จีน

หนูอวกาศจีนปรับตัวดี! เตรียมกลับโลก

จีนเผยความสำเร็จ! หนูอวกาศจีนปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมตัวเดินทางกลับโลกหลังเสร็จสิ้นภารกิจ 7 วัน

ศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์อวกาศ (CAS) รายงานว่า หนูทดลองทั้ง 4 ตัวที่เดินทางไปกับยานอวกาศเสิ่นโจว-21 สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศเทียนกงได้อย่างราบรื่น และมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี

หลังจากยานเสิ่นโจว-21 ทำการเทียบท่าอัตโนมัติและเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศเทียนกงได้สำเร็จ นักบินอวกาศจีนได้เคลื่อนย้ายหน่วยทดลองที่บรรจุหนูอวกาศจีนทั้งสี่ตัวไปยังโมดูลแล็บเวิ่นเทียน

หน่วยงานยังระบุว่า สภาพแวดล้อมในหน่วยทดลอง ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และระดับออกซิเจน ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ จากข้อมูลการติดตามพบว่า หนูทั้ง 4 ตัว กินอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ และไม่มีความแตกต่างด้านพฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมบนโลก

หนูอวกาศจีน ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมกลับโลกเมื่อครบ 7 วัน

การทดลองนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจวิจัยทางชีววิทยาในอวกาศ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาพไร้น้ำหนักต่อสิ่งมีชีวิต โดยหนูอวกาศจีนทั้ง 4 ตัว (เพศผู้ 2 ตัว และเพศเมีย 2 ตัว) จะอยู่ในวงโคจรเป็นเวลา 5-7 วัน ก่อนที่จะเดินทางกลับโลกพร้อมกับยานเสิ่นโจว-20

ก่อนหน้านี้ จีนประสบความสำเร็จในการปล่อยยานอวกาศเสิ่นโจว-21 จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน พร้อมส่งนักบินอวกาศ 3 นายขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีเทียนกงเป็นเวลา 6 เดือน

ทีมเสิ่นโจว-21 จะทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่รวม 27 โครงการ ซึ่งรวมถึงการศึกษาชีววิทยาในอวกาศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของจีน

ความสำคัญของการทดลองหนูอวกาศจีน

การทดลองเกี่ยวกับหนูอวกาศจีนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจผลกระทบของสภาพแวดล้อมในอวกาศต่อสิ่งมีชีวิต การวิจัยนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในสภาวะไร้น้ำหนักเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรการป้องกันที่จำเป็นสำหรับการเดินทางในอวกาศระยะยาวของมนุษย์อีกด้วย

ผลการวิจัยจากหนูอวกาศจีนชุดนี้ อาจนำไปสู่การค้นพบวิธีที่จะช่วยลดผลกระทบด้านลบของสภาวะไร้น้ำหนักต่อร่างกายมนุษย์ เช่น การสูญเสียมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับนักบินอวกาศที่ต้องอยู่ในอวกาศเป็นเวลานาน การทำความเข้าใจกลไกการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในอวกาศยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและทางการแพทย์บนโลกได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การทดลองนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศของจีน และความมุ่งมั่นในการสำรวจอวกาศเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ การส่งสิ่งมีชีวิตขึ้นไปทำการทดลองในอวกาศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องการความเชี่ยวชาญในหลายสาขา ทั้งวิศวกรรมอวกาศ ชีววิทยา และการแพทย์ การที่จีนสามารถทำการทดลองนี้ได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงต่อไปในอนาคต

การวิจัยนี้เป็นเพียงก้าวแรกในการสำรวจโอกาสและความท้าทายในการใช้ชีวิตในอวกาศ การเรียนรู้จากหนูอวกาศจีนจะช่วยให้เราเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปยังดาวเคราะห์อื่นๆ และการสร้างอาณานิคมในอวกาศในอนาคต

ที่มา – หนูอวกาศจีน ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมกลับโลกเมื่อครบ 7 วัน

จีนอ่วม! หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑล

สถานการณ์ หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการสัญจรในหลายพื้นที่ โดยมีรายงานว่าทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงต่ำกว่า 20 เมตรในบางแห่ง สร้างความยากลำบากและความเสี่ยงต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมาก

พื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกของจีนเผชิญกับปัญหา หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน ทำให้การจราจรบนถนนและทางหลวงหลายสายต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในมณฑลเหอเป่ย เหอหนาน อันฮุย และเจียงซู ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์ หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน หมอกหนาในเมืองหานตานเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ทัศนวิสัยในบางจุดลดลงเหลือเพียง 20 เมตรเท่านั้น ผู้ขับขี่รถยนต์จำเป็นต้องเปิดไฟตัดหมอกและสัญญาณไฟฉุกเฉินเพื่อขับขี่ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้ในช่วงเที่ยงวัน หมอกหนาก็ยังคงปกคลุมในหลายพื้นที่ของมณฑล

มณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของประเทศจีน ก็ได้รับผลกระทบในวงกว้างเช่นกัน โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาเหอหนานได้ออกประกาศเตือนภัยหมอกในระดับสีเหลือง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันพฤหัสบดี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30 เมือง รวมถึงนครหลวงเจิ้งโจว ที่ทัศนวิสัยลดลงต่ำกว่า 200 เมตร ทำให้การเดินทางในช่วงเช้าเป็นไปอย่างยากลำบากและต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ที่มณฑลเจียงซู เมืองเหลียนหยุนกัง ได้ตัดสินใจปิดทางเข้าทางด่วนถึง 3 แห่งตั้งแต่ช่วงเวลา 02:00 น. ของวันศุกร์ เนื่องจากสถานการณ์หมอกหนาจัดที่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทางด่วนเหล่านี้ได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงสายของวันเดียวกัน หลังจากที่สถานการณ์หมอกเริ่มจางลงบ้างแล้ว

เช่นเดียวกันกับมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของประเทศ ที่ได้มีการออกประกาศเตือนภัยหมอกในระดับสีเหลือง โดยหมอกหนาได้ปกคลุมพื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำแยงซี รวมถึงเมืองเหอเฟย ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑล ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

จากข้อมูลที่ได้รับจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอันฮุย พบว่าทัศนวิสัยในหลายพื้นที่ได้ลดลงเหลือต่ำกว่า 500 เมตร และในบางจุดลดลงต่ำกว่า 200 เมตร ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการปิดด่านเก็บเงินบนทางหลวงกว่า 85 แห่งเป็นการชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงสายของวันศุกร์

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกของจีนให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำของสุดสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่หมอกหนาอาจจะกลับมาปกคลุมอีกครั้ง หากสภาพอากาศยังคงมีความชื้นสูงและลมสงบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการก่อตัวของหมอก

การเตรียมพร้อมรับมือกับหมอกหนาทึบ

เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางในช่วงที่มีหมอกหนา ควรปฏิบัติดังนี้:

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง
  • เปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอก
  • ลดความเร็วและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง
  • รักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ
  • หากทัศนวิสัยไม่ดี ควรจอดรถในที่ปลอดภัยและรอจนกว่าหมอกจะจางลง

สถานการณ์ หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการขับขี่อย่างปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

การติดตามข่าวสารและข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเดินทางและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากหมอกหนาได้ นอกจากนี้ การมีสติและไม่ประมาทในการขับขี่ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความระมัดระวังและปลอดภัยในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนเช่นนี้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์หมอกหนาทึบจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง แต่ก็เป็นโอกาสให้เราได้หันมาใส่ใจและดูแลรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดหมอกหนา

ที่มา – หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำ แคนาดา ญี่ปุ่น ไทย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่เกาหลีใต้ โดยมีกำหนดพบหารือกับผู้นำแคนาดา ญี่ปุ่น และไทย หลังประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลง “สงบศึกการค้าชั่วคราว” กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะร่วมการประชุมเอเปกประจำปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีกำหนดการพบปะกับผู้นำหลายประเทศ ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประธานาธิบดีสีได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินทางออกจากเกาหลีใต้และไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปกที่จัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน

ในการประชุมเอเปก ซึ่งมีสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวเปิดการประชุมว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกกำลังทวีความรุนแรง และการค้าการลงทุนกำลังสูญเสียแรงผลักดัน โดยมีนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เป็นผู้แทนของทรัมป์

ความสนใจพุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วม และคาดว่านายสีจะจัดการเจรจาครั้งแรกกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การที่ทาคาอิชิขึ้นมาเป็นผู้นำอาจสร้างความตึงเครียดได้ เนื่องจากมุมมองชาตินิยมและนโยบายความมั่นคงที่แข็งกร้าว ของเธอ

