ชลบุรี

อนุทินรับคุย สนธยา-นายกฯอบจ.ระยอง ร่วมภูมิใจไทย?

“อนุทิน” บอก “สิริพงศ์” ภูมิใจไทย ร่วมเฟรม “วราวุธ – นิกร” ชาติไทยเก่าด้วยกัน รับคุย “สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง” หลังถูกถามดึงร่วมงานภท. บอก “รู้แล้วจะถามทำไม”

วันที่ 13 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงบ้านปริศนานันทกุล พรรคภูมิใจไทย จะมีสัญญาณทางการเมืองอะไรหรือไม่ ว่า พวกนั้นเขาพรรคชาติไทยเก่า “รียูเนียนมั้ง”

ชมทุกคนมีความสามารถ

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีโอกาสร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พวกเขาเป็นคนรุ่นเดียวกัน ถ้าอะไรเกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยก็พร้อม ทุกคนมีความสามารถ มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคอะไรก็ต้องเปิดกว้าง ขณะนี้ใกล้เลือกตั้งเข้ามาทุกที ทุกพรรค ก็ต้องมีความตื่นตัวและมีความพร้อม

จีบ สนธยา ร่วมงาน

เมื่อถามว่า นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีและบ้านใหญ่ชลบุรี มีโอกาสจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ได้คุยๆกันอยู่ ส่วนนายกอบจ. จังหวัดระยอง นายปิยะ ปิตุเตชะ หรือ นายกช้าง ก็จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนตอบว่า “รู้แล้วถามทำไม”

อนุทินรับคุย สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง

จากกระแสข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับนักการเมืองชื่อดังหลายท่าน ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม และนายกฯอบจ.ระยอง เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันในอนาคต การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความพยายามของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้าร่วมทีม

การที่นายอนุทินยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม และนายกฯอบจ.ระยอง ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจทางการเมือง เนื่องจากทั้งสองท่านนี้ถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ของตนเอง การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจและพยายามดึงตัวมาร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค

อนุทินเปิดใจถึงการพูดคุย สนธยา คุณปลื้ม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม โดยไม่ได้ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันในอนาคต ซึ่งสร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์และเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจที่จะดึงมาร่วมงาน ทำให้เห็นถึงความพยายามในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้นายอนุทินยังได้กล่าวถึงนายกฯอบจ.ระยอง ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ การที่พรรคภูมิใจไทยต้องการดึงมาร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในระดับท้องถิ่น การได้นักการเมืองท้องถิ่นที่มีความสามารถมาร่วมงาน จะช่วยให้พรรคภูมิใจไทยสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายอมรับถึงการพูดคุยกับ สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การดึงดูดนักการเมืองที่มีประสบการณ์และมีความสามารถ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคสามารถประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งได้

การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจที่จะดึงดูดนักการเมืองจากหลากหลายกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความหลากหลายและความแข็งแกร่งให้กับพรรค การมีบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน จะช่วยให้พรรคสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การออกมาเปิดเผยถึงการพูดคุยกับ สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายต่างจับตามองถึงทิศทางในอนาคตของพรรคภูมิใจไทย และความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันระหว่างพรรคกับนักการเมืองชื่อดังต่างๆ

จับตาดูว่าการพูดคุยระหว่างอนุทิน, สนธยา คุณปลื้ม, และนายกฯอบจ.ระยอง จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แท้จริงหรือไม่ และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยอย่างไร การตัดสินใจของบุคคลเหล่านี้จะมีผลต่ออนาคตของพรรคภูมิใจไทยและการเมืองไทยโดยรวม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและการสร้างความสัมพันธ์ในโลกการเมือง การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดกว้างสำหรับการร่วมมือกับนักการเมืองจากหลากหลายกลุ่ม เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ พรรคที่สามารถปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

การที่คุณ อนุทินรับคุย สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการจะขยายฐานเสียงและสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากคุณเป็นผู้ที่สนใจการเมือง อย่าลืมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – “อนุทิน” รับคุย “สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง” หลังถูกถามดึงร่วมงานภูมิใจไทย

รวบหนุ่ม 27 ลักลอบผลิตปืนขาย การันตีใช้ได้ 100%

ตำรวจพัทยาร่วมกับฝ่ายปกครอง บุกค้นห้องพัก จับหนุ่มวัย 27 ปี ลักลอบผลิตปืนขาย ดัดแปลงอาวุธปืนจากแบลงก์กัน ขายให้กับกลุ่มวัยรุ่น แถมยังคุยอวดเจ้าหน้าที่ การันตีใช้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.ท.สิริวัฒน์ คัชมาตย์ รอง ผกก.ป.สภ.พัทยา พ.ต.ท.สุชาติ ดุสดี สวป.สภ.เมืองพัทยา นายณฐาภพ ยมจินดา ปลัดอำเภอบางละมุง นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองบางละมุง ถือหมายค้นศาลจังหวัดพัทยาที่ 218/2568 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เข้าค้นห้องเช่าแห่งหนึ่งภายในซอยกอไผ่ 14 ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบของกลางเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ดัดแปลงจากแบลงก์กัน จำนวน 3 กระบอก เครื่องกระสุนขนาด .380 มม. จำนวน 42 นัด ลำกล้องอีกกว่า 10 ชิ้น แท่นเจาะสว่าน หินเจียร์ แท่นยึด และตะไบ

