ชายแดนไทยกัมพูชา

AT-6TH ประจำการกองบิน 41 เสริมทัพอากาศ!

กองทัพอากาศ เปิดภาพเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) จำนวน 8 ลำ ประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ หนุนปฏิบัติการทางอากาศ-ลาดตระเวน

วันที่ 5 ก.ย. 68 เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพอากาศไทย” เผยภาพเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) พร้อมระบุข้อความว่า “AT-6TH กำลังรบใหม่แห่งกองทัพอากาศไทย เติมเต็มขีดความสามารถ ปกป้องอธิปไตยชาติ วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวประวัติศาสตร์ของกองทัพอากาศไทย ที่บรรจุเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) จำนวน 8 เครื่อง AT-6TH ประจำการกองบิน 41 ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่

เครื่องบิน AT-6TH คือก้าวสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพอากาศ เพื่อภารกิจที่หลากหลาย อาทิ การโจมตีทางอากาศ, การลาดตระเวนติดอาวุธ, การช่วยเหลือค้นหาและกู้ภัย, การสนับสนุนภาคพื้นดิน, การปราบปรามยาเสพติดและป้องกันชายแดน และการช่วยเหลือประชาชน เช่น ควบคุมไฟป่าและบรรเทาสาธารณภัย

โดย พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธี บรรจุประจำการ เครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 และได้รับเกียรติจาก Mr. Robert Frank Godec เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, คุณชัชวาล ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน มาร่วมเป็นสักขีพยาน

นี่คืออีกหนึ่งก้าวที่สะท้อนถึง ความพร้อม ปณิธาน และความร่วมมือไทย–สหรัฐฯ ในการปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ ทั้งนี้ AT-6TH ไม่ใช่แค่เครื่องบินรบ แต่คือความมั่นใจของคนไทยทุกคน

AT-6TH ประจำการกองบิน 41

การเสริมทัพด้วยเครื่องบิน AT-6TH ประจำการกองบิน 41 นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากองทัพอากาศไทยให้มีความทันสมัยและมีขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เครื่องบินรุ่นใหม่นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลาดตระเวน การโจมตีทางอากาศ และการสนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศในทุกมิติ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ภัยพิบัติ ยังเป็นบทบาทสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการดูแลประชาชน

ความสำคัญของการมี AT-6TH ประจำการกองบิน 41

การมีเครื่องบิน AT-6TH ประจำการ ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงการสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆ ทั่วประเทศ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและขีดความสามารถที่หลากหลาย เครื่องบิน AT-6TH จะเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

AT-6TH ประจำการกองบิน 41 จะเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยระบบอาวุธที่ทันสมัยและเทคโนโลยีการลาดตระเวนขั้นสูง เครื่องบินเหล่านี้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ทำให้กองทัพอากาศมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

โดยสรุปแล้ว การเสริมทัพด้วยเครื่องบิน AT-6TH ประจำการกองบิน 41 ถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญในการพัฒนากองทัพอากาศไทยให้มีความทันสมัยและพร้อมรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต การลงทุนในเทคโนโลยีทางการทหารที่ทันสมัยนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – เสริมทัพเครื่องบินโจมตี AT-6TH ประจำการกองบิน 41 หนุนปฏิบัติการทางอากาศ-ลาดตระเวน

กองทัพตรึงชายแดน จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพยังคงตรึงกำลังป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยอย่างเข้มงวด รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย ยืนยันปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมทุกประการ และในวันนี้กองทัพจัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ภาพรวมทั่วไปยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ได้เกิดกรณีที่ประชาชนชาวกัมพูชารวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 เนื่องจากไม่พอใจที่จังหวัดสระแก้วติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือน ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งกองทัพและตำรวจได้เข้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดการยั่วยุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวได้คลี่คลายลงแล้ว

เมื่อวานนี้ (4 กันยายน 2568) กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศได้นำคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเชลยศึกทุกนายมีสุขภาพแข็งแรงดี การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

พิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

ไฮไลท์สำคัญของวันนี้คือ กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยกองบัญชาการกองทัพไทยได้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อเชิดชูเกียรติกำลังพลจำนวน 15 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และเพื่อไว้อาลัยให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

พิธีดังกล่าวประกอบด้วย การวางพวงมาลา ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พิธีบำเพ็ญกุศล ณ กองบัญชาการกองทัพไทย และในช่วงเย็นจะมีการจัดพิธีสวดมนต์ ณ สโมสรกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่วีรบุรุษทหารกล้าและประชาชนผู้บริสุทธิ์

การจัดงานพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ในวันนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์จากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ นับเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่กองทัพมีต่อประชาชน

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะค่อนข้างสงบ แต่การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดของกองทัพยังคงมีความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย การจัดพิธีสดุดีในครั้งนี้จึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักเพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพภาค 2 บรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา”

กองทัพภาคที่ 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” ในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของกัมพูชา” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่กำลังพลหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน หวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องรอบด้าน และนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 พลตรี วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของกัมพูชา” โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา มาเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่กำลังพลของหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน

การบรรยายจัดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ณ สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำลังพลได้มีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคตได้อย่างเหมาะสม โดยมีกำลังพลจากหน่วยในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 160 นาย และหน่วยกำลังป้องกันชายแดน เข้าร่วมรับฟังการบรรยายผ่านระบบทางไกล

กองทัพภาค 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา”

หัวข้อการบรรยาย “อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของกัมพูชา” นับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกับพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์และบริบทต่างๆ ของกัมพูชา จึงเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ความสำคัญของการบรรยายพิเศษเรื่องกัมพูชา

การบรรยายพิเศษในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคมของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จะช่วยให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ การบรรยายดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกันจะช่วยลดความเข้าใจผิด และสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การที่กองทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติและการสร้างสันติสุขในภูมิภาค การลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพในระยะยาวอย่างแน่นอน

ดังนั้น การบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ในการดูแลรักษาความมั่นคงของประเทศ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา – กองทัพภาค 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” เสริมความรู้หน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน

ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา: ทบ. ยันดูแลตามหลักมนุษยธรรม

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ตามขั้นตอนสากล กองทัพบกยืนยันยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยม18 เชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 โดย ICRC ถือเป็นหน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับเชลยศึกโดยตรง ปฏิบัติงานตามหลักสากลด้วยความมีมาตรฐาน เป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

การเข้าเยี่ยมในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติของหน่วยงาน ICRC มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก และเป็นช่องทางในการติดต่อกับครอบครัว อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพันธกรณีตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ตลอดจนเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน การดูแลเชลยศึกด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง

ในโอกาสนี้ กองทัพบกได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ ICRC เข้าพบและพูดคุยกับเชลยศึกอย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจสุขภาพ และได้บรรยายสรุปให้แก่คณะ ICRC เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การควบคุมตัว กำลังพลฝ่ายกัมพูชาในฐานะเชลยศึก ตลอดจนมาตรการด้านการดูแลการรักษาพยาบาล

สำหรับ18 เชลยศึกกัมพูชา กองทัพบกยืนยันว่าทุกนายมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านอาหารครบ 3 มื้อ สถานที่พักที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการดูแลจากแพทย์ประจำพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กองทัพบกได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ ICRC อย่างเคร่งครัดโดยที่ไม่อนุญาตให้ทางคณะผู้แทนของฝ่ายไทยและสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ ในระหว่างพบปะพูดคุยกับเชลยศึก อันแสดงถึงความโปร่งใสและความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยกับองค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา

กองทัพบกดูแล 18 เชลยศึกกัมพูชาตามหลักมนุษยธรรม

การเข้าเยี่ยมเชลยศึกครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักสากลด้านมนุษยธรรม และความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง ICRC ในการดูแลเชลยศึกอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานสากล

รายละเอียดการดูแล 18 เชลยศึกกัมพูชา

  • อาหาร: จัดอาหารครบ 3 มื้อ
  • ที่พัก: จัดสถานที่พักที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ
  • สุขภาพ: ดูแลสุขภาพโดยแพทย์ประจำพื้นที่

การดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเชลยศึกทุกนาย

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักการด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง การดูแลเชลยศึกที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ICRC เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ทบ. ยันยึดหลักมนุษยธรรม ดูแลทุกคนอย่างเหมาะสม

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาตำหนิกัมพูชาที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง กรณีเหตุการณ์วุ่นวายที่ “บ้านหนองจาน” โดยมีการเกณฑ์คนจากภายนอกพื้นที่มาร่วมประท้วง พร้อมทั้งพกอาวุธเพื่อยั่วยุทหารไทย นอกจากนี้ ยังพบว่าแกนนำมีการใช้วิทยุสื่อสาร และมีทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และแทรกซึมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงด้วย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ทีมโฆษกกองทัพบกได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ว่าพบประชาชนชาวกัมพูชาประมาณ 150 คน รวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีการอ้างสิทธิ์อยู่ โดยพบว่าผู้ประท้วงบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แสดงท่าทียั่วยุเจ้าหน้าที่ พกพาอาวุธ เช่น ไม้ และบางคนมีลักษณะเป็นแกนนำโดยมีการใช้วิทยุสื่อสาร นอกจากนี้ ยังพบทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลร่วมกับชุดควบคุมฝูงชนของตำรวจภูธรสระแก้ว เข้าควบคุมสถานการณ์ และเตรียมพร้อมดำเนินการกับกลุ่มผู้ประท้วงทันที หากพบว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือกระทำผิดกฎหมาย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.30 น. กองกำลังบูรพารายงานว่า กัมพูชามีการเกณฑ์ประชาชนทั้งจากนอกพื้นที่และผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ให้เข้าร่วมการประท้วงและแสดงท่าทียั่วยุต่อทหารไทย ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประชุม GBC และ RBC ที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า ขอให้กัมพูชายึดถือและปฏิบัติตามข้อระเบียบต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ทั้งที่เคยให้ไว้ร่วมกันและที่เป็นสมาชิกภาคีในอนุสัญญาต่างๆ ในระดับสากล กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ หากตรวจพบการกระทำผิดของประชาชนชาวกัมพูชา ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ เพื่อดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการชุมนุมประท้วงใกล้พื้นที่ชายแดน การกระทำใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอธิปไตย และการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธีและเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ไว้

กองทัพบก (ทบ.) เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลง

กองทัพบกได้เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง การเคารพซึ่งกันและกันและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในภูมิภาค

ข้อตกลงหยุดยิงและความสำคัญต่อความสัมพันธ์

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่ขยายตัวได้ ดังนั้น การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  • การเคารพซึ่งกันและกันและการปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสช่วยลดความเข้าใจผิด

เหตุการณ์ ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความรอบคอบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนควบคุมไม่ได้ การเจรจาและการพูดคุยกันอย่างเปิดใจยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – ทบ. ซัดกัมพูชา ป่วนบ้านหนองจาน เกณฑ์คนนอกพื้นที่ร่วมประท้วง ยั่วยุทหารไทย

เปิดภาพ! ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง! เปิดภาพนาที “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ของไทยเผชิญหน้ากับ “ทหารกัมพูชา” บริเวณชายแดน ป้องกันการรุกล้ำดินแดนบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว สถานการณ์ล่าสุดยังคงตรึงเครียดแต่ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้น

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการติดป้ายแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มประชาชนชาวกัมพูชา และนำไปสู่การรวมตัวประท้วงโดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 150 คน เดินทางเข้ามาใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46 ส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนตึงเครียดขึ้น

