นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

วัน อยู่บำรุง จี้เพื่อไทยขับ “เฉลิม” พ้นพรรค

“วัน อยู่บำรุง” จี้ เพื่อไทยรีบขับพ่อพ้นพรรค บอกรออยู่ สวนปมไม่ลาออกเอง หลายคนเลือกเพื่อไทยเพราะมี “ร.ต.อ.เฉลิม” เผย แอบยุในใจให้โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวที่พรรคพลังประชารัฐ ถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โหวตสวนมติพรรค โดยการลงมติให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าพ่อจะลาออกจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ขับพ่อตนออก รอให้พรรคเพื่อไทยขับอยู่ ส่วนตัวเดาใจพ่อไม่ถูก อาจจะลาออกเองหรือรอให้พรรคขับออก แต่เมื่อพ่อโหวตสวนมติพรรค พรรคเพื่อไทยก็ควรจะขับออก หลายคนอาจจะบอกว่าทำไมไม่ลาออกเองเลย พ่อได้เป็น สส. เพราะพรรคเพื่อไทย แต่ทำไมไม่คิดว่ามีหลายคนเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่ในพรรค

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้คุยถึงอนาคตทางการเมืองแล้วหรือยัง นายวัน ตอบว่ายังไม่ได้คุย เมื่อถามอีกว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนพรรคใช่หรือไม่ นายวัน หัวเราะก่อนกล่าวว่า ก็สถานการณ์เป็นอย่างนี้แล้ว รอดูกันต่อไป ในประเด็นคำถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้บอกหรือไม่ว่าทำไมถึงโหวต นายอนุทิน โดย นายวัน ระบุว่า “บ้านเมืองต้องเดินหน้าต่อ ผมแอบยุคุณพ่ออยู่ในใจว่าให้โหวตให้พี่หนู อนุทิน แต่พ่อบอกว่าเดี๋ยวพ่อตัดสินใจเอง สุดท้ายก็อย่างที่เห็น”

“วัน อยู่บำรุง” จี้เพื่อไทยขับ “เฉลิม” พ้นพรรค

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายวัน อยู่บำรุง ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยพิจารณาขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรค สืบเนื่องจากการโหวตสวนมติพรรคในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขัดต่อมติของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

การออกมาเคลื่อนไหวของนายวัน อยู่บำรุงครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการออกมาแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับพรรคต้นสังกัดของบิดาตนเอง และยังเป็นการกดดันให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในพรรค

ทำไม “วัน อยู่บำรุง” ถึงจี้เพื่อไทยขับ “เฉลิม” พ้นพรรค?

เหตุผลสำคัญที่นายวัน อยู่บำรุง ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม พ้นพรรค น่าจะมาจากความเชื่อมั่นว่าการกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม ได้สร้างความเสียหายให้กับพรรคเพื่อไทย และเป็นการไม่เคารพต่อมติของพรรค นอกจากนี้ นายวัน ยังกล่าวว่ามีหลายคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเพราะมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่ในพรรค ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนพรรค

  • การโหวตสวนมติพรรค: การที่ ร.ต.อ.เฉลิม โหวตสวนมติพรรค ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค
  • ความขัดแย้งภายในพรรค: การออกมาเรียกร้องของนายวัน อาจสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับบทบาทและอนาคตของ ร.ต.อ.เฉลิม
  • แรงกดดันจากภายนอก: การเคลื่อนไหวของนายวัน อาจเป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอกที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยจัดการกับ ร.ต.อ.เฉลิม

สถานการณ์นี้ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยจะมีการตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับอนาคตของ ร.ต.อ.เฉลิม ในพรรคต่อไป

การออกมาเรียกร้องของนายวัน อยู่บำรุง ให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม พ้นพรรค เป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม และพรรคเพื่อไทยเองอย่างแน่นอน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความพลิกผันและการเปลี่ยนแปลง ผู้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “วัน อยู่บำรุง” จี้เพื่อไทยขับ “เฉลิม” พ้นพรรค เผยแอบยุพ่อในใจให้โหวต “อนุทิน”

