งบประมาณ

“อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ราคาพืชผล

ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำเป็นประเด็นร้อนที่เกษตรกรไทยเผชิญมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือผลไม้อย่างทุเรียน มังคุด ล่าสุดในสภา มีการถกเถียงเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน

“อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน

จากเหตุการณ์วันที่ 29 เมษายน 2567 สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาราคาพืชผล นายอัครเดชกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหานี้ โดยได้กำชับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ติดตามข้อเสนอและการอภิปรายของ ส.ส. อย่างใกล้ชิดแล้ว การส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ (กมธ.พาณิชย์) ดำเนินการจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ในสัปดาห์หน้า กมธ.พาณิชย์ชุดใหม่จะเริ่มทำงานทันที โดยไม่เสียเวลาในการตั้งใหม่ ซึ่งกมธ.นี้ในฐานะกรรมาธิการสามัญประจำสภา มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการติดตามและแก้ไขปัญหาราคาพืชผลอยู่แล้ว “ไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพิ่มเติม เพราะอาจเกิดความซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณ ขณะที่กมธ.พาณิชย์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” นายอัครเดชย้ำ

เหตุผลหลักที่ “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล

  • อำนาจเต็มรูปแบบ: กมธ.พาณิชย์สามารถเชิญหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนมาหารือได้ มีตัวแทนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
  • ไม่ซ้ำซ้อนและประหยัดงบ: หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรซ้ำซ้อน ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน
  • ทำงานต่อเนื่อง: มีอายุการทำงานยาวนานจนครบวาระสภา สามารถติดตามผลรัฐบาลได้ยาวนาน ต่างจากกมธ.วิสามัญที่จำกัดเวลา
  • ประสิทธิภาพสูงกว่า: เป็นกลไกประจำสภา ทำให้แก้ปัญหาได้รวดเร็วและยั่งยืน

ปัญหาราคาพืชผลที่เกษตรกรเผชิญและแนวทางแก้ไข

ราคาพืชผลตกต่ำเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลผลิตล้นตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากน้ำมันและปุ๋ย สงครามการค้าโลกที่กระทบการส่งออก และปัญหาโลจิสติกส์ รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การรับซื้อสต็อกผลผลิต การเจรจาเปิดตลาดใหม่ ลดภาษีนำเข้าปุ๋ย และส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน โดยกมธ.พาณิชย์จะช่วยตรวจสอบและเสนอแนะเพิ่มเติม

ฝ่ายค้านเสนอว่ากมธ.วิสามัญจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริง กมธ.พาณิชย์ก็ทำได้เช่นกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะความต่อเนื่องในการทำงาน

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นประสิทธิภาพและการแก้ปัญหาจริงจัง โดยไม่เสียเวลากับโครงสร้างใหม่ที่อาจล่าช้า คุณเห็นด้วยกับมุมมองของ “อัครเดช” หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เกษตรกรได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบ 1,000 ล้าน

หลังจากเกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ชาวบ้านจำนวนมากยังคงรอคอยการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างใจจดใจจ่อ ล่าสุด ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด หลังผ่านไปครึ่งปีแล้ว แต่เงินช่วยเหลือยังไม่ถึงมือครบถ้วน ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดโฉมหน้าทวงถามในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจ่ายเงิน โดยเฉพาะงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนกว่า 1,000 ล้านบาท และเงินเยียวยาเกษตรกรที่ค้างจ่าย

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับครัวเรือนนับหมื่นรายในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาที่ได้รับผลกระทบหนัก บ้านเรือนพังพินาศ สัตว์เลี้ยงจมน้ำตาย พืชผลเสียหาย แต่ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่าคือความล่าช้าของระบบราชการในการเยียวยา ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนจำนวน 1,098 ล้านบาท ครอบคลุม 60,000 ครัวเรือนแล้ว แต่การดำเนินการกลับเชื่องช้า ไม่มีกำหนดการโอนเงินที่ชัดเจน ชาวบ้านบางรายที่บ้านพังหนัก กลับได้รับเงินเยียวยาน้อยเกินจริง ไม่พอสำหรับการซ่อมแซม

ส.ส.ประชาธิปัตย์ย้ำถึงปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • ข้อมูลผู้ประสบภัยตกหล่น ทำให้บางครัวเรือนไม่ได้รับสิทธิ์
  • วงเงินเยียวยาไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริง
  • ขั้นตอนราชการยุ่งยาก ล่าช้าเกิน 6 เดือน
  • ไม่มีช่องทางร้องเรียนที่สะดวกสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

