ทหารไทยปะทะกัมพูชา

เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิด

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) รายงานความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” หลังจากการประกาศหยุดยิง โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากถึง 349 ทุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการสำรวจ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก เพื่อสร้างความปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนของหน่วยงานต่างๆ

การปฏิบัติงานในระยะแรก (เฟส 1) ระหว่างวันที่ 10-23 สิงหาคม 2568 ได้จัดชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 122 ทุ่น ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) 50 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 1,575 รายการ

ต่อมาในระยะที่สอง (เฟส 2) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 21 กันยายน 2568 ได้เพิ่มชุดปฏิบัติการเป็น 10 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้อีก 227 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 25 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 467 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2568) โดยปฏิบัติการในพื้นที่เดิม

เคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

นอกเหนือจากการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ปะทะแล้ว ศทช. ยังให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสรรพาวุธระเบิดที่อาจตกค้างอยู่ในพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่ทำกิน

ความสำคัญของการเคลียร์พื้นที่จากทุ่นระเบิด

การเคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" จากทุ่นระเบิดเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ ศทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและวิธีการหลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด

ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในอันตรายของทุ่นระเบิดในหมู่ประชาชน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

สว.อลงกต เล็งสอบงบซอฟต์พาวเวอร์

“อลงกต วรกี” เผย กมธ.ติดตามงบฯ เล็งสอบงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ ไล่เส้นทางล็อกสเปกให้คนใกล้ชิดได้งาน-ความคุ้มค่าการใช้งบฯ เผยคนชายแดนแนะข้อเสนอให้รัฐบาลกัมพูชาชดใช้ค่าเสียหายให้ไทย แลกเปิดด่าน

วันที่ 14 กันยายน 2568 นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวว่า ในการประชุม กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. ที่ประชุมจะหารือถึงการตรวจสอบการใช้งบประมาณโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ 5,000 ล้านบาท ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามที่มีการตั้งข้อสงสัยถึงการใช้งบประมาณว่ามีความคุ้มค่า เกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใด หรือมีการรั่วไหลหรือไม่

โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการอีเวนต์ต่างๆ ที่ถูกตั้งข้อสังเกตมีการล็อกสเปกให้บุคคลใกล้ชิดได้งาน ได้ดำเนินการประมูลถูกต้องตามระเบียบราชการหรือไม่ รวมทั้งจะพิจารณาดูความคุ้มค่าในแต่ละโครงการว่ามีการใช้งบประมาณเกิดประโยชน์เพียงใด ดำเนินการแล้วสามารถนำไปต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์สร้างรายได้เข้าประเทศได้จริงหรือไม่ การประชุม กมธ.ในวันดังกล่าวจะพิจารณาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติมาให้ข้อมูลกับ กมธ. ต่อไป

ขณะเดียวกัน นายอลงกต กล่าวต่อไปถึงข้อเสนอการพิจารณาเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในฐานะประธาน กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปติดตามเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณถูกต้อง ครบถ้วน แต่เงินเยียวยาที่ได้รับอาจได้ไม่ตรงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ได้สอบถามชาวบ้านในพื้นที่ถึงการเปิดด่านไทย-กัมพูชา คนในพื้นที่ให้ข้อเสนอว่า ถ้าจะให้เปิดด่านจริง จะต้องให้รัฐบาลกัมพูชาชดใช้ค่าเสียหายแก่คนไทยที่เกิดความเสียหายตามแนวชายแดนก่อน ทั้งกรณีเสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ บ้านเรือนและสัตว์เลี้ยงที่เสียหาย ต้องได้รับการชดใช้จากกัมพูชาให้ครบถ้วน ตามความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น

ส่วนข้อเสนอให้ทหารกัมพูชาร่วมเก็บกู้วัตถุระเบิดกับไทยนั้น เชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แม้กัมพูชาจะตอบตกลงร่วมเก็บกู้ระเบิด แต่คงเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเก็บกู้ ไม่ได้ไปเก็บกู้ร่วมกับไทย แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากัมพูชาจะไม่ไปวางกับระเบิดเพิ่มเติม ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าควรให้รัฐบาลกัมพูชาจ่ายค่าชดเชยการเก็บกู้วัตถุระเบิดให้รัฐบาลไทย ดีกว่าให้มาเก็บกู้วัตถุระเบิดร่วมกัน.

