ตลาดข้าว

สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย

สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย

เป็นประเด็นที่น่าจับตาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ นายณรงเดช อุฬารกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นมาอภิปรายอย่างดุเดือดเกี่ยวกับปัญหาการจัดการโครงการวิจัยข้าวของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องเกษตรกรไทย โดยระบุว่าการที่ สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกรทั่วประเทศ

ปัญหาการรับรองสายพันธุ์และผลกระทบในตลาด

นายณรงเดชตั้งข้อสังเกตว่า การวิจัยสายพันธุ์ข้าวหอมสยามที่ปล่อยออกมาสู่เกษตรกรโดยไม่ผ่านการรับรองจากกรมการข้าว ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ ข้าวเหล่านี้ไม่มีตลาดรองรับและไม่สามารถเข้าร่วมโครงการของรัฐได้ หากเกษตรกรหรือโรงสีนำไปใช้อาจเข้าข่ายการปลอมปนข้าว ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา นอกจากนี้ การที่ สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย ยังสะท้อนถึงการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานที่กำกับดูแลมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยตรง

  • การวิจัยสายพันธุ์ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของกรมการข้าว
  • ข้าวที่ยังไม่ได้รับการรับรองไม่สามารถนำไปขึ้นทะเบียนได้
  • ความเสียหายต่อชื่อเสียงข้าวไทยและเกษตรกรที่หลงซื้อเมล็ดพันธุ์

ปัญหาสำคัญที่คุณณรงเดชเน้นย้ำ คือการที่หน่วยงานรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระจายเมล็ดพันธุ์โดยที่ยังไม่พร้อม ส่งผลให้มีการนำพันธุ์ข้าวไปแอบอ้างว่าเป็นข้าวหอมมะลิ สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจข้าวไทยอย่างมหาศาล ความพยายามในการ สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย ครั้งนี้ จึงเป็นการกระตุ้นให้ สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทบทวนกระบวนการและบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว

ทางด้าน ผอ.สวทช. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการใหม่ทั้งหมดและทำงานร่วมกับกรมการข้าวอย่างใกล้ชิดในโครงการข้าวสุวรรณภูมิ 1 เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก หวังว่าการถอดบทเรียนครั้งนี้จะนำไปสู่การทำงานที่รัดกุมมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวคือหัวใจของเกษตรกรรมไทย หากบริหารจัดการผิดพลาด ความเสียหายนี้จะตกอยู่กับคนตัวเล็กตัวน้อยในภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – สส.ปชน. ซัด สวทช.ปล่อยพันธุ์ข้าวใหม่ ทำเกษตรกรเสียหาย

กรมการค้าฯ ผลักดันข้าวอินทรีย์ไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก

ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กรมการค้าต่างประเทศ ผลักดัน “ข้าวอินทรีย์ไทย” สู่ตลาดข้าวระดับพรีเมียมโลก กลายเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ข้าวอินทรีย์ไทยที่ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ได้มาตรฐานสากล กำลังจะก้าวสู่เวทีโลกด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจากกรมการค้าต่างประเทศ

กรมการค้าต่างประเทศ ผลักดัน “ข้าวอินทรีย์ไทย” สู่ตลาดข้าวระดับพรีเมียมโลก

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมมีแผนส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นข้าวพรีเมียมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเริ่มต้นด้วยการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปสมาพันธรัฐสวิสและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อพบปะหารือกับหน่วยงานด้านข้าวอินทรีย์ องค์กรสำคัญ และผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ เจรจาขยายตลาดและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า

กรมการค้าต่างประเทศ ผลักดันข้าวอินทรีย์ไทย

กิจกรรมไฮไลท์: แคมเปญรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทยในยุโรป

ไฮไลท์สำคัญคือแคมเปญรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทย ร่วมมือกับร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในเมืองซูริค (สวิส) และนครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) รวม 10 ร้าน จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายนาน 1 สัปดาห์ ถ่ายทอดเรื่องราวข้าวอินทรีย์ไทยผ่านเมนูอาหารไทยสุดพิถีพิถัน โดยเน้นมิติสุขภาพ รสชาติแท้ และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ลูกค้าที่สั่งเมนูพิเศษจากข้าวอินทรีย์ไทย สามารถลงทะเบียนสะสมแต้มลุ้นรางวัลสุดพิเศษ เช่น ตั๋วเครื่องบินไป-กลับประเทศไทย คอร์สเรียนทำอาหารไทย และ Gift Voucher ทานอาหารไทยที่ร้าน Thai SELECT