เพื่อแก้ไขปัญหา ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์เรียกร้องให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดไทม์ไลน์จ่ายเงินชัดเจน และจัดตั้งช่องทางร้องเรียนสำหรับผู้ที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือได้รับเงินไม่เป็นธรรม ชาวบ้านที่รอคอยด้วยความหวัง ไม่อยากให้ความช่วยเหลือกลายเป็นภาระที่ต้องไล่ตามอีกต่อไป

ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

นอกจากปัญหาที่อยู่อาศัยแล้ว กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในสงขลากว่า 1,725 ราย ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว แม้ความเสียหายรวมจะสูงถึง 114 ล้านบาท เกษตรกรเหล่านี้สูญเสียสัตว์เศรษฐกิจไปจำนวนมาก ไม่มีทุนหมุนเวียนในการเริ่มต้นใหม่ ส.ส.ปชป. จึงจี้กรมปศุสัตว์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งกำหนดกรอบเวลาจ่ายเงินที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูอาชีพได้ทันท่วงที

ความล่าช้านี้ไม่เพียงสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของสงขลา หากรัฐบาลปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ความเชื่อมั่นในระบบบรรเทาภัยอาจสั่นคลอน น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การมีกลไกเยียวยาที่รวดเร็วและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องลำบากซ้ำซ้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วย เช่น แอปพลิเคชันยื่นขอเยียวยาออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใส หากทำได้ ชาวบ้านจะได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? รัฐบาลควรเร่งแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและภัยพิบัติจากเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

“ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี

ข่าวดีสำหรับคนรักมรดกวัฒนธรรมไทย เมื่อ “ซาบีดา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงแผนการบูรณะปราสาทตาควายที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ชาวไทยหลายคนคงตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้เห็นโบราณสถานสำคัญแห่งนี้กลับมาสวยงามดังเดิม โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการอนุรักษ์

“ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี

จากข้อมูลล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอจัดสรรงบประมาณจากกรมศิลปากร ซึ่งได้สำรวจพื้นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าการบูรณะทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี กระทรวงวัฒนธรรมยังประสานงานกับหน่วยทหารในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเคลียร์พื้นที่และรับประกันความปลอดภัยในการทำงาน

ปราสาทตาควาย คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ปราสาทตาควาย หรือที่รู้จักในชื่อ Ta Krabey เป็นโบราณสถานสมัยขอมตั้งอยู่ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูง สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มปราสาทปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ด ที่เคยถูกทิ้งร้างและเสียหายจากทั้งธรรมชาติและความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต การบูรณะครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการคืนชีวิตให้มรดกชาติ

ความท้าทายด้านความปลอดภัยและการประสานงาน

หนึ่งในอุปสรรคหลักคือสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่ง “ซาบีดา” ยอมรับว่าไม่สามารถยืนยัน 100% ได้ แต่จากข้อมูลที่ได้รับ เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่ ทำให้ทีมบูรณะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังมีการเคลียร์พื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเหตุร้าย

เทคโนโลยีช่วยให้ปราสาทกลับมาคล้ายเดิมมากที่สุด

จุดเด่นของโครงการนี้คือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เช่น การสแกน 3 มิติและวัสดุสังเคราะห์ที่ทนทาน ทำให้โครงสร้างปราสาทจะกลับมาคล้ายสภาพดั้งเดิมมากที่สุด แม้จะมีการแยกแยะส่วนเก่า-ใหม่ด้วยสี แต่รูปแบบโดยรวมยังคงความงดงามแบบขอมดั้งเดิม กรมศิลปากรมีผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์รับประกันผลงานคุณภาพ

  • สำรวจและวางแผน: เสร็จสิ้นแล้ว
  • ขอ预算และเตรียมอุปกรณ์: ดำเนินการ
  • บูรณะโครงสร้างหลัก: ภายใน 2 ปี
  • ปรับภูมิทัศน์และเปิดท่องเที่ยว: หลังเสร็จ

หลังบูรณะเสร็จ ปราสาทตาควายจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นและส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย-ขอม

ประโยชน์ระยะยาวจากการบูรณะ

ไม่เพียงแต่คืนสภาพปราสาท แต่ยังช่วยลดความขัดแย้งชายแดนผ่านการอนุรักษ์ร่วมกัน สร้างความภาคภูมิใจให้ชาวไทย และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจอารยธรรมขอม การบูรณะนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในฐานะนักอนุรักษ์ มองว่านี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องมรดกชาติ หากคุณสนใจเรื่องวัฒนธรรมไทย ลองติดตามความคืบหน้าโครงการนี้ และมาแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจากปราสาทตาควายหลังบูรณะ!