สว.อลงกต เล็งสอบงบซอฟต์พาวเวอร์

จากกรณีที่ สว. อลงกต ได้ออกมาเปิดเผยถึงการเตรียมสอบงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ ทำให้เกิดคำถามและความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมากถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าของโครงการนี้ การตรวจสอบนี้มีเป้าหมายเพื่อต้องการให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ทำไมต้องตรวจสอบงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์?

การตรวจสอบงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นงบประมาณจำนวนมากที่ถูกจัดสรรเพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ การตรวจสอบจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ไม่มีการทุจริตหรือการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ การตรวจสอบยังช่วยประเมินผลลัพธ์ของโครงการต่างๆ ว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าและยั่งยืนได้จริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่ สว.อลงกต ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ เรื่องของการล็อกสเปกและการเอื้อประโยชน์ให้กับคนใกล้ชิดในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการดำเนินงาน

ความคุ้มค่าและความโปร่งใสต้องมาก่อน

การใช้งบประมาณจำนวน 5,000 ล้านบาท สำหรับโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์นั้น ถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินโครงการต่างๆ เป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชน

การตรวจสอบงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อจับผิดหรือขัดขวางการดำเนินงานของโครงการ แต่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ การตรวจสอบนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

การที่ สว.อลงกต และคณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบงบประมาณในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตรวจสอบนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ การที่งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ ถูกนำไปใช้ในโครงการที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง การตรวจสอบงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ที่มา – “สว.อลงกต” เผย กมธ. เล็งสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ ไล่เส้นทางล็อกสเปก-ความคุ้มค่า

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความอาลัย เมื่อ นักธุรกิจจิตอาสา นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง เจ้าของกิจการโรงเชือดหมู ได้วูบล้มเสียชีวิตขณะกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารที่แนวชายแดนปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลายเพจในจังหวัดสุรินทร์ได้โพสต์แสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง ผู้ที่คอยสนับสนุนอาหารและสิ่งของจำเป็นแก่ทหารแนวหน้ามาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ในขณะที่นายเจษฎาพรรณกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารแนวหน้าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นั้น เขาได้เกิดอาการวูบล้มลง ทหารและทีมงานจึงรีบเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลพนมดงรัก แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ทำให้เกิดความเสียใจอย่างมากในหมู่ผู้ที่รู้จักและเคยได้รับการช่วยเหลือจากเขา

นายเจษฎาพรรณ หรือ เจษ ต้นทอง อายุ 43 ปี เป็นนักธุรกิจโรงเชือดหมูที่ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ที่ผ่านมา เขาได้พาภรรยาและทีมงานจิตอาสา นำอาหารและสิ่งของจำเป็นไปมอบให้แก่ทหารแนวหน้าในช่วงที่มีเหตุการณ์ปะทะกัน นอกจากนี้ยังได้เปิดโรงครัวที่ชายแดนเพื่อทำอาหารส่งสนับสนุนให้ทหารวันละ 5,000 กล่อง และส่งตามศูนย์อพยพต่างๆ โดยใช้เงินทุนส่วนตัวทั้งหมด การกระทำเหล่านี้ทำให้นายเจษฎาพรรณเป็นที่รักใคร่ของทหารและคนในพื้นที่ชายแดน การจากไปอย่างกะทันหันของเขาจึงสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับทุกคน

เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 13 กันยายน 2568 ภรรยา ญาติ และทีมงาน ได้เคลื่อนร่างของนายเจษฎาพรรณออกจากโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อนำไปประกอบพิธีรดน้ำศพและบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ โดยมีพระครูพนมศีลาจารย์ (หลวงตาสันต์) เจ้าคณะอำเภอพนมดงรัก ฝ่ายธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดป่าเขาโต๊ะเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายทหารประจำฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย ญาติพี่น้อง ทีมงานที่ร่วมจัดทำโรงครัว และประชาชนที่ทราบข่าว มาร่วมในพิธีท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศก

นางอรวรรณ ต้นทอง ภรรยาของนายเจษฎาพรรณ เปิดเผยว่า ในวันที่เกิดเหตุ นายเจษฎาพรรณได้เดินไปหยิบสิ่งของเพื่อเตรียมแจกอาหารให้ทหาร หลังจากทำอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะเริ่มแจกข้าว ก็มีคนมาแจ้งว่ามีคนลื่นล้ม ทหารจึงรีบนำตัวนายเจษฎาพรรณออกมา แพทย์ทหารได้เข้าดูแลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

“ชีวิตเขาชอบทำโรงทาน เขาบอกว่าทหารจะกินแต่ไข่ต้มไม่ได้ ทหารจะต้องกินของดีๆ เขาจะไปทำโรงทานที่เขาโต๊ะเกือบทุกวัน อาสาโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน ไปตั้งแต่แรกที่มีการสู้รบกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว เราแจกที่โรงงานเราก่อน แล้วก็หยุด ก่อนจะเปลี่ยนมาทำอาหารให้ทหาร แล้วก็ทำต่อมายาวเลย แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาเราหยุดหนึ่งอาทิตย์ เพราะจะต้องไปหาลูก แล้วเราก็มาเริ่มต้นทำรอบนี้ แต่เฮียแกก็ไม่อยู่แล้ว เราใช้ทุนของเราทั้งหมดเลย เพราะเฮียแกบอกว่าทหารเหนื่อยกว่าเราเยอะ เราจะต้องเป็นข้างหลังบ้านให้ทหาร เราไปเป็นทีม เป็นพนักงาน แล้วก็เพื่อนๆ ที่ไปช่วยกัน แกทำด้วยจิตอาสาจริงๆ และย้ำเสมอทหารเราต้องอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกาแฟสดที่เราเอาไปสนับสนุนด้วย วันละ 5 พันกล่อง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น หมอระบุว่าเกี่ยวกับหัวใจ” นางอรวรรณกล่าว

น.ส.ณัฏฐนันท์ ประเสริฐไทย เพื่อนรุ่นน้องในกลุ่มจิตอาสาที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า “วันนั้นตอนเช้าก็คุยกับแกปกติ แกเดินสวนกันทางไปเข้าห้องน้ำ ก็ยิ้มให้ปกติ ตอนแรกว่าจะถามแกอยู่ว่าจะไปไหน ไม่ถึง 5 นาทีเลย มีพี่ตะโกนมาว่ามีคนเป็นลม แล้วพากันวิ่งไปอุ้มแกมาตรงที่เขาทำอาหารกัน แล้วพยายามเรียกแก เหมือนแกก็พยายามลืมตาอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่ถึง 5 นาที ก็มีรถมารับตัวไปโรงพยาบาลพนมดงรักที่อยู่ใกล้ๆ”

“วันนั้นคือเราเตรียมอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะไปส่งให้ทหารที่เขาลงมารับ โดยในแต่ละวันผู้เสียชีวิตจะนำวัตถุดิบมาทีละ 500-600 กิโลกรัม เป็นเนื้อหมู แล้วก็หุงข้าวไปด้วย จากนั้นเราก็จะช่วยกันบรรจุเป็นกล่องหรือห่อ”

สำหรับกำหนดการประกอบพิธีสวดอภิธรรมและบำเพ็ญกุศลศพ นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง จัดขึ้น ณ วัดหนองบัว ศาลา 1 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 13 และ 14 กันยายน 2568 และกำหนดฌาปนกิจในวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ เมรุวัดหนองบัว

