รัฐต้องเข้มงวดกว่านี้ครับ เพื่อนๆ คิดว่าควรมีมาตรการอะไรเพิ่ม ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย และแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยกันนะครับ!

ที่มา – ตม. คุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” หวั่นปลิดชีพหนีผิด พบทหารอีก 2 นาย เอี่ยวขายปืนให้

โฆษก ตร. เผยคดีหนุ่มจีนซุกคลังแสงสถานะซับซ้อน

วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดเข้มข้นจากโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ที่ได้เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดในคดีหนุ่มจีนซุกคลังแสง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา คดีนี้พบอาวุธสงครามจำนวนมหาศาลในบ้านของนายหมิงเฉิน ชาวจีนวัย 30 ต้นๆ ที่ จ.ชลบุรี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งขยายผลทุกทิศทาง

คดีหนุ่มจีนซุกคลังแสง

จากข้อมูลที่โฆษก ตร. เผยออกมา เบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหามีอาวุธมากเกินกว่าการป้องกันตัวเองหรือใช้ส่วนตัวแน่นอน ตำรวจกำลังตรวจสอบทุกสมมติฐาน ไม่ว่าจะเป็นการก่อวินาศกรรมหรือเหตุอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีภาพผู้ต้องหากับหน่วย BHQ ซึ่งทางรอง ผบ.ตร. ส่งสันติบาลตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อเชื่อมโยงกับความมั่นคง

สถานะตัวตนซับซ้อนของผู้ต้องหา

จุดที่น่าสนใจคือสถานะตัวตนของนายหมิงเฉิน ที่ซับซ้อนมาก มีหนังสือเดินทางหลายเล่ม สถานะพำนักในหลายประเทศ บัตรประชาชนสีชมพูและใบขับขี่ที่พบในที่เกิดเหตุกำลังถูกตรวจสอบโดยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ชี้ว่าต้องเจาะลึกเพราะมีหลายชั้น

ส่วนเส้นทางการเงินในการหาอาวุธ ตำรวจเชิญบุคคลเกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบปากคำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนสนิทหรือพันธมิตรทางธุรกิจ รายละเอียดยังอยู่ในขั้นสืบสวน แต่รับประกันว่าจะขยายผลให้ครบถ้วน

ที่มาอาวุธปืนจากตำรวจและเส้นทางการจำนำ

ของกลางสำคัญคือปืนที่เป็นของตำรวจ สน.สายไหม ซื้อผ่านสวัสดิการ แต่ถูกจำนำหลายทอด ทอดสุดท้ายอยู่ในมือ “รองสารวัตร” ที่เคยถูกสอบวินัย ปืนถูกขายตัวต่อตัวให้ผู้ต้องหา โดยยังไม่โอนทะเบียน ตำรวจกำลังสืบหาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ และตรวจสอบคดีวินัยของนายตำรวจคนนี้ให้สิ้นสุดอย่างไร

อาวุธทั้งหมดกำลังตรวจสอบแหล่งที่มา บางส่วนซื้อตัวต่อตัว บางส่วนออนไลน์ ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือระดับหนึ่งในการสอบปากคำวันนี้ มีความคืบหน้ากว่าวันก่อน และจะดำเนินคดีกับคนเกี่ยวข้องเพิ่ม

  • อาวุธสงครามจำนวนมากในบ้านผู้ต้องหา
  • สถานะตัวตนหลายชั้น ตรวจสอบโดย ตม.
  • ปืนตำรวจจำนำหลายทอด สุดท้ายขายโดย รองสารวัตร
  • เส้นเงินและบุคคลเกี่ยวข้องถูกเชิญสอบแล้ว
  • ตรวจสอบสมมติฐานทุกมิติ รวมความมั่นคง

คดีหนุ่มจีนซุกคลังแสงนี้แสดงให้เห็นช่องโหว่ในการควบคุมอาวุธในไทย โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ การซื้อขายปืนเถื่อนทั้งตัวต่อตัวและออนไลน์เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขด่วน

ในมุมมองของเรา คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการตรวจสอบตัวตนชาวต่างชาติต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เอกสารปลอมง่าย หากปล่อยไว้ อาจกระทบความมั่นคงได้ ติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติม และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้กันนะครับ!

