จังหวัดสงขลา

อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดสร้างความฮือฮาและข้อถกเถียงมากมาย โดยเฉพาะปัญหาความโปร่งใสในการนับคะแนนและกระบวนการลงคะแนน ล่าสุด อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง นี่คือประเด็นสำคัญที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำชัดในการให้สัมภาษณ์รายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567

อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง

นายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการตรวจสอบผลการเลือกตั้ง หลังพบปัญหาต่างๆ เช่น บัตรเขย่ง คะแนนรายงานไม่ตรงกับผลรวม รวมถึงขอให้อัพโหลดใบขีดคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งคู่กับใบรวมคะแนนบนเว็บไซต์ เพื่อให้สังคมตรวจสอบความถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบแล้ว พบปัญหาเด่นชัดในหลายพื้นที่

ตัวอย่างปัญหาการนับคะแนนที่ชวนสงสัย

  • เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลา: ผลต่างระหว่างบัตรเลือกตั้ง 2 ระบบ สูงถึง 13,000 บัตร ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคได้ร้องกกต. แล้ว แต่ได้รับคำชี้แจงทางโทรศัพท์ว่าไม่มีปัญหาเพราะรวมแล้วเท่ากัน รอหนังสืออย่างเป็นทางการ
  • กรุงเทพมหานคร: ผู้สมัครพรรคได้คะแนน 71 แต่ใบรวมคะแนนระบุเพียง 1 คะแนน ตรวจสอบพบ 70 คะแนนหายไป บวกในบัตรเสียและบัตรไม่ลงคะแนนแทน

หากกกต.มั่นใจในความโปร่งใส ควรเปิดเผยใบขีดคะแนนทั้งหมด หากไม่เปิด จะยิ่งจุดสงสัยว่าปกปิดอะไร นายอภิสิทธิ์เตือนว่าอาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในระบบ สังคมไม่ยอมรับ และเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ได้ กกต.ต้องรับผิดชอบและอำนวยความสะดวกตรวจสอบทันที

ย้ำปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85

อีกประเด็นร้อนคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับจริง หลักการลงคะแนนลับเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ให้ตกอยู่ใต้อาณัติหรือความกลัว รัฐธรรมนูญมาตรา 85 ระบุชัดว่า ต้องไม่มีผู้ใดทราบหรือตรวจสอบได้ว่าลงคะแนนให้ใคร บาร์โค้ดช่วยให้ตรวจสอบได้โดยตรง แม้ไม่ต้องพิสูจน์จริง คำว่า “อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ครอบคลุมกรณีนี้

กฎหมายเลือกตั้งห้ามทำสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายพิเศษบนบัตร เพราะอาจล่วงรู้การลงคะแนน หากลับให้ลับเฉพาะตอนกา ทำไมต้องมีกฎห้ามนั้น เจตนารมณ์ชัดเจนเพื่อปกป้องสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก กระทบความน่าเชื่อถือทั้งระบบเลือกตั้ง หากไม่แก้ไข ประชาชนอาจสูญเสียศรัทธา

นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง ยังสะท้อนปัญหาเชิงระบบ เช่น การจัดการบัตรเลือกตั้งที่ล่าช้า การรายงานผลช้า และการขาดกลไกตรวจสอบอิสระ ในอดีตเคยมีคดีเลือกตั้งใหม่หลายครั้งเพราะปัญหาคล้ายกัน หากกกต.ไม่ตอบสนอง อาจนำไปสู่การร้องศาลหรือการประท้วงใหญ่

ความโปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย การเลือกตั้งต้องยุติธรรมและตรวจสอบได้ทุกฝ่าย เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่น สิ่งที่นายอภิสิทธิ์เสนอเป็นทางออกที่สมเหตุสมผล กกต.ควรรีบดำเนินการก่อนสายเกินแก้

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง และปัญหาบาร์โค้ดนี้? มีประสบการณ์ในหน่วยเลือกตั้งของคุณเองหรือไม่ แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันติดตามและผลักดันให้ระบบเลือกตั้งดีขึ้น!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง ย้ำปม “บาร์โค้ด” ขัดรัฐธรรมนูญ

