จีน

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

เกิดเหตุระทึกใจในกรุงโตเกียว เมื่อ จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจเอเชียยิ่งตึงเครียด รัฐบาลจีนไม่ยอมนิ่งเฉย ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงทันที เรียกร้องให้ญี่ปุ่นสอบสวนและลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ชายคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) ได้ปีนรั้วบุกเข้าไปในสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโตเกียว เขาไม่เพียงบุกรุกเท่านั้น แต่ยังข่มขู่จะสังหารเจ้าหน้าที่การทูตจีนในนามของพระเจ้า นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างร้ายแรง และเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการทูต

จีนประท้วงญี่ปุ่นอย่างด่วน โดยตำหนินโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ที่ทำให้ความสัมพันธ์เสื่อมถอย ชายผู้บุกรุกยอมรับว่าการกระทำของตนผิดกฎหมาย แต่เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของแนวคิดขวาจัดที่กำลังแพร่กระจายในญี่ปุ่น

ความต้องการ 3 ประการจากจีน

  • สอบสวนเหตุการณ์อย่างละเอียดและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
  • รับประกันความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้สถานทูตและกงสุลจีนทุกแห่งในญี่ปุ่น
  • ทบทวนและแก้ไขนโยบายต่อต้านจีน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน นายกฯ ทากาอิจิเคยระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนว่า ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังทหารหากจีนบุกไต้หวัน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเตรียมลดระดับความสำคัญของความสัมพันธ์กับจีนในรายงานทูตประจำปี หลังเกิดการเผชิญหน้าหลายครั้งในทะเลจีนใต้และพื้นที่พิพาท

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นยังเงียบกริบต่อข้อกล่าวหาว่าผู้บุกรุกเป็นทหารในสังกัด ขณะที่จีนเรียกร้องให้นายกฯ ทากาอิจิถอนคำพูดที่กระทบประเด็นไต้หวัน เพื่อลดความตึงเครียด

背景ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่น

ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นมีรากฐานจากประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 และปัญหาเกาะเซนกากุ/เตียวหยู่อวิปาท จีนมองว่าญี่ปุ่นกำลังขยับใกล้ชิดสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะการซ้อมรบร่วมและการขายอาวุธให้ไต้หวัน ในทางตรงกันข้าม ญี่ปุ่นกังวลกับการขยายกำลังทหารของจีนในทะเลจีนใต้และ东海 เหตุการณ์บุกรุกสถานทูตครั้งนี้จึงเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนความไม่พอใจจากปักกิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า แนวคิดชาตินิยมในญี่ปุ่นกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจีน สื่อญี่ปุ่นบางแห่งก็มีส่วนกระตุ้นด้วยการรายงานเชิงลบต่อจีนบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมสุดโต่งเช่นนี้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่ เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ยังคงเปราะบาง หากไม่มีการเจรจาทวิภาคีที่จริงจัง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ได้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายควรรีบหาทางลดอุณหภูมิลง

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

อัยการสั่งฟ้องอดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินข้อหายักยอกเงิน

อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการพุทธศาสนาจีน เมื่ออัยการสั่งฟ้องนายซื่อ หย่งซิ่น อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินชื่อดัง ในข้อหาหนักหลายประการ หลังจากถูกจับกุมมานาน 4 เดือน และเผชิญข่าวฉาวทั้งเรื่องเงินทองและพฤติกรรมทางเพศ

อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน

สำนักข่าวซินหัวรายงานวันที่ 20 มี.ค. 2569 ว่า พนักงานอัยการเมืองซินเซียง มณฑลเหอหนาน ได้สั่งฟ้องนายซื่อ หย่งซิ่น วัย 60 ปี อย่างเป็นทางการ ข้อหายักยอกทรัพย์ นำเงินส่วนกลางไปใช้ส่วนตัว รับสินบนในฐานะเจ้าพนักงานที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และให้สินบนอีกหลายข้อ

อดีตเจ้าอาวาสผู้นี้ปกครองวัดเส้าหลินนานกว่า 25 ปี ก่อนถูกถอดถอนเมื่อกรกฎาคม 2568 สมาคมพุทธศาสนาจีนเพิกถอนสถานะพระของเขา โดยกล่าวหาว่าทำลายชื่อเสียงคณะสงฆ์ บริษัทที่เชื่อมโยง也被เพิกถอนทะเบียนด้วย

ข้อกล่าวหาหลักในคดีอัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน

  • ยักยอกทรัพย์: นำเงินวัดไปใช้ส่วนตัว
  • รับสินบน: ในฐานะเจ้าพนักงาน
  • ให้สินบน: เพื่อผลประโยชน์
  • ละเมิดหลักธรรม: มีความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับสตรีหลายคน และมีบุตร

ทางการอนุมัติจับกุมเมื่อพ.ย. 2568 แต่ยังไม่เปิดเผยยอดเงินที่ยักยอก

ประวัติ “หลวงพ่อ CEO” ผู้ถูกอัยการสั่งฟ้อง

นายซื่อ หย่งซิ่น จบบริหารธุรกิจ เข้าวัดปี 2524 เป็นเจ้าอาวาสปี 2542 อายุ 34 ปี เปลี่ยนวัดเส้าหลินให้เป็นแบรนด์โลก มูลค่าพันล้านดอลลาร์ ธุรกิจอสังหา บันเทิง แม้ถูกวิจารณ์เชิงพาณิชย์ แต่เขายืนยันเพื่อปกป้องวัดเก่า 1,500 ปี ต้นกำเนิดกังฟู UNESCO มรดกโลก

คดีนี้สร้างความเสียหายหนักต่อภาพลักษณ์สงฆ์จีน นำไปสู่ปฏิรูป สมาคมพุทธตั้ง “หน่วยกำกับดูแล” ครั้งแรกธ.ค. 2568 หวัง หูหนิง เจ้าหน้าที่ระดับสูง เรียกร้องปกครองศาสนาเข้มงวด นายหลิว หนิง เลขาฯเหอหนาน ขีดเส้นวัด-ธุรกิจชัดเจน สั่งเจ้าอาวาสใหม่กลับสู่หลักธรรม จัดการวัฒนธรรมเส้าหลินให้เหมาะสม

นอกจาก อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน แล้ว คดีนี้ยังสะท้อนปัญหาการผสมโรงระหว่างศาสนากับทุนนิยมในจีน วัดเส้าหลินที่เคยศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเครื่องจักรทำเงิน แต่การทุจริตทำให้รัฐบาลต้องเข้มงวดมากขึ้น

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ คดีนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบวัดดังอื่นๆ ในจีน เพื่อให้ศาสนากลับสู่สาระตัวแท้ ไม่ใช่ธุรกิจ ลองนึกภาพวัดไทย ถ้ามี CEO พระแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?

ติดตามข่าวต่างประเทศและคดีดังๆ เพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้ แชร์ในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก สถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ทำให้กัมพูชาต้องปรับกลยุทธ์การนำเข้าเชื้อเพลิงอย่างเร่งด่วน

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชา นายแก้ว โรตตะนัก (Keo Rottanak) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กัมพูชากำลังเพิ่มปริมาณการนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อชดเชยการขาดแคลนจากเวียดนามและจีนที่เริ่มจำกัดการส่งออก สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านได้สร้างความปั่นป่วนให้กับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงและเส้นทางขนส่งถูกขัดขวาง

ผลกระทบต่อปั๊มน้ำมันและการสำรองเชื้อเพลิง

จากข้อมูลของนายแก้ว ปั๊มน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วกัมพูชา ปิดตัวลงชั่วคราวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากความไม่แน่นอนของราคาและการจัดส่งเชื้อเพลิง โชคดีที่สถานการณ์ดีขึ้น ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 5.77 ที่ยังปิดอยู่ กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง จึงพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด โดยปกติมีสำรองเชื้อเพลิงอย่างดีเซล น้ำมันเบนซิน LPG และน้ำมันอากาศยานได้ไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เวียดนามและจีนประกาศจำกัดส่งออกเชื้อเพลิงจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อรักษาสต็อกในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งเคยเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ห้ามส่งออกมาตั้งแต่กรกฎาคม 2568 หลังเกิดความขัดแย้งชายแดน

  • ปี 2567: นำเข้าจากไทยและเวียดนาม 60%
  • จากสิงคโปร์และมาเลเซีย 30%
  • จากจีน 7% (ข้อมูลจาก ITC)