ที่มา – โฆษก ตร. เผยคดี “หนุ่มจีน” ซุกคลังแสง พบมีสถานะตัวตนซับซ้อน อยู่ระหว่างเร่งสอบเส้นเงิน

ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดีหนุ่มจีนซุกคลังแสง

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยกันครับ ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดี “หนุ่มจีนซุกคลังแสง” สอบ 5 ปมสำคัญ โยงการก่อวินาศกรรม ซึ่งเป็นคดีที่ทำให้หลายคนตื่นตัวเรื่องความมั่นคงของชาติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ชลบุรี ที่ตำรวจจับกุมชายชาวจีนรายนี้ได้พร้อมอาวุธสงครามและระเบิด C4 จำนวนมาก ผบ.ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ได้ลงพื้นที่ด้วยตัวเองและสั่งการให้เร่งขยายผลทุกมิติทันที เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ที่อาจคุกคามประชาชน

ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดี “หนุ่มจีนซุกคลังแสง” สอบ 5 ปมสำคัญ โยงการก่อวินาศกรรม

คดีนี้เริ่มต้นจากอุบัติเหตุรถยนต์ของผู้ต้องหาในพื้นที่ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2567 (ตามเนื้อหา 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) สิบโท นิลพัฒน์ ทองย้อย ตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน มีไหวพริบสังเกตเห็นแม็กกาซีนปืน .45 ในรถ จนนำไปสู่การตรวจค้นบ้านเช่าและพบคลังอาวุธขนาดใหญ่ มีทั้งปืนสั้น ปืนยาว กระสุน และระเบิด C4 ที่ร้ายแรงมาก ผบ.ตร. ชื่นชมเจ้าหน้าที่ชุดนี้และมอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ดูแลใกล้ชิด ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 2 กองปราบปราม และหน่วยความมั่นคงอื่นๆ

ผู้ต้องหาอ้างอะไร และตำรวจไม่เชื่อเพราะเหตุใด

ผู้ต้องหาชาวจีนอ้างว่าซุกอาวุธไว้เพื่อฆ่าตัวตายและชอบสะสมปืน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อ เพราะอาวุธเป็นแบบสงครามทั้งนั้น แถมมีประวัติเดินทางเข้าออกไทยบ่อย และไปกัมพูชาด้วย นอกจากนี้ยังพบคลิปฝึกยิงกับคนที่ดูคล้ายชาวกัมพูชา ทำให้ต้องตรวจสอบว่ามีแผนก่อวินาศกรรมหรือไม่ แม้ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชัด แต่ ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดี “หนุ่มจีนซุกคลังแสง” สอบ 5 ปมสำคัญ โยงการก่อวินาศกรรม อย่างละเอียด

5 ปมสำคัญที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวน

เพื่อคลี่คลายคดีให้กระจ่าง ตำรวจกำหนดประเด็นหลัก 5 ข้อที่ต้องเค้นให้ได้คำตอบ ดังนี้

  • 1. ประวัติผู้ต้องหา: ตรวจสอบพื้นหลัง ครอบครัว และความเชื่อมโยงกับกลุ่มน่าตกใจ
  • 2. การเดินทางเข้าออกประเทศ: ดูบ่อยแค่ไหน ไปที่ไหนบ้าง โดยเฉพาะกัมพูชา
  • 3. อาชีพและผู้เกี่ยวข้อง: ทำอะไรในไทย มีเครือข่ายใครบ้าง รวมภรรยาที่กำลังตรวจสอบ
  • 4. ที่มาของอาวุธ: ได้มาจากไหน ใครขาย วัตถุประสงค์คืออะไร จะนำไปใช้ยังไง
  • 5. เส้นทางการติดต่อและเงิน: ดูโทรศัพท์ บัญชีธนาคาร เพื่อหาเส้นทางการเงินและผู้สมรู้ร่วมคิด