ต่อมาในเวลา 13.30 น. ของวันที่ 4 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบว่ามีประชาชนชาวกัมพูชาที่อยู่นอกพื้นที่ ทำการปิดถนนหมายเลข 58 ในฝั่งกัมพูชา เพื่อเป็นการยั่วยุและกีดขวางการสัญจรของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ระหว่างทั้งสองฝ่าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองกำลังบูรพาได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เพื่อขอกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาดูแลรักษาความสงบบริเวณพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กองกำลังบูรพายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเน้นย้ำมาตรการในการป้องกันสถานการณ์บานปลายในทุกด้าน ทั้งในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน การป้องกันการรุกราน และการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.42 น. มีรายงานเพิ่มเติมว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการเพิ่มจำนวนประชาชนและทหาร รวมประมาณ 300 คน บริเวณใกล้กับหลักเขตแดนที่ 46 โดยสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลหรือการประท้วงที่รุนแรงเกิดขึ้น

ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ ตำรวจควบคุมฝูงชน ที่เข้ามาเสริมกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหวังว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

ความสำคัญของตำรวจควบคุมฝูงชน ในสถานการณ์ชายแดน

การมีอยู่ของตำรวจควบคุมฝูงชนในพื้นที่ชายแดนนั้น แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับการประท้วง การชุมนุม และเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความรุนแรง

  • การรักษาความสงบเรียบร้อย: ป้องกันการกระทบกระทั่งและความรุนแรง
  • การป้องกันการบานปลาย: ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทั้งสองฝ่าย การใช้กำลังและการเผชิญหน้า อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกัน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้น และร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – เปิดภาพ “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ประจันหน้า “ทหารกัมพูชา” ป้องกันการรุกรานบ้านหนองจาน

ปู่ย่า”น้องน้ำโขง” ภาพจำยังติดตา ทำใจไม่ได้!

ภาพเหตุการณ์ยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่สร้างบ้านหลังใหม่ให้ เผยยังกินนอนไม่ได้ คิดถึงหลานทุกวัน เห็นด้วยหากทหารสร้างรั้วกั้นเขตแดน ประณามกัมพูชาที่จงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดอนุภาคร้ายแรง เพื่อโจมตีพลเรือน

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ บรรยากาศบ้านของนายสุที บุญแต่ง อายุ 60 ปี และนางสะทน กันภัย อายุ 63 ปี ปู่และย่าของ ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ น้องน้ำโขง อายุ 8 ขวบ หนึ่งในผู้เสียชีวิต เหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา 

โดยนางสะทน ย่าน้องน้ำโขงและเพื่อนบ้านกำลังช่วยกันทำอาหารเที่ยง เพื่อจะเลี้ยงช่างที่มาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ และได้พาผู้สื่อข่าวเข้ามาดูบ้านที่เสียหาย ซึ่งยังคงไม่ได้รื้อออก โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารช่างมาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ให้ ซึ่งนายสุที และนางสะทน ยังอยู่ในความวิตกกังวล พร้อมทั้งยังคิดถึงหลานชายที่มาเสียชีวิต พร้อมประณามกัมพูชาใจคอโหดเหี้ยม ใช้อาวุธสังหารฆ่าพลเรือน

นางสะทน เล่าว่า ทุกวันนี้ตนยังนอนไม่หลับยังกินข้าวไม่ได้เพราะภาพเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุยังคงติดตาติดใจตนอยู่ทุกวันเหมือนเหตุเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตนขอประณามทางกัมพูชาว่า มีความโหดร้าย กัมพูชาจงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ทั้งที่ตรงนี้ไม่มีฐานทหาร หรือที่มั่นทหารตั้งอยู่เลย มันเป็นความไม่ถูกต้อง