ข้อมูลการนำเข้าล่าสุดและพันธมิตรระดับโลก

บริษัทวิเคราะห์ Kpler รายงานว่า การส่งออกเบนซินและดีเซลจากสิงคโปร์-มาเลเซียไปกัมพูชาใน 18 วันแรกของมีนาคม 2569 สูงขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ลดลง 40% นายแก้วยืนยันว่ายังนำเข้าจากจีนได้บ้าง แต่พึ่งพาพันธมิตรใหญ่อย่าง Total และ Chevron ที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยง

นอกจากนี้ กัมพูชากำลังเจรจากับ Woodside Energy จากออสเตรเลีย เพื่อนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับโรงไฟฟ้าแห่งแรก คาดเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

สถานการณ์กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออกนี้ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจกัมพูชาที่ต้องปรับตัวท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ในอนาคต การกระจายแหล่งนำเข้าจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพ ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวพลังงานและเศรษฐกิจภูมิภาค สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

วิทยาลัยจีนสั่ง นศ. “ไปเที่ยว-หัดมีความรัก” วันหยุดใบไม้ผลิ

วิทยาลัยจีนสั่ง นศ. “ไปเที่ยว-หัดมีความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน เป็นข่าวที่กำลังฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสังคมที่เน้นการเรียนหนักอย่างจีน ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินพลเรือนตะวันตกเฉียงใต้แห่งมณฑลเสฉวน ออกประกาศสุดแหวกแนว สั่งให้นักศึกษาและบุคลากรวางตำราเรียนลง แล้วออกไปสัมผัสธรรมชาติ ท่องเที่ยว และหาความรักท่ามกลางดอกไม้บานสะพรั่งในช่วงวันหยุดยาวฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้

วิทยาลัยจีนสั่ง นศ. “ไปเที่ยว-หัดมีความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ

ประกาศนี้ถูกโพสต์ผ่านบัญชี WeChat ทางการของวิทยาลัย โดยมีธีมหลักว่า “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก” ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนใช้เวลาว่างพักผ่อน สร้างความสัมพันธ์โรแมนติก แทนที่จะจมอยู่กับหนังสือและการสอบแข่งขันที่ดุเดือด นโยบายนี้สอดคล้องกับการผลักดันของรัฐบาลจีนที่เพิ่ม “วันหยุดฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง” ให้สถานศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น

วัตถุประสงค์หลักของนโยบายสุดโรแมนติกนี้

หลายมณฑลในจีนอย่างเสฉวน เจียงซู ซูโจว และหนานจิง ได้นำร่องวันหยุดฤดูใบไม้ผลิในเดือนเมษายน-พฤษภาคม โดยมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ:

  • กระตุ้นเศรษฐกิจภายใน: ส่งเสริมให้ประชากร 1,400 ล้านคนออกท่องเที่ยว ใช้จ่ายนอกฤดูท่องเที่ยวหลัก เพื่อฟื้นฟูการบริโภคหลังโควิด
  • แก้ไขวิกฤตประชากร: เพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่พบปะ พัฒนาความสัมพันธ์ นำไปสู่การแต่งงานและมีบุตร หลังจากปี 2025 ประชากรจีนลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 อัตราการเกิดต่ำสุดในประวัติศาสตร์

วิกฤตนี้มาจากนโยบายลูกคนเดียวในอดีต ทำให้คนรุ่น millennial และ gen Z มองการแต่งงานมีบุตรเป็นภาระหนัก ด้วยค่าครองชีพสูง ค่าบ้านแพง และงานกดดัน จีนจึงเร่งมาตรการต่างๆ เช่น ลดหยุดงานให้นานขึ้น สร้างเมืองมิตรเด็ก

บริบทวิกฤตอัตราการเกิดต่ำในจีน

เมื่อวันอังคารที่ 17 มี.ค. คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ออกแนวทาง “เมืองที่เป็นมิตรต่อเด็ก” ปรับปรุงการศึกษา สุขภาพ สถานที่เล่นกีฬา เจมส์ เหลียง ผู้ร่วมก่อตั้ง Trip.com วิเคราะห์ว่า สังคมต้องการทั้ง “เวลา” และ “เงิน” เพิ่มการสนับสนุนทางการเงิน ปลูกฝังค่านิยมครอบครัวใหญ่ เพื่อรักษาโครงสร้างประชากร

