นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

ชูวิทย์: พรรคประชาชนต้องร่วมรัฐบาล เพื่อยุบสภา

“ชูวิทย์” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “พรรคประชาชน” ต้องมีส่วนร่วมในรัฐบาล เพื่อเป้าหมายให้นายกฯ ยุบสภาตามเวลาที่กำหนด ชี้การโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ แล้วประกาศเป็นฝ่ายค้าน เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการเมืองไทย

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด โดยระบุว่า “การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้”

พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล

นายชูวิทย์ มองว่า หากนายอนุทินได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะหนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า นักการเมืองหน้าเดิมก็จะกลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ และ 2 กระทรวงหลักที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้คือ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม

“สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์ พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ยังตั้งคำถามว่า การโหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตกลับยอมเป็นฝ่ายค้านเพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมานั้น ทำไปเพื่ออะไร เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่เคยล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง และเชื่อว่าเครื่องจักรดูด สส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แต่มีคนเข้ามาเอง

นายชูวิทย์เสนอว่า หากต้องการจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด เพราะการควบคุมที่ดีที่สุดคือ การเป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังระบุว่า กระทรวงที่พรรคประชาชนควรคุมคือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และกรมที่ดินที่ไม่รู้ว่าจะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่ นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งสิ้น

“แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง แล้วคอยดูหน้าตา ครม.หนู” นายชูวิทย์กล่าว

ทำไมพรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล?

นายชูวิทย์มองว่า พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ

หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉยๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่าใครจะเป็น แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้

“ให้ตายเถอะ ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยเลย” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ยังกล่าวอีกว่า การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้

ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ พิธาเป็นนายกฯ อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้ ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน

นายชูวิทย์ทิ้งท้ายว่า “รอดูได้เลย ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้ จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว หรือจะว่าไปนี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย”

จากความคิดเห็นของนายชูวิทย์ จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจทางการเมืองมีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง การที่พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “ชูวิทย์” มอง “พรรคประชาชน” ต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนโหวตนายกฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวัน “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” หลังประธานสภาฯ สั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนในวันที่ 5 ก.ย.นี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้กำหนดเป็นวาระประชุมนัดพิเศษ โดยมีญัตติด่วนที่น่าสนใจในทำนองเดียวกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, การขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา รวมถึงเรื่องที่ค้างพิจารณาอีกหลายเรื่อง

(ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ)

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าจะโหวตสนับสนุนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่สำคัญคือต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 

ทางด้านพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาไปแล้ว แต่ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าหนังสือดังกล่าวถูกตีกลับ ซึ่งนายภูมิธรรม ไม่ได้ตอบในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการโหวตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดประธานสภาฯ มีคำสั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในการ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68

  • การพิจารณาญัตติด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
  • ความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ดังนั้น การติดตาม ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

5 ก.ย.นี้! สภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แน่นอน

เตรียมตัวให้พร้อม! สภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันที่ 5 กันยายนนี้แล้ว โดยถือเป็นเรื่องด่วนลำดับที่ 8 ที่จะพิจารณาในการประชุม

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิปสภา) ยังหาข้อสรุปเรื่องวันประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ไม่ได้ โดยนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ได้นำความเห็นของ สส. ที่เข้าร่วมประชุมเสนอต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เพื่อพิจารณาและกำหนดวันประชุม

รายงานข่าวแจ้งว่า ประธานสภาฯ ได้รับทราบรายละเอียดจากการหารือของวิปสภาฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้เชิญ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ รองเลขาธิการสภาฯ ที่กำกับดูแลสำนักประชุม มาหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในช่วงเย็นที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้ดำเนินการและเสนอเรื่องให้ประธานสภาฯ พิจารณาแล้ว โดยเบื้องต้นไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคทางข้อกฎหมายใดๆ ที่จะขัดขวางการบรรจุวาระเพิ่มเติมตามที่ สส. พรรคภูมิใจไทยเสนอ

5 ก.ย.นี้! สภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แน่นอน

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 21.14 น. เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 ซึ่งเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการยืนยันว่าจะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันดังกล่าวอย่างแน่นอน

