ชายแดนไทยกัมพูชา

ภูมิใจไทย กางแผน 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ

“ภูมิใจไทย” วางไทม์ไลน์ 120 วัน ยุบสภา เปิดโรดแมปแก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ – แก้ชายแดนไทยกัมพูชา ตามเงื่อนไขคุยพรรคส้ม ด้าน “อนุทิน” เก็บตัวไม่เข้าพรรค

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 2 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรคทยอยเดินทางเข้ามาที่ทำการพรรค อาทิ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล เพื่อเกาะติดสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย  ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เดินทางเข้าพรรคในวันนี้

กรรมการบริหารพรรค วางโรดแมป 120 วัน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า วันนี้มีการประชุมของกรรมการบริหารพรรค เพื่อกำหนดกรอบและแนวทางนโยบายที่จะเริ่มดำเนินการภายใน 120 วัน หลังจากแถลงนโยบาย รวมถึงกรอบการลงพื้นที่ของฝ่ายบริหาร หรือ ครม.สัญจร ซึ่งจะเน้นไปในพื้นที่ภัยพิบัติ และจังหวัดที่มีปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจะต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรกๆ

ดันแก้รัฐธรรมนูญวาระแรกประชุมสภา

ส่วนการขับเคลื่อนวาระงานในสภาผู้แทนราษฎรจะเร่งบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับพรรคประชาชน ซึ่งแหล่งข่าวยืนยันว่า จะดำเนินการให้เป็นไปตามที่แกนนำได้ร่วมกำหนดไว้ และยังจะพิจารณาปลดล็อกกฎหมายการกระจายอำนาจท้องถิ่นด้วย

“ภูมิใจไทย” กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชายแดนไทย-กัมพูชา

พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศแผนการดำเนินงานที่สำคัญภายใน 120 วัน โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การผลักดันกฎหมายกระจายอำนาจ และการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นี่คือประเด็นหลักที่พรรคให้ความสำคัญ และตั้งเป้าที่จะดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงเวลาที่กำหนด

ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ?

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญ เนื่องจากมองว่าเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และเอื้อต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ

การกระจายอำนาจท้องถิ่นคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

การกระจายอำนาจท้องถิ่นคือการโอนอำนาจและทรัพยากรจากส่วนกลางไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การกระจายอำนาจจะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น และทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน

แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญและความสงบสุข

พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมปที่วางไว้ และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศภายใน 120 วันข้างหน้า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจ และการแก้ไขปัญหาชายแดนเป็นเป้าหมายหลักที่พรรคให้ความสำคัญ และต้องติดตามดูกันต่อไปว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืน

โรดแมป 120 วันของพรรคภูมิใจไทยในการ ภูมิใจไทย กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าพรรคจะสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้สำเร็จได้หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ภูมิใจไทย” กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชายแดนไทย-กัมพูชา

ประดับยศ 3 ทหารกล้า กลางสนามรบ เชิดชูเกียรติ

ภาพแห่งความประทับใจ พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ จัดขึ้นเพื่อขอบคุณในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ที่พวกเขามีต่อการปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป เหล่าทหารหาญเหล่านี้ได้อุทิศตนอย่างกล้าหาญ สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความอันน่าซาบซึ้งใจผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า พันโท ธีระพงษ์ อ่ำพันเงิน ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 8 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ได้เป็นประธานในพิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ให้แก่ จ.ส.อ.ศักดิ์ดา จันทร์แสง, จ.ส.ต.เทพฤทธิ์ ทองแย้ม และ จ.ส.ต.อานนท์ เจริญยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและกำลังใจจากเพื่อนร่วมรบ

การเลื่อนยศในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความเสียสละ ความกล้าหาญ และคำมั่นสัญญาที่ทหารกล้าเหล่านี้ได้ให้ไว้ว่าจะปกป้องแผ่นดินไทยด้วยชีวิต ทุกหยาดเหงื่อแรงกายที่เสียไป ทุกความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักชาติอย่างแท้จริง พวกเขาคือวีรบุรุษที่ควรค่าแก่การจดจำและยกย่อง

ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ

พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายบนบ่า แต่เป็นการประกาศเกียรติคุณและความดีงามที่พวกเขาสั่งสมมาตลอดระยะเวลาในการรับราชการทหาร เป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทที่พวกเขามีต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญเหล่านี้ เต็มไปด้วยความเสี่ยงภัยและความท้าทาย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายรอบด้าน ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยหวาดหวั่น เพราะพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้พ้นจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ความสำคัญของการประดับยศ “3 ทหารกล้า”

การประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • การสร้างขวัญและกำลังใจ: เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • การยกย่องเชิดชูเกียรติ: เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับทหารที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ
  • การสร้างแรงบันดาลใจ: เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทหารรุ่นหลังให้มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
  • การแสดงความขอบคุณ: เป็นการแสดงความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยต่อความเสียสละของทหาร

ขอแสดงความยินดีกับทหารกล้าทั้ง 3 นาย ที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องประเทศชาติสืบไป พวกท่านคือความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

การเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ เราทุกคนควรให้ความเคารพและสนับสนุนการทำงานของทหาร เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง

ที่มา – ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ขอบคุณความเสียสละ ปกป้องแผ่นดินสุดชีวิต

ทหารกัมพูชา: โดรนโผล่ซำแต-ช่องตาเฒ่า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” โดยเฉพาะการปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่สำคัญอย่าง ซำแต – ช่องตาเฒ่า ถึง 6 ครั้ง สร้างความกังวลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากกองทัพไทย

พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดน โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการพบโดรนในพื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า จำนวน 6 ครั้ง และในพื้นที่สัตตะโสม – ภูผี – โดนตวน อีก 1 ครั้ง ทำให้ต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข้อมูล ณ เวลา 14.00 น. ของวันดังกล่าว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ว่ากองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังในพื้นที่ของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” และเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากมีสถานการณ์ที่จำเป็น

สถานการณ์ล่าสุด: โดรน “ทหารกัมพูชา” กับการรับมือของไทย

การปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นการลาดตระเวน หรือเตรียมการสำหรับปฏิบัติการบางอย่าง กองทัพไทยจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อตรวจจับและติดตามโดรนเหล่านี้

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีเรื่องของการดูแลผู้อพยพ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งทางกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยจัดพื้นที่รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและความช่วยเหลือที่จำเป็น

ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ศอ.จอส.พระราชทาน ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้กำลังใจ และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และการตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น
  • อย่าหลงเชื่อข่าวลือ
  • ช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและการมีสติในการพิจารณาข่าวสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

ราชภัฏสุรินทร์ยัน! หนุ่มกัมพูชาลาออกก่อนเหตุชายแดน

จากกรณีข่าวหนุ่มกัมพูชา อดีตนักศึกษาทุนที่ผันตัวไปเข้าร่วมการสู้รบตามแนวชายแดน ล่าสุดมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบุคคลดังกล่าวแล้ว

ทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าอดีตนักศึกษาชาวกัมพูชาเป็นนักศึกษาทุนจริง แต่ได้ลาออกไปก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจทางทหาร

ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน

ตามรายงานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อดีตนักศึกษาคนดังกล่าวเคยศึกษาในสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ชั้นปีที่ 2 โดยได้รับทุนการศึกษาประเภท “เรียนดีมีความสามารถ” ซึ่งเป็นโครงการที่มอบทุนให้นักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียน

นักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้เป็นหนึ่งในแปดคนที่ได้รับทุนดังกล่าวจากประเทศกัมพูชา

ทางมหาวิทยาลัยระบุว่านักศึกษาคนดังกล่าวเดินทางกลับจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม และไม่ได้กลับมาศึกษาต่ออีกเลย จนกระทั่งวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ได้ฝากเพื่อนทำเรื่องลาออก โดยให้เหตุผลว่าต้องไปเป็นทหาร

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์มีนักศึกษาชาวกัมพูชาทั้งหมด 32 คน ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศแล้ว โดย 14 คนเดินทางกลับด้วยตั๋วเครื่องบินที่ครอบครัวออกค่าใช้จ่ายเอง ส่วนที่เหลือมหาวิทยาลัยได้ประสานงานให้เดินทางกลับผ่านช่องเม็กและช่องหนองนกเขียนในประเทศลาว

สำหรับความเป็นไปได้ในการกลับมาศึกษาต่อนั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีนักศึกษาบางส่วนที่สามารถหาที่เรียนใหม่ในประเทศกัมพูชาได้แล้ว ซึ่งทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้มอบข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้พวกเขาสามารถโอนหน่วยกิตและศึกษาต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

แล้วเรื่องทุนการศึกษาในอนาคตล่ะ?