นโยบายวิทยาลัยจีนสั่ง นศ. “ไปเที่ยว-หัดมีความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ จึงไม่ใช่แค่เรื่องตลก แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหญ่ รัฐบาลหวังว่าการพักผ่อนจะจุดประกายความรัก สร้างครอบครัวใหม่ๆ ในยุคที่คนหนุ่มสาวเลือก “lying flat” หรือนอนราบ ไม่ยอมเข้าสังคมการแข่งขัน

จากประสบการณ์ทั่วโลก ประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน การเพิ่มวันหยุดและส่งเสริม dating apps ช่วยได้บ้าง แต่จีนเลือกวิธีตรงไปตรงมาแบบนี้ น่าสนใจว่าจะได้ผลแค่ไหน

ในมุมมองผู้เขียน นโยบายนี้ฉลาดตรงที่ใช้ฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บาน เป็นบรรยากาศโรแมนติกตามธรรมชาติ อาจช่วยลดแรงกดดันจากการเรียน แต่ต้องตามด้วยนโยบายจริงจังเรื่องที่อยู่อาศัยและสวัสดิการเด็กจึงจะยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับ วิทยาลัยจีนสั่ง นศ. “ไปเที่ยว-หัดมีความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ ? ลองแชร์ประสบการณ์หรือความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – วิทยาลัยจีนสั่ง นศ. “ไปเที่ยว-หัดมีความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง” ท่ามกลางวิกฤตสงครามที่รุนแรงในภูมิภาคนี้ สร้างความหวังให้ประชาชนนับล้านที่กำลังเผชิญภัยพิบัติทางมนุษยธรรม การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความทุกข์ยาก แต่ยังสะท้อนบทบาทของจีนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพระดับโลก

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

รัฐบาลจีนได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินไปยังประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่าน เลบานอน จอร์แดน และอิรัก ซึ่งกำลังเผชิญกับผลกระทบรุนแรงจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวว่า สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิด “ภัยพิบัติทางมนุษยธรรมที่ร้ายแรง” จีนจึงตัดสินใจมอบความช่วยเหลือเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดสิ่งของหรือมูลค่า แต่คาดว่าจะรวมถึงอาหาร ยา และอุปกรณ์การแพทย์

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”: พันธมิตรใกล้ชิดและบทบาทไกล่เกลี่ย

ในฐานะพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน จีนไม่เพียงส่งความช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบ โฆษกกระทรวงต่างประเทศย้ำว่า จีนจะพยายามเต็มที่ในการส่งเสริมสันติภาพ ป้องกันไม่ให้วิกฤตแพร่กระจาย ที่ผ่านมา จีนแสดงบทบาทตัวกลาง โดยนายไจ๋ จุ้น ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลาง ได้พบปะรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบียเพื่อลดความรุนแรง ขณะที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระบุว่า “สงครามครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขอเลื่อนการเยือนปักกิ่งที่กำหนดไว้ 31 มี.ค. – 2 เม.ย. ออกไป 1 เดือน เพื่อรับมือปัญหาตะวันออกกลาง ทรัมป์ยังกดดันจีนให้ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านปิด ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันว่าการเลื่อนไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ และทั้งสองฝ่ายยังสื่อสารเพื่อกำหนดวันประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง

ผลกระทบจากวิกฤตและความสำคัญของความช่วยเหลือ

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ประชาชนในอิหร่านและประเทศใกล้เคียงขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และที่พักพิง

  • อิหร่าน: ถูกโจมตีหนัก ส่งผลกระทบพลเรือนนับหมื่น
  • เลบานอนและจอร์แดน: รับผู้ลี้ภัยและขาดแคลนทรัพยากร
  • อิรัก: ฐานทัพสหรัฐฯ ถูกตอบโต้ เพิ่มความไม่มั่นคง

การที่จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง” จึงเป็นสัญญาณบวก ช่วยลดความตึงเครียดและเปิดทางเจรจา

นอกจากนี้ จีนยังวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองฝ่าย โดยเรียกร้องสหรัฐฯ-อิสราเอลหยุดโจมตี และอิหร่านยุติการตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวเปอร์เซีย บทบาทนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์จีนในเวทีโลก โดยเฉพาะในโครงการ Belt and Road Initiative ที่เชื่อมโยงตะวันออกกลาง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงบรรเทาวิกฤต แต่ยังเป็นกลยุทธ์外交ของจีนในการขยายอิทธิพล ท่ามกลางการแข่งขันกับสหรัฐฯ หากทุกฝ่ายรับฟัง จีนอาจเป็นกุญแจสู่สันติภาพยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องสันติภาพโลก