ด้านนายสุที เล่าว่า หลังจากมีการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่บ้านของตนนั้น ตนก็ได้พบและสังเกตเห็นว่า ระเบิดที่ใช้นั้นผิดจากสมัยก่อนที่ตนเคยประสบพบเจอมา เพราะสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ เป็นเม็ดกลมๆ ลูกเล็กๆ กระจายอยู่เกลื่อนพื้นที่ ตนนั้นเก็บได้เป็นกำๆ มือ ซึ่งตนนั้นคิดว่าทางกัมพูชาจงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดที่มีอนุภาคร้ายแรงอันนี้ขึ้นมา เพื่อฆ่าชีวิต และโจมตีพลเรือนไทย ซึ่งใน 1 ลูกนั้น ตนคาดว่าเป็นแสนเป็นล้านลูก ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอยู่ในระเบิดลูกหนึ่ง จึงทำให้เกิดความสูญเสียเป็นวงกว้าง ตนขอประณามกัมพูชาทั้งผู้นำและทหารผู้สั่งการ ว่าใจคอโหดเหี้ยมใจร้ายทำได้แม้แต่คนที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีอาวุธ ซึ่งตนนั้นรับไม่ได้กับการกระทำ

ส่วนบ้านนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เข้ามาสร้างบ้านหลังใหม่ให้ตน คาดว่าประมาณ 45 วันก็จะแล้วเสร็จ ตนนั้นขอขอบคุณผู้ที่เข้าช่วยเหลือทุกคน และคนไทยทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ตนและครอบครัว ซึ่งในการสร้างบ้านครั้งนี้ ตนก็ได้ดูแลผู้ที่เข้ามาช่วยก่อสร้างโดยการทำอาหารกลางวันเลี้ยงทุกวัน เพื่อเป็นการตอบแทนในน้ำใจที่เข้ามาช่วยเหลือตนตามอัตภาพ

ด้านความเห็นส่วนการสร้างรั้วนั้น ตนเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตนนั้นอยากให้สร้างเป็นรั้วคอนกรีตอย่างแน่นหนาหรือเหมือนกำแพงเมืองจีนไปเลย เพราะแค่รั้วลวดหนามหีบเพลงนั้นน่าจะกันไม่ได้ 100% ถ้าเป็นไปได้ ก็ตัดความสัมพันธ์ไม่ต้องพูดคุยกันไปเลย ไม่ต้องเห็นเงากันน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะกัมพูชาไว้ใจไม่ได้.

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การช่วยเหลือและให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” กับความรู้สึกที่ยังคงอยู่

ความรู้สึกสูญเสียยังคงอยู่กับปู่ย่าของน้องน้ำโขง พวกท่านยังคงจดจำเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ดี และยังคงทำใจไม่ได้กับการจากไปของหลานชายอันเป็นที่รัก

พวกท่านยังคงขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่ได้รับ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวบุญแต่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? และเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่เราจะได้ตระหนักถึงปัญหา และร่วมกันหาทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การสร้างรั้วกั้นเขตแดนเป็นหนึ่งในมาตรการที่ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความเหมาะสมของมาตรการนี้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเรื่องราวที่เตือนใจเราว่า สันติภาพและความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน และแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังคงต้องการกำลังใจจากทุกคนในสังคม ขอให้พวกท่านเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

ที่มา – ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์: ไทยต้องไม่ตามเกม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด! มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ในการประท้วงชายแดน พร้อมย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

จากกรณีที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชา 170 หลังคาเรือนย้ายออกจากพื้นที่รุกล้ำประเทศไทยบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจและมีการนำมวลชนประมาณ 150 คนเข้ามาประท้วงใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46

เช้าวันที่ 4 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา โดยชุดเฉพาะกิจที่ 12 ได้จัดกำลังพลเข้าควบคุมสถานการณ์และประสานไปยังผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 51 กัมพูชา เพื่อให้ควบคุมประชาชนไม่ให้เกิดการยั่วยุบริเวณพื้นที่ชายแดน สถานการณ์ขณะนี้ได้คลี่คลายลง โดยฝ่ายไทยได้นำกำลังควบคุมฝูงชนจากตำรวจภูธรสระแก้วเข้ามาดูแลสถานการณ์ กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลัง

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำมาตรการควบคุมดูแลพื้นที่ตามแนวเขตแดนอธิปไตยของไทยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา โดยกล่าวว่าทุกอย่างมีขั้นตอนและมีระยะเวลา พร้อมยอมรับว่าพื้นที่บ้านหนองจานยังมีความยากในหลายมิติ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือการทหารเท่านั้น