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีบริษัทเอกชนให้การสนับสนุนทุนการศึกษาฟรีแก่นักศึกษาชาวกัมพูชาจำนวน 10 ทุนสำหรับการศึกษาในปีหน้า แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องระงับการรับนักศึกษาใหม่ไว้ก่อน

เกี่ยวกับประเด็นที่อดีตนักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้ได้โพสต์ข้อความที่สนับสนุน “ฮุนเซน” และโจมตีประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยให้ความเห็นว่าอาจเป็นเพราะนักศึกษาได้รับข้อมูลด้านเดียวและอาจมีข้อบังคับให้ข้าราชการชาวกัมพูชาทุกคนต้องแสดงความรักชาติผ่านการโพสต์และแชร์ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจขาดการกลั่นกรองข้อมูลที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเสริมอีกว่าศิษย์เก่าชาวกัมพูชาที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์หลายคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในประเทศกัมพูชา ทั้งในภาครัฐและในสถาบันการศึกษา รวมถึงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัย

จากการสอบถามเพื่อนร่วมห้องของอดีตนักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้ ทราบว่าชื่อจริงของเขาคือนายรณชิต โดยในช่วงเดือนมีนาคม นายรณชิตได้เก็บของกลับบ้านที่กัมพูชา และบอกกับเพื่อนว่าจะไปสมัครเป็นทหาร

หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน เพื่อนคนไทยจึงถูกนายรณชิตบล็อกช่องทางการติดต่อทั้งหมด เนื่องจากอาจเห็นว่าเพื่อนแชร์ข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา

เพื่อนของนายรณชิตรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบแทนบุญคุณด้วยการเป็นศัตรู ทั้งๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาฟรีจากมหาวิทยาลัย ในขณะที่นักศึกษาไทยต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.)

เพื่อนคนดังกล่าวเสริมว่า ตลอดเวลาที่รู้จักกันไม่เคยเห็นว่านายรณชิตแสดงออกถึงความคลั่งชาติหรือรักชาติมากขนาดนี้ ในฐานะนักศึกษาชาวไทยจึงรู้สึกน้อยใจที่นักศึกษาชาวกัมพูชาได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มากกว่า

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความผิดหวังให้กับหลายฝ่าย แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องไม่ตัดสินคนทั้งกลุ่มจากพฤติกรรมของคนเพียงคนเดียว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักศึกษาจากทุกชาติ

เรื่องราวของ ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ที่มา – ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน

ทบ. ตรวจ รพ.พนมดงรัก เก็บหลักฐานความเสียหาย

จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุด กองทัพบกได้ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่จากกองทัพบกและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจ รพ.พนมดงรัก เพื่อเก็บหลักฐานภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาได้ตกเข้ามาในบริเวณโรงพยาบาลถึง 3 นัด ทำให้เกิดความเสียหายต่ออาคารและทรัพย์สิน

อาคารที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก คือ อาคารภูมิพัฒน์ และอาคารศูนย์สุขภาพชุมชนพระครูอาภัสธรรม (หลวงตารอด) ซึ่งเป็นอาคารห้องตรวจครรภ์มารดาก่อนคลอด ถือเป็นพื้นที่ให้บริการที่สำคัญสำหรับประชาชนในชุมชน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทางโรงพยาบาลต้องอพยพผู้ป่วยไปยังพื้นที่ปลอดภัยเป็นการเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุว่า “ขณะนั้นตนเองปฏิบัติงานอยู่ที่ห้องตรวจครรภ์ ซึ่งปกติจะมีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก ทั้งมารดาที่มาฝากครรภ์วันละ 5-10 ราย เด็กที่มาฉีดวัคซีน และผู้สูงอายุที่มาตรวจสุขภาพ ในวันเกิดเหตุมีหญิงตั้งครรภ์เพียง 1 ราย”

“ในช่วงที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากอาคารภูมิพัฒน์ที่อยู่ใกล้เคียง จากนั้นสะเก็ดระเบิดได้พุ่งเข้ามายังห้องตรวจครรภ์ รวมถึงบริเวณที่นั่งของแพทย์ โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ จึงรีบอพยพหญิงตั้งครรภ์รายนั้นออกมาได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยและญาติที่อยู่ในอาคารต่างพากันไปหลบภัยในหลุมหลบภัยชั่วคราว บางรายตกใจมากจนถึงขั้นสั่งเสียกับญาติ เมื่อสถานการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่จึงรีบให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทันที”

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ชายแดนและความเสี่ยงที่ประชาชนต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล ซึ่งควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามและความหวาดกลัว นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการให้บริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองจากภัยสงครามและความขัดแย้ง

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์กำลังดำเนินการเก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดในที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะสะเก็ดระเบิด เพื่อนำไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ที่มาและรายละเอียดของการยิง

ทบ. ตรวจ รพ.พนมดงรัก

การลงพื้นที่ตรวจ รพ.พนมดงรักในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของกองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลจากการตรวจ รพ.พนมดงรัก จะเป็นอย่างไรต่อไป?

หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำหลักฐานที่ได้จากการตรวจ รพ.พนมดงรัก ไปวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด เพื่อหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมต่อไป การดูแลประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนและการปกป้องสถานพยาบาลให้ปลอดภัยจากภัยสงครามเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

  • การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
  • การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน
  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลพนมดงรักเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหน้าที่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

ที่มา – ทบ. ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เก็บหลักฐาน-ตรวจความเสียหายที่ รพ.พนมดงรัก

ตม.สระแก้วยัน! ด่านอรัญประเทศยังปิดตาย 100%

หลายคนอาจจะยังสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ด่านอรัญประเทศ วันนี้เรามีข่าวอัพเดทล่าสุดจาก ตม.สระแก้ว มาแจ้งให้ทราบกันค่ะ ว่า ด่านอรัญประเทศยังปิดตาย 100% นะคะ ไม่มีการเปิดช่องทางพิเศษหรือผ่อนผันใดๆ ทั้งสิ้น ข่าวลือก่อนหน้านี้อาจจะเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนค่ะ

ก่อนหน้านี้มีการอนุโลมให้คนไทยและกัมพูชาที่ตกค้างเดินทางกลับประเทศได้ แต่มาตรการนั้นสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาค่ะ ตอนนี้การเข้าออกผ่านด่านอรัญประเทศยังปิดตาย 100% จริงๆ ค่ะ

ตม.สระแก้ว ยันด่านอรัญประเทศยังปิดตาย 100%

เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังด่าน ตม.อรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่า จะมีการเปิดช่องทางผ่อนผันให้คนกัมพูชาที่ตกค้างในไทย และคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชา สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้เฉพาะวันพุธและวันอาทิตย์

ด่านอรัญประเทศ

จากการตรวจสอบพบว่า ประตูเหล็กบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชายังคงปิดสนิท และมีการคล้องโซ่ล็อคไว้อย่างแน่นหนา รวมถึงประตูเล็กที่เคยเปิดเป็นช่องทางผ่อนผันชั่วคราวก็ถูกปิดตายเช่นกัน

พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ด่านอรัญประเทศยังปิดตาย 100% และไม่มีคำสั่งให้เปิดช่องทางผ่อนผันใดๆ ในขณะนี้ การอนุโลมให้เดินทางกลับประเทศได้เป็นการชั่วคราวสิ้นสุดไปแล้วเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคม

ด่านอรัญประเทศปิด

ทำไมถึงต้องติดตามข่าวสารจากกองทัพภาคที่ 1 หรือกองกำลังบูรพา?

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก อำนาจการเปิดปิดด่านจึงอยู่ที่ฝ่ายความมั่นคง ไม่ใช่ ตม.จว.สระแก้ว ดังนั้นข่าวสารที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียอาจไม่ถูกต้องเสมอไป ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ผกก.ตม.จว.สระแก้ว เน้นย้ำว่า ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารเกี่ยวกับด่านพรมแดนจากกองทัพภาคที่ 1 หรือกองกำลังบูรพาเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและข่าวลือที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น สรุปอีกครั้งนะคะ ด่านอรัญประเทศยังปิดตาย 100% ยังไม่มีการเปิดให้มีการเดินทางเข้าออกตามปกติ หรือมีช่องทางพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะมีการแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการต่อไปค่ะ

สำหรับใครที่มีแผนเดินทางข้ามแดนไปยังกัมพูชา หรือเดินทางกลับประเทศไทยผ่านด่านอรัญประเทศในช่วงนี้ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลและเตรียมความพร้อมให้ดีก่อนนะคะ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

และที่สำคัญ อย่าหลงเชื่อข่าวลือในโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการนะคะ การเดินทางข้ามแดนในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะคะ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงค่ะ

ที่มา – ตม.สระแก้ว ยันด่านอรัญประเทศยังปิดตาย 100% ไม่มีคำสั่งเปิดช่องผ่อนผันอนุโลมใดๆ