ที่มา – จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง ช่วยฮอร์มุซ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวต่างประเทศ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กำลังร้อนฉ่าเลยทีเดียว ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง หวังจีนแสดงบทบาทช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นี่แหละครับหัวข้อฮอตที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เพิ่งออกมาประกาศแบบไม่เกรงใจใคร สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทำให้ทรัมป์กดดันจีนให้เข้ามาช่วยเหลือ ถ้าไม่ช่วยก็เลื่อนประชุมซะเลย!

ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง หวังจีนแสดงบทบาทช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จากที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times เขาบอกชัดว่าจีนต้องแสดงจุดยืนก่อน ถ้าจีนยังเงียบหรือไม่ช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดที่วางแผนไว้ปลายเดือนนี้ก็อาจเลื่อนไปได้เลย ช่องแคบฮอร์มุซนี่สำคัญมากนะครับ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก และจีนเองก็พึ่งพาน้ำมันที่ผ่านทางนี้ถึง 90% เลยทีเดียว ถ้าปิดตาย จีนเดือดร้อนหนักแน่

ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ อย่างฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร เข้ามาร่วมด้วย เรียกได้ว่าสร้างพันธมิตรกว้างๆ เพื่อกดดันอิหร่านที่เป็นต้นตอปัญหานี้ ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็เพิ่งไปเจอเหอ ลี่เฟิง รองนายกจีนที่ปารีส เพื่อเตรียมการประชุมใหญ่ แต่ทรัมป์ยังย้ำว่าต้องเห็นแอคชั่นจากจีนก่อน

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องแคบระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน กว้างแค่ 33 กม. แต่ขนส่งน้ำมันวันละ 21 ล้านบาร์เรล หรือ 20% ของน้ำมันโลก ประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุฯ อิรัก UAE ส่งผ่านทางนี้หมด ถ้าปิด ส่งผลกระทบราคาน้ำมันพุ่ง เศรษฐกิจโลกสะดุด โดยเฉพาะจีนที่นำเข้าน้ำมัน 10 ล้านบาร์เรลต่อวันจากทางนี้

  • ผลกระทบต่อจีน: น้ำมัน 90% ผ่านฮอร์มุซ หยุดชะงัก = โรงงานหยุด ค่าใช้จ่ายพุ่ง
  • ผลกระทบต่อสหรัฐฯ: ทรัมป์อยากแสดงแกร่ง กดดันคู่ค้าและศัตรู
  • ผลกระทบโลก: ราคาน้ำมันขึ้น สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนรุนแรงขึ้น

แผนประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง มีอะไรรออยู่

เดิมทีทรัมป์มีแผนไปปักกิ่ง 31 มี.ค. – 2 เม.ย. 2026 เพื่อประชุมสุดยอดครั้งสำคัญ หารือลดความตึงเครียดการค้า ภาษี ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และแร่หายาก แต่ตอนนี้ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง หวังจีนแสดงบทบาทช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ทุกอย่างคลุมเครือ นี่อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการต่อรองชิปการค้าใหม่ๆ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาตะวันออกกลางเชื่อมโยงกับมหาอำนาจแบบไหน ทรัมป์ใช้ฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดจีนให้ยอมตามนโยบายสหรัฐฯ ส่วนจีนเองก็ไม่อยากขัดแย้งเพราะเศรษฐกิจยังพึ่งพาการค้าต่างชาติ ล่าสุดมีรายงานจาก CNN ว่าสถานการณ์รุนแรงขึ้นหลังเหตุการณ์伊朗-Israel

ในมุมมองผมนะครับ นี่เป็นการเล่นหมากรุกระดับโลก ทรัมป์ฉลาดที่ใช้จุดอ่อนของจีนเรื่องพลังงานมากดดัน แต่ถ้าจีนไม่ยอม สงครามการค้าก็อาจลุกลามไปเรื่องอื่น ถ้าประชุมเลื่อนจริง ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและน้ำมันน่าจะหนัก เราได้แต่เฝ้าดูว่า สี จิ้นผิงจะตอบโต้ยังไง

คุณคิดว่าจีนจะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซไหม? หรือทรัมป์จะยอมถอย? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ และ subscribe เพื่อติดตามข่าวอัปเดตต่างประเทศแบบเป็นกันเอง!