ที่มา – “ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี มั่นใจปราสาทจะกลับมาคล้ายเดิมมากที่สุด

“ศิริกัญญา” เตือนหยุดกู้แจกเงินสุ่ม สร้างเศรษฐกิจโต

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวช้า “ศิริกัญญา เตือนหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม” กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเตือนรัฐบาลถึงแผนการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยชี้ว่าควรหยุดแจกเงินแบบสุ่ม และหันมาใช้เงินกู้เพื่อลงทุนสร้างอนาคต กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนแทน

“ศิริกัญญา” เตือนหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม

วันที่ 23 เมษายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ได้แสดงจุดยืนชัดเจนต่อกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท แม้คนในรัฐบาลจะพูดคนละทิศละทาง แต่รองนายกฯ เอกนิติ ได้ยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง สำหรับประเด็นขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% รัฐบาลยังปฏิเสธ แต่ตัวเลขจริงชี้ชัดว่าหนี้จะทะลุเพดานแน่นอน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 66% ของ GDP แต่รัฐบาลมีแผนกู้ชดเชยขาดดุลงบ 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ทำให้หนี้พุ่งเป็น 67% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน หนี้จะทะลุ 70% ทันที ก่อน ครม. มติ รัฐบาลต้องขยายเพดานหนี้ ดังนั้นการปากแข็งปฏิเสธจึงน่าคิด

ราคาที่ต้องจ่ายจากหนี้สาธารณะสูงลิ่ว

น.ส.ศิริกัญญา ห่วง “ราคาที่ต้องจ่าย” สูงมาก โดยเฉพาะดอกเบี้ยที่พุ่งก้าวกระโดด งบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือ 9% ของรายได้รัฐ และจะเพิ่มเป็น 12% ในปี 2570 เกณฑ์ Investment Grade กำหนดว่าดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ของรายได้ หากกู้เพิ่ม ต้องเตรียมงบชำระหนี้ 5.2 แสนล้านบาทในปีแรก และพุ่งถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ส่งผลกระทบงบพัฒนาประเทศ

ศิริกัญญา เตือนหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วทำให้เศรษฐกิจฟื้นจริง โตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพ หากล้มเหลวเหมือนโควิด จะติดหนี้สูง-โตต่ำอีกนาน” เธอกล่าว

แนะนำโครงการลงทุนสร้างอนาคตแทนแจกสุ่ม

น.ส.ศิริกัญญา เสนอปรับจากเยียวยาเฉพาะหน้า (Reactive) เป็นสร้างอนาคต (Visionary) แทนแจกเงินสุ่มอย่างคนละครึ่ง ควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น พัฒนา Smart Grid รองรับพลังงานสะอาด แทนอุดหนุนโซลาร์ฟาร์มเก่า หรือโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ต้องเน้นอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่นำเข้าประกอบ

  • หยุดกู้แจกเงินสุ่ม ลดภาระหนี้ระยะยาว
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้าง GDP โตยั่งยืน
  • พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มมูลค่าในประเทศ
  • รักษาเกณฑ์ Investment Grade ไว้

นี่อาจเป็นการกู้นอกงบครั้งสุดท้ายที่ฐานะการคลังยังเอื้อ ต้องใช้เงินภาษีประชาชนคุ้มค่า มองไกลแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มิเช่นนั้นงบอนาคตจะจมกับหนี้ ไม่เหลือพัฒนาประเทศ

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นต้องคิดใหญ่ ลงทุนอนาคตเพื่อเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง คุณคิดอย่างไรกับคำเตือนของศิริกัญญา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงเรื่องงบประมาณชาติ

ที่มา – “ศิริกัญญา” เตือนต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม ควรเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้ เป็นข่าวที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะประชาชนที่หวังพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจากรัฐบาล ล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