การสอบสวนบูรณาการหลายหน่วย เช่น กอ.รมน. ตม. สันติบาล เพื่อเจาะลึกแรงจูงใจจริงๆ

ปืนตำรวจสายไหมตกเป็นอาวุธในคดี

น่าสนใจคือ ปืนพกที่พบในตัวผู้ต้องหาเป็นของตำรวจ สน.สายไหม ที่ขายต่อกันเองในแวดวง ตำรวจยอมรับว่าอาจเกิดจากปัญหาการเงิน แต่ยืนยันไม่ใช่ปืนสวัสดิการ และกำลังสอบนายตำรวจเจ้าของปืนเด็ดขาดหากผิดจริง

พื้นที่เฝ้าระวังและมาตรการป้องกัน

ผบ.ตร. สั่งเฝ้าระวังชาวต่างชาติพฤติกรรมน่าสงสัยในแหล่งท่องเที่ยว เช่น

  • ชลบุรี พัทยา
  • เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี
  • พังงา อ.ปาย

เน้นสแกนธุรกิจผิดกฎหมายและปฏิบัติการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี เพื่อป้องกันภัยคุกคาม

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไทยในการรักษาความมั่นคง แม้ผู้ต้องหาจะถูกควบคุมแล้ว แต่การขยายผลยังต้องเข้มข้นต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย คุณคิดว่าคดีนี้จะเชื่อมโยงก่อวินาศกรรมจริงไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวสารความมั่นคงจากเราเพื่อความปลอดภัยของทุกคนครับ

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งเร่งขยายผลคดี “หนุ่มจีนซุกคลังแสง” สอบ 5 ปมสำคัญ โยงการก่อวินาศกรรม

“อนุทิน” สั่งขยายผลเข้มข้น ชายจีนขนอาวุธสงคราม

เหตุการณ์สุดตึงเครียดที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรี ทำให้สังคมไทยต้องตื่นตัวกับเรื่องความมั่นคงอีกครั้ง เมื่อชายชาวจีนขับรถขนอาวุธสงครามพลิกคว่ำ และถูกจับกุมได้พร้อมของกลางเพียบ ล่าสุด “อนุทิน” สั่งขยายผลเข้มข้นหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตำรวจเร่งรัดหาต้นตอให้ได้

“อนุทิน” สั่งขยายผลเข้มข้นหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ๆ แล้ว และได้สั่งการให้ขยายผลอย่างเข้มข้น หาต้นตอของปัญหาให้ชัดเจนที่สุด พร้อมดำเนินการเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าทำไมคนต่างชาติถึงกล้าครอบครองอาวุธสงครามได้ โดยยืนยันว่า ในปัจจุบันไม่มีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนหรือสิ่งของอันตรายใดๆ แล้ว ยกเว้นเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น หากใครถูกจับได้จะมีโทษหนักและข้อหาอื่นๆ ตามมาแน่นอน แม้แต่คนที่พยายามเรียกร้องให้ออกใบอนุญาตเพิ่ม ก็ไม่สมควรเพราะยังห้ามอยู่ยังอุกอาจขนาดนี้

รายละเอียดเหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

เหตุเกิดที่ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบรถยนต์ที่พลิกคว่ำ พบชายชาวจีนเป็นผู้ขับขี่ ก่อนค้นเจออาวุธสงคราม กระสุน และวัตถุระเบิดจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นการลักลอบขนส่งอาวุธผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือที่อาจเชื่อมโยงกับกลุ่ม BHQ ซึ่งเป็นเครือข่ายน่าสงสัย

  • อาวุธสงครามหลายชนิด เช่น ปืนกลและปืนไรเฟิล
  • วัตถุระเบิดและอุปกรณ์ประกอบ
  • กระสุนจำนวนมาก
  • เอกสารและข้อมูลดิจิทัลที่ต้องตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลเพื่อดูว่ามีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจใช้ไทยเป็นจุดกลางในการค้าอาวุธ