“ภูมิธรรม” สั่ง ศบ.ทก. คุมเข้มชายแดนไทย-กัมพูชา

“ภูมิธรรม” ลงนามคำสั่งให้ ศบ.ทก. ทำงานต่อเนื่อง มุ่งแก้ไขความตึงเครียดและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้รายงานต่อนายกฯ ทราบ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งนี้

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 275/2568 เรื่อง จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มีเนื้อหาว่า

โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้น เพื่อบูรณาการการปฏิบัติของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาให้มีความเป็นเอกภาพ โดยมุ่งหมายที่จะแก้ไขความตึงเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนกับประเทศกัมพูชาอย่างมิตรประเทศที่ใฝ่สันติจะพึงปฏิบัติต่อกัน บนหลักการทวิภาคีและด้วยสันติวิธีเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค และบูรณภาพแห่งดินแดน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เรียกโดยย่อว่า “ศบ.ทก.” ประกอบด้วย

(1) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้อำนวยการศูนย์

(2) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รองผู้อำนวยการศูนย์ (1)

(3) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รองผู้อำนวยการศูนย์ (2)

(4) ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองผู้อำนวยการศูนย์ (3)

(5) ปลัดกระทรวงกลาโหม กรรมการ

(6) ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรรมการ

(7) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ

(8) ปลัดกระทรวงแรงงาน กรรมการ

(9) เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรรมการ

(10) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ

(11) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กรรมการ

(12) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กรรมการ

(13) ผู้บัญชาการทหารบก กรรมการ

(14) ผู้บัญชาการทหารเรือ กรรมการ

(15) ผู้บัญชาการทหารอากาศ กรรมการ

(16) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการ

(17) อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กรรมการ

(18) อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรรมการ

(19) อธิบดีกรมสารนิเทศ กรรมการ

(20) อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กรรมการ

(21) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ

(22) พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กรรมการ

(23) นายวรณัฐ คงเมือง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการ

(24) ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา กรรมการ

(25) ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ

(26) เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (1)

(27) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (2)

ข้อ 2 ให้ ศบ.ทก. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(1) ติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ กลั่นกรอง และประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาอย่างใกล้ชิด

(2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการที่จำเป็นเพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

(3) บูรณาการการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีความเป็นเอกภาพ และเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต่อสาธารณชน

(4) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

(5) รายงานผลการปฏิบัติงานและการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี เพื่อทราบเป็นระยะ

(6) ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความมุ่งหมายที่จะแก้ไขความตึงเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนกับประเทศกัมพูชาให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างเช่นมิตรประเทศที่ใฝ่สันติจะพึงปฏิบัติต่อกันบนหลักการทวิภาคี อย่างเท่าเทียม และด้วยสันติวิธี เคารพซึ่งกันและกัน ในเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ และโดยปราศจากการแทรกแซงของประเทศที่สามหรือองค์กรระหว่างประเทศทั้งปวง

ข้อ 3 ให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ มาชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารหลักฐาน หรือดำเนินการตามที่ ศบ.ทก. กำหนด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของ ศบ.ทก. ตามคำสั่งนี้

ข้อ 4 ให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับผิดชอบงานธุรการและวิชาการของ ศบ.ทก. ให้การจัดโครงสร้าง การติดต่อสื่อสาร การรายงาน และการติดตามประเมินผลการของ ศบ.ทก. เป็นไปตามที่ผู้อำนวยการศูนย์กำหนด

การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ข้อ 5 เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้ผู้อำนวยการศูนย์รายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งนี้

“ภูมิธรรม” สั่ง ศบ.ทก. คุมเข้มชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

วัตถุประสงค์หลักของ ศบ.ทก.

วัตถุประสงค์หลักของ ศบ.ทก. คือ การติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการที่จำเป็นต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ศบ.ทก. ยังมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต่อสาธารณชน

บทบาทและหน้าที่ของ ศบ.ทก.

“ภูมิธรรม” สั่ง ศบ.ทก. คุมเข้มชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการ เช่น เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

หน้าที่หลักของ ศบ.ทก. คือ การบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเป็นเอกภาพ และแก้ไขความตึงเครียดที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี โดยคำนึงถึงหลักการทวิภาคี ความเสมอภาค การเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ

เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้อำนวยการศูนย์จะต้องรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งจัดตั้ง ศบ.ทก.