สมเด็จพระสังฆราช ทรงสดุดีความกล้าหาญ ผอ.ศศิพัชร

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุการณ์น่าปวดใจขึ้นที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อ สมเด็จพระสังฆราช ทรงสดุดีความกล้าหาญ ผอ.ศศิพัชร นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องนักเรียนจากการคุกคามของภัยอันตราย ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในที่สุด เหตุการณ์นี้สะเทือนใจสังคมไทยเป็นอย่างมาก

สมเด็จพระสังฆราช ทรงสดุดีความกล้าหาญ ผอ.ศศิพัชร

สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ออกหนังสือแจ้ง สมเด็จพระสังฆราช ทรงสดุดีความกล้าหาญ ผอ.ศศิพัชร โดยทรงมีพระบัญชาแสดงความชื่นชมในวีรกรรมอันน่าทึ่งของนางศศิพัชร ที่กล้าท้าทายอันตราย เข้าไปเป็นตัวประกันแทนเหล่านักเรียนนับสิบชีวิต นับเป็นตัวอย่างของความเสียสละที่เกิดจากคุณธรรมอันสูงส่ง ทรงปลงสังเวชในธรรมะและมีพระกรุณาประทานปัจจัยช่วยเหลือ

พระองค์โปรดให้ไวยาวัจกรจัดส่งปัจจัยจำนวน 20,000 บาท เพื่อช่วยในการจัดการศพ พร้อมทั้งประทานผ้าไตร 1 ไตร และไม้จันทน์ 1 ช่อ มอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำไปใช้ในการพระราชทานเพลิงศพของนางศศิพัชร สินสโมสร ซึ่งเป็นการแสดงพระเมตตาอย่างยิ่งใหญ่

รายละเอียดเหตุการณ์ที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีบุกเข้าไปในโรงเรียน สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักเรียนและบุคลากร ผอ.ศศิพัชร ไม่รอช้า เธออาสาเข้าไปเจรจาและยอมเป็นตัวประกันแทนเด็กๆ เพื่อให้พวกเขารอดพ้นอันตราย แม้สุดท้ายเธอจะได้รับบาดเจ็บหนักจนเสียชีวิต แต่การกระทำของเธอช่วยชีวิตเด็กๆ ได้สำเร็จ

  • ความกล้าหาญของผอ.ศศิพัชร: ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องนักเรียน
  • พระกรุณาของสมเด็จพระสังฆราช: ประทานปัจจัย 20,000 บาท ผ้าไตร และไม้จันทน์
  • บทเรียนคุณธรรม: แสดงถึงเมตตาและเสียสละในสังคมไทย
  • การมอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ: เพื่อใช้ในงานศพ

วีรกรรมของนางศศิพัชร สินสโมสร ได้รับการยกย่องจากทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่จากสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ครูและผู้ปกครองทุกคน ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีผู้นำโรงเรียนที่พร้อมปกป้องลูกศิษย์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นครูไทยแท้ๆ

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังจุดประกายให้สังคมตระหนักถึงความปลอดภัยในโรงเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ที่มักมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

สมเด็จพระสังฆราช ทรงสดุดีความกล้าหาญ ผอ.ศศิพัชร ไม่เพียงเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนมีจิตใจเมตตาและกล้าหาญในการช่วยเหลือผู้อื่น การเสียสละของเธอจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การศึกษาไทยตลอดไป

ในฐานะที่เป็นเหตุการณ์ที่สร้างขวัญกำลังใจ ความกล้าหาญเช่นนี้น่าจะเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นใหม่ หากคุณชื่นชอบเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจนี้ อย่าลืมแชร์เพื่อเผยแพร่คุณธรรมอันดีงาม และติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระสังฆราชเพิ่มเติมนะครับ

ที่มา – สมเด็จพระสังฆราช ทรงสดุดีความกล้าหาญ “ผอ.ศศิพัชร” ยอมสละชีวิตช่วยนักเรียน

กนศ. เห็นชอบ “Quick Big Win” เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