โครงการ คนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นมาตรการยอดนิยมจากเฟสก่อนหน้า ช่วยให้ประชาชนใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยรัฐช่วยแบ่งเบาภาระส่วนหนึ่ง ยังคงเป็นที่คาดหวังของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เช่นเดียวกับโครงการ รถเก่าแลกรถใหม่ ที่มุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถไฟฟ้าหรือพลังงานทางเลือก เพื่อลดมลพิษและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทย

นายภราดร ชี้แจงว่า สัปดาห์นี้ทั้งสองโครงการยังไม่เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากยังไม่มีวาระประชุมครม.เศรษฐกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพิ่งกลับจากปฏิบัติราชการต่างประเทศ ทำให้ต้องเลื่อนการประชุมออกไป สำหรับโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ กระทรวงการคลังกำลังตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนเสนอ

เหตุผลที่ “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

ไม่ใช่เพราะปัญหางบประมาณขาดแคลนอย่างที่หลายคนกังวล นายภราดรยืนยันว่ารัฐบาลมีช่องทางบริหารจัดการได้แน่นอน เช่น การออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ หรือใช้เงินงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ซึ่งจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการดูแลค่าไฟฟ้าให้กลุ่มเปราะบาง โดยจะปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ ผู้ใช้ไฟน้อย (ราว 2 บาทกว่าต่อหน่วย) จะได้รับการบรรเทาภาระ คาดเริ่มเดือนมิถุนายน 2569 หลังมาตรการเดิมสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ช่วยกระตุ้นการบริโภค สร้างรายได้ให้ร้านค้าชุมชน
  • รถเก่าแลกรถใหม่: สนับสนุน EV ลดคาร์บอน สอดคล้องนโยบายพลังงานสะอาด
  • ปรับค่าไฟบันได: ช่วยผู้มีรายได้น้อยให้ยั่งยืน

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งรัดทุกขั้นตอน แม้จะเลื่อนประชุม แต่ไม่ปล่อยให้ล่าช้า โครงการ “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้ จึงเป็นแค่การปรับเวลาชั่วคราวเท่านั้น

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคที่พลังงานสะอาดกลายเป็นเทรนด์โลก หากคุณกำลังรอคอย สามารถติดตามอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ทราบข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส – “รถเก่าแลกรถใหม่” ยังไม่เข้าครม.สัปดาห์นี้

ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมันช่วยน้อย จี้เปิดปุ๋ย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลกัน นั่นคือ มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ที่รัฐบาลเพิ่งออกมา หลังจากประชาชนเดือดร้อนมานานกับราคาน้ำมันพุ่งสูง พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ร่วมกับนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล และนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรค ชี้ว่ามาตรการนี้ยังช่วยเหลือเฉพาะหน้าได้น้อยเกินไป

ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยเฉพาะหน้าน้อยไป

มาดูรายละเอียดกันครับ มาตรการทั้งหมดใช้งบประมาณ 7,700 ล้านบาท แต่ที่เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าจริงๆ มีแค่ 3,000 ล้านบาท ที่เหลือ 4,700 ล้าน เป็นการเอาไปเติมงบกองทุนประชารัฐที่ตั้งไว้ไม่พอสำหรับปี 2569 ปัญหาคือ กลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือยังตกหล่นหลายกลุ่มสำคัญ เช่น ชาวประมงที่ออกหาปลาไม่ได้ ส่งผลให้อาหารทะเลขาดแคลน หรือกลุ่มเม็ดพลาสติกที่เป็นต้นน้ำของสินค้าหลายอย่าง เช่น บรรจุภัณฑ์ สี และก่อสร้าง

ส่วนคู่สัญญาก่อสร้างภาครัฐกลับได้สิทธิพิเศษ เช่น แก้สัญญาได้ ปรับราคาดีเซลสูงสุด 69.99 บาทต่อลิตร หรือยกเลิกสัญญาคืนเงินประกัน ปชน. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ผู้รับเหมาก่อสร้าง

ปัญหาปุ๋ยเคมีและน้ำมันในภาคเกษตร

นายเดชรัต ชี้ว่าต้นทุนหลักของเกษตรกรคือปุ๋ยเคมีและน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็น 40-50% ของต้นทุนทั้งหมด แต่ มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยได้แค่น้อยนิด โครงการปุ๋ยธงเขียวขยายวงเงินเป็น 300 บาทต่อกระสอบ แต่จำกัด 5+1 กระสอบ และเข้าถึงได้แค่ 1% ของความต้องการเกษตรกร แม้จะบอกราจะขยาย แต่ยังไม่ชัดเจน ปชน. เสนอขยายให้ครอบคลุมทุกเกษตรกร