สืบเนื่องมาจากทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีบุคคลลักลอบผลิตปืนขายและจำหน่ายอาวุธปืนให้กับกลุ่มวัยรุ่น จึงได้วางแผนและขออนุญาตหมายค้นจากศาลจังหวัดพัทยา และนำกำลังไปปิดล้อมที่ห้องเช่า ภายในห้องพักพบนายชัชวาลย์ อินทร์มงคล หรือ เอ็ม อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดศรีสะเกษ อยู่กับแฟนสาว

เจ้าหน้าที่จึงแสดงหมายค้น แล้วตรวจค้นภายในห้องพัก พบอุปกรณ์ในการช่างที่เจ้าตัวใช้ในการผลิตดัดแปลงอาวุธปืนจากแบลงก์กัน และพบอาวุธปืนที่ดัดแปลงพร้อมใช้งานซุกซ่อนอยู่ข้างเตียงนอน มีเครื่องกระสุนอยู่ในแม็กกาซีน 9 นัด และอยู่ภายในกล่องอีก 33 นัด และยังตรวจค้นพบซุกซ่อนอยู่บนฝ้าภายในห้องน้ำ อีก 2 กระบอก จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

สอบถามนายชัชวาลย์ ให้การรับสารภาพว่า ตนเองเป็นเจ้าของอาวุธปืนทั้งหมด รวมไปถึงเป็นคนผลิตดัดแปลงอาวุธปืนดังกล่าว ขายให้ลูกค้าทางออนไลน์ ในราคากระบอกละ 13,000 บาท โดยตนเองศึกษาวิธีการทำจากอินเตอร์เน็ต และสั่งซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางออนไลน์ และยอมรับว่าอาวุธปืนที่ตนเองดัดแปลงพร้อมใช้งาน ขายให้กับลูกค้าไปบ้างแล้ว ทั้งยังคุยอวดเจ้าหน้าที่ว่า ที่ตนเองผลิตออกไปนั้น การันตีว่าสามารถใช้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เหมือนกับอาวุธปืนจริงอย่างแน่นอน

เบื้องต้น ได้ควบคุมตัวนายชัชวาลย์ พร้อมของกลาง อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 3 กระบอก เครื่องกระสุนจำนวน 42 นัด และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ส่งพนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหา เพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

รวบหนุ่มวัย 27 ปี ลักลอบผลิตปืนขาย การันตีใช้ได้ 100%

ทำไมการลักลอบผลิตปืนขายถึงเป็นเรื่องร้ายแรง?

การลักลอบผลิตปืนขาย เป็นภัยต่อสังคมอย่างมาก เนื่องจากอาวุธปืนที่ผลิตอย่างผิดกฎหมาย มักจะไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้กระทำผิดอ้างว่าปืนที่ตนเองผลิตนั้นใช้ได้ 100% เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ซื้อและสังคมโดยรวม

การจับกุมผู้กระทำผิดในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรม และป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่หลายของอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาวุธปืน ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อความปลอดภัยของสังคม

การกระทำผิดของนายชัชวาลย์ ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างร้ายแรง การผลิตและจำหน่ายอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย อย่าปล่อยให้การกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ใส่ใจ ร่วมกันสอดส่องดูแล และแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สังคมของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – บุกจับหนุ่มวัย 27 ลักลอบผลิตปืนขาย แถมคุยอวดเจ้าหน้าที่ การันตีใช้ได้ 100%

เศร้า! พบซาก “วาฬบรูด้า” เกาะล้าน

ข่าวเศร้า! นักตกปลาพบซาก “วาฬบรูด้า” สัตว์ทะเลหายากขนาดใหญ่ ติดอวนเสียชีวิต ลอยอยู่ในทะเลใกล้เกาะล้าน สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการค้นหาและกู้ซากวาฬขึ้นมา

เมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่ามีเรือสปีดโบ๊ทที่วิ่งระหว่างเกาะล้าน ได้พบซากวาฬลอยขึ้นอืดอยู่บริเวณหน้าหาดสังวาล เกาะล้าน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยจุดที่พบอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 1 ไมล์ทะเล สภาพของซากวาฬอยู่ในสภาพเน่าเปื่อยอย่างมาก เนื้อเริ่มยุ่ยและสลายไปกับน้ำทะเล ทำให้ไม่สามารถระบุได้ในทันทีว่าเป็นวาฬสายพันธุ์ใด นอกจากนี้ ยังส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่วบริเวณ สร้างความไม่สบายให้กับผู้ที่สัญจรผ่านไปมา