“อนุทิน” มอบ “เอกนิติ” ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รองนายกฯ เอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากข้อสั่งการว่า ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุภัยพิบัติได้คลี่คลายลง และเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูเมือง โดยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ลงไปพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามเร่งรัดการฟื้นฟูเมือง รวมทั้งได้ไปที่จังหวัดสตูล เพื่อให้กำลังใจและรับฟังปัญหาจากประชาชน และคนทำงานในพื้นที่ ซึ่งที่นั่นก็มีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมเช่นกัน และนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกระทรวงมหาดไทย เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การจ่ายเงินผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ขยายให้ครอบคลุมผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมทั้งหมด 9 จังหวัดภาคใต้ ด้วยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอ ครม. ตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับประชาชนที่กำลังมองหาโอกาสในการเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน มาตรการ “Quick Big Win” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

รับทราบ Quick Big Win

สำหรับที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้ง 3 ตัว ได้แก่ 1) ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค 2) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ 3) ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค ปรับเพิ่มขึ้นจาก 65.9 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 71.1 ในเดือนตุลาคม 2568 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มีการฟื้นตัวจาก 50.7 ในเดือนกันยายน 2568 มาอยู่ที่ 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs ปรับเพิ่มจาก 48.0 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568

กระตุ้นการออมประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” การเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยกระทรวงการคลัง (กค.) โดยจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ มาตรการเพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชนดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการออมที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้น ประชาชนมีแรงจูงใจในการออม กระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางและมีรายได้น้อยมีการออมเพิ่มขึ้น มีภาวะทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) มีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพยามเกษียณอายุ และภาครัฐสามารถบรรเทาภาระงบประมาณด้านสวัสดิการกรณีชราภาพในการดูแลผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

มาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน จะช่วยให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งล่าสุดได้ให้ความเห็นชอบมาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชน นั่นคือมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

“Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน คืออะไร?

มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสในการออมเงินมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงสำหรับอนาคต โดยเฉพาะในวัยเกษียณ นโยบายนี้จะสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงช่องทางการออมที่สะดวกและหลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการออมผ่านรูปแบบต่างๆ

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน นั้น นอกจากประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในการสร้างความมั่นคงทางการเงินแล้ว ยังคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย การที่ประชาชนมีเงินออมมากขึ้นจะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่างๆ และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะได้รับประโยชน์จากการลดภาระด้านสวัสดิการในระยะยาว เนื่องจากประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในวัยชรา ลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

มาตรการนี้จึงเป็น win-win situation สำหรับทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

ที่มา – คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

กระทรวงมหาดไทยเร่งเครื่องภารกิจ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” เดินหน้าฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เตรียมลดระดับภัยพิบัติ หวังเยียวยาประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดสงขลา ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ประชุมเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านภารกิจไปสู่การบริหารจัดการในระดับจังหวัด รวมถึงการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมเสนอแผนการลดระดับสาธารณภัย จากระดับร้ายแรงอย่างยิ่ง (ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ลงมาเป็นระดับ 3 (ภัยขนาดใหญ่) และจะลดระดับลงไปเป็นภัยระดับจังหวัดตามลำดับ โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ต่อไป

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในหาดใหญ่ครั้งนี้ ว่าเป็นเหตุการณ์ “ภัย 300 ปี” ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และในวันพรุ่งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะนักวิชาการลงพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันในอนาคต นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายว่าภายใน 7 วัน ผู้ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ทั้งหมด โดยจะเหลือเพียงผู้ป่วยหนักจำนวน 18 ราย ที่ยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ ณ ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นอกเหนือจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้ร่วมกับกองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินภารกิจสำคัญภายใต้ชื่อ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” โดยมีการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น 4 โซน เพื่อเร่งดำเนินการจัดการขยะจำนวนมหาศาลกว่า 250,000 ตัน ที่ยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมืองหาดใหญ่ โดยมีกำหนดการที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชนด้วยเงินช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท แม้ว่าจะมีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงพบปัญหาในเรื่องของการลงทะเบียนที่ผิดพลาด หรือข้อมูลที่ยังคงค้างอยู่ในระดับจังหวัด จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเร่งติดตามและจัดส่งข้อมูลที่ถูกต้องโดยด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แจ้งเตือนถึงสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศว่า จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องในระหว่างวันที่ 13–18 ธันวาคม 2568 จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมแผนเผชิญเหตุ และใช้เครือข่ายประธานชุมชนทั้ง 103 แห่ง ในการแจ้งเตือนการอพยพประชาชนทันที หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันขึ้นอีกครั้ง