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เพราะอะไรการจากไปของนักธุรกิจจิตอาสาถึงสร้างความเสียใจ

การจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง นักธุรกิจจิตอาสา ผู้ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือทหารแนวหน้า สร้างความเสียใจให้กับผู้คนมากมาย เพราะการกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ การช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม การจากไปของเขาจึงเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่สร้างคุณงามความดีให้กับสังคมอย่างแท้จริง

นักธุรกิจจิตอาสา อย่างนายเจษฎาพรรณ คือผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราหันมาช่วยเหลือสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของการทำเพื่อผู้อื่น

ที่มา – โซเชียลอาลัย “นักธุรกิจจิตอาสา” วูบล้มเสียชีวิต ขณะเตรียมอาหารให้ทหารแนวหน้า

บ่าวยักษ์ กลับบ้าน! มอบเงินให้ยาย ขอบคุณที่เลี้ยงดู

เรื่องราวสุดประทับใจของ “บ่าวยักษ์” พลทหารชายแดน ที่ลากลับบ้านเกิดเพื่อนำซองที่ได้รับจาก “แม่ทัพภาค 2” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แม่ทัพกุ้ง” มามอบให้กับคุณยายผู้เป็นที่รัก พร้อมก้มกราบเท้าขอบคุณที่เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวเป็นอย่างมาก

สืบเนื่องจากกรณีที่ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่กองกำลังสุรนารี ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ พร้อมกันนี้ยังได้แสดงฝีมือในการปรุงอาหารและร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าทหาร สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความประทับใจและเสียงชื่นชมจากชาวโซเชียลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคลิปวิดีโอที่แม่ทัพกุ้งนั่งรับประทานอาหารร่วมกับ พลทหารณัฐวุฒิ รัตนคุณากร หรือ โดนัท อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์ผลัดที่ 2/67 สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน.3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ ที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “บ่าวยักษ์” จากเอกลักษณ์รอยสักรูปคิ้วยักษ์บนใบหน้า

ในการสนทนา แม่ทัพกุ้งได้สอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพลทหารหนุ่ม และได้รับทราบว่า บ่าวยักษ์ อาศัยอยู่กับคุณยาย เนื่องจากบิดามารดาแยกทางกัน และในทุกๆ เดือน บ่าวยักษ์ จะส่งเงินให้ทั้งแม่และยาย จากนั้นแม่ทัพกุ้งจึงได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ พร้อมกล่าวให้กำลังใจว่า “ดูแลยายดีๆ เด้อ” ซึ่งสร้างความเอ็นดูให้กับผู้ที่ได้รับชมเป็นอย่างมาก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 พลทหารณัฐวุฒิ รัตนคุณากร หรือ โดนัท หรือ บ่าวยักษ์ ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เพื่อไปหาคุณยายสมบูรณ์ รัตนคุณากร อายุ 63 ปี พร้อมนำความคิดถึงและของฝากสำคัญจากแม่ทัพกุ้ง ซึ่งก็คือซองเงินจำนวนหนึ่ง มอบให้กับคุณยาย พร้อมกล่าวว่าแม่ทัพสั่งให้ดูแลยายให้ดี

เมื่อคุณยายสมบูรณ์ได้ยินเช่นนั้น น้ำตาก็คลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ ขณะเดียวกัน บ่าวยักษ์ เองก็น้ำตาไหลเช่นกัน พร้อมกล่าวว่ารู้สึกดีใจที่ยังมีโอกาสได้กลับมากราบเท้ายาย ตอบแทนพระคุณที่เลี้ยงดูตนมาจนเติบใหญ่ และได้กลับสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต

ด้าน พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงเรื่องราวของ “บ่าวยักษ์” ในระหว่างการบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยชื่นชมในความกตัญญูที่ บ่าวยักษ์ มีต่อคุณแม่และคุณยาย ด้วยการส่งเงินให้ทั้งสองท่านทุกเดือน “เขาเป็นทหารที่มีความกตัญญูต่อยาย เมื่อคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่เลี้ยงดูมาแล้ว ต่อไปจะประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน”