หนึ่งในการดำเนินการแรกของทาคาอิชิหลังเข้ารับตำแหน่งคือการเร่งสร้างแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อป้องปรามความทะเยอทะยานด้านอาณาเขตของจีนในเอเชียตะวันออก ขณะที่การควบคุมตัวพลเมืองญี่ปุ่นในจีนและข้อจำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น เช่น เนื้อวัว อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ก็คาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการพูดคุย

สำนักงานนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่าเขาจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อ เริ่มต้นความสัมพันธ์ในวงกว้างกับจีนอีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ตกต่ำมานานหลายปี

ทั้งนี้ แคนาดาพยายามลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เนื่องจากเผชิญกับสงครามการค้าที่รุนแรงกับสหรัฐฯ และต้องการหาตลาดใหม่ โดยจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของแคนาดา อย่างไรก็ตาม ในยุคของอดีตนายกฯ จัสติน ทรูโด มีเหตุการณ์พลเมืองแคนาดาถูกควบคุมตัวและถูกประหารชีวิตในจีน ทั้งยังมีการกล่าวหาว่าจีนเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งของแคนาดาอย่างน้อยสองครั้ง นอกจากนั้น จีนประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดต่อการนำเข้าคาโนลาของแคนาดาในเดือนสิงหาคม หลังจากที่แคนาดาประกาศเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ด้านทำเนียบรัฐบาลไทยระบุว่า นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ หลังจากการลงนามใน “ถ้อยแถลงร่วม” กับกัมพูชา ที่มาเลเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นสักขีพยานในการลงนาม

ทรัมป์ชูตนเองในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพระดับโลก ขณะที่สี จิ้นผิง ได้บอกกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเจรจาและการปรองดองในประเด็นเร่งด่วนต่างๆ

ส่วนนายเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia มีกำหนดจะกล่าวปราศรัยในการรวมตัวของผู้บริหารที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดเอเปก ในช่วงบ่ายวันศุกร์นี้ แม้ว่าบริษัทของเขาจะกลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเด็นการขายชิป AI ขั้นสูงของสหรัฐฯ ในจีนดูเหมือนจะ ถกละเลยจากการประชุมสุดยอดระหว่างสีกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา.

สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

ทำไมการเจรจาระหว่าง สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย จึงสำคัญ?

  • การฟื้นฟูความสัมพันธ์: การประชุมนี้เป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศเหล่านี้
  • การแก้ไขปัญหาทางการค้า: เป็นเวทีในการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
  • การกำหนดบทบาทในเวทีโลก: การประชุมนี้จะช่วยกำหนดบทบาทและอิทธิพลของจีนในเวทีโลก

การที่ สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย แสดงให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้างสมดุลทางการทูตและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การประชุมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพบปะหารือ แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต และการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะกับผู้นำของแคนาดา ญี่ปุ่น และไทย ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก การเจรจาเหล่านี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในวงกว้าง นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเอเปก ทำให้สี จิ้นผิง กลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างจีน แคนาดา ญี่ปุ่น และไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเจรจาที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงทิศทางในอนาคต และจะเป็นตัวกำหนดบทบาทของจีนในเวทีโลก

ที่มา – สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า “ทรัมป์”

ทรัมป์สั่งทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกรอบ 30 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจ และจุดประกายความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันอาวุธครั้งใหม่

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์กำลังจะเข้าร่วมการประชุมด้านการค้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยทรัมป์อ้างว่าการดำเนินการนี้เป็นการตอบโต้การขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของประเทศอื่น ๆ

ทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ผ่านทรูธ โซเชียล ขณะเดินทางไปยังการเจรจาการค้า โดยระบุว่าได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมเริ่มการทดสอบนิวเคลียร์ทันที เพื่อให้สหรัฐฯ “ดำเนินการในระดับที่เท่าเทียมกับประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์อื่น”

“เนื่องจากประเทศอื่นยังคงมีโครงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ผมจึงได้สั่งให้กระทรวงสงครามเริ่มการทดสอบในระดับเท่ากัน กระบวนการนี้จะเริ่มต้นในทันที” ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

ยังไม่ชัดเจนว่าคำสั่งของทรัมป์หมายถึงการทดสอบแบบนิวเคลียร์ระเบิดจริง หรือเพียงการทดสอบขีปนาวุธที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ การทดสอบนิวเคลียร์ระเบิดจริงนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานความมั่นคงนิวเคลียร์แห่งชาติ (NNSA).

การตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่จีนเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์อย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา CSIS คาดว่าจีนจะมีอาวุธนิวเคลียร์เกิน 1,000 ลูกภายในปี 2030 ในขณะที่รัสเซียก็เพิ่งประกาศการทดสอบขีปนาวุธร่อนติดนิวเคลียร์รุ่นใหม่

ทรัมป์เคยเรียกร้องให้ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียยุติการทดสอบขีปนาวุธและหันไปยุติสงครามในยูเครนแทน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปูตินได้แสดงแสนยานุภาพด้านนิวเคลียร์ต่อสาธารณะหลายครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเสนอให้จัดการเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ร่วมกับรัสเซียและจีน อย่างไรก็ตาม จีนตอบกลับว่าการเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวเป็น “เรื่องไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นจริง” เพราะคลังนิวเคลียร์ของจีนยังมีขนาดเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และรัสเซีย

ผลกระทบของการ ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการพลิกนโยบายด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสามทศวรรษ และอาจจุดชนวนการแข่งขันอาวุธครั้งใหม่ระหว่างสามชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้:

  • ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น: การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์จะถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงยิ่งขึ้น
  • การแข่งขันอาวุธที่ทวีความรุนแรง: ประเทศอื่น ๆ อาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องเพิ่มคลังแสงนิวเคลียร์ของตนเองเพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ
  • ความเสี่ยงของการเกิดสงครามนิวเคลียร์: การเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์และความตึงเครียดที่สูงขึ้น เพิ่มโอกาสที่จะเกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยเจตนา

สถานการณ์นี้มีความน่ากังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้มีการเจรจาและการทูตอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันอาวุธแบบควบคุมไม่ได้

การตัดสินใจของ ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อนในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในโลกยุคปัจจุบัน การควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบที่ปูซาน คุยอะไรกัน?

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง เตรียมประชุมสุดยอดร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยคาดกันว่าจะหารือกันเรื่องปัญหาต่างๆ ทั้ง ภาษี, TikTok, แร่หายาก, เฟนทานิล และสงครามรัสเซียยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังว่าการประชุมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ จะสามารถ แก้ไข “ปัญหามากมาย” ระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ ในขณะที่ความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายพุ่งสูง หลังสหรัฐฯ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนอีก 100% ตอบโต้ที่แดนมังกรจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนเจรจาการค้ามาตลอด และมีการจัดทำกรอบข้อตกลงแล้ว โดยนายทรัมป์กล่าวในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ว่า ข้อตกลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นผลดีและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้ จะมีการบรรลุข้อตกลงที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้จริง

ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

คาดกันว่า ประเด็นที่ผู้นำทั้งสองคนจะหารือกันจะครอบคลุมถึงเรื่อง กำแพงภาษีทางการค้า, การลักลอบขนยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดที่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ปีละหลายหมื่นคน, การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare-earth) ของจีนกับการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ของจีน

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง การควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ, ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยเฉพาะ สงครามรัสเซียยูเครน และจุดยืนของสหรัฐฯ เรื่องไต้หวัน, ค่าธรรมเนียมท่าเรือสำหรับเรือจีนที่จอดเทียบท่าในสหรัฐฯ และการสรุปข้อตกลงเพื่อซื้อ TikTok

ศ.อเลฮานโดร เรเยส จากภาควิชาการเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกงบอกกับ อัลจาซีรา ว่า สหรัฐฯ กับจีนต้องการที่จะ ประคับประคองความสัมพันธ์การเป็นคู่แข่งที่น่าหงุดหงิดใจนี้เอาไว้ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

สำหรับสหรัฐฯ เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นว่าท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีนของพวกเขานั้น “ได้ผลลัพธ์แล้ว” นายทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนี้หลังจากลงนามข้อตกลงการค้ากับ มาเลเซีย, กัมพูชา และญี่ปุ่น เชื่อมโยงการเข้าถึงตลาดเข้ากับการร่วมมือด้านความมั่นคงแห่งชาติโดยตรง

ส่วนจีน สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การแสดงออกถึงความสงบและความอดทน” การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นการย้ำยืนยันอำนาจของผู้นำจีน สี จิ้นผิง และกำหนดทิศทางสำหรับแผนพัฒนาประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ศ.เรเยสกล่าวด้วยว่า การหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกำแพงภาษีทางการค้า, แร่หายาก, เทคโนโลยี AI และยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันมากที่สุดนั้น จะไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย

ความเสียหายในยูเครน
ความเสียหายในยูเครน

ประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

-ยาเฟนทานิล

หนึ่งในประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดคือเรื่อง ยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ไหลเข้าสหรัฐฯ จากจีน ซึ่งนายทรัมป์เคยขึ้นภาษีสินค้าจีนในอัตรา 20% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกดดันให้จีนเพิ่มการควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นของยาชนิดนี้

น.ส.บอนนี เกลเซอร์ กรรมการผู้จัดการโครงการอินโด-แปซิฟิกของ German Marshall Fund of the United States (GMF) มองว่า ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันอย่างมาก แต่จีนอาจพร้อมให้ความร่วมมือในการปราบปรามการฟอกเงินของอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าเฟนทานิล

ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ จีนอาจให้คำมั่นว่าจะควบคุมสารตั้งต้นในการผลิตเฟนทานิลมากขึ้น และหากบรรลุข้อตกลง ทรัมป์อาจลดภาษีที่เกี่ยวกับเฟนทานิลลงได้ถึง 10%

-กำแพงภาษีทางการค้า

หลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเรื่องเฟนทานิล จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ 15% ก่อนที่สงครามภาษีจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 145% และจีนโต้กลับที่ 125% แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีลงเหลือ 30% และ 10% และตกลงสงบศึกเป็นเวลา 90 วัน (ขยายเวลาไปแล้ว 2 ครั้ง) แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้จนถึงทุกวันนี้

-แร่หายากกับถั่วเหลือง

จีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก 12 ชนิด (7 ชนิดในเดือนเมษายน และอีก 5 ชนิดในเดือนตุลาคม) และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ โดยแร่หายากเหล่านี้ คือโลหะที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมกลาโหม และ AI ส่งผลให้นายทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน 100% และขู่ควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่า จีนจะชะลอการจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการขู่ขึ้นภาษี 100% อาจถูกยกเลิกไปพร้อมทั้งคาดว่าจีนจะตกลงเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าข้อพิพาทการค้านี้อาจมีทางออกที่ดี แต่ไม่เชื่อว่าความตึงเครียดพื้นฐานจะคลี่คลาย เพราะปัญหาอยู่ลึกกว่าเศรษฐกิจและต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดีและมองข้ามแนวคิดที่ว่า ผลประโยชน์ของคนอื่นจะเท่ากับผลขาดทุนของตัวเอง (zero-sum game)

แร่หายาก
แร่หายาก

-เทคโนโลยีและ TikTok

ในเดือนกันยายน นายทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อให้มีการ โอนทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ ไปยังนักลงทุนชาวสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สหรัฐฯ และจีน “บรรลุข้อตกลงสุดท้ายเกี่ยวกับ TikTok แล้ว” ซึ่งจะมีการสรุปในการประชุมนี้

แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ยุติความขัดแย้งเรื่องชิป, AI และการควบคุมทางดิจิทัล

ในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายร้อยแห่ง และจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีน ซึ่งทำให้ปักกิ่งไม่พอใจและเริ่ม สอบสวนการผูกขาดของ Nvidia และ Qualcomm ซึ่งนายทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาอาจจะหารือเรื่องชิป Nvidia กับสี จิ้นผิง ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้

-ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทรัมป์ต้องการใช้โอกาสนี้หารือกับสี จิ้นผิง เรื่องการยุติสงครามยูเครน แม้ว่าจีนจะเคยบอกว่า สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน “ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของใครเลย” แต่พวกเขาก็ย้ำว่า จีนไม่สามารถปล่อยให้รัสเซียแพ้สงครามในยูเครนได้ เนื่องจากสหรัฐฯ จะหันมาให้ความสนใจกับจีนแทน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยขู่คว่ำบาตรประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย และได้ขึ้นภาษีอินเดียไปแล้ว 50% แต่ยังไม่ได้ดำเนินการกับจีน ทั้งที่แดนมังกรนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลมากถึง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของมอสโก คือ Rosneft และ Lukoil ในเดือนตุลาคม บริษัทน้ำมันบางแห่งในจีนก็ระบุว่า จะงดเว้นจากการนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลในระยะสั้น

นักวิเคราะห์คาดว่า ทรัมป์จะขอให้สี จิ้นผิง ช่วยกดดันปูตินให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา แต่ สี จิ้นผิง อาจจะลังเล ขณะที่ฝ่ายจีนจะหารือเรื่องจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน สี จิ้นผิง อาจกดดันให้ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่น่าจะทอดทิ้งไต้หวัน เพราะต้องการเครดิตในการยุติสงครามไม่ใช่นำไปสู่สงคราม

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์กล่าวก่อนเมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะหารือเรื่องไต้หวันหรือไม่

ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน
ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน

ฝ่ายไหนได้เปรียบกว่ากัน?

ดุลอำนาจการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีนมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จำกัดการส่งออก เซมิคอนดักเตอร์ ให้จีน และนายทรัมป์ก็เพิ่มภาษีจีนเป็น 145% ทำให้จีนตอบโต้ด้วยภาษี 125% และ จำกัดการส่งออกโลหะหายากรวม 12 ชนิด

ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามสร้างพันธมิตรทางการค้า จีนเสริมสร้างข้อตกลงกับ อาเซียน ขณะที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงใหม่กับ ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้ ทำให้นักวิเคราะห์ชี้ว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดได้เปรียบในการเจรจา

ส่วน ศ.เรเยส มองว่า สหรัฐฯ และจีนมีจุดแข็งต่างกัน สหรัฐฯ ได้เปรียบตรงที่สร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ (เช่น ข้อตกลงกับมาเลเซีย) ซึ่งช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนในการเจรจา แต่จีนมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พวกเขายังคงเป็นแกนหลักของการผลิตโลก, ครองการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถต้านทานกำแพงภาษีได้

สรุปคือ สหรัฐฯ มีอำนาจที่รวดเร็วและเสียงดัง แต่จีนมีความอดทนและมั่นคงกว่า สามารถอดทนได้นานกว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร?

แม้ทรัมป์คาดว่านี่จะเป็นการประชุมที่ “ยอดเยี่ยม” แต่นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้จะมีผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ใดๆ

ศ.เรเยสคาดว่า จะมีการ “สงบศึกชั่วคราว” และการประกาศชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่น การชะลอภาษีหรือแถลงการณ์ร่วมเรื่องเสถียรภาพทางการค้า แต่การประชุมนี้จะไม่ยุติความเป็นคู่แข่ง หากเป็นการเริ่มต้นของ “เฟสใหม่” ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับความเป็นคู่แข่ง ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างพันธมิตรผ่านสนธิสัญญา ส่วนจีนก็เพิ่มความเข้มแข็งด้วยความอดทน

จากการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จะเห็นได้ว่าการเจรจาครั้งนี้มีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นที่ต้องจับตามอง การพบกันของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพบปะของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์: หวังคลี่คลายการค้า

การประชุมที่ทั่วโลกจับตามองกำลังจะเกิดขึ้น! สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ที่เกาหลีใต้ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา

กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ยืนยันการพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ การพบกันครั้งนี้เป็นการพบกันที่ตลาดการเงินและนักลงทุนทั่วโลก เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ โดยคาดหวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่าผู้นำทั้งสองจะมีการหารือเชิงลึกในประเด็นยุทธศาสตร์และระยะยาว แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงทางการค้าโดยตรงก็ตาม นายกัว จี๋ว์คุน โฆษกฯ กล่าวเสริมว่าจีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อให้การประชุมครั้งนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นบวก และวางแนวทางใหม่สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มั่นคง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับสื่อบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันระหว่างเดินทางไปเกาหลีใต้ว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะบรรลุ “ข้อตกลงที่ดี” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งวาระที่สอง และประกาศใช้มาตรการภาษีกับหลายประเทศทั่วโลก

ความคาดหวังเกี่ยวกับการพบปะของสองผู้นำมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้เกิดความกังวลว่าผู้นำทั้งสองอาจล้มเลิกการเจรจาเพื่อยุติสงครามภาษีที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การลักลอบขนส่งเฟนทานิล ชิปเทคโนโลยีขั้นสูง แร่หายาก และการส่งออกถั่วเหลือง

ท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาที่ตึงเครียด มีรายงานจากแหล่งข่าวทางการค้าว่า บริษัท COFCO ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ได้สั่งซื้อถั่วเหลือง 3 ลำเรือจากสหรัฐฯ ก่อนการประชุม ซึ่งนับเป็นการซื้อถั่วเหลืองล็อตแรกจากผลผลิตปีนี้ของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีก่อนการเจรจา

สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ การประชุมที่ทั่วโลกจับตา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะอยู่ในเกาหลีใต้ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) และเดินทางเยือนประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ ในขณะที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคนี้

ทำไมการพบกันระหว่าง สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ถึงสำคัญ?

  • คลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การเจรจาที่ประสบความสำเร็จอาจนำไปสู่การลดภาษีและสร้างเสถียรภาพ
  • กำหนดทิศทางความสัมพันธ์: การพบกันครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ผู้นำทั้งสองหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในระยะยาว และหาทางแก้ไขความขัดแย้ง
  • ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด: การเจรจาที่ราบรื่นอาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจโลก

การประชุม สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ของการประชุมอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” พบ “ทรัมป์” ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

เรือสินค้าจีนจมทะเล: ชนเรือสิงคโปร์ สูญหาย 2

เกิดเหตุสลด เรือสินค้าจีนจมทะเล หลังชนกับเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ของสิงคโปร์ บริเวณนอกชายฝั่งกวางโจว เป็นเหตุให้ลูกเรือสูญหาย 2 ราย แม้ว่าลูกเรือคนอื่นๆ จะได้รับการช่วยเหลือแล้วก็ตาม เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและความเสียใจให้กับหลายฝ่าย

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เรือสินค้าจีนจมทะเลลำนี้ประสบอุบัติเหตุชนกับเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ของสิงคโปร์ เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 ตุลาคม 2568) ในน่านน้ำนอกชายฝั่งกวางโจว ส่งผลให้เรือสินค้าของจีนจมลงอย่างรวดเร็ว

องค์การการเดินเรือและท่าเรือแห่งสิงคโปร์ (MPA) ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวในวันอาทิตย์ และยืนยันว่าไม่มีลูกเรือคนใดบนเรือคอนเทนเนอร์ “ว่าน ไห่ เอ17” (WAN HAI A17) ได้รับบาดเจ็บ เรือลำนี้จดทะเบียนในสิงคโปร์และมีลูกเรือทั้งหมด 23 คน นอกจากนี้ยังไม่มีรายงานการเกิดมลภาวะทางทะเลจากเหตุการณ์นี้

สำหรับเรือขนสินค้า “ไห่ หลี่ 5” (HAI LI 5) ของจีน มีรายงานว่าได้จมลงสู่ก้นทะเล และขณะนี้ทางการจีนกำลังเร่งดำเนินการค้นหาและกู้ภัยอย่างเต็มที่ MPA ได้รับแจ้งว่ามีลูกเรือ 2 คนจากทั้งหมด 15 คนบนเรือไห่ หลี่ 5 ยังคงสูญหาย

เรือสินค้าจีนจมทะเล

MPA ยังเปิดเผยว่า เรือว่าน ไห่ เอ17 ถูกกักไว้ที่ท่าเรือเพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่จีน ทางการสิงคโปร์ได้ติดต่อกับบริษัทเจ้าของเรือว่าน ไห่ และทางการจีนเพื่อเสนอความช่วยเหลือที่จำเป็น และ MPA เองก็กำลังดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดเช่นกัน

สาเหตุที่ทำให้ เรือสินค้าจีนจมทะเล

ถึงแม้ว่าขณะนี้สาเหตุของการชนกันยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น สภาพอากาศ ทัศนวิสัย และความผิดพลาดของมนุษย์ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

เหตุการณ์ เรือสินค้าจีนจมทะเล ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในการเดินเรือ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางทะเลที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนของผู้ที่สูญหาย และขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยอย่างเต็มกำลัง

การเดินเรือในทะเลมีความเสี่ยงเสมอ การมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดและการตระหนักถึงความปลอดภัยอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้

ที่มา – เรือสินค้าจีนจมทะเล หลังชนเรือสิงคโปร์ นอกฝั่งกวางโจว สูญหาย 2 ราย

สหรัฐฯ ชี้เจรจาการค้ากับจีน “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

การเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีน นอกรอบการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย ได้เสร็จสิ้นลงในวันแรก และมีกำหนดการหารือกันต่อในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ โดยมีการรายงานว่าการพูดคุยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก สร้างความหวังถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นการเจรจาการค้าวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 โดยโฆษกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเจรจามีความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง และเราคาดว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในตอนเช้า” อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายจีน ต่างไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมในครั้งนี้มากนัก ทำให้ยังคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป

สถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ขู่ที่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีกถึง 100% และออกมาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้การที่จีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายากมากขึ้น การตอบโต้ทางการค้าเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ความเคลื่อนไหวที่แข็งกร้าวของทั้งสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าอันแสนเปราะบาง ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย ทำให้ความหวังที่จะเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีลดน้อยลง

การเจรจาระหว่างทีมเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีน ซึ่งเกิดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN) ในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และปูทางสำหรับการประชุมกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่มีกำหนดจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ที่การประชุมเอเปกในเกาหลีใต้ หากการเจรจาเป็นไปในทิศทางบวก ก็อาจช่วยลดความตึงเครียดและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

ทำไมการเจรจาที่ “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” ถึงมีความสำคัญ?