นอกจากนี้ ยังเชิญผู้นำเข้ารายสำคัญ อินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่น และสื่อมวลชนเข้าร่วมพิธีเปิด เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ต่อยอดด้วยการร่วมมืออินฟลูเอนเซอร์ท็อปในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป ประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียในไตรมาส 3-4 ของปีงบ 2569

แคมเปญข้าวอินทรีย์ไทยในร้านอาหารยุโรป

พาผู้ประกอบการไทยลุยงานแสดงสินค้าอินทรีย์ชั้นนำ

กรมยังนำผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและ SMEs ข้าวอินทรีย์ไทย 12 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติชั้นนำ เช่น งาน BIOFACH 2026 ที่นูเรมเบิร์ก เยอรมนี (10-13 ก.พ.) และ Natural Products Expo West 2026 ที่สหรัฐฯ (3-6 มี.ค.) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ข้าวไทย เชื่อมโยงเครือข่ายคู่ค้าทั่วโลก ผลักดันส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทย

งานแสดงสินค้าอินทรีย์ BIOFACH

ตัวเลขยืนยันศักยภาพ ในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวอินทรีย์ 26,110 ตัน มูลค่า 1,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.12% ในปริมาณและ 11.21% ในมูลค่าจากปี 2567 (22,293 ตัน 1,088 ล้านบาท) ตลาดหลักคือกลุ่มประเทศรายได้สูงที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐฯ จีน อิตาลี เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์

  • ประโยชน์ข้าวอินทรีย์ไทย: ปราศจากสารเคมี ดีต่อสุขภาพ รสชาติดี ราคาพรีเมียม
  • ตลาดเป้าหมาย: ยุโรป อเมริกา เอเชีย รายได้สูง
  • กลยุทธ์กรมฯ: เจรจา แคมเปญ โซเชียล งานแสดงสินค้า

การผลักดันครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าส่งออก แต่ยังยกระดับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยให้เทียบชั้นสากล สร้างความยั่งยืนให้ชุมชนเกษตรกร ลองนึกภาพข้าวไทยอินทรีย์วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมทั่วโลก นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการไทย หากคุณเป็นเกษตรกรหรือ SME สนใจเข้าร่วม ติดต่อกรมการค้าต่างประเทศเพื่อข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย!

ที่มา – กรมการค้าต่างประเทศ ผลักดัน “ข้าวอินทรีย์ไทย” สู่ตลาดข้าวระดับพรีเมียมโลก

ชู “ข้าวประณีต” นำร่องเศรษฐกิจใหม่!

ประเทศไทยเตรียมชู “ข้าวประณีต” เป็นหัวหอกนำร่องเศรษฐกิจข้าวสมัยใหม่ เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเน้นปริมาณไปสู่การเพิ่มคุณค่า พร้อมเปิดตัวงาน Thailand Rice Fest 2025 อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 ธันวาคม ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี งานนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดโลก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดข้าวโลกที่ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากความคุ้นเคยอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับรสชาติ แหล่งที่มา เรื่องราวของเกษตรกรผู้ผลิต และข้อมูลโภชนาการที่เกี่ยวข้อง “ข้าวไทยต้องสร้างความแตกต่างที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่การขายชื่อสายพันธุ์ หากเราสามารถอธิบายรสชาติของข้าว ความเหมาะสมกับเมนูอาหาร หรือแหล่งเพาะปลูกได้อย่างชัดเจน จะช่วยให้ผู้ซื้อทั่วโลกตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงและยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น”

ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงฯ กำลังพัฒนาระบบตลาดใหม่ที่สะท้อนคุณภาพที่แท้จริงของข้าวไทย โดยการรวบรวมข้อมูลผู้ผลิตกว่า 700–800 กลุ่มทั่วประเทศ สร้างเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และคัดเลือก 200 กลุ่มแรกเข้าสู่กระบวนการยกระดับคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ “เมื่อข้อมูลมีความโปร่งใส ผู้ผลิตจะไม่ถูกตีราคาเหมาอีกต่อไป ข้าวแต่ละชนิดจะได้รับการซื้อขายตามคุณภาพที่เป็นจริง ซึ่งจะนำไปสู่รายได้ที่ยั่งยืนกว่าเดิม”