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ กับความกตัญญูที่น่าชื่นชม

บ่าวยักษ์: ตัวอย่างของความกตัญญู

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลาย ๆ คน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความกตัญญู และการตอบแทนผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพันในครอบครัว ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

การที่ บ่าวยักษ์ ไม่ลืมที่จะตอบแทนพระคุณของคุณยาย แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม และตระหนักถึงความเสียสละของคุณยายที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก การกระทำของเขาเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเมตตาของ “แม่ทัพกุ้ง” ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชา และพร้อมที่จะช่วยเหลือและให้กำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนหันกลับมาดูแลและให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีพระคุณต่อเรา เพราะความรักและความผูกพันในครอบครัวคือสิ่งที่มีค่าที่สุด

ที่มา – “บ่าวยักษ์” ลากลับบ้าน มอบซองที่ได้จาก “แม่ทัพภาค 2” ให้ยาย กราบขอบคุณที่เลี้ยงดู

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ย้ำความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความเห็นต่างในโลกโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินงานด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดนและการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จะมีการหารือกันในเรื่องนโยบายที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ซึ่งรวมถึงเรื่องการปิด-เปิดด่านด้วย โดยจะต้องพิจารณาจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ก่อน และดูว่าทางกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องมาเป็นอันดับแรก และจะต้องพิจารณามาตรการอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคง

“เรื่องนี้ต้องคุยกันก่อน และย้ำว่าดูจากผลการประชุม GBC ที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ปฏิบัติหน้าที่รมว.กลาโหม ไปร่วมประชุมมา ต้องดูว่าเขามีการปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ แต่โดยทั่วไปผลการประชุมก็ออกมาดีอยู่ที่การปฏิบัติ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความกังวลและไม่อยากให้มีการเปิดด่าน แต่การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน

“ตนคิดว่าเราต้องมาดูกันก่อนว่าสิ่งที่คุยกัน เขาจะปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีประเด็นที่สร้างสรรค์หลายเรื่อง และสุดท้ายคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่” นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา มักมีปัญหาว่าทางกัมพูชาไม่ค่อยยอมรับผลการประชุมทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือ RBC แต่นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ทุกอย่างดูเป็นไปด้วยดี และหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทางกัมพูชา

“เราก็หวังว่าอย่างนั้น ความจริงใจเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายสีหศักดิ์กล่าว

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไปคือแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ ว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างไร การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งต้องอาศัยการเจรจา การทำความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังโซเชียลฯ ไม่เห็นด้วย ย้ำยึดความปลอดภัยประชาชน

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

ดีอีเตือนข่าวปลอมโจมตีไทยจากฝั่งกัมพูชายังระบาดหนัก พบเลยเถิดปล่อยเฟกนิวส์สื่อต่างประเทศ ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ข่าวปลอมที่แพร่หลายอันดับต้นๆ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 5 – 11 ก.ย. 2568 จากข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ พบส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา, การให้บริการของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

โดยข่าวปลอมที่แพร่หลายและเข้าถึงความสนใจของประชาชนเป็นอันดับแรก ได้แก่ ข่าวการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ขอให้ติดตามข่าวความคืบหน้าการดำเนินงาน ผ่านทาง www.cgd.go.th หรือ Facebook กรมบัญชีกลาง ที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ข่าวปลอมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” ได้รับความสนใจเป็นอันดับถัดมา ซึ่งกระทรวงดีอีได้ประสานกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างผ่านสื่อต่างประเทศ ว่า ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนในการปฏิบัติการทางทหาร จนส่งผลให้ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายในช่วงการสู้รบที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื่นๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา ได้แก่ ศบ.ทก. อนุมัติ แผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร หลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51, แจ้งเตือนให้พลเรือน จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ชายแดน, กระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับ รามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา, กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา, ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 12 กันยายน 2568, เลขาฯ ป.ป.ส. เตรียมยื่นใบลาออกหลังมีการประกาศนายกคนที่ 32 ของไทย เป็นต้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังข่าวปลอมที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ล่าสุดพบว่ามีการปล่อยข่าวปลอมว่า ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันน่าเป็นห่วงอย่างมาก มีการสร้างข่าวเท็จและบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ดังนั้นประชาชนจึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อสังคม