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ความคืบหน้าการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และการกลับมาใช้กลไกการบริหารจัดการในระดับจังหวัดจะเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชน

ภารกิจสำคัญที่กำลังดำเนินการควบคู่กันไปคือ การจัดการขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การเร่งระบายขยะออกจากพื้นที่ชุมชน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย และสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การจ่ายเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเตรียมความพร้อมและมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะช่วยให้สงขลาสามารถกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจของทุกฝ่าย สงขลาจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และกลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่และมีชีวิตชีวาอีกครั้งในเร็ววัน

ที่มา – มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จ่อลดระดับภัยพิบัติ

ผบ.ทสส. ตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า ฟื้นฟูสงขลา

จากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสงขลาที่ผ่านมา แม้ว่าสถานการณ์ฉุกเฉินจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ภารกิจการฟื้นฟูยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุด ผบ.ทสส. ตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า เพื่อสานต่อภารกิจสำคัญนี้

ผบ.ทสส. ตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า เพื่อฟื้นฟูสงขลาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ลงนามในคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทยส่วนหน้า” หรือ ศบภ.ทท. (สน.) อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสานต่อภารกิจช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ทำให้ประกาศและคำสั่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องสิ้นสุดลงตามไปด้วย

วัตถุประสงค์หลักของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า

ศบภ.ทท. (สน.) ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือ การอำนวยการและประสานงานเพื่อให้การปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทุกด้าน โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย และมอบหมายให้รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนที่ 1 และรองเสนาธิการทหารคนที่ 1 ทำหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการในภาพรวม

การแบ่งมอบความรับผิดชอบให้กับหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด:

  • สำนักงานปลัดบัญชีทหารและฝ่ายงบประมาณ: สนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อให้การดำเนินงานมีทรัพยากรเพียงพอ
  • กรมส่งกำลังบำรุงทหาร: สนับสนุนการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปยังพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ
  • กรมยุทธการทหาร: วางแผนและประสานงานด้านยุทธการเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปตามแผนที่วางไว้
  • กรมแผนที่ทหาร: สนับสนุนข้อมูลด้านแผนที่และภูมิประเทศเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างแม่นยำ

การสนับสนุนจากหน่วยงานเหล่านี้จะช่วยให้การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่การช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ไปจนถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว

การที่ ผบ.ทสส. ตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์ฉุกเฉินจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็ว

การจัดตั้งศูนย์ฯ นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูจังหวัดสงขลา เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการให้ความช่วยเหลือ และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากภาครัฐและกองทัพไทย การที่ ผบ.ทสส. ตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทยส่วนหน้า หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อรับการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป

ที่มา – “ผบ.ทสส.” ตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้า สานต่อภารกิจฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลา

ศธ.ของบฯ ฟื้นฟู รร.น้ำท่วมใต้ นักเรียนไม่ต้องใส่ชุด

จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนและนักเรียนจำนวนมาก นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติงบประมาณในการฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ โดยอนุญาตให้นักเรียนไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนมาเรียนในช่วงฟื้นฟูนี้

รมว.ศธ. จ่อชง ครม. ของบฟื้นฟู รร. น้ำท่วมใต้-เด็ก นร. ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนมาเรียน

นางนฤมลได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของโรงเรียนในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วมครั้งนี้ พบว่าอาคารเรียน อุปกรณ์การเรียน และระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ

“รมว.นฤมล” ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเร่งฟื้นฟูโรงเรียนเพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้โดยเร็วที่สุด โดยกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายและจัดทำแผนฟื้นฟูเพื่อเสนอต่อ ครม. พิจารณาอนุมัติงบประมาณ

มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม: นักเรียนไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน

เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รมว.ศธ. ได้สั่งการให้โรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนมาเรียนในช่วงฟื้นฟู เนื่องจากชุดนักเรียนของนักเรียนจำนวนมากได้รับความเสียหายหรือไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงเวลานี้ การผ่อนปรนเรื่องเครื่องแต่งกายนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน

นอกเหนือจากการของบประมาณเพื่อฟื้นฟูโรงเรียนแล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังได้พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือครู บุคลากรทางการศึกษา และครอบครัวของนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างครอบคลุม โดยจะมีการพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ อุปกรณ์การเรียน และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของนักเรียนเป็นอย่างมาก การเร่งฟื้นฟูโรงเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและมีอนาคตที่ดีต่อไป

นางนฤมลกล่าวว่า “กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูโรงเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เพื่อให้การศึกษาของเด็กนักเรียนไม่หยุดชะงัก และสามารถกลับมาเรียนรู้ได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด”

การดำเนินการตามนโยบาย รมว.ศธ. จ่อชง ครม. ของบฟื้นฟู รร. น้ำท่วมใต้-เด็ก นร. ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนมาเรียน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักเรียนและสถานศึกษาในพื้นที่ประสบภัย

การที่ รมว.ศธ. จ่อชง ครม. ของบฟื้นฟู รร. น้ำท่วมใต้-เด็ก นร. ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนมาเรียน แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของรัฐบาลต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การที่นักเรียนไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนมาเรียน ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

รมว.ศธ. จ่อชง ครม. ของบฟื้นฟู รร. น้ำท่วมใต้-เด็ก นร. ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนมาเรียน เป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ประสบภัยว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่มา – รมว.ศธ. จ่อชง ครม. ของบฟื้นฟู รร. น้ำท่วมใต้-เด็ก นร. ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนมาเรียน

ภคมนคุยตรีนุช: เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าพึ่งอาสาสมัคร

“ภคมนคุยตรีนุช” กลางศูนย์อพยพ จี้ระดมแรงงานนอกพื้นที่เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าหวังพึ่งแค่อาสาสมัคร – หวั่นเยียวยา ม.33 แค่ 6 เดือนไม่พอซ่อมชีวิต

วันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ 12 จังหวัดสงขลา นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและแนวทางปฏิบัติจากหน่วยงานในพื้นที่ ประกอบด้วย แรงงานจังหวัด จัดหางานจังหวัด พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด สวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัด และประกันสังคมจังหวัด พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงาน 5 เสือแรงงาน ดำเนินงานให้ความช่วยเหลือทุกอย่างโดยเร่งด่วนที่สุด อะไรที่สามารถลดขั้นตอนได้ขอให้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด

รมว.แรงงาน กล่าวว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีด้วยกันหลายมาตรการ ทั้งการจ้างงานเร่งด่วน วันละ 300 บาท ไม่เกิน 10 วัน จำนวน 4,000 คน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านกองทุนผู้ใช้แรงงาน เยียวยาสถานประกอบการและลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ด่วนที่สุด เงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานนำไปปล่อยกู้ให้ลูกจ้างใช้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพ เงินกู้กองทุนความปลอดภัย สำหรับนายจ้างที่สถานประกอบกิจการได้รับความเสียหายหรืออุปกรณ์ไม่มีความปลอดภัย เพื่อนำไปปรับปรุงซ่อมแซมอุปกรณ์หรือเครื่องจักรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน การจ่ายเงินค่าจ้าง 50% นาน 6 เดือน กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ภัยพิบัติ เงินค่าทำศพ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 รายละ 50,000 บาท และการให้บริการศูนย์ซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า ในส่วนของการจ้างงานเร่งด่วน จังหวัดสงขลา จะดำเนินการจ้างงานเร่งด่วนคนในพื้นที่ 16 อำเภอ 120 ตำบล วงเงิน 3.6 ล้านบาท จำนวน 2,400 คน วันละ 300 บาท เบื้องต้น 5 วัน รวมรายได้ คนละ 1,500 บาท