ท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่พยายามจะก่อความวุ่นวายโดยหวังให้นานาชาติเข้ามาปิดล้อมและกดดันไทย รวมถึงการที่ผู้นำกัมพูชาไปปรากฏตัวตามประเทศต่างๆ เพื่อต้องการแสดงออกถึงความเป็นมหาอำนาจ เป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์อย่างได้ผล รวมถึงการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองได้เป็นจำนวนมาก พลโทอมฤตย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา แต่ต้องทำให้กัมพูชาเข้ามาในเกมและกติกาของเรา นั่นคือสิ่งที่สำคัญและอยากให้ประชาชนทุกคนเข้าใจ

กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ จริงหรือ?

แม่ทัพภาค 1 ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่ออกมายืนประท้วงแนวหน้าบ้านหนองจานต่อหน้าทหารไทยว่า เป็นเรื่องปกติที่กัมพูชาต้องการนำประชาชนออกมาเป็นโล่มนุษย์ เพื่อหวังผลทางการประชาสัมพันธ์หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้ปักป้ายประกาศแจ้งเตือนให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้อพยพออกไป

พลโท อมฤต ยืนยันว่าไทยดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย และถึงแม้ว่าชาวกัมพูชาจะยังเข้าใจว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินและไม่ยอมออกไป ทางการไทยก็จำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายในการผลักดัน

สำหรับการประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพเรือจันทบุรีและตราดได้รวบรวมข้อมูลและผลการตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การยื่นข้อเสนอในการประชุมเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงขอให้ประชาชนใจเย็นและรอความชัดเจนที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ลงพื้นที่สำรวจจุดที่มีการตรวจพบทุ่นระเบิดตกค้าง โดยได้มีการตรวจการและควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาวางระเบิดได้อีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์เป็นประเด็นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ที่มา – มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ประท้วงชายแดน ย้ำไทยต้องไม่เดินตามเกม

กัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชายังไม่ได้ตอบตกลงตามข้อเสนอของทางการไทยที่ขอให้มีการย้ายชาวกัมพูชาที่รุกล้ำที่ดินของไทย บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าต้องรอการตกลงในการประชุม GBC ก่อน

นอกจากนี้ มีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้นำชาวบ้านชุดใหม่จากพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาในพื้นที่ชายแดนเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มแรงกดดันในพื้นที่

กัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์ที่ชาวกัมพูชารวมตัวกันกดดันทหารไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ภายหลังจากที่นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนให้ 170 ครัวเรือนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำออกจากพื้นที่ของไทย หากเพิกเฉยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ซึ่งมีบทลงโทษดังนี้:

  • พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาตรา 62 และมาตรา 81 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  • พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำในพื้นที่เกินกว่า 25 ไร่ โทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท

ความคืบหน้าล่าสุด ทหารกัมพูชาได้นำชาวบ้านชุดใหม่เข้ามาในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน เพื่อประท้วงการสร้างรั้วกั้นประเทศของฝ่ายไทยและการขับไล่ทหารไทย

ท่าทีของกัมพูชาต่อการย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

ล่าสุด มีหนังสือตอบกลับจากนายอม เรีย เตีย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักเขตแดน ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ GBC และคณะกรรมการปักปันหลักเขต JBC ตามข้อตกลงร่วมที่ได้ลงนามไว้ นอกจากนี้ การดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน จะขัดกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้คงสถานภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไว้ และให้คณะกรรมการ GBC และ JBC เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

สถานการณ์บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การที่กัมพูชายังไม่ตอบตกลงในการย้ายชาวบ้านที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนและการจัดการพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การรักษาสันติภาพและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการกระทบกระทั่งที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ประเด็นเรื่องกัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน นี้ ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในที่สุด

กัมพูชายังไม่ตอบตกลงต่อข้อเสนอของไทยในการย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – กัมพูชา ยังไม่ตอบตกลง หลังไทยขอให้ย้ายชาวบ้านรุกล้ำบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว

Scroll to top