ความพร้อมในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การบรรจุวาระดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการจัดตั้งรัฐบาลกำลังใกล้เข้ามาทุกที หลังจากที่การเจรจาและประสานงานระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ มากมาย แต่ในที่สุดก็สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ และนำไปสู่การกำหนดวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จะต้องเตรียมตัวศึกษาข้อมูลและพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อ เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงคะแนนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญของ สส. ทุกคน ในการเลือกผู้นำประเทศที่จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

คาดการณ์ว่าการประชุมในวันที่ 5 กันยายน จะเป็นไปอย่างเข้มข้นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอผลการลงมติด้วยความหวังว่าประเทศไทยจะได้ผู้นำที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

นอกจากประเด็นเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว คาดว่าในการประชุมสภาฯ วันที่ 5 กันยายน จะมีการพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่น่าติดตามว่าสภาฯ จะสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การบรรจุวาระการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หวังว่าหลังจากนี้สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนชาวไทยสามารถทำได้ในขณะนี้คือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

หลังจากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการลงมติในวันที่ 5 กันยายน จะออกมาเป็นอย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย.

ที่มา – บรรจุวาระแล้ว 5 ก.ย.นี้ ที่ประชุมสภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

3 สส.ปชป. แจงเหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล-นั่งนายกฯ คนที่ 32 ผ่าทางตันประเทศ ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ย้ำขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ตามรัฐธรรมนูญ

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา, นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และนายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช 3 สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกคำชี้แจงกรณีร่วมลงชื่อสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ตามที่ปรากฏว่าพวกตนได้สนับสนุนข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยในการเสนอชื่อบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน แก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น พวกตนขอชี้แจงเหตุผลและเจตนารมณ์ใน 4 ประเด็นสำคัญ ที่ทำให้ต้อง 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

1. พวกตนทั้ง 3 คนเห็นว่า ปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ปรากฏชัดเจนที่สุดในกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ได้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกรณีคลิปเสียง จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการขาดคุณสมบัติและความซื่อสัตย์สุจริตที่ผู้นำควรมี ยังทำให้รัฐบาลสูญเสียความชอบธรรม ในการบริหารประเทศ และทำลายศักดิ์ศรีของประเทศโดยรวม การบริหารประเทศภายใต้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

2. การที่พวกตนลงนามสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการตัดสินใจในฐานะ สส. ที่สำคัญคือพรรคภูมิใจไทยเคยร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงปี 2551-2554 จนสามารถสร้างเสถียรภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามพรรคเพื่อไทยในห้วงเวลานั้น กลับเลือกที่จะล้มรัฐบาลและผลักประเทศเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ในครั้งนี้

3. พวกตนเห็นด้วยกับ 5 เงื่อนไขร่วมที่ทั้งสองพรรควางไว้เพื่อผ่าทางตันประเทศทั้งการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด การจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่กระทบชีวิตประชาชน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และปัญหาความมั่นคงชายแดน

4. การสนับสนุนของพวกตน มิได้มีเจตนาเพื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น หากแต่เป็นการใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่บัญญัติว่า “สส. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ..” เพื่อยืนยันว่า เสียงของพวกตนคือเสียงที่ประชาชนมอบให้

เหตุผลที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

การออกมาให้เหตุผลของ สส. ทั้งสามท่านนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นการยืนยันถึงการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง การตัดสินใจทางการเมืองในครั้งนี้ จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ถือเป็นการเปิดเผยเบื้องหลังการตัดสินใจที่น่าสนใจ

ที่มา – 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง

สส.ลิซ่า ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ?

“ภคมน” จับผิดไทม์ไลน์การยื่นยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ชี้การสื่อสารไร้เอกภาพ สะท้อนความไม่จริงใจ ย้ำพรรคประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภามา 100 รอบตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว

วันที่ 3 กันยายน 2568 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน X ถึงกรณีการยื่นยุบสภา ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ทำไมเมื่อวานนี้ เพจพรรคเพื่อไทยโพสต์ยืนยันว่ายังไม่ได้เตรียมยุบสภาฯ

ตามภาพ เมื่อคืนนี้ (2 ก.ย. 68) ช่วงเวลา 21:00 น. เลขาธิการพรรคเพื่อไทยโพสต์ว่า “ยังไม่มีการยื่นทูลเกล้าฯ ใดๆ ทั้งสิ้นครับ” หนำซ้ำโพสต์นี้ถูกแชร์โดยเพจพรรคเพื่อไทยเองด้วย

คำถามคือ สรุปแล้วการทูลเกล้าฯ ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เกิดขึ้นแน่ชัดจริงๆ เมื่อไรกันแน่?