หากการเจรจา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” จริง ก็อาจหมายถึงการเริ่มต้นของการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการเจรจาในวันอาทิตย์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาจุดร่วมและบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก การลดความตึงเครียดทางการค้าจะช่วยให้การส่งออกของไทยฟื้นตัว และสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ
  • โอกาสสำหรับนักลงทุน: การคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้า อาจสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนไทยในการเข้าไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า
  • ความสำคัญของการติดตามข่าวสาร: นักธุรกิจและนักลงทุนไทยควรติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

การที่สหรัฐฯ ออกมาชี้ว่าการเจรจาการค้ากับจีน “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” ถือเป็นสัญญาณบวก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งทางการค้าจะยุติลงโดยสมบูรณ์ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่ จริงหรือ?

เกิดอะไรขึ้นในกองทัพจีน? มีรายงานว่าจีนได้ทำการแต่งตั้งรองประธานคณะกรรมการกองทัพกลางคนใหม่ หลังจากที่คนเก่าถูกไล่ออกเนื่องจากพัวพันกับคดีอาชญากรรมทางการเงินที่ร้ายแรง เรื่องนี้สร้างความฮือฮาและคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความมั่นคงในกองทัพจีน

จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่

นายพล จาง เซิ่งหมิน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการการกองทัพกลาง (CMC) ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญอันดับ 3 ในกองทัพจีน รองจากรองประธานอันดับ 1 และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยาวนานถึง 4 วัน และตามมาด้วยการไล่ออกนายพลระดับสูงถึง 9 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน

การกวาดล้างครั้งใหญ่นี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษของพรรคคอมมิวนิสต์จีน CMC ได้ส่งสัญญาณถึงการดำเนินการกวาดล้างมาหลายเดือน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำจัด “อิทธิพลที่เป็นพิษ” และกำหนด “กฎเหล็ก” สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูง

ทำไมจีนถึงต้อง จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้นำกองทัพครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลจีนในการต่อสู้กับการทุจริตและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพ มีการปลดเจ้าหน้าที่ทหารหลายคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เหว่ย เฟิ่งเหอ และหลี่ ช่างฝู การแต่งตั้งนายพล จาง เซิ่งหมิน อาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการนำพาบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์และมีประสิทธิภาพเข้ามาบริหารงาน

นายพล จาง เซิ่งหมิน วัย 67 ปี มีประสบการณ์ในกองทัพมาอย่างยาวนาน โดยเคยสังกัดกองกำลังจรวดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานต่อต้านการทุจริตของ CMC ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเขาอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองประธาน CMC

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของกองทัพจีน และบทบาทของกองทัพในการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ การเปลี่ยนแปลงผู้นำและการกวาดล้างการทุจริตภายในกองทัพ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

การที่จีน จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่ คือการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การต่อสู้กับการทุจริตและการส่งเสริมความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กองทัพมีความน่าเชื่อถือและสามารถตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงที่กำลังเผชิญอยู่

นอกจากนี้การ จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่ยังอาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางการเมืองของสี จิ้นผิง ที่ต้องการควบคุมกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ การเปลี่ยนแปลงบุคลากรในตำแหน่งสำคัญ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างความมั่นใจว่ากองทัพจะภักดีและสนับสนุนนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การกวาดล้างและการเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างต่อเนื่อง อาจสร้างความไม่แน่นอนและความไม่พอใจภายในกองทัพ รัฐบาลจีนจะต้องจัดการกับความท้าทายเหล่านี้อย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงและความสามัคคีภายในประเทศ

การแต่งตั้งนายพล จาง เซิ่งหมิน เป็นรองประธาน CMC คนใหม่ เป็นเหตุการณ์ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงในกองทัพจีน อาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค รัฐบาลและนักวิเคราะห์ทั่วโลกกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่ หลังคนเก่าโดนไล่ออก

Scroll to top