ทีมข่าวได้พยายามรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม และทราบว่ามีการพบเห็นซากวาฬดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยคุณวีรวิม นันทเวช อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นนักตกปลา ได้เป็นผู้พบเห็นเป็นคนแรก คุณวีรวิมได้ถ่ายคลิปวิดีโอของซากวาฬขนาดใหญ่ ซึ่งมีความยาวของลำตัวเกือบ 4 เมตร และอยู่ในสภาพขึ้นอืด ลอยอยู่กลางทะเล จากนั้นได้โพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความว่า “เศร้าใจกับการหากินแบบไม่สนอะไรเลย น้องตายแบบที่ยังมีอวนพันตัวน้องอยู่ ขอให้…กับพวกมักง่ายที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ ขอบคุณกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทันทีที่ผมส่งคลิป แจ้งพิกัด กรมทรัพย์ให้ความสนใจ ใส่ใจ ที่จะลงไปเก็บกู้น้องด้วยครับ”

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อพูดคุยกับคุณวีรวิม นันทเวช เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คุณวีรวิมเล่าว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เขาได้นำคณะออกไปแข่งขันตกหมึกในบริเวณระหว่างเกาะรางเกวียนและเกาะเป็ด ในระหว่างนั้นเองก็ได้พบกับซากวาฬ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น “วาฬบรูด้า” ลอยขึ้นอืดอยู่กลางทะเล สภาพของวาฬมีอวนตาถี่ หรือที่เรียกกันว่า “อวนมุ้ง” พันอยู่รอบตัว นอกจากนี้ ยังมีเชือกทุ่นของอวนพันอยู่รอบตัวด้วยเช่นกัน ซากวาฬอยู่ในสภาพบวมอืดอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าวาฬเสียชีวิตจากการติดอวนของชาวประมง

คุณวีรวิมกล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ของเขา เชื่อว่าวาฬตัวนี้ หากยังมีชีวิตอยู่ น่าจะมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม เขารู้สึกเสียดายอย่างมากที่วาฬต้องมาตายเพราะฝีมือของมนุษย์ เขาอธิบายว่าอวนดังกล่าว น่าจะเป็นของเรือประมงขนาดเล็กที่มักจะใช้ลากอวนเพื่อหาปลา และเมื่อลากอวนไปติด “วาฬบรูด้า” แทนที่จะให้ความช่วยเหลือ กลับปล่อยอวนทิ้งไว้ เขาเชื่อว่าหากในวันนั้น ชาวประมงได้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือกลุ่มประมงด้วยกัน วาฬบรูด้า ตัวนี้คงไม่ตาย เพราะวาฬบรูด้าเป็นสัตว์ทะเลหายากในทะเลฝั่งประเทศไทย

เศร้า พบซาก “วาฬบรูด้า” ตัวใหญ่ติดอวนตาย ลอยกลางทะเลเกาะล้าน

ด้านกรมประมงจังหวัดชลบุรีและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการออกตามหาซากวาฬตัวดังกล่าว คาดว่าซากวาฬยังคงลอยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับเกาะล้าน หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

การตายของวาฬบรูด้าส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างไร?

การเสียชีวิตของ วาฬบรูด้า ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียสัตว์ทะเลหายากเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย วาฬมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหาร และการลดจำนวนลงของวาฬ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศที่คาดไม่ถึง

  • การสะสมของสารอาหาร: วาฬเป็นแหล่งสะสมสารอาหารที่สำคัญในทะเล เมื่อวาฬตายและจมลงสู่พื้นทะเล ซากของมันจะกลายเป็นแหล่งอาหารให้กับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึก ซึ่งช่วยสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การควบคุมประชากรสัตว์ทะเล: วาฬเป็นผู้ล่าที่สำคัญในระบบนิเวศ การลดจำนวนลงของวาฬ อาจทำให้ประชากรสัตว์ทะเลบางชนิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชนิดพันธุ์อื่นๆ
  • การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหาร: การเปลี่ยนแปลงในประชากรวาฬ อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารทั้งหมดในทะเล ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและคาดเดาได้ยาก

ดังนั้น การอนุรักษ์วาฬและสัตว์ทะเลอื่นๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลและการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและการทำประมงอย่างยั่งยืน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องชีวิตสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้ เพื่อให้พวกมันคงอยู่คู่กับท้องทะเลไทยไปอีกนานแสนนาน

ที่มา – เศร้า พบซาก “วาฬบรูด้า” ตัวใหญ่ติดอวนตาย ลอยกลางทะเลเกาะล้าน

รัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้ ฝนตกหนัก!