ดิฉันคิดว่าการสื่อสารอย่างไร้เอกภาพ กลับไปกลับมาเช่นนี้ พอจะสะท้อนความจริงใจของพรรคเพื่อไทยในการยุบสภา ได้มากในสถานการณ์แบบนี้

ย้ำกันรอบที่ 100 ข้อเรียกร้องให้ยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องแรกของพรรคประชาชนมาโดยตลอด ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568 พูดง่ายๆ คือเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว

“หลังมีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีหลุดออกมา เรายืนยันตรงนี้มาตลอดและยืนยันเสมอว่าการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนคือทางออกของประเทศนี้ ซึ่งเรื่องการยุบสภา พรรคเพื่อไทยควรตัดสินใจแน่วแน่ไปตั้งแต่ตอนนั้น” นางสาวภคมน กล่าว

สส.ลิซ่า ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ?

นางสาวภคมนยังกล่าวอีกว่า การที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองเช่นนี้ ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน และยังตั้งคำถามถึงความจริงใจของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการเรื่องการยุบสภา

“ดิฉันคิดว่าประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญเช่นนี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความจริงใจของพรรค” นางสาวภคมนกล่าว

ข้อเรียกร้องเรื่องการยุบสภา

พรรคประชาชนได้เรียกร้องให้มีการยุบสภามาโดยตลอด โดยเชื่อว่าการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้

“เราเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประชาชนควรมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเอง การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ” นางสาวภคมนกล่าว

นอกจากนี้ นางสาวภคมนยังกล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจากพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

“พรรคการเมืองทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสกับประชาชน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน” นางสาวภคมนกล่าว

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

การที่ สส.ภคมนออกมาตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของพรรคเพื่อไทยในเรื่องการยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ และยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง

โดยรวมแล้ว ประเด็นที่นางสาวภคมนยกขึ้นมานั้น ถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การออกมาแสดงความคิดเห็นของ สส.ภคมนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกฝ่ายกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน

ที่มา – “สส.ลิซ่า” ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ ไล่ไทม์ไลน์ จับผิดได้หลายจุด

ภราดรจวกฉลาด! ยังเชื่อวันนอร์โหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

“ภราดร” จวก “ฉลาด” ไม่เป็นกลาง เข้าข้างพรรคเพื่อไทย หลังถกวิป 2 ฝ่ายไร้ข้อสรุปวันโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 อ้างรอศาลรัฐธรรมนูญ-ยุบสภา แต่ยังเชื่อ “วันนอร์” บรรจุวาระเร่งด่วนทันโหวต 5 ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวที่รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ว่า หลังจากที่ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ที่ประชุมวิป 2 ฝ่ายไม่มีข้อสรุปนั้น ตนขอตำหนิการทำหน้าที่ของนายฉลาด ประธานในที่ประชุม ท่านไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แต่เข้าข้างพรรคการเมืองที่สังกัด 

นายภราดร กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเช้าพรรคประชาชนแถลงการณ์ชัดเจน ในช่วงสาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เซ็น MOA กับพรรคประชาชนเรียบร้อย ตนในฐานะ สส. จึงยื่นหนังสือให้กับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามกติกามารยาทว่า ได้รวบรวมเสียงเพียงพอแล้ว สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้

แต่ในที่ประชุมวิปทางพรรคเพื่อไทยยก 2 เหตุผล คือเรื่องวันประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศลงวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ฉะนั้นข้อสงสัยว่าจะเกิดปัญหากับคำวินิจฉัยหรือไม่ จึงไม่สมควรที่จะเป็นข้อสงสัยอีกต่อไป  แต่พรรคเพื่อไทยได้รวบรวมชื่อ 20 สส. ให้ประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ อ้างว่ายังอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ยังไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนได้

ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลเรื่องการยุบสภา ซึ่งตนเห็นว่าการประกาศยุบสภาต่อสาธารณะ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร และไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง ในประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีการประกาศยุบสภาต่อหน้าสาธารณชน เพราะอำนาจยุบสภาเป็นอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ตนและ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ทักท้วงในที่ประชุมว่า หนังสือที่เชิญมาประชุมคือให้พิจารณาการบรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้หรือไม่ แต่ในที่ประชุมไม่มีการพูดถึง มีเพียง 2 เรื่องที่นำมากล่าวอ้าง ในขณะที่พวกตนได้แสดงเหตุผลว่า ในฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีหน้าที่ต้องรอคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายบริหารจะมีความคิดเห็น ว่าจะยุบสภาก็เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง สภาฯ จำเป็นต้องเลือกนายกรัฐมนตรีโดยด่วน และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ควรดำเนินการตามข้อบังคับ 

“ผมเข้าตามตรอกออกตามประตู วันนี้ยื่นหนังสือ 24 ชม. หรือ 1 วันตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนเพื่อให้สภาฯ ได้มีการประชุมหารือกันได้ แต่ในที่ประชุมวิปไม่มีข้อสรุป และได้นำข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่าย คือพรรคภูมิใจไทยได้เสนอว่าให้เลือกนายกฯ วันที่ 5 กันยายน และทางพรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนไปก่อน โดยไปแจ้งต่อประธานสภาฯ ซึ่งอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระเป็นอำนาจของประธานสภาฯ โดยแท้ ก็อยู่ที่ประธานสภาฯ ว่าจะให้ความสำคัญกับองค์กรนิติบัญญัติหรือไม่ จะเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่”

เมื่อถามว่าประธานสภาฯ จะบรรจุทันภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายภราดร ตอบว่า ทันครับ ตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุเป็นวาระเร่งด่วนได้ และหวังว่าประธานจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา และเราในฝ่ายนิติบัญญัติต้องแยกอำนาจให้ชัด ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็ว ฉะนั้น ต้องคาดหวังจากประธานสภาฯ ว่าจะเร่งบรรจุระเบียบวาระ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หากมีการแก้เกมยื้อเวลาแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะแก้เกมอย่างไร นายภราดร ตอบว่า ตนเชื่อมั่นว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้ใหญ่ และในช่วงที่ไปยื่นหนังสือท่านบอกจะทำตามรัฐธรรมนูญและทำตามข้อบังคับ ซึ่งมั่นใจว่าประธานจะทำหน้าที่เพื่อความเป็นกลางและบรรจุระเบียบวาระในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568

ภราดรจวกฉลาด! ยังเชื่อวันนอร์โหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

จากกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ว่าไม่เป็นกลางในการประชุมวิป 2 ฝ่าย เกี่ยวกับวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดการดังกล่าว

นายภราดรยังคงเชื่อมั่นว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้ทันเวลา โดยอ้างอิงจากข้อบังคับการประชุมที่เปิดโอกาสให้สามารถบรรจุวาระเร่งด่วนได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากยื่นหนังสือ

ความเชื่อมั่นใน “วันนอร์” และความหวังต่อการโหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

ถึงแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะยกเหตุผลเรื่องการรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและการพิจารณาเรื่องการยุบสภาขึ้นมาเป็นอุปสรรค นายภราดรยังยืนยันว่าฝ่ายนิติบัญญัติควรทำหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือการเร่งเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็วที่สุด

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวิป 2 ฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันและยื้อเวลาในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนที่ต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว

  • พรรคภูมิใจไทยยังคงยืนกรานที่จะให้มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน
  • พรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนการโหวตออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลทางกฎหมายและความเหมาะสม
  • นายภราดรเชื่อมั่นว่าประธานสภาฯ จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและเร่งบรรจุวาระการโหวต

การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ประชาชนคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อใด

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่นายภราดรออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการที่จะให้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีเดินหน้าต่อไปโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “ภราดร” จวก “ฉลาด” ไม่เป็นกลาง ยังเชื่อ “วันนอร์” บรรจุวาระด่วนทันโหวตนายกฯ 5 ก.ย.

เปิด 16 สส.รทสช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

มาดูกันว่ามีใครบ้าง! เปิดรายชื่อ 16 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กลุ่ม 18 นำโดย “สุชาติ ชมกลิ่น” ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 3 กันยายน มีรายงานว่า จากรายชื่อ สส. ทั้งหมด 146 คน ที่ร่วมลงมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ปรากฏว่ามี สส. จากกลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จำนวน 16 คน ร่วมลงชื่อสนับสนุนด้วย

เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

รายชื่อ สส. ทั้ง 16 ท่าน ประกอบด้วย:

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค
  3. นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ
  4. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ
  5. นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2
  6. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  7. นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5
  8. นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1
  9. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  10. นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  11. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
  12. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  13. จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  14. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  15. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  16. นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2

ทำไมถึงต้องเปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ?