สำหรับในจังหวัดสงขลา มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทั้ง 16 อำเภอ 127 ตำบล สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 10,045 แห่ง ผู้ประกันตนได้รับผลกระทบ 730,599 ราย โดยมีผู้ประกันตนที่เสียชีวิตขณะนี้ที่พิสูจน์ทราบแล้ว จำนวน 5 ราย

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ได้นำเครื่องปั่นไฟไปบริการพี่น้องประชาชนที่คลองแห จากนั้นจึงได้มีโอกาสได้พบกับรัฐมนตรีตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มาเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จึงได้ทวงถามและหารือกับรัฐมนตรีตรีนุช 2 เรื่องใหญ่ คือ

1.เรื่องการฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมด ที่ต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมากในการเข้าฟื้นฟู จะพึ่งพาเฉพาะอาสาสมัครหรือแรงงานในพื้นที่ไม่ได้ เพราะทุกคนก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกันทั้งหมด ชีวิตประชาชนแย่พอแล้ว ดังนั้นกระทรวงแรงงานต้องมีการจัดหาแรงงานจากภายนอกเข้ามาโดยเร็วที่สุด ต้องมีการกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมให้กับแรงงานด้วย เพราะเมืองเสียหายหนักมาก

2. เรื่องการเยียวยาแก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ที่ประสบอุทกภัย บ้านพัง ไปทำงานไม่ได้ในช่วงนี้ กระทรวงจะดูแลอย่างไร? ซึ่งรัฐมนตรีแจ้งว่าเบื้องต้นจะมีการเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 ประมาณ 6 เดือน ตามอัตราที่ผู้ประกันตนส่งเบี้ยประกันเข้ามาในระบบ ซึ่ง น.ส.ภคมนเสนอว่า อยากให้กระทรวงแรงงานไปหารือกับกระทรวงอื่นๆ ด้วย เพราะ 6 เดือนสำหรับหลายคนอาจไม่พอ

“กรอบเวลา 6 เดือนต้องยืดหยุ่นตามความจริง” อยากให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวง พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ช่วยกันวางกรอบเวลาฟื้นฟูเยียวยาให้ชัดเจนไปในทางเดียวกัน และย้ำไปด้วยว่าผู้ประกันตนในมาตราอื่นก็ต้องมีหลักเกณฑ์เยียวยาออกมาให้ชัดเจน “อย่าแยกกันคิด” รัฐบาลต้องวางกรอบร่วมกัน ประชาชนจะได้ฟื้นตัวแล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าบางคนซ่อมบ้านยังไม่เสร็จ แต่จะไม่ได้รับเงินเยียวยาแล้ว” น.ส.ภคมน กล่าวและว่า ยังได้ขอร้องให้คิดถึงผู้ประกันตนในมาตราอื่นๆ รวมถึงกลุ่มนายจ้าง ที่ได้รับความเสียหายไม่ต่างกันด้วย

น.ส.ภคมน ทิ้งท้ายด้วยว่า ตนยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่และได้พบเจอกับผู้มีอำนาจ รัฐมนตรีหลายกระทรวง หวังว่าการสะท้อนความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับตลอดช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาจะมีประโยชน์และส่งผลให้ระดับผู้นำและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจะสามารถนำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนดังกล่าวเร่งหารือเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป

ภคมนคุยตรีนุช: เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าพึ่งอาสาสมัคร

ทำไม “ภคมนคุยตรีนุช” ถึงสำคัญต่อการฟื้นฟูเมือง?

สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฟูเมืองและเยียวยาผู้ประสบภัยจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในการนี้ การหารือระหว่าง “ภคมน” และ “ตรีนุช” ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการหารือ “ภคมนคุยตรีนุช” คือการระดมแรงงานจากภายนอกพื้นที่เพื่อเข้ามาช่วยฟื้นฟูเมือง น.ส.ภคมน เน้นย้ำว่าการพึ่งพาอาสาสมัครหรือแรงงานในพื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การดึงแรงงานจากภายนอกมาเสริมทัพจะช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ น.ส.ภคมน ยังให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่อาจต้องเผชิญกับปัญหาบ้านเรือนเสียหายและขาดรายได้ในช่วงฟื้นฟู แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะมีมาตรการเยียวยาเบื้องต้น 6 เดือน แต่ น.ส.ภคมน มองว่าอาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย จึงเสนอให้กระทรวงแรงงานหารือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายระยะเวลาเยียวยาและให้ความช่วยเหลืออย่างครอบคลุม