นโยบายรัฐบาลต่อการครอบครองอาวุธ

“อนุทิน” สั่งขยายผลเข้มข้นหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม นี้ สะท้อนถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลในการควบคุมอาวุธ ในช่วงที่ไทยมีนโยบายฟรีวีซ่าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว อาจเปิดช่องให้อาชญากรแทรกซึมได้ รัฐบาลจึงต้องตรวจสอบทุกมิติ ไม่ว่าจะโยงกับ BHQ หรือขบวนการอื่นๆ ขอให้ตำรวจและหน่วยความมั่นคงทำงานให้ละเอียดก่อนสรุป

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบชาวต่างชาตินำอาวุธเข้าไทยผิดกฎหมาย สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยาและนาจอมเทียนที่ใกล้ชิดกับชาวจีนจำนวนมาก รัฐบาลได้เพิ่มมาตรการตรวจเข้มชายแดนและจุดตรวจต่างๆ แล้ว แต่ยังต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ดอกไม้เทียน และสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. 2490 ที่ห้ามพกพาอาวุธโดยเด็ดขาด ผู้กระทำผิดอาจถูกจำคุกยาวหรือปรับหนัก หากโยงกับองค์กรอาชญากรรมจะยิ่งรุนแรง

ผลกระทบและมาตรการป้องกัน

จากข้อมูลที่พบในมือถือของผู้ต้องหา อาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมน่ากังวล รัฐบาลสั่งให้ตรวจสอบทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย นี่คือสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยต้องปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมืองและเฝ้าระวังอาชญากรรมข้ามชาติให้ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “อนุทิน” สั่งขยายผลเข้มข้นหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม นี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังทำงานหนักเพื่อความปลอดภัยของประชาชน หากเราร่วมมือกันแจ้งเบาะแส จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? มันจะส่งผลต่อนโยบายฟรีวีซ่าหรือไม่? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคม ติดตามข่าวสารความมั่นคงเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” สั่งขยายผลเข้มข้นหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

ค้นบ้านอดีตเมีย หนุ่มจีนซุกคลังแสง

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียอย่าง ค้นบ้านอดีตเมีย หนุ่มจีนซุกคลังแสง ทำให้หลายคนตื่นตระหนกกับปริมาณอาวุธสงครามและระเบิดที่ถูกซุกซ่อนไว้ ตำรวจชลบุรีและกรุงเทพฯ ร่วมมือกันขยายผลการจับกุมครั้งนี้ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าความปลอดภัยกำลังถูกดูแลอย่างเข้มงวด

ค้นบ้านอดีตเมีย หนุ่มจีนซุกคลังแสง

ทุกอย่างเริ่มต้นจากเหตุการณ์รถเก๋งพลิกคว่ำบริเวณนาจอมเทียน จ.ชลบุรี เมื่อช่วงค่ำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ สภ.นาจอมเทียน เข้าตรวจสอบ พบ นายหมิงเฉิน อายุ 31 ปี ชาวจีน เป็นคนขับรถ พร้อมผู้หญิงชาวไต้หวันอีกคน ในรถมีอาวุธปืนสงครามซุกซ่อนอยู่ นายหมิงเฉินถือพาสปอร์ตจีนและบัตรประจำตัวคนต่างด้าวสีชมพู ซึ่งระบุที่อยู่บ้านทาวน์เฮาส์ในซอยหทัยราษฎร์ 37 เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ

ผู้ต้องหาให้การแรกว่าสั่งอาวุธและระเบิด ซีโฟร์ (C4) ทางออนไลน์ เพื่อมารับจาก จ.ระยอง และจะใช้จบชีวิตตัวเองเพราะป่วยโรคซึมเศร้า แต่ตำรวจไม่เชื่อคำให้การเต็มที่ จึงขยายผลทันที พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี นำกำลังบุกค้นบ้านพักของนายหมิงเฉินในหมู่บ้าน ม.2 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง พบคลังแสงขนาดใหญ่ อาวุธปืนสงครามหลายกระบอก ระเบิด C4 จำนวนมาก ผูกติดกับเสื้อเกราะพลีชีพ แบบพร้อมใช้งาน สร้างความตกใจให้เจ้าหน้าที่