รองโฆษกรัฐบาลเตือนเกษตรกรให้ระวังผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” ในช่วงวันที่ 7–9 พ.ย. นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ กทม.และปริมณฑล รวมถึงอีก 7 จังหวัด อาจมีฝนตกหนักบางจุด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมขังได้ ขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือรัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้อย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ฝนที่ตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ โดยคาดการณ์ว่าพายุจะเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลางในช่วงวันที่ 4–5 พ.ย. และจะขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามตอนกลางในวันที่ 6–7 พ.ย. หลังจากนั้น พายุจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง เคลื่อนเข้าปกคลุมพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทยในช่วงวันที่ 7 พ.ย. 68 ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานก่อนที่จะขยายไปยังภาคอื่นๆ

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศพยากรณ์อากาศในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยระบุว่าบริเวณภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร จะมีฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม โดยอุณหภูมิจะลดลงเล็กน้อย และมีอากาศเย็นในตอนเช้า ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักในบางจุด ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้

สำหรับภาคใต้ จะมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักในบางแห่ง ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงไป คลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรง โดยมีความสูง 1–2 เมตร (บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร) ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ในส่วนของแนวโน้มสภาพอากาศใน 7 วันข้างหน้า (4–10 พ.ย. 68) กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้ดังนี้:

  • ในช่วงวันที่ 4–6 พ.ย. ประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณฝนลดลง และมีอากาศเย็นในตอนเช้า
  • ในช่วงวันที่ 7–10 พ.ย. จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอีสานตอนล่าง อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุ
  • ภาคใต้ จะมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง และคลื่นลมจะมีกำลังแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 5–7 พ.ย. คลื่นสูง 2–3 เมตร

รัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้

“รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนในช่วงที่พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพของตนเองจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ควรป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรจากฝนและลมแรง สำหรับชาวเรือในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ในช่วงระหว่างวันที่ 7–9 พ.ย. นี้ ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และติดตามการประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเมื่อ รัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ: ตรวจสอบพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์
  • เตรียมพร้อมรับมือกับน้ำท่วม: หากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ควรเตรียมกระสอบทราย ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
  • ตรวจสอบบ้านเรือน: ตรวจสอบความแข็งแรงของหลังคา ประตู หน้าต่าง เพื่อป้องกันความเสียหายจากลมพายุ
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น: เตรียมน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยา และของใช้จำเป็นอื่นๆ ให้พร้อม
  • หลีกเลี่ยงการเดินทาง: หากไม่จำเป็น ควรงดเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนักและพายุพัด

สถานการณ์พายุ “คัลแมกี” เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือและติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ การที่รัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้เราไม่ประมาทและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – รัฐบาล เตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้ กทม.-ปริมณฑล ฝนยังตกหนักบางจุด

รวบ! **จับพระวัย 82 ปี เช่าห้องแถวเปิดอาศรม** ที่ชลบุรี

กลายเป็นข่าวที่สร้างความตกตะลึง เมื่อตำรวจเข้า**จับพระวัย 82 ปี เช่าห้องแถวเปิดอาศรม** แถมยังขับรถเก๋งออกบิณฑบาต ปักหลักอยู่หน้าตลาดในจังหวัดชลบุรี งานนี้เจ้าคณะอำเภอบางละมุงถึงกับลั่น ไม่ต้องสึก! ให้เปลี่ยนผ้าเหลืองแล้วส่งตัวดำเนินคดีทันที ชี้พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 05.30 น. ของวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผู้กำกับการ สภ.หนองปรือ นำทีมตำรวจชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง บุกเข้าตรวจสอบบริเวณหน้าตลาดไร่วนาสิน ซอยสนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ ม.6 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านว่า มีพระสงฆ์รูปหนึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการขับรถเก๋งมาบิณฑบาต และยืนรอรับบิณฑบาตแบบปักหลัก ไม่เดินไปไหน

จับพระวัย 82 ปี เช่าห้องแถวเปิดอาศรม

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง ก็พบพระสงฆ์รูปหนึ่งขับรถเก๋งสีบรอนซ์มาจอดใกล้กับตลาดดังกล่าว จากนั้นก็ได้เปิดท้ายกระโปรงรถ หยิบอุปกรณ์ แล้วเดินข้ามถนนมายืนรอรับบิณฑบาตอยู่หน้าแผงขายของในตลาด เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจสอบหนังสือสุทธิ ทราบชื่อต่อมาคือ พระศักดิ์ หรือนายสุทธิ์ศักดิ์ จันทโรธร อายุ 82 ปี ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกกันว่าหลวงพ่อ เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามว่าจำวัดอยู่ที่วัดไหน หลวงพ่อก็พยายามบ่ายเบี่ยง แต่เมื่อถูกสอบถามอย่างหนักขึ้น สุดท้ายก็ยอมรับว่า เพิ่งจะมาอยู่ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยเช่าห้องแถวพักอาศัยอยู่ในย่านชัยพรวิถี 29 (ซึ่งห่างจากตลาดประมาณ 6-7 กิโลเมตร) และใช้ห้องแถวดังกล่าวเปิดเป็นสำนักสงฆ์ของตัวเอง