ที่มา – ทรัมป์ขู่อาจเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง หวังจีนแสดงบทบาทช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จีนเตรียมผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ดันภาษาจีนกลาง

จีนเตรียมผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ดัน “ภาษาจีนกลาง” เป็นภาษาหลัก เสริมแนวคิดเอกภาพชาติ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะในแง่ของนโยบายที่มุ่งสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาติท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์ถึง 56 กลุ่ม รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังเร่งผลักดันกฎหมายนี้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ร่วมของชาวจีนทุกกลุ่ม

จีนเตรียมผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ดัน “ภาษาจีนกลาง” เป็นภาษาหลัก

กฎหมาย “การส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์” คาดว่าจะได้รับการอนุมัติในวันพุธนี้ ระหว่างการประชุมปิดสมัยของสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติสูงสุดของจีน นโยบายนี้มุ่งเน้นการหลอมรวมชาติพันธุ์ผ่านด้านต่างๆ เช่น การศึกษา ที่อยู่อาศัย การย้ายถิ่นฐาน และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการกำหนดให้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน งานราชการ และธุรกิจอย่างเป็นทางการ

ในพื้นที่ที่มีภาษาท้องถิ่น กฎหมายกำหนดให้ภาษาจีนกลางต้องเด่นชัดกว่าทั้งในตำแหน่ง ลำดับ และขนาด นอกจากนี้ ยังขยายไปถึงกิจกรรมทางศาสนา โดยบังคับให้ปฏิบัติตามหลัก “การทำให้ศาสนาเข้ากับจีน” หรือ Sinicization ที่รัฐบาลใช้ปรับวัฒนธรรมศาสนาให้สอดคล้องกับค่านิยมจีน

ประเด็นสำคัญของจีนเตรียมผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ดัน “ภาษาจีนกลาง” เป็นภาษาหลัก

  • ภาษาจีนกลางหลักในโรงเรียน: ทุกโรงเรียนต้องใช้ภาษาจีนกลางเป็นพื้นฐาน ส่งผลให้ภาษาท้องถิ่นถูกลดบทบาท
  • งานราชการและธุรกิจ: ต้องใช้ภาษาจีนกลางเป็นหลัก เพื่อความเป็นเอกภาพ
  • ศาสนาและวัฒนธรรม: สถานที่ประกอบพิธีต้อง Sinicization ปรับให้เข้ากับสังคมจีน
  • ครอบคลุมต่างประเทศ: ลงโทษผู้ที่ยุยงแบ่งแยก แม้อยู่นอกจีน
  • พัฒนาเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการย้ายถิ่นและพัฒนาพื้นที่ชนกลุ่มน้อย

จีนมีประชากร 1,400 ล้านคน โดยชาวฮั่นครองสัดส่วนกว่า 91% ส่วนชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวทิเบต มองโกล หุย แมนจู และอุยกูร์ อาศัยในพื้นที่กว้างใหญ่เกือบครึ่งประเทศ ซึ่งอุดมด้วยทรัพยากร พวกเขามักเผชิญนโยบาย同化 (การกลืนวัฒนธรรม) มาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะในเขตซินเจียงและทิเบตที่เกิดความขัดแย้ง

ความกังวลจากนักวิจารณ์ต่อนโยบายนี้

อัลเลน คาร์ลสัน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ วิเคราะห์ว่านี่คือการบังคับให้ชนกลุ่มน้อยปรับตัวเข้าหาชาวฮั่น และแสดงความจงรักภักดีต่อปักกิ่งเหนืออัตลักษณ์ท้องถิ่น นักเคลื่อนไหวสิทธิเรียกร้องว่ากฎหมายนี้อาจเร่งการสูญเสียภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะอุยกูร์ที่ถูกกดดันหนัก

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ ของรัฐบาลโต้แย้งว่ากฎหมายผ่านการพิจารณ์อย่างละเอียด มีตัวแทนชนกลุ่มน้อยเข้าร่วม และยังคุ้มครองวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กับพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ใช่บังคับเลือกระหว่างสองสิ่ง