อดีตภรรยาเผยพฤติกรรมแปลกของหนุ่มจีน

ความคืบหน้าวันที่ 9 พ.ค. 2569 เวลา 07.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจนครบาลบุกค้นบ้านจากบัตรสีชมพู พบ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 31 ปี อดีตภรรยาของนายหมิงเฉิน ทำงานเอ็นเตอร์เทนย่านทองหล่อ อยู่กับแฟนหนุ่ม ไม่พบของผิดกฎหมายในบ้าน

น.ส.เอ เล่าว่า รู้จักนายหมิงเฉิน (หรืออาต๋า) ตั้งแต่ปี 2564 ที่พัทยา จ.ชลบุรี พบกันอีกที่ร้านอาหารย่านประดิษฐ์มนูธรรม ก่อนย้ายมาอยู่บ้านทาวน์เฮาส์หลังนี้ ซึ่งเป็นของลูกพี่ลูกน้องเธอ และเธอมีชื่อในทะเบียนบ้าน นายหมิงใช้ที่อยู่นี้ทำบัตรสีชมพูและเปิดบริษัทบังหน้า อ้างทำธุรกิจให้รถเช่าในเกาหลีใต้ มักเดินทางไปเกาหลีใต้และออสเตรเลียบ่อยครั้ง

ทั้งคู่ส่วนใหญ่อยู่บ้านเช่าที่พัทยา จดทะเบียนสมรสกัน อยู่ด้วยกันปีกว่า นายหมิงมาบ้านนี้แค่ 4-5 ครั้ง ระยะหลังทำตัวแปลก ห่างเหิน จนหย่ากันปี 2568 และไม่ได้ติดต่อกันอีก น.ส.เอ มีแฟนใหม่แล้ว

  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์: รถพลิก 8 พ.ค. → ค้นบ้านชลบุรีพบคลังแสง → ค้นบ้าน กทม.สอบอดีตเมีย
  • อาวุธที่พบ: ปืนสงคราม, ระเบิด C4, เสื้อเกราะพลีชีพ
  • พฤติกรรมน่าสงสัย: เปิดบริษัทบังหน้า, เดินทางต่างประเทศบ่อย, ทำตัวแปลก

กรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในไทย ชาวต่างชาติใช้เอกสารปลอมหรือบังหน้าเปิดบริษัทเพื่อปกปิดกิจกรรมผิดกฎหมาย ระเบิด C4 เป็นวัตถุระเบิดพลาสติกที่มีพลังทำลายสูง ใช้ในสงครามและก่อการร้าย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสืบต่อว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งไหน

จากสถิติ ตำรวจไทยจับกุมอาวุธเถื่อนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะจากต่างชาติที่ลักลอบนำเข้า การสืบสวนครั้งนี้แสดงประสิทธิภาพของตำรวจในการเชื่อมโยงข้อมูลจากบัตรประจำตัวและที่อยู่

คุณคิดอย่างไรกับกรณี ค้นบ้านอดีตเมีย หนุ่มจีนซุกคลังแสง นี้? อาจเป็นแค่บุคคลเดียวหรือส่วนหนึ่งของเครือข่ายใหญ่? ติดตามข่าวอัปเดตและแชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อให้สังคมตื่นตัวเรื่องความปลอดภัย

ที่มา – ค้นบ้านอดีตเมีย หนุ่มจีนซุกคลังแสง เผยทำตัวแปลก เปิดบริษัทบังหน้าไปต่างประเทศบ่อย

คุมเข้ม “หนุ่มจีน” ซุกคลังแสง ระเบิดซีโฟร์ ส่งฝากขังศาลพัทยา ตม.เพิกถอนวีซ่า

วันนี้เราจะมาพูดถึงคดีใหญ่ที่กำลังเป็นข่าวดังทั่วประเทศ นั่นคือ คุมเข้ม “หนุ่มจีน” ซุกคลังแสง ระเบิดซีโฟร์ ส่งฝากขังศาลพัทยา ตม.เพิกถอนวีซ่า คดีนี้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุรถหรูเสียหลักที่ถนนเลียบทางรถไฟห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี ก่อนที่ตำรวจจะขยายผลพบคลังอาวุธสงครามในบ้านพักของนายหมิงเฉิน ชายชาวจีนวัย 30 ต้นๆ