การหารือ “ภคมนคุยตรีนุช” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามข้อเสนอต่างๆ ที่ได้หารือกันไว้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การฟื้นฟูเมืองและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

ดังนั้น, การติดตามความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือต่างๆ และการให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหลังภัยพิบัติ

ที่มา – “ภคมน” คุย “ตรีนุช” กลางศูนย์อพยพ จี้ระดมแรงงานนอกพื้นที่เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าหวังพึ่งแค่อาสาสมัคร

“บิ๊กป้อม” ช่วยน้ำท่วมใต้ พปชร.เปิดโรงครัว

“พล.อ.ประวิตร” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ห่วงพี่น้องชาวใต้น้ำท่วม ประสานผ่าน มทภ.4 ยัน เปิดโรงครัวในพื้นที่ภาคใต้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ไม่ขอวิจารณ์การทำงานรัฐบาล

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง หลายจังหวัดได้รับผลกระทบอย่างหนัก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้แสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก และได้สั่งการให้พรรคพลังประชารัฐเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งโรงครัวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย ว่า ตนเป็นห่วงพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับความเดือดร้อน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เปิดโรงครัวในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกันนี้ ตนได้ติดต่อ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ประสานงานผู้ประกอบการในการนำสิ่งของที่จำเป็นจัดทำถุงยังชีพ 20,000 ชุด นำไปช่วยประชาชน เมื่อถามว่ามองอย่างไรสำหรับการบริหารงานของรัฐบาลในเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พล.อ.ประวิตร ระบุว่า ตนไม่ขอตอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล

“บิ๊กป้อม” ประสานผ่าน มทภ.4 ช่วยน้ำท่วมใต้ พปชร. เปิดโรงครัวจนสถานการณ์คลี่คลาย

การดำเนินการช่วยเหลือน้ำท่วมใต้ครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานกับแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

ทางด้าน พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า พล.อ.ประวิตร มีความห่วงใยต่อประชาชนชาวภาคใต้ และได้มีการตั้งโรงครัวพลังประชารัฐ 8 แห่ง แบ่งเป็นที่ จ.สงขลา 2 แห่ง จ.นครศรีธรรมราช 2 แห่ง จ.ตรัง จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส จังหวัดละ 1 แห่ง โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม และจะอยู่จนกว่าสถานการณ์บรรเทาเบาบางลงไป และสำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้งขอความช่วยเหลือมาที่ศูนย์ประสานงานของพรรคพลังประชารัฐได้ที่หมายเลข 098-9017445

พรรคพลังประชารัฐเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้

พรรคพลังประชารัฐได้ระดมทีมงานและทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้อย่างเต็มที่ นอกจากการจัดตั้งโรงครัวแล้ว ยังมีการแจกจ่ายถุงยังชีพ สิ่งของจำเป็น และให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของผู้ประสบภัย

  • การจัดตั้งโรงครัวเพื่อปรุงอาหารแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย
  • การแจกจ่ายถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น
  • การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสุขอนามัย
  • การให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและทรัพย์สิน

สถานการณ์น้ำท่วมใต้ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีการรับมือกับภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือในระยะยาวและการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง พรรคพลังประชารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการวางแผนและดำเนินการฟื้นฟูเพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ประสานงานของพรรคพลังประชารัฐ หมายเลข 098-9017445

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ประสานผ่าน มทภ.4 ช่วยน้ำท่วมใต้ พปชร. เปิดโรงครัวจนสถานการณ์คลี่คลาย

นายกฯ ขอโทษ! เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

“อนุทิน” ยอมรับบกพร่อง ขอโทษประชาชนพร้อมยกทัพทีมเศรษฐกิจบุกหาดใหญ่วันพรุ่งนี้ เตรียมปล่อยสินเชื่อฟื้นฟู-ซ่อมแซมทรัพย์สิน