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวหลวงพ่อศักดิ์ไปตรวจสอบห้องแถวที่หลวงพ่ออ้างว่าเป็นสำนักสงฆ์ พบว่าห้องแถวถูกจัดทำเป็นลักษณะอาศรม เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งในด้านของการดูดวงและการสะเดาะเคราะห์ นอกจากนี้ยังพบว่าภายในตู้เย็นมีขวดเบียร์ที่ถูกเปิดดื่มไปแล้วครึ่งขวด แต่หลวงพ่ออ้างว่าเป็นของพระรูปอื่นที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจควบคุมตัวหลวงพ่อศักดิ์ไปพบกับเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริง

การสอบสวนและการดำเนินการทางสงฆ์

เมื่อเดินทางไปถึงวัด พระมหาถาวร ฐานะวะโร ปธ.๙ ดร. เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส และเจ้าคณะอำเภอบางละมุง ได้ทำการสอบถามหลวงพ่อศักดิ์อย่างละเอียด จนกระทั่งหลวงพ่อศักดิ์ยอมรับว่า ตนเองพร้อมกับเพื่อนพระสงฆ์อีก 2 รูป เดินทางมาจากจังหวัดปทุมธานี และมาอาศัยอยู่ที่เมืองพัทยาได้ประมาณ 1 ปี แต่ยังหาวัดจำพรรษาไม่ได้ จึงตัดสินใจเช่าห้องแถวในราคาเดือนละ 2,800 บาท และตั้งใจที่จะเปิดเป็นสำนักสงฆ์ของตัวเอง ส่วนเพื่อนพระสงฆ์อีก 2 รูปนั้น เหมือนจะรู้ตัวว่าถูกเจ้าหน้าที่ติดตาม จึงได้หลบหนีกลับไปยังบ้านเกิดไปก่อน ส่วนตนเองคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด จึงใช้ชีวิตตามปกติ จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาพบกับท่านเจ้าอาวาส

เมื่อพระมหาถาวร ฐานะวะโร ปธ.๙ ดร. เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส และเจ้าคณะอำเภอบางละมุง ได้ฟังเหตุผลจากหลวงพ่อศักดิ์ ก็รู้สึกโกรธมาก และได้ตำหนิว่า พฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นมารศาสนา และเป็นการกระทำที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย พร้อมทั้งกล่าวว่า หลวงพ่อศักดิ์ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์ที่แท้จริง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำพิธีลาสิกขา แต่ให้ทำการเปลี่ยนผ้าเหลืองออก แล้วสวมชุดฆราวาสทันที พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ในฐานความผิดแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ จากนั้นจึงส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.หนองปรือ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องราวของ **จับพระวัย 82 ปี เช่าห้องแถวเปิดอาศรม** นี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานะ และการเคารพในหลักธรรมคำสอนของศาสนา เพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียและเป็นที่ติเตียนของสังคม

ที่มา – จับพระวัย 82 ปี เช่าห้องแถวเปิดอาศรม – ขับเก๋งบิณฑบาต ปักหลักหน้าตลาด จ.ชลบุรี

คอหวยแห่ขอเลขเด็ด “ปู่เสือมหามงคล” ลุ้นรวย!

ชาวบ้านแห่มาด้วยแรงศรัทธา ขอโชคลาภจาก “ปู่เสือมหามงคล” วัดดอนทอง จังหวัดชลบุรี หวังนำ “เลขเด็ด” ไปลุ้นรวยตามรอยคนดวงดีที่ถูกหวยรวย 60 ล้านบาท!

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดดอนทอง ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี หลังจากทราบข่าวว่ามีชาวบ้านกว่า 5,000 คนได้เข้าร่วมงานกฐินของวัดดอนทอง

ภายในวัด มีซุ้มโรงทานกว่า 100 ซุ้ม ชาวบ้านที่มาร่วมทำบุญต่างก็พร้อมใจกันสวมใส่ชุดขาวดำ มาร่วมงานแห่กองกฐิน โดยบรรยากาศของขบวนแห่เป็นไปอย่างเงียบสงบ ปราศจากเสียงแตรวง เป็นการแห่กฐินเงียบ เพื่อแสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยชาวบ้านที่มาร่วมทำบุญต่างให้ความร่วมมือในการเดินขบวนแห่กองกฐินเป็นอย่างดี แม้จะไม่มีเสียงแตรวงหรือกลองยาว ทุกคนก็มีความสุขและอิ่มบุญไปพร้อมๆ กัน

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแห่กองกฐิน ชาวบ้านต่างก็พากันต่อแถวขึ้นไปยังวิหาร เพื่อรอทำพิธีเจิมหน้าและเจิมมือกับพระอาจารย์เฉลิมฤทธิ์ คุเณสโก (พระอาจารย์เอ้) และยังได้ขอโชคลาภจาก “ปู่เสือมหามงคล” และ “ท้าวเวสสุวรรณสีเงิน” กันอย่างคับคั่ง