ข่าวปลอม ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร: อย่าหลงเชื่อ!

ข่าวปลอมเรื่อง ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวเท็จเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างความแตกแยกในสังคม ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงอันตรายของข่าวปลอมและร่วมมือกันต่อต้านการเผยแพร่ข่าวเท็จ

นอกจากข่าว ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร แล้ว ยังมีข่าวปลอมอื่นๆ ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ข่าวการสร้างรั้วชายแดน ข่าวการยอมรับรามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา และข่าววันหยุดราชการพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นข่าวเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนให้กับประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ หรือสื่อมวลชนที่ได้รับความไว้วางใจ ก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบข่าวปลอมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อมูลได้อีกด้วย

การรู้เท่าทันข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะข่าวปลอมสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวบุคคล สังคม และประเทศชาติ ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันในการต่อต้านข่าวปลอมและสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

การตระหนักถึงภัยของข่าวปลอม และการช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อ เป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากข่าวปลอมได้ดีที่สุด เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเรา เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

ที่มา – ดีอี เตือนเฟกนิวส์จากฝั่งกัมพูชาโจมตีไทย ยังระบาดหนัก ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร

“อนุทิน” ยันยังไม่มีสั่งเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องการเปิดด่านชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังไม่มีการสั่งการใดๆ เกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ และทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดเดิม ท่านย้ำว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อาจแฝงตัวเข้ามา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงข้อกังวลของสังคมที่มีต่อการผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ต้องเรียนว่าในช่วงเวลานี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจอะไร ซึ่งแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดไปแล้วในวันที่รับพระบรมราชโองการ คือการใช้แนวทางสันติวิธีและจะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซ็นติเมตรเดียว ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมาโดยตลอด ซึ่งในการที่จะเปิด-ปิดด่าน เป็นกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์กัน ตนก็ต้องยืนยันว่าการที่จะเปิด-ปิด จะต้องเป็นประโยชน์กับคนไทยในชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาติใดหรือประเทศที่ 3

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นแนวทางที่จะดำเนินการเปิด-ปิดด่าน ต้องพิจารณาอันดับแรก คือต้องดูความจริงใจของกัมพูชาก่อนว่ามีความจริงใจในการถอนกองกำลังจริงหรือไม่ ตนมั่นใจว่าทีมเจรจาจะต้องไปพูดคุยเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการเปิดพื้นที่ที่มีผลกระทบน้อย แต่ก็เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงไม่สบายใจ ดังนั้นสิ่งที่กองทัพจะต้องดู คือความจริงใจของกัมพูชาและการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งในฝั่งประชาชนผู้อยู่อาศัยและในฝั่งของผู้ที่ค้าขาย เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าทันทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งก็จะได้มีการหารือในเรื่องนี้

“อนุทิน” ยันยังไม่มีสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการพิจารณาประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การตัดสินใจใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และที่สำคัญที่สุดคือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

“เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อน ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ทุกอย่างเข้าใจกันอยู่แล้ว” นายอนุทินกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีการเจรจาและหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางในการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านชายแดนจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย และการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ยังคงเป็นมาตรการที่เข้มงวด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป การตัดสินใจเรื่องการเปิดด่านชายแดนจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกภาคส่วน และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนคนไทย

การที่นายกฯ อนุทิน ยืนยันว่ายังไม่มีการสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความรอบคอบและผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก การพิจารณาเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จึงต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน และคำนึงถึงความเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ที่มา – “อนุทิน” ยัน ยังไม่มีสั่งการเรื่องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้รัฐบาลชุดเดิม

ชาวบ้านจี้ล้อมรั้วก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว-สร้างกำแพง แก้ปัญหาเขตแดนก่อนเปิดด่านการค้า ชี้กัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ จ.ตราด เสียงแตก เปิดด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก

วันนี้ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการประชุม GBC พบว่า 1 ใน 5 ข้อตกลงที่กัมพูชายินยอมเก็บกู้วัตถุระเบิด ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเก็บกู้ในพื้นที่ จ.จันทบุรีและ จ.ตราด แทนที่จะเก็บกู้ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งส่งผลให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พบว่านางสาวอรุณ วรรณจีบสุข แม่ค้าขายผลไม้ ย่านเศรษฐกิจการค้าชายแดนช่องจอม กล่าวว่า ถ้าเขาจะกู้จริงก็ดี ควรเคลียร์ชายแดนให้เรียบร้อยก่อนจะเปิดด่านขอให้รัฐบาลมาดูทหารก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร ทหารก็คงอยากเคลียร์ก่อนจะเปิด แต่รัฐบาลจะเปิดด่านก่อนไม่ถูกต้อง แต่ต้องเคลียร์ชายแดนให้จบก่อน ต่อไปจะเปิดจะทำการค้าอะไรก็ค่อยทำ ทางกัมพูชาไม่จริงใจ จะกู้ฝั่งเดียว ต้องกู้ไล่มาถึงชายแดนกองทัพภาคที่ 2 ด้วย

ที่ผ่านมาเราไม่สามารถเชื่อเขาได้เลย กลับคำตลอด ทุกครั้งที่เจรจาไว้ใจไม่ได้ ถ้าอยากให้เราไว้ใจก็ต้องกู้ทั้งหมด ไม่งั้นก็ยืดเยื้ออยู่แบบนี้ ฝากรัฐบาลให้ช่วยจัดการปัญหาเขตแดนให้จบ ชาวบ้านอดทนรออยู่แล้ว เคลียร์ไปก็เท่านั้นถ้าชายแดนไม่จบ โดยเฉพาะแผ่นดินไทย ต้องเคลียร์ให้จบทำรั้วให้เสร็จ ทำกำแพงให้เรียบร้อยอยากจะเปิดค่อยเปิด ไม่ใช่เคลียร์เขตแดนยังไม่จบ จะเปิดด่านแล้วไม่ถูกต้อง

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

ส่วนบรรยากาศบริเวณด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ยังคงเงียบเหงา ร้านค้าของชาวกัมพูชาที่เคยเข้ามาตั้งขายในฝั่งไทยปิดไปกว่า 90% ทำให้บรรยากาศการค้าซบเซา

ชาวบ้านในพื้นที่เสียงแตกในเรื่องการเปิดด่าน โดยเฉพาะชาวบ้านจริงๆ ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปิดด่านในช่วงนี้ ขณะที่ภาคธุรกิจบางรายที่อยู่ในพื้นที่ ยังคงยืนยันต้องการให้เปิดด่านเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก

โดยแรงงานชาวกัมพูชาที่อาศัยและทำงานในฝั่งไทย ยังคงทยอยเดินทางกลับประเทศ โดยต้องรอจนถึงเวลา 09.00น. จึงจะสามารถข้ามแดนได้ หลายคนหอบหิ้วสิ่งของและสัมภาระจำนวนมากรอกลับประเทศ

ขณะเดียวกันยังคงมีพ่อค้าฝั่งกัมพูชา สั่งอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อจากฝั่งไทย โดยให้คนไทยเป็นคนซื้อและมารอรับบริเวณหน้าด่าน เพื่อนำกลับไปกักตุนในประเทศ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะมีการเปิดด่านจริงไหม

โดยรวมบรรยากาศที่ด่านหาดเล็กยังคงเงียบเหงา แตกต่างจากช่วงปกติที่เคยคึกคักจากการค้าขายและการเดินทางข้ามแดนของประชาชนทั้งสองประเทศ

ทำไมชาวบ้านถึงจี้ล้อมรั้วก่อนเปิดด่าน?

จากสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเกี่ยวกับการเปิดด่านก่อนที่จะมีการแก้ไขปัญหาเขตแดนให้เรียบร้อย รวมถึงความไม่ไว้วางใจในฝั่งกัมพูชา การสร้างรั้วและกำแพงจึงถูกมองว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่

ความเห็นของชาวบ้านที่แตกต่างกันในเรื่องการเปิดด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบและการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจ

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความคิดเห็นของชาวบ้าน ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ สะท้อนถึงความกังวลและความต้องการที่รัฐบาลควรรับฟังและนำไปพิจารณาในการกำหนดนโยบาย

การเปิดด่านชายแดนเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อหลายฝ่าย ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม การตัดสินใจจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ และต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาชายแดนให้เด็ดขาดก่อนที่จะมีการเปิดด่าน เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ นี่คือเสียงที่รัฐบาลควรรับฟัง

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนจี้ล้อมรั้ว สร้างกำแพงก่อนเปิดด่าน บอกกัมพูชาไว้ใจไม่ได้

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง เปิดด่าน โดยยืนยันว่าการเปิดด่านไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียอธิปไตยแต่อย่างใด พร้อมทั้งเรียกร้องให้เข้าใจบริบทของพื้นที่จันทบุรี-ตราด ที่ไม่ได้มีความขัดแย้ง แต่กลับได้รับความเสียหายอย่างหนักในด้านการค้าและการท่องเที่ยว

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย – กัมพูชา จันทบุรี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมการการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันในข้อตกลง 5 ข้อ โดยข้อสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทและบางจุด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งข้ามแดน ดร.รัฐวิทย์ มองว่าเป็นความสำเร็จของฝ่ายความมั่นคง และประเด็นสำคัญคือเรื่องการเปิดด่าน

ทั้งนี้ ดร.รัฐวิทย์ กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีและตราดไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน การเปิดด่านจึงไม่ได้หมายถึงการเสียอธิปไตย แต่เป็นเพียงความรู้สึกโกรธเคืองที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งปัจจุบันจังหวัดจันทบุรีและตราดได้รับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและการค้าอย่างมาก โดยเฉพาะภาคเกษตร

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

ด้านนายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เผยว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลใหม่ในการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทบางจุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยผลการหารือในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) จะเป็นอย่างไร ทางหอการค้าก็พร้อมให้การสนับสนุน แต่ต้องมีความชัดเจนและคำนึงถึงความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นซ้ำรอย

ขณะที่นายสมคิด เนี่ยมจันทร์ ชาวบ้านสอยดาว จ.จันทบุรี แสดงความยินดีกับการที่จะมีการเปิดด่าน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชาที่มีความชำนาญในการเก็บลำไย แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของกัมพูชาที่อาจมีการหักหลังได้

ทำไมถึงต้องพิจารณาเรื่องการ เปิดด่าน อย่างรอบคอบ?

การพิจารณาเรื่องการเปิดด่านชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม การเปิดด่านสามารถส่งผลดีต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้าของผิดกฎหมาย และปัญหาความมั่นคงอื่นๆ

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดด่านจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีมาตรการที่รัดกุมในการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเปิดด่าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • สถานการณ์ความมั่นคง
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
  • การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ การเปิดด่านชายแดนยังต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการดำเนินการ

การเปิดด่าน ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องมาจากข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ถึงแม้ว่าการเปิดด่านอาจมีข้อดีหลายประการ แต่ก็ต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และต้องเตรียมมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

ที่มา – นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ให้ความเห็นเรื่องเปิดด่าน ยันไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย

Scroll to top