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมลงชื่อสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของ สส. เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและความเชื่อมั่นของพรรคต่อการนำของนายอนุทิน และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ สส. ท่านอื่นๆ ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต การจับตาดูท่าทีของแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงการวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

การสนับสนุนจากกลุ่ม 18 รทสช. นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเป็นข้อมูลที่ประชาชนควรทราบเพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศ

การเปิดเผยรายชื่อ 16 สส.รทสช. ที่สนับสนุนนายอนุทิน ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนถึงการรวมตัวของกลุ่มการเมืองต่างๆ และอาจนำไปสู่การวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ต่อไป

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน 16 ท่าน ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญทางการเมืองที่น่าจับตามอง

ที่มา – เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

อนุทิน ชาญวีรกูล กับเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือชื่อที่สื่อมวลชนเรียกอย่างลำลองว่าเสี่ยหนู ถือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองอย่างยาวนาน ก่อนหน้าที่อนุทินจะเข้ามาทำงานการเมือง อนุทินทำงานในธุรกิจก่อสร้างของครอบครัวนั่นคือ บริษัทซิโน-ไทย แล้วเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองอย่างจริงจัง ชื่อของอนุทินก็อยู่บนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

บนเส้นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกูลในวัยเฉียด 59 ปี จะเห็นได้ว่า เขาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ มาแล้วในหลายรัฐบาลในหลากหลายกลุ่มการเมือง เริ่มตั้งแต่ปี 2539 อนุทินเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประจวบ ไชยสาส์น ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อด้วยในช่วงปลายอันรุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย อนุทินได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ

จนกระทั่งปี 2549 ได้เกิดมรสุมการเมือง จากการทำรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จนเกิดเป็นคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง ส่งผลให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน หรือที่เรียกกันว่าบ้านเลขที่ 111 ทำให้อนุทินถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 

หลังพ้นโทษแบนทางการเมือง อนุทินได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ในขณะนั้นมีหัวหน้าพรรคคือชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดาที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ก่อนที่อนุทินจะก้าวมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555

อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ แนวทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยถือได้ว่านี่คือพรรคการเมืองขนาดกลางที่มีทักษะในการต่อรองสูง และพร้อมร่วมรัฐบาลได้หลายสมการการเมืองขึ้นอยู่กับบริบทและช่วงเวลา

ในการทำงานในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม การทำงานของอนุทินในฐานะรมว.สาธารณสุข เขาได้ถูกวิจารณ์ในด้านการทำงานอย่างหนักในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เมื่อปี่กลองแห่งการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 อนุทินในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยที่ตัวของอนุทินได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การทำงานในกระทรวงมหาดไทยของอนุทิน เขาได้กล่าววาทะที่กลายเป็นที่พูดถึงในสังคมว่า “ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ” ซึ่งประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากเคยเจอ จากเหตุการณ์ที่ลูกค้า-เอเจนซี-หัวหน้างาน ที่สั่งงานอย่างเร่งด่วนจนคนทำงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที เพราะกระชั้นชิดเหลือเกิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน

เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเกิดความระหองระแหง ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยต้องการเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโดยอนุทินกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่ง นั่นจึงทำให้อนุทินตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แล้วย้ายลงมานั่งในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีต้นทางที่มาจากคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะชิงไหวชิงพริบ ทำให้พรรคประชาชนเป็นคีย์แมนหลักในการเลือกว่าจะเลือกสนับสนุนพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้ามาเจรจากับพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยใช้เวลาอีกหลายวันหลังจากนั้นกว่าที่จะเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน 

อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน
อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน

ในท้ายที่สุดในช่วงเช้าของวันที่ 3 กันยายน พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ พรรคประชาชนได้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือนและเดินหน้าปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 

หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน อนุทินได้กล่าวดีใจที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่า อาจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