จากการสอบถามชาวบ้านที่มาร่วมในพิธี ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้มาทำพิธีเจิมหน้าเจิมมือ และอาบน้ำมนต์กับพระอาจารย์เอ้ เป็นครั้งที่ 14 แล้ว ซึ่งทุกครั้งที่มา เมื่อกลับไปก็จะมีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น และยังมีโชคมีลาภอยู่เสมอๆ

โดยในวันนี้ ตนเองได้มาขอโชคลาภจากการล้วงไหปิงปองกับปู่เสือมหามงคล ได้เลข 743 ซึ่งจะนำไปเสี่ยงโชคในงวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่จะถึงนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ทราบข่าวว่า มีผู้โชคดีเป็นเศรษฐีคนที่ 10 ของวัด ที่ถูกรางวัลที่หนึ่งจำนวน 10 ใบ ได้เงินรางวัลถึง 60 ล้านบาท ซึ่งตนเองก็หวังเล็กๆ ว่าจะมีโชคถูกรางวัลใหญ่บ้าง และหวังว่าจะเป็นคนที่ 11 ของวัดเช่นกัน

นอกจากนี้ ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มาร่วมงาน ต่างก็พากันขอโชคลาภจากปู่เสือมหามงคล และท้าวเวสสุวรรณสีเงิน ซึ่งมีการล้วงไหปิงปองและจุดธูปขอเลข โดยเลขธูปที่จุดได้คือ 694 ซึ่งหลายคนต่างก็มีความหวังที่จะมีโชคมีลาภในครั้งนี้ หลังจากที่ได้มาทำบุญทอดกฐินและทำพิธีกับพระอาจารย์เอ้ เกจิดังสายมูแห่งชลบุรี

คอหวยขอเลขเด็ด “ปู่เสือมหามงคล” ตามรอคนดวงดี เป็นเศรษฐีรวย 60 ล้าน

เลขเด็ด “ปู่เสือมหามงคล” งวดนี้มีอะไร?

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองพิจารณาเลขจากปู่เสือมหามงคลดูนะคะ ไม่แน่ว่าท่านอาจเป็นเศรษฐีคนต่อไปก็ได้!

การเสี่ยงโชคเป็นเรื่องส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และอย่าลืมทำบุญทำทาน เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตนะคะ

ที่มา – คอหวยขอเลขเด็ด “ปู่เสือมหามงคล” ตามรอคนดวงดี เป็นเศรษฐีรวย 60 ล้าน

รวบเซียนกำมะลอ ฉกพระเครื่องพ่อเฒ่า เปย์สาว

รวบเซียนพระกำมะลอคารีสอร์ต กาญจนบุรี หลังฉกพระเครื่องอดีตทหารเรือ วัย 93 ปี มูลค่าหลายล้าน ก่อนนำไปกระจายขาย ได้เงินมาเที่ยวเตร่ เปย์สาว ไม่วายขอตำรวจส่งข้อความลาหวานใจ คดีรวบเซียนกำมะลอ ฉกพระเครื่องพ่อเฒ่านี้เป็นที่สนใจของประชาชน

จากกรณีเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 จ.อ.ประชุม บุญอินทร์ อายุ 93 ปี อดีตข้าราชการทหารเรือ เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.ท.สันติชล หุมอาจ รอง สว.(สอบสวน) สภ.สัตหีบ ถูกคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์ เป็นพระเครื่องวัดดังเลี่ยมทองคำ รวม 9 องค์ โดยคนร้ายออกอุบายเป็นเซียนพระ ตีเนียนมาขอเช่าพระเครื่องมูลค่ากว่าสองล้านบาท แล้วอาศัยทีเผลอ ชิงเอาพระเครื่องหลบหนีไป เหตุเกิดที่บ้านพักของ จ.อ.ประชุม ในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ พ.ต.ท.เกรียงไกร มีแสง รอง.ผกก.สส.สภ.สัตหีบ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.สัตหีบ ลงพื้นที่หาเบาะแสติดตามตัวคนร้ายรวมถึงทรัพย์สินคืนให้ผู้เสียหาย ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ล่าสุด ช่วงเช้าวันที่ 16 ตุลาคม 2568 พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ พ.ต.ท.เกรียงไกร มีแสงรอง.ผกก.สส.สภ.สัตหีบ พ.ต.ท.อภิชาติ นามจันโท สว.สส.สภ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สัตหีบ ได้รับแจ้งเบาะแสจากสายลับ ว่าพบเห็นบุคคลต้องสงสัยรูปพรรณสัณฐาน ตามกล้องวงจรปิดของบ้านผู้เสียหาย เดินทางเข้ามาเปิดใช้บริการห้องพักของรีสอร์ตแห่งหนึ่งริมแม่น้ำแควใหญ่ อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี 