สำหรับน้ำมัน ไม่มีมาตรการช่วยประมงและเกษตรเลย มีแต่ขนส่งสาธารณะ ปชน. อยากเห็นมาตรการชัดเจนสำหรับเครื่องจักรกลเกษตร เช่น ไถนา เก็บเกี่ยว ที่จะเริ่มปลายเมษายน-พฤษภา

  • เปิดเผยปริมาณปุ๋ยเคมีทั้งนำเข้า คลัง ร้านค้า
  • แจ้งราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพื่อป้องกันขายเกินราคา
  • ช่วยเหลือบัตรสวัสดิการให้ครอบคลุมคนจน 20% ที่ตกหล่น
  • วงเงินฉุกเฉินค่าเทอมนักเรียน และกู้ครัวเรือนเปราะบาง

นางสาวศิริกัญญา วิจารณ์เรื่องงบประมาณ รัฐตั้งกองทุนประชารัฐปี 2569 แค่ 30,000 ล้าน จากปกติ 50,000 ล้าน เลยต้องเอางบกลางมาเติม มาตรการนี้เลยจำกัด ไม่สัดส่วนกับเดือดร้อนประชาชน สะท้อนปัญหาการคลังรัฐบาลที่ใช้รายจ่ายประจำแทบไม่พอ

ยังมีประเด็นงบปี 2569 ที่เหลือ รัฐจะออก พ.ร.บ.โอนงบแทน พ.ร.ก. ต้องเร่งตัดงบที่ไม่ได้ใช้ก่อน 30 เมษายน เพื่อนำมาเยียวยา ปช. คาดหวังรัฐหาแหล่งงบเพิ่ม 50,000 ล้านให้ได้

โดยรวมแล้ว มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ยังไม่ตอบโจทย์ครบ ประชาชนยังเดือดร้อนต่อเนื่อง ปช. เสนอทางออกชัดเจน รัฐควรรับฟังและปรับปรุงด่วน

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? คิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่ม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – ปชน. ชี้มาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน ช่วยเฉพาะหน้าน้อยไป จี้เปิดปริมาณปุ๋ยทั่วประเทศ กันไอ้โม่งหากิน

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้ เพื่อแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ขาดแคลนจากภาวะชัตดาวน์งบประมาณ ทำให้แถวตรวจความปลอดภัยยาวเหยียด

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศว่า ในวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) จะถูกส่งไปประจำการที่สนามบินทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ TSA ที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากรัฐบาลกลางขาดงบประมาณ ส่งผลให้พนักงาน TSA ไม่ได้รับค่าจ้างแต่ยังต้องทำงานต่อไป

ปัญหานี้เกิดขึ้นจากภาวะชัตดาวน์บางส่วนของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ที่เริ่มมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันเรื่องงบประมาณได้ นักเดินทางทางอากาศต้องเผชิญกับแถวรอคิวตรวจความปลอดภัยนานหลายชั่วโมง บางครั้งมากกว่า 2-3 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้: รายละเอียดแผนการ

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “ในวันจันทร์นี้ เจ้าหน้าที่ ICE จะเดินทางไปยังสนามบินต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ TSA ที่แสนวิเศษของเราซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่” คำประกาศนี้มาหนึ่งวันหลังจากที่เขาขู่ว่าจะใช้ ICE จับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย หากพรรคเดโมแครตไม่ยอมอนุมัติงบประมาณให้ DHS ทันที

นายทอม โฮแมน หรือ “ผู้คุมชายแดน” (Border Czar) ของทรัมป์ ชี้แจงในรายการ State of the Union ทาง CNN ว่า เจ้าหน้าที่ ICE จะไม่เข้ามาตรวจค้นผู้โดยสารโดยตรง แต่จะช่วยดูแลจุดเข้า-ออก เพื่อแบ่งเบาภาระให้ TSA มุ่งเน้นการตรวจคัดกรองตามที่ได้รับการฝึกฝนมา โฮแมนยืนยันว่าแผนจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนวันจันทร์ โดยกำลังประสานงานกับ TSA และ ICE เพื่อกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่