บริบทและผลกระทบระยะยาว

นโยบายนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ความฝันจีน” ของสี จิ้นผิง ที่เน้นเอกภาพชาติเพื่อความยิ่งใหญ่ ในอดีต จีนเคยมีนโยบาย autonomy ให้ชนกลุ่มน้อย แต่ยุคนี้หันมาเน้น integration มากขึ้น คล้ายกับนโยบายในรัสเซียหรืออินเดียที่พยายามรวมชาติพันธุ์หลากหลาย

ผลกระทบอาจเห็นในด้านการศึกษา ที่เด็กชนกลุ่มน้อยต้องเรียนภาษาจีนกลางตั้งแต่เด็ก ส่งผลให้ภาษาบรรพบุรุษใกล้สูญสิ้น นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน หากไม่สมดุลระหว่าง unity กับ diversity

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายจีนเตรียมผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ดัน “ภาษาจีนกลาง” เป็นภาษาหลัก นี้เป็นเครื่องมือสร้างชาติที่แข็งแกร่ง แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการลบหลู่ความหลากหลาย คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นว่าน่าสนใจ!

ที่มา – จีนเตรียมผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ดัน “ภาษาจีนกลาง” เป็นภาษาหลัก เสริมแนวคิดเอกภาพชาติ

“เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

ข่าวใหญ่จากคาบสมุทรเกาหลี! “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หลังจากหยุดยาวนานถึง 6 ปี จากการระบาดของโควิด-19 การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมสำคัญ แต่ยังเป็นสัญญาณบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีเหนือและจีน สองประเทศพันธมิตรใกล้ชิดกันมานาน

“เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้รายงานว่า ทางการรถไฟเกาหลีเหนือและจีนเตรียมเปิดบริการรถไฟโดยสารเส้นทางเชื่อมกรุงเปียงยางกับกรุงปักกิ่งอีกครั้งในสัปดาห์นี้ โดยรถไฟเที่ยวแรกจะออกเดินทางในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2567 นี้ ถือเป็นก้าวแรกสำคัญในการสิ้นสุดมาตรการปิดพรมแดนเข้มงวดที่เกาหลีเหนือบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 เพื่อป้องกันโควิด

เส้นทางรถไฟ “เปียงยาง-ปักกิ่ง” ถือเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ขนส่งทั้งสินค้าและผู้โดยสารมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการค้าขายและการเดินทางของเจ้าหน้าที่รัฐ จีนเป็นคู่ค้าหลักของเกาหลีเหนือ โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของการค้าชายแดนทั้งหมด การหยุดชะงักครั้งนี้ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจเกาหลีเหนือที่พึ่งพาการส่งออกถ่านหิน แร่ธาตุ และสินค้าอุตสาหกรรมไปยังจีน

รายละเอียดการเปิดบริการรถไฟเปียงยาง-ปักกิ่ง

ทางการรถไฟจีนแจ้งว่า จะให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยวในช่วงเริ่มต้น โดยจำกัดผู้โดยสารเฉพาะ 2 ตู้สุดท้ายของขบวนเท่านั้น เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรค ผู้โดยสารหลักจะเป็นนักการทูตและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ ตั๋วสำหรับประชาชนทั่วไปอาจเปิดขายภายหลัง หากที่นั่งเหลือ

  • วันที่เริ่ม: 12 มีนาคม 2567 (วันพฤหัสบดี)
  • ความถี่: 4 เที่ยวต่อสัปดาห์
  • จำนวนผู้โดยสาร: จำกัด 2 ตู้ต่อขบวน
  • กลุ่มเป้าหมาย: นักการทูตและเจ้าหน้าที่รัฐก่อน
  • ระยะทาง: ประมาณ 1,200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังคงรักษามาตรการเข้มงวดในการเข้าประเทศ โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ยังเดินทางไม่ได้ ยกเว้นชาวรัสเซียที่ได้รับอนุญาตพิเศษตามข้อตกลงทวิภาคี ก่อนโควิด ชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 สู่เกาหลีเหนือ คิดเป็นกว่า 80% ของยอดรวม