การจัดตั้ง ศบ.ทก. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง และต้องการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสันติวิธีนั้น ย่อมส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง การมีศูนย์กลางในการบริหารจัดการสถานการณ์อย่าง ศบ.ทก. จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” เซ็นคำสั่งให้ ศบ.ทก. ทำงานต่อเนื่อง มุ่งแก้ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ตามแนวชายแดน พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ อยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้ สถานการณ์โดยรวมมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ และอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ กรณีที่มีรายงานข่าวว่ากองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวผิดปกติ

กรณีข้อกล่าวหาฝ่ายกัมพูชาต่อการใช้สารพิษของฝ่ายไทย ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์ของกัมพูชา มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาสวมใส่หน้ากากป้องกันสารพิษ พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยอาจมีการใช้อาวุธเคมีและสารพิษในการปฏิบัติการทางทหารนั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยไม่เคยมีนโยบาย และไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธเคมีหรือแก๊สพิษในการปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนภายในประเทศกัมพูชาเอง

ประเทศไทยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และไม่เคยมีการพัฒนา ผลิต ครอบครอง หรือใช้อาวุธเคมีในทุกกรณี อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนทุกฝ่ายมั่นใจว่า ประเทศไทยดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยึดหลักสันติวิธี และพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ความปลอดภัย และสันติภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายกัมพูชานำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น เป็นข่าวเท็จและเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศตนเอง มิได้มีข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการปฏิบัติการของฝ่ายไทย

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 7 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 3 ศูนย์ 100 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 501 คน ปัจจุบันมียอด 601 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายชำนาญ ชื่นตา ผวจ.สุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพล 4 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ จว.สุรินทร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ แสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ต่อกำลังพล ขณะนี้กำลังพลอยู่ในระหว่างการรักษาตัวได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จากทีมแพทย์ พยาบาลของโรงพยาบาลปราสาท อ.ปราสาท และโรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จว.สุรินทร์

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25, ศอ.จอส.พระราชทาน จว.สุรินทร์ และศอ.จอส.พระราชทาน จว.อุบลราชธานี จิตอาสา 904 พร้อมด้วยจิตอาสาพระราชทาน เยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว และได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค อาหาร น้ำดื่ม ให้กับประชาชน, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย และเด็ก ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จว.สุรินทร์ และ จว.อุบลราชธานี อย่างต่อเนื่อง.

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก 1 ลำ

สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพภาคที่ 2 พบอะไรบ้าง?

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจตามแนวชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรากฏตัวของโดรนเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา และต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องติดตามข่าว กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา?

  • เพื่อรับทราบสถานการณ์ชายแดน
  • เพื่อเข้าใจมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • เพื่อติดตามข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นจริง

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างกองทัพภาคที่ 2 จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่

การเฝ้าระวังชายแดนเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่ กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชาและโดรน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาความเข้มงวด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก 1 ลำ

รวบ! แรงงานกัมพูชา 38 ราย **หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย**

กองกำลังบูรพาปิดล้อมจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาถึง 38 ชีวิต กลางไร่อ้อย! สาเหตุที่พวกเขาตัดสินใจ หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย คืออะไร? พวกเขาบอกว่ารัฐบาลไม่เหลียวแล ทำให้ไม่มีงานและขาดรายได้ จนต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อหวังหาเงินมาเลี้ยงชีพ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา สั่งการให้ พ.อ.เมธี คำเต็ม ผบ.ชค.ทพ.12 นำกำลังพล กองร้อยทหารพรานที่ 1204 ร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 30 เข้าปิดล้อมจับกุม 38 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ที่ลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณไร่อ้อย ท้ายหมู่บ้านโนนขี้เหล็ก ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบเป็นชาย 20 คน หญิง 17 คน และเด็กหญิง 1 คน ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตทำงานในประเทศไทย จึงถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนที่กองร้อยทหารพรานที่ 1204

จากการสอบสวนเบื้องต้น พวกเขาให้การว่าเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา และ หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย เพราะที่บ้านเกิดประสบปัญหาอย่างหนัก ไม่มีงานทำ และขาดรายได้ ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อเข้ามาหางานทำในประเทศไทย

หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย: วิกฤตที่ต้องจับตา

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงในกัมพูชา และเป็นเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพราะประชาชนกำลัง หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อีกต่อไป

ทำไมแรงงานกัมพูชาถึง หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย

  • ปัญหาการว่างงานในกัมพูชา
  • ความยากจนและขาดแคลนอาหาร
  • การขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล
  • ความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศไทย

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชาวกัมพูชาทั้ง 38 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงในประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

ที่มา – ปิดล้อมจับกลางไร่อ้อย แรงงานชาวกัมพูชา 38 ราย หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย

Scroll to top