  • ช่วยลดแถวรอคิวที่จุดตรวจความปลอดภัย
  • ดูแลจุดเข้า-ออกของสนามบิน
  • ไม่แทนที่หน้าที่หลักของ TSA

อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทน TSA ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเอเวอเรตต์ เคลลีย์ ประธานสหพันธ์พนักงานรัฐแห่งอเมริกา (AFGE) กล่าวว่า “พนักงานควรได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธที่ไม่ได้ฝึกอบรมด้านนี้” เขายังอ้างถึงเหตุการณ์ปราบปรามผู้อพยพในมินนิโซตา ที่ ICE ทำให้เกิดความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิต

ผลกระทบจากชัตดาวน์งบประมาณต่อสนามบินสหรัฐ

ภาวะชัตดาวน์ทำให้เจ้าหน้าที่ TSA ทำงานโดยไม่มีเงินเดือนมานานกว่าเดือน ส่งผลให้อัตราการขาดงานพุ่งสูง ทำเนียบขาวรายงานว่ามีพนักงานลาออกกว่า 400 รายแล้ว เคลลีย์ยกย่องเจ้าหน้าที่ TSA ที่ยังทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประชาชน

พรรคเดโมแครตเรียกร้องปฏิรูป ICE เช่น ห้ามสวมหน้ากากอำพราง ระบุตัวตนชัดเจน และเข้มงวดการขอหมายศาล เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ

สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองงบประมาณสหรัฐที่อาจยืดเยื้อ หากไม่มีการแก้ไข นักเดินทางควรตรวจสอบตารางบินล่วงหน้าและเผื่อเวลาเพิ่ม

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจทรัมป์ครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) ออกรายงานล่าสุด เผยตัวเลขค่าใช้จ่ายมหาศาลที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับในช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

รายงานจาก CSIS ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค. 2569 ระบุชัดเจนว่า ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของการรบ สหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.17 แสนล้านบาท โดยเฉลี่ยวันละ 890 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.8 หมื่นล้านบาท นี่คือตัวเลขที่สะท้อนถึงความเข้มข้นของปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้

จากจำนวนนี้ ค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการจริงๆ มีเพียงไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์ที่อยู่ในงบกระทรวงกลาโหมปกติ ส่วนที่เหลืออีก 3.54 พันล้านดอลลาร์ น่าจะต้องของบเพิ่มเติมผ่านงบพิเศษหรือกฎหมายใหม่ สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับภาระงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคต

ค่าใช้จ่ายหลักในสงคราม 100 ชม.แรก

นักวิเคราะห์จาก CSIS ชี้ว่าค่าใช้จ่ายหลักมาจากการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทดแทน เนื่องจากคลังกระสุนขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ และพันธมิตรเริ่มร่อยหรอ นอกจากนี้ยังมีรายงานความสูญเสีย เช่น เครื่องบินรบ F-15 จำนวน 3 ลำที่ถูกยิงตกจากเหตุการณ์ friendly fire ในคูเวต

  • งบปฏิบัติการพื้นฐาน: ไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์
  • งบจัดหาอาวุธทดแทน: กว่า 3.54 พันล้านดอลลาร์
  • ค่าใช้จ่ายสนับสนุน: รวมเครื่องบิน กระสุน และโลจิสติกส์
  • ความสูญเสียยุทโธปกรณ์: F-15 และระบบป้องกันอื่นๆ

ในระยะต่อไป ค่าใช้จ่ายอาจผันผวนตามปัจจัยหลายอย่าง เช่น การใช้ยุทโธปกรณ์ราคาถูกลง ความเข้มข้นของการรบ และประสิทธิภาพการตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปริศนา

อนาคตของความขัดแย้งยังไม่แน่นอน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ยังไม่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน โดยนายเฮกเซธระบุว่า “ปฏิบัติการจะดำเนินไปตราบเท่าที่ประธานาธิบดีเห็นสมควร” และอาจยืดจาก 3-4 สัปดาห์ไปจนถึง 6-8 สัปดาห์ สหรัฐฯ คือผู้กำหนดจังหวะเอง

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบงบประมาณสหรัฐฯ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นักลงทุนต่างกังวลว่าสงครามนี้อาจลุกลาม สร้างความไม่แน่นอนให้ตลาดหุ้นและพลังงาน