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย. 68) จะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกครั้ง พร้อมทีมเศรษฐกิจและผู้บริหารสถาบันการเงินชุดใหญ่ลงพื้นที่ด้วย ซึ่งคณะที่จะร่วมลงพื้นที่จะได้เห็นเหตุการณ์จริงและเตรียมการให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยประกอบด้วย

นายอนุทินกล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ด้วยตัวเองจะช่วยให้เห็นภาพหน้างาน และสามารถนำกลับมาทำงานได้ด้วยความเข้าใจและรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ ส่วนเงินเยียวยา 9,000 บาท ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.ภายในสัปดาห์หน้าจะถึงมือประชาชนหลังจากรัฐบาลอนุมัติกรอบวงเงินแล้ว และยังมีเรื่องของการซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริงครัวเรือนละไม่เกิน 45,000 บาท ซึ่งจะระดมคนลงพื้นที่ไปเร่งสำรวจ

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะให้สินเชื่อเพื่อฟื้นตัวรายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี และกระทรวงพาณิชย์จะจัดสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุน จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

เมื่อถามถึงสาเหตุปัญหาที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติ นายอนุทินยอมรับว่า รัฐบาลมีความบกพร่องยอมรับเป็นความผิดของนายกฯ ที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยได้ ตอนลงพื้นที่เจอใครก็บอกขอโทษ

เมื่อถามต่อว่า ได้มีการสรุปถึงสาเหตุปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้มองไปข้างหน้าเรื่องที่มาของปัญหาอย่างไร รัฐบาลก็มีความบกพร่องก็ยอมรับ เมื่อมีคนเสียชีวิตสูญเสียบาดเจ็บมันก็เป็นความผิดของนายกฯ ทั้งนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องลงไปประจำ ต้องใช้องคาพยพ ใช้ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ทุ่มเทลงไปในจุดแห่งปัญหานี้ และเร่งแก้ปัญหาพลิกฟื้นให้เร็วที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคตได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีบอกว่า ต้นตอมีหลายอย่าง เรื่องของการเตือนภัยจะต้องมีการยกระดับ เตือนปุ๊บต้องออกจากบ้านปั๊บ ซึ่งต้องมาแก้กฎหมายอีก ซึ่งได้สั่งให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการในเรื่องนี้ ที่สำคัญตัวเมืองหาดใหญ่เป็นแอ่ง กระทะก็ต้องแก้ไข ซึ่งต้องมาดูเพราะรายละเอียดเยอะ

นายกฯ ขอโทษประชาชน ยอมรับบกพร่อง เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเตรียมมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินให้กับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

มาตรการช่วยเหลือ: ปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

รัฐบาลเตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สินเชื่อเพื่อฟื้นตัว: รายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน
  • สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน: ครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุน จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นายกฯ ขอโทษประชาชน: ยอมรับความบกพร่อง

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอโทษประชาชนต่อความบกพร่องของรัฐบาลที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยจากสถานการณ์อุทกภัยได้ ท่านยอมรับว่าเมื่อมีคนเสียชีวิต สูญเสีย หรือบาดเจ็บ ถือเป็นความผิดของนายกรัฐมนตรี และนี่คือเหตุผลที่ต้องลงพื้นที่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและพลิกฟื้นสถานการณ์ให้เร็วที่สุด

แนวทางการป้องกันในอนาคต: ยกระดับการเตือนภัยและแก้ไขผังเมือง

เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยซ้ำรอยในอนาคต รัฐบาลมีแนวทางในการยกระดับการเตือนภัย โดยเมื่อมีการเตือนภัยแล้ว ประชาชนจะต้องออกจากบ้านทันที ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาแก้ไขผังเมืองของอำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแอ่งกระทะ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมขัง

การที่รัฐบาลออกมาปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินและแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาวและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความมั่นคง

ที่มา – นายกฯ ขอโทษประชาชน ยอมรับบกพร่อง เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

Scroll to top