นอกเหนือจากชีวิตการเมืองแล้ว ภาพจำอีกภาพหนึ่งของอนุทิน ชาญวีรกูลก็คือ การเป็นนักขับเครื่องบิน อนุทินเล่าว่า เรื่องการได้พบกับความชอบในการขับเครื่องบิน เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแห่งการถูกเว้นวรรคทางการเมือง ที่ทำให้อนุทินมีโอกาสใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยวันหนึ่งได้ไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ ที่เดินทางด้วยรถยนต์ได้ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งขับเครื่องบินส่วนตัวมาเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เกิดคำถามว่า รถหรูก็มีแล้ว ทำไมเสี่ยหนูจะขับเครื่องบินเองไม่ได้บ้าง จึงเริ่มเรียน ทดสอบ ฝึกบินในวัย 45 ปี และเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวเองได้ในที่สุด

ตามที่อนุทินแจ้งเอาไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในปี 2566 อนุทินได้แจ้งว่าเขามีเครื่องบินทั้งสิ้น 3 ลำ ได้แก่ 

  • Cirrus SR22T ราคาประมาณ 22 ล้านบาท
  • Embraer Legacy 600 ราคาประมาณ 534 ล้านบาท
  • Daher-Socata TBM 930 ราคาประมาณ 139 ล้านบาท

เส้นทางการบินของอนุทินขับมาแล้วทั้งไกลและใกล้ โดยมีหนึ่งในภารกิจที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นคือ “หัวใจติดปีก” ซึ่งเป็นการรับส่งหัวใจให้แก่ผู้ที่รอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”
อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”

อนุทินเล่าว่า ภารกิจหัวใจติดปีก เริ่มต้นจากการที่ชักชวนจากเพื่อนที่รู้จักผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 9 ในช่วงปี 2553 หลังการทดลองขับเลยเกิดความหลงใหลจึงตัดสินใจซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อใช้เดินทางในชีวิตประจำวันและธุรกิจเช่าเหมาลำ 

อนุทินเล่าต่อไปว่าวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นหมอทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ต้องไปรับหัวใจจากคนไข้ที่สมองตายแต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อลมหายใจผู้ป่วยอีกคนโดยใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง อนุทินจึงรีบตอบรับโดยสัญชาตญาณและเกิดภารกิจ “หัวใจดวงแรก” ที่รับ-ส่งหัวใจครั้งแรกสำเร็จ

ทางด้านชีวิตส่วนตัวของอนุทิน ชาญวีรกูล บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า อนุทินเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงดนตรี มีฝีไม้ลายมือในด้านการเล่นเปียโน และอิเล็กโทนเป็นพิเศษ

อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

ชีวิตที่น่าสนใจของ อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนักธุรกิจสู่รัฐมนตรี และนักบินสมัครเล่น สู่ความฝันในตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

“อนุทิน” รับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

“อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยุบสภาใน 4 เดือน ย้ำ พูดแล้วทำ

วันที่ 3 กันยายน 2568 ภายหลัง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มีมติคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จากพรรคภูมิใจไทย โดยมีเงื่อนไขว่ามติดังกล่าวจะมีผลก็ต่อเมื่อพรรคภูมิใจไทยลงนามในข้อตกลงร่วมกัน (อ่านเพิ่มเติม : เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้) ในขณะเดียวกัน ทางด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีการดำเนินการทูลเกล้าฯ เรื่องยุบสภาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 หลังจากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ (อ่านเพิ่มเติม : “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ)

เวลาประมาณ 10.40 น. พบว่า สส. และพรรคที่ร่วมสนับสนุน นายอนุทิน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ทยอยเดินทางเข้าไปยังห้องประชุม อาทิ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นำ สส.พรรคกล้าธรรมมา นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นำ สส.บางส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติมา กลุ่ม สส.เพชรบูรณ์พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนำมาโดย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคภูมิใจไทยออกมารอต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ต่อมาเมื่อเวลา 11.10 น. เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปยังห้องประชุม จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สวัสดีพี่น้องสื่อมวลชนที่อยู่ที่อาคารรัฐสภา ขอกราบสวัสดีประชาชนพี่น้องคนไทยที่เคารพรักของเราทุกคนวันนี้ตนและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่อยู่ในที่นี้ จะขอทำการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเมื่อเช้านี้ทุกคนคงได้รับทราบข้อมูลจากการแถลงข่าวของหัวหน้าพรรคประชาชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนได้นำเงื่อนไขและข้อสรุปที่ออกมาเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแจ้งให้กับบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนรับทราบ พร้อมถือโอกาสนี้แถลงข่าวให้พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพทุกท่านได้รับทราบสถานะของพวกเราในวันนี้