คุมเข้ม “หนุ่มจีน” ซุกคลังแสง ระเบิดซีโฟร์ ส่งฝากขังศาลพัทยา ตม.เพิกถอนวีซ่า

เช้าวันที่ 9 พ.ค. 2569 ร.ต.อ.อาทิตย์ แสนปัญญา รองสว.สส. สภ.นาจอมเทียน ได้เบิกตัวผู้ต้องหาออกจากห้องควบคุม สอบปากคำเพิ่มเติม โดยมีล่ามแปลภาษาช่วย ผู้ต้องหาสีหน้านิ่งเฉย พูดน้อย และดูเหม่อลอย ก่อนถูกพิมพ์ลายนิ้วมือและส่งตัวฝากขังที่ศาลจังหวัดพัทยา ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด รถสายตรวจนำขบวน รถติดตามประกบ เพราะคดีนี้ละเอียดอ่อน อาจเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ

ข้อกล่าวหาหนักหลายกระทง

ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหา มีอาวุธปืนและกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธในที่สาธารณะ ครอบครองปืนที่ไม่อาจอนุญาตได้ ครอบครองวัตถุระเบิด C4 และยุทโธปกรณ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ ตม.ชลบุรีโดย พ.ต.อ.นภัสพงศ์ โฆษิตสุริยมณี สั่งเพิกถอนวีซ่า แบล็กลิสต์ทันที เตรียมผลักดันออกนอกประเทศหลังคดีสิ้นสุด

หญิงสาวที่อยู่ด้วยตอนเกิดเหตุเป็นแค่เพื่อนจากไต้หวัน ไม่เกี่ยวข้องกับอาวุธ ตำรวจตรวจกล้องวงจรปิดยืนยันพักแยกห้อง เธอมีตั๋วกลับประเทศวันที่ 10 พ.ค. แต่คดีเกิดก่อน

ของกลางสุดอานุภาพร้ายแรง

  • ลูกระเบิดขว้างสังหาร 4 ลูก
  • ลูกระเบิด K75 1 ลูก
  • ระเบิดกับดักแบบฝักข้าวโพด 4 ลูก
  • ดินระเบิด C4 หลายแท่ง รวม 5 ลูกน้ำหนัก 16 ปอนด์ ติดเสื้อเกราะพร้อมรีโมต
  • ปืนไรเฟิล M4 2 กระบอก ปืนพก 1 กระบอก กระสุนเพียบ
  • แกลอนน้ำมันเบนซินหลายลิตร

ส่วนอดีตภรรยา น.ส.จันทิมา บอกว่าหย่ากันตั้งแต่ 21 เม.ย. 2568 ไม่ติดต่อกันแล้ว ตำรวจบุกตรวจบ้านย่านหทัยราษฎร์ ไม่พบของผิดกฎหมาย

ตอนนี้ตำรวจและหน่วยความมั่นคงเร่งขยายผล สืบที่มาอาวุธ ตรวจเครือข่าย คดีนี้กระทบความมั่นคงโดยตรง ระเบิด C4 ที่พบมีพลังทำลายสูงมาก

คดี คุมเข้ม “หนุ่มจีน” ซุกคลังแสง ระเบิดซีโฟร์ ส่งฝากขังศาลพัทยา ตม.เพิกถอนวีซ่า สะท้อนปัญหาความมั่นคงจากชาวต่างชาติที่อาจซ่อนตัวทำชั่ว หวังว่าเจ้าหน้าที่จะคลี่คลายได้เร็วๆ นี้

คุณคิดว่าคดีนี้จะเชื่อมโยงอะไรใหญ่กว่านี้ไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – คุมเข้ม “หนุ่มจีน” ซุกคลังแสง ระเบิดซีโฟร์ ส่งฝากขังศาลพัทยา ตม.เพิกถอนวีซ่า

Scroll to top