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สงคราม 100 ชม.แรกนี้แสดงให้เห็นถึงต้นทุนสูงของสงครามสมัยใหม่ ที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง หากยืดเยื้อ ค่าใช้จ่ายอาจทะลุ 10 แสนล้านบาทภายในเดือนเดียว สหรัฐฯ ต้องหาทางลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพด่วน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข่าวต่างประเทศ แนะนำติดตาม ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด ความขัดแย้งนี้อาจเปลี่ยนโฉมหน้า geopolitics ไปตลอดกาล คุณคิดว่าสหรัฐฯ จะชนะสงครามนี้ได้โดยไม่เจ๊งงบหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย

ที่มา – สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อผู้อำนวยการคนเก่งของพิพิธภัณฑ์ชื่อดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตัดสินใจวางมือ หลังจากเกิดเหตุการณ์โจรกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้ทรัพย์สินล้ำค่าหายไปแบบไม่เหลือซาก

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

นางลอเรนซ์ เดส์ การ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เมื่อวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่กี่เดือนหลังจากเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์เชื้อพระวงศ์ฝรั่งเศส ซึ่งสร้างข้อครหาเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งนี้อย่างหนัก

เหตุการณ์โจรกรรมเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กลุ่มโจรฉลาดแกมโกงใช้รถบรรทุกติดลิฟต์กลไกที่ขโมยมาปีนขึ้นระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน ก่อนบุกทะลวงเข้าไปในหอศิลป์อะพอลโล (Galerie d’Apollon) และฉกเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่ารวมกว่า 88 ล้านยูโร หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาทไปอย่างลอยนวล

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่หายไปและความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทรัพย์สินที่ถูกขโมยรวมถึงสร้อยคอเพชรและมรกตที่จักรพรรดินโปเลียนมอบให้พระมเหสี รวมทั้งเครื่องประดับอีก 8 ชิ้นล้ำค่า ปัจจุบันผู้ต้องสงสัยหลัก 4 รายถูกจับกุมแล้ว แต่ของกลางยังคงหายตัวไป ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาจไม่สามารถคืนกลับมาได้ นอกจากนี้ระหว่างหลบหนี โจรยังทำมงกุฎประดับเพชรสมัยศตวรรษที่ 19 ของจักรพรรดินีอูเชนีตกจนเสียหาย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพิ่งเปิดเผยภาพความเสียหายของมงกุฎเป็นครั้งแรก โดยระบุว่ายังอยู่ในสภาพ “เกือบสมบูรณ์” และสามารถบูรณะได้ทั้งหมด แต่ก็ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

จุดอ่อนระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ซึ่งเก็บรักษาผลงานศิลปะ priceless อย่างภาพโมนาลิซาของเลโอนาร์โด ดา วินชี มีผู้เข้าชมกว่า 8.7 ล้านคนต่อปี แต่ระบบกล้องวงจรปิดกลับล้าสมัย นางเดส์ การ์เคยยอมรับหลังเหตุการณ์ว่า กล้องเพียงตัวเดียวที่เฝ้าจุดบุกรุกหันไปทางอื่น และเธอเคยเรียกร้องงบเพิ่มกล้องสองเท่าตั้งแต่ปี 2564 แต่ยังไม่เกิดขึ้น

การลงทุนด้านความปลอดภัยล่าช้าเพราะข้อจำกัดงบประมาณของสถาบันขนาดใหญ่ ทางการฝรั่งเศสจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนรัฐสภา คาดสรุปผลเดือนพฤษภาคมนี้ รายงานเบื้องต้นชี้ “ความล้มเหลวเชิงระบบ” เป็นสาเหตุหลัก

  • รถบรรทุกติดลิฟต์ขโมยมาใช้บุก
  • กล้อง CCTV ล้าสมัยและจุดบอด
  • เครื่องราช 8 ชิ้นหาย มูลค่า 3.2 พันล้านบาท
  • มงกุฎจักรพรรดินีเสียหายแต่ซ่อมได้

เหตุการณ์ ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ นี้ไม่เพียงสะเทือนวงการศิลปะ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ในสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำ การสูญเสียครั้งนี้อาจนำไปสู่การปฏิรูประบบใหม่ทั้งหมด

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกต้องเรียนรู้ ควรลงทุนด้าน AI และเซ็นเซอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ถูกขโมยไปอีก คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวสารที่น่าสนใจแบบนี้ต่อไป!

ที่มา – ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

Scroll to top