หลังได้เบาะแสจากสายลับประกอบกับหลักฐาน พยานแวดล้อม กล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี ที่มีความเชื่อมโยงกัน จึงนำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ จนได้ข้อมูลจากผู้ดูแลรีสอร์ตว่ามีบุคคลต้องสงสัยตามรูปพรรณสัณฐานที่สายลับแจ้ง เข้ามาพักที่รีสอร์ตจริง ในห้องหมายเลข 1 โดยเข้ามาติดต่อเปิดห้องพักเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จึงได้นำกำลังไปปิดล้อมห้องพักหลังดังกล่าว ก่อนให้ผู้ดูแลห้องพักเคาะประตูเรียก แต่เจ้าตัวไหวตัวทัน เพราะมีความระมัดระวังในการหลบหลีกอยู่แล้ว จึงเปิดประตูหลังห้องพยายามที่จะหลบหนี แต่ด้วยกำลังของเจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมไว้หมดแล้ว จึงบุกเข้าชาร์จตัว นายวรกาญจน์ แควเครือวัลย์ อายุ 30 ปี เอาไว้ได้

จากการตรวจสอบภายในห้องพัก ไม่พบทรัพย์สินของกลางที่คนร้ายขโมยมามาแม้แต่ชิ้นเดียว พบเพียงเงินสดไม่กี่บาท และโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง โดยเจ้าตัวให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยทรัพย์สินที่ได้จะนำไปขาย เพื่อได้เงินมาไว้ใช้จ่าย เที่ยวเตร่อวดสาว ทั้งยังพบประวัติการแชทกับคุยกับสาวบาร์เบียร์หน้าตาดีคนหนึ่งในพื้นที่เมืองพัทยา ทำนองว่าจะจ้างไปเที่ยว และซื้อของให้ แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ก่อน 

ส่วนทรัพย์สินที่ได้มานั้น เจ้าตัวยอมรับว่าได้ทยอยขายไปแล้ว ที่เหลือบางส่วน นำไปซุกซ่อนไว้ในห้องพักรายวันแห่งหนึ่งในพื้นที่เมืองพัทยา  

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงควบคุมตัว นายวรกาญจน์ มาตรวจค้นห้องพักที่ห้องพักรายวันแห่งหนึ่งริมถนนพัทยาสายสอง ตามที่เจ้าตัวแจ้ง พบพระเครื่องเพียงบางองค์เท่านั้น ส่วนกรอบทองคำแกะขายไปหมดแล้ว เนื่องจากกระจายขายในหลายพื้นที่ จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำส่งคืนให้กับผู้เสียหาย ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสัตหีบ เพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป        

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า หลังถูกจับ นายวรกาญจน์ ยังขอเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งข้อความบอกหวานใจว่าถูกจับแล้ว เพื่อเป็นการอำลาด้วย

รวบเซียนกำมะลอ ฉกพระเครื่องพ่อเฒ่า มูลค่า 2 ล้าน ทยอยขายนำเงินเปย์สาว

รายละเอียดการรวบเซียนกำมะลอ ฉกพระเครื่องพ่อเฒ่า

คดีรวบเซียนกำมะลอ ฉกพระเครื่องพ่อเฒ่านี้แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางจริยธรรมของคนบางกลุ่ม ที่พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง แม้จะต้องหลอกลวงและทำร้ายจิตใจผู้อื่นก็ตาม การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เสียหาย แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นและความศรัทธาในสังคม การที่คนร้ายนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเห็นแก่ตัวและความไร้สำนึก

สังคมควรให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเยาวชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องปรามและลงโทษผู้กระทำผิด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสะสมพระเครื่อง ควรระมัดระวังในการติดต่อซื้อขายกับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ และควรตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นๆ ก่อนทำการซื้อขาย เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

การรวบเซียนกำมะลอ ฉกพระเครื่องพ่อเฒ่าครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และการไม่ประมาทในการทำธุรกรรมใดๆ ก็ตาม

ที่มา – รวบเซียนกำมะลอ ฉกพระเครื่องพ่อเฒ่า มูลค่า 2 ล้าน ทยอยขายนำเงินเปย์สาว

ฟ้าผ่าโรงงานโฟมกันกระแทก! ไฟไหม้ศรีราชา

ระทึก! เกิดเหตุฟ้าผ่าโรงงานโฟมกันกระแทก ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว มีควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า และเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2568 พ.ต.อ.สุรกิจ อินอ่ำ ผกก.สภ.ศรีราชา ได้รับแจ้งเหตุฟ้าผ่าโรงงานโฟมกันกระแทก ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกและกล่องโฟมกันกระแทก ตั้งอยู่ใน ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

จากเหตุฟ้าผ่าโรงงานโฟมกันกระแทก เปลวเพลิงได้ลุกไหม้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว เกิดเป็นกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า มองเห็นได้จากระยะไกล เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เทศบาลนครแหลมฉบัง เทศบาลเมืองศรีราชา เทศบาลตำบลบางพระ อบต.บ่อวิน และอบต.หนองขาม ได้นำรถดับเพลิงจำนวนมากเข้าสนับสนุนการดับเพลิงอย่างเร่งด่วน

ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ใช้สำหรับผลิตชิ้นส่วนพลาสติกและกล่องโฟมกันกระแทก มีลักษณะเป็นโกดังชั้นเดียวสำหรับขนส่งสินค้า พบว่าเพลิงกำลังโหมลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้โครงสร้างอาคารพังถล่มลงมา และไฟยังลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของโรงงานอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้รถน้ำกว่า 20 คัน เพื่อระงับเหตุเพลิงไหม้ ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างสมบูรณ์ เพลิงได้ลุกลามไปยังโกดังที่ 2 และ 3 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถทำได้เพียงควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดและฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ ในขณะเดียวกัน โรงงานที่อยู่ใกล้เคียงได้สั่งอพยพพนักงานออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

จากการสอบถามพนักงานในโรงงาน ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 13.00 น. ได้เกิดฝนตกหนักและมีฟ้าผ่าลงมาบริเวณโกดัง ทำให้เกิดเพลิงไหม้ พนักงานที่อยู่ใกล้เคียงพยายามช่วยกันดับไฟ แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ทำให้ไฟลุกลามไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้ทำการตรวจสอบพื้นที่เพื่อค้นหาผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม แต่ยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม จะมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานที่ 2 ชลบุรี เพื่อเข้าตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ที่แท้จริงต่อไป

ฟ้าผ่าโรงงานโฟมกันกระแทก

โรงงานแห่งนี้เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 2 ม.9 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

ผลกระทบจากเหตุการณ์ฟ้าผ่าโรงงานโฟมกันกระแทก

เหตุการณ์ฟ้าผ่าโรงงานโฟมกันกระแทกในครั้งนี้ ส่งผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: โรงงานและทรัพย์สินภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : ควันพิษจากการเผาไหม้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงและคุณภาพอากาศ
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: การหยุดชะงักของการผลิต อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน

สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบป้องกันฟ้าผ่าในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

ที่มา – ฟ้าผ่าโรงงานโฟมกันกระแทก ไฟลุกไหม้ ควันดำลอยขึ้นฟ้า เสียงระเบิดดังสนั่น

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand บนรูปแม่ทัพ

ในวงการบันเทิงระหว่างประเทศ มีข่าวที่น่าปลื้มใจสำหรับคนไทย เมื่อดาราดังจากอินเดีย “กากัน มาลิก” เขียนข้อความ “I love Thailand” บนรูปวาดของ “แม่ทัพภาคที่ 2” อย่างน่าประทับใจ การกระทำนี้ไม่เพียงแสดงถึงความชื่นชอบในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างวัฒนธรรมอินเดียและไทย

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand ในงานพิเศษที่พัทยา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) จังหวัดชลบุรี โดยมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เพื่อฉลองครบรอบ 17 ปีการสถาปนาโรงเรียน ผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะผู้บริหารเมืองพัทยา คณะครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียนจำนวนมาก

ภาพงานพิธีที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11

ไฮไลต์ของงานคือการปรากฏตัวของ “กากัน มาลิก” ดาราดังอินเดียที่มาร่วมงานกับนายกเมืองพัทยา สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นคือ เขาได้เขียนข้อความ “I love Thailand” พร้อมลายเซ็นบนรูปวาดของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความรักที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand บนรูปวาด

ประวัติและผลงานของกากัน มาลิก

“กากัน มาลิก” เป็นนักแสดงชื่อดังจากอินเดียที่มีผลงานโดดเด่น เขารับบทเจ้าชายสิทธัตถะในภาพยนตร์ศรีลังกาเรื่อง “สิทธัตถะโคตมะ” และมีบทบาทสำคัญในซีรีส์อินเดียยอดนิยมอย่างรามายณะและหนุมาน ผลงานเหล่านี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนๆ ทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กากัน มาลิกได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยเขาไม่รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งนั้น โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย” การตัดสินใจนี้ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากสาธารณชนไทย

  • ผลงานเด่น: เจ้าชายสิทธัตถะในภาพยนตร์สิทธัตถะโคตมะ
  • บทบาทในซีรีส์: รามายณะและหนุมาน
  • กิจกรรมสังคม: ทูตสันถวไมตรีกัมพูชา (ลาออกเพื่อไทย)

การที่ “กากัน มาลิก” เขียน “I love Thailand” บนรูปวาด “แม่ทัพภาคที่ 2” จึงไม่ใช่แค่การแสดงออกส่วนตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวหลังโควิด-19 โดยพัทยาเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย การปรากฏตัวของดาราดังเช่นนี้ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เขียน การกระทำของกากัน มาลิกแสดงให้เห็นว่าดาราต่างชาติสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับไทยได้อย่างไร หากคุณชื่นชอบข่าวบันเทิงและวัฒนธรรม ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา – “กากัน มาลิก” เขียนข้อความ “I love Thailand” บนรูปวาด “แม่ทัพภาคที่ 2”

Scroll to top