พวกเราทุกคนต้องขอขอบคุณพรรคประชาชน คณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชน, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน เจ้าหน้าที่ พนักงานและพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกท่านที่ได้มีมติของที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาชนในการให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ซึ่งมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ได้มอบรายชื่อและให้คำมั่นกับพรรคประชาชนว่า จะให้การสนับสนุนตัวกระผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะได้จัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของพรรคประชาชนซึ่งทุกคนได้ลงลายมือชื่อและเอกสารแสดงคำมั่นและผมจะได้จัดนำส่งให้กับผู้บริหารพรรคประชาชนไว้เป็นข้อมูลต่อไป

จากนี้ไปเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอเรียนทุกท่านให้ทราบว่าพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่ได้มาปรากฏตัว ณ ที่นี้ เราตระหนักดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะดำเนินต่อไปจากนี้ พรรคประชาชนให้ความร่วมมือเสียสละในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยในช่วงสถานการณ์วิกฤติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยธรรมชาติ

“ผมขอยืนยันว่าพวกเราทุกคนในที่นี้จะไม่ทำให้เจตนารมณ์และความเสียสละของทุกท่านสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อนี้ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่เราจะเข้าไปทำงานในฐานะรัฐบาล และจะดำรงสภาพความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เราจะมีพี่น้องประชาชนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของพวกเรา ดังนั้นในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลเราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ให้สมกับความไว้วางใจที่ทุกท่านได้ให้โอกาสกับพวกเรา”

ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พวกเราทุกคนจะร่วมกันทำหนังสือที่แสดงถึงความพร้อมที่จะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาบรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการยืนยันให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพวกเราทุกคนมีความพร้อม ด้วยการสนับสนุนและความเข้าใจของพรรคประชาชนเรามีความมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดถัดไปนี้จะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น และการทำงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นตามข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย เปรียบเสมือนพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนเพราะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้แถลงไปเมื่อเช้านี้

จากนั้นเวลา 11.22 น. นายอนุทิน จรดปากกาลงนามโดยมีพรรคร่วมและ สส.ทั้ง 146 คน เป็นสักขีพยาน ก่อนจะยกข้อตกลงร่วมที่มีลายเซ็นของนายณัฐพงษ์ กับนายอนุทิน ขึ้นให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ยังได้ขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่สนับสนุนให้ตนได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นความเสียสละ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่เราผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย และผ่านความกดดัน สิ่งที่พวกเรามีอยู่ในหัวจิตหัวใจคือความรักชาติ รักแผ่นดิน ห่วงแหนแผ่นดิน และความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ความรักพี่น้องประชาชน ความห่วงใยต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน จึงทำให้พวกเราทุกคนตัดสินใจที่จะมาทำงานร่วมกัน

“ผมขอให้ความมั่นใจว่าพวกเราทุกคนรู้จักกันมาเป็นเวลาเนิ่นนาน รู้ฝีมือ รู้ถึงความทุ่มเทที่ให้กับประชาชนและประเทศชาติของเรา ประเทศไทยที่รักของเรา ขอให้ความมั่นใจว่าเราจะใช้เวลาทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ในการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลของพวกท่านให้ดีที่สุด ให้คุ้มค่าที่สุดกับความไว้วางใจที่พวกเรามีต่อกัน และความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มอบหมายให้เรามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของท่านครับ”

ในช่วงท้าย นายอนุทิน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในช่วงหนึ่งว่า ขณะนี้ยังมีสภาฯ อยู่ เพราะสภาฯ ยังไม่ยุบ ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ลงมาที่ได้รับทราบว่ามีการยุบสภาหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ทูลเกล้าฯ ไป ว่าท่านจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างไร พร้อมยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก การดำเนินการแก้ไขปัญหาในเวลา 4 เดือนเพียงพอ และ 4 เดือนนั้นจะนับเริ่มจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ย้ำว่าพูดแล้วทำ.

การที่ “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

อนุทิน จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

ทำไม “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 ถึงสำคัญ?

การที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่าง “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ แม้จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ตาม การยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของพรรคประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

อนาคตของรัฐบาลชุดใหม่นี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

Scroll to top