นายนพธรรม วาณิช ผู้ร่วมก่อตั้ง Rice Hub กล่าวว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ข้าวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ในระบบการค้าจริงกลับมีการใช้เพียงไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคใหม่ที่ต้องการข้าวเฉพาะทาง “เราเริ่มต้นจากการชิมและบันทึก Flavor Notes เพื่อสร้างภาษากลางในการอธิบายรสชาติของข้าว เหมือนกับที่วงการไวน์หรือกาแฟพิเศษทำ จากนั้นเราพบว่าข้าวบางชนิด เช่น ข้าวลืมผัว ข้าวหอมใบเตย หรือข้าวไร่ดอกข่า ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ตลาดพรีเมียมต้องการ เราจึงใช้คำว่า “ข้าวประณีต” เพื่ออธิบายคุณลักษณะนี้”

ขณะเดียวกัน นายอัฐพล ไชยอนันต์ นายกสมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย (TDeD) ย้ำว่า ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจข้าวรูปแบบใหม่ เพราะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบคุณภาพได้จริง “หากข้าวมีคุณภาพดี แต่ไม่มีข้อมูลสนับสนุน ก็ไม่สามารถขายได้ในราคาที่เหมาะสม ปัจจุบัน เชฟ โรงแรม ผู้ประกอบการอาหาร หรือผู้ซื้อจากต่างประเทศ สามารถเลือกซื้อข้าวจากฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความรู้สึกหรือการตีราคาเหมา”

ชู “ข้าวประณีต” นำร่องเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่

นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ ผู้จัดงาน Thailand Rice Fest 2025 กล่าวว่า งานในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 3 จะนำเสนอเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่อย่างครบวงจร “ที่นี่ไม่ใช่แค่งานชิมข้าว แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคจะได้มาพบปะกันโดยตรง มีทั้งการชิม การจับคู่เมนูอาหารกับข้าวแต่ละสายพันธุ์ และ Rice Matching ที่ผู้ประกอบการสามารถซื้อ ข้าวประณีต ได้โดยตรงจากผู้ผลิตแบบไม่มีตัวกลาง” ภายในงาน จะมีการนำเสนอข้าวประณีตกว่า 40 สายพันธุ์ ข้าวท้องถิ่นจับคู่กับอาหารพื้นบ้าน การซื้อขายจริง (Rice Matching) พร้อมนิทรรศการข้าวยั่งยืนและโซนเรียนรู้เชิงโภชนาปัญญา

รมว.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยผลิตข้าวปีละกว่า 20 ล้านตัน และพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่มีผลผลิตเฉลี่ย 1,200 กก./ไร่ ในขณะที่ไทยมีผลผลิตเฉลี่ย 600–700 กก./ไร่ กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งผลักดันให้ข้าวไทยเปลี่ยนไปสู่ “ตลาดเฉพาะทาง” มากขึ้น โดยใช้จุดแข็งด้านความหลากหลายกว่า 5,000 สายพันธุ์เป็นตัวนำ และเริ่มต้นส่งเสริมเกษตรกรต้นแบบ 200 กลุ่มในระยะแรก หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบข้อมูล รสชาติ เอกลักษณ์ และเรื่องราวของข้าวแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน “ผู้ซื้อทั่วโลกจะเลือกข้าวไทยเหมือนกับการเลือกกาแฟหรือไวน์”

Thailand Rice Fest 2025 โอกาสทองของ “ข้าวประณีต”

ทั้งนี้ งาน Thailand Rice Fest 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00–20.00 น. ณ IMPACT Exhibition Center Hall 11–12 เปิดให้เข้าชมฟรี

การผลักดัน “ข้าวประณีต” เป็นแนวทางที่น่าสนใจในการยกระดับเศรษฐกิจข้าวของไทย การสร้างเรื่องราวและมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวแต่ละสายพันธุ์ จะช่วยให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน และสร้างรายได้ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรไทย

ที่มา – ชู “ข้าวประณีต” นำร่องเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ พลิกจากปริมาณสู่คุณค่า เปิดตัว Thailand Rice Fest 2025

Scroll to top