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการทูตเกาหลีเหนือ-จีน

การกลับมาเปิดเส้นทางนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรถไฟ แต่เป็นกลยุทธ์ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของเกาหลีเหนือ ท่ามกลางการคว่ำบาตรจากนานาชาติและภัยแล้ง การค้าขายกับจีนช่วยพยุง GDP ได้มาก โดยปีละหลายพันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างสัมพันธ์ทางการทูต โดยคิม จองอึน เคยเดินทางเส้นทางนี้เยือนสี จิ้นผิงหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม มีข่าวลบควบคู่มาเช่นกัน สื่อเกาหลีเหนือประกาศยกเลิก “เปียงยาง มาราธอน” ที่จะจัดเดือนหน้า โดยไม่แจ้งสาเหตุชัดเจน กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่อีเวนต์ที่เปิดรับนักวิ่งต่างชาติ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเปิด “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แสดงว่าเกาหลีเหนือเริ่มผ่อนคลายมาตรการโควิด อาจนำไปสู่การเปิดชายแดนมากขึ้นในอนาคต ช่วยให้เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว

คุณคิดว่าการเปิดเส้นทางนี้จะช่วยให้เกาหลีเหนือเปิดประเทศเต็มรูปแบบเมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดตต่างประเทศ!

ที่มา – “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี สร้างความฮือฮาในวงการเศรษฐกิจโลก เมื่อรัฐบาลจีนประกาศเป้าหมาย GDP ปีนี้ท่ามกลางความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตอสังหาฯ ประชากรลดลง และแรงกดดันจากสงครามการค้า รายงานการประชุมสองสภาที่เพิ่งผ่านไปเผยแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งเน้นนวัตกรรม พลังงานสะอาด และกระตุ้นการบริโภคภายใน

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี เกิดอะไรขึ้น?

ในการประชุมสองสภาที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายกฯ หลี่ เฉียง นำเสนอรายงานรัฐบาลยาว 46 หน้า ประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% ซึ่งต่ำกว่าเป้า “ประมาณ 5%” ของปี 2023 และเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 1991 (ไม่นับปี 2020 ที่ไม่มีเป้าเพราะโควิด) สาเหตุหลักมาจากปัญหาซับซ้อนที่รุมเร้าเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก

วิกฤตหลักที่ทำให้จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

  • วิกฤตอสังหาริมทรัพย์: ภาคที่เคยคิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP ยังซบเซา ส่งผลกระทบรายได้รัฐท้องถิ่นและการจ้างงาน
  • ประชากรสูงวัย: อัตราการเกิดต่ำ ประชากรวัยทำงานหดตัว สร้างแรงกดดันระยะยาว
  • สงครามการค้าและพลังงาน: มาตรฐานภาษีจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะยุคทรัมป์ที่กำลังมาเยือนเดือนเมษายน บวกวิกฤตน้ำมันจากตะวันออกกลางและเวเนซุเอลา

นักวิเคราะห์อย่างโจว เจิ้ง จาก China Macro Group มองว่า จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี นี้คือการสะท้อนความจริง ต้องแก้ปัญหาหลายมิติพร้อมกัน ขณะที่หนิง เล้ง จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เตือนว่าตัวเลขจริงอาจอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะการบริโภคที่ยังไม่ฟื้น

แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีน: ก้าวข้ามอุปสรรคสู่การเติบโตยั่งยืน

รัฐบาลจีนไม่ยอมแพ้ แต่เลือกทางรุกด้วยแผนพัฒนาฉบับที่ 15 โดยเน้น:

  • ลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงและวิจัยวิทยาศาสตร์
  • อัพเกรดอุตสาหกรรมการผลิต ลดพึ่งพาส่งออก
  • โครงการใหญ่ 100+ โครงการด้านวิทยาศาสตร์ ขนส่ง พลังงาน
  • ลดปล่อยคาร์บอน สู่ผู้นำพลังงานหมุนเวียน จีนลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลลงมากแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคครัวเรือน สนับสนุน SME และขยายตลาดในประเทศ เพื่อชดเชยการส่งออกที่ถูกกีดกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะเป็นจุดแข็ง โดยจีนตั้งเป้าพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

การที่จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี จะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปจีน คาดว่าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบ แต่เปิดโอกาสในด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี นักลงทุนควรจับตาการเยือนของทรัมป์ที่อาจคลายภาษีหรือยิ่งกดดัน

สรุปแล้ว แม้ตัวเลขดูน่ากังวล แต่แผนของจีนแสดงวิสัยทัศน์ระยะยาว หากประสบความสำเร็จ เศรษฐกิจโลกจะได้ประโยชน์ตาม ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจจีนและโลกได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

Scroll to top