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัว: พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์ ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรคภูมิใจไทย “พีระพันธุ์“ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ “ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ส่งดอกไม้แสดงความยินดี เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากพรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรคพร้อมเอกสารซองน้ำตาล เมื่อถามว่ายื่นประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายภราดร ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มและเดินขึ้นไปชั้นบนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาที่ทำการพรรค แต่มีรายงานข่าวว่าอาจจะเดินทางเข้าเซฟเฮ้าส์เพื่อดูความเรียบร้อยของการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากเมื่อวานนี้ (7 กันยายน 2568) นายอนุทิน บอกว่าจัดเสร็จแล้วกว่า 99.9725%

ขณะที่เวลา 10.40 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้ นายสยาม บางกุลธรรม รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน พร้อมเปิดเผยว่า หัวหน้าพรรคสบายดี ไม่ได้ฝากบอกอะไรมา ส่วน นายสุชาติ ชมกลิ่น และนายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ลาออกจาก สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และส่งหนังสือถึงพรรคแล้ว หลังจากนี้พรรคจะมีการประชุมกันอีกครั้ง สำหรับบัตรอวยพรที่มาพร้อมดอกไม้เขียนด้วยลายมือ ของนายพีระพันธุ์ ว่า “ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ”

นอกจากนี้เวลา 11.00น. นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้แก่นายอนุทิน ต่อมาเวลา 11.40 น. ตามมาด้วยแจกันดอกไม้ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนและความสัมพันธ์อันดีจากพรรคร่วมรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างๆ การที่นายอนุทินเลือกที่จะ “เก็บตัว” เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศ

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี นั้นเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ที่มาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

การที่นายภราดร ปริศนานันทกุล เดินทางเข้าพรรคเพื่อยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีก็เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงเลือกที่จะเก็บตัว?

มีหลายเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีอาจเลือกที่จะเก็บตัวในช่วงนี้ หนึ่งในนั้นอาจเป็นการต้องการสมาธิในการพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้เหมาะสมกับความสามารถและความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล การตัดสินใจที่รอบคอบในขั้นตอนนี้จะส่งผลดีต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการและธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง การรอคอยความชัดเจนและความพร้อมก่อนที่จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่งดอกไม้แสดงความยินดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความคาดหวัง การที่นายอนุทินได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการกำหนดนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

จับตาดูการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และติดตามนโยบายสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “นายกฯ หนู” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

แพทองธาร เผยส่งข้อความยินดี “นายกฯ อนุทิน” แล้ว

“อิ๊งค์ แพทองธาร” เผย ส่งข้อความยินดี “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตั้งแต่วันแรก ปัดตอบหัวข้อประชุม หลังเข้าพรรคเพื่อไทย

เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยทักทายสื่อมวลชน ในช่วงหนึ่งผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว มีอะไรฝากถึงหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า “ได้ส่งข้อความไปยินดีเรียบร้อยแล้วค่ะ ส่งตั้งแต่วันแรกเลย”

ทางด้านคำถามว่าวันนี้ที่เดินทางเข้าพรรคเพื่อไทยมีประชุมอะไรหรือไม่ โดย น.ส.แพทองธาร ไม่ได้ตอบคำถาม และขึ้นด้านบนอาคารทันที.

แพทองธาร เผยส่งข้อความยินดี “นายกฯ อนุทิน” แล้ว

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงประเด็นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย โดยเธอยืนยันว่าได้ส่งข้อความแสดงความยินดีไปยังนายอนุทินตั้งแต่วันแรกที่ทราบข่าว

นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงประเด็นการประชุมภายในพรรคเพื่อไทยในวันดังกล่าว น.ส.แพทองธาร เลือกที่จะไม่ตอบคำถามและเดินทางขึ้นไปยังอาคารที่ทำการพรรคทันที ทำให้เกิดความสงสัยและข้อคำถามมากมายตามมาเกี่ยวกับวาระการประชุมและการหารือภายในพรรค

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงความยินดีของแพทองธาร

การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ออกมาเปิดเผยว่าได้ส่งข้อความแสดงความยินดีไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความเห็นต่างทางการเมืองอยู่บ้าง แต่การแสดงความยินดีนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีและความหวังที่จะได้เห็นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

ถึงแม้ว่ารายละเอียดของข้อความที่ น.ส.แพทองธาร ส่งไปนั้นไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่การแสดงความยินดีอย่างรวดเร็วทันทีที่ทราบข่าวก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเคารพที่ น.ส.แพทองธาร มีต่อนายอนุทิน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ น.ส.แพทองธาร ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันนั้น ก็ยังคงเป็นที่น่าติดตามและจับตามองต่อไปว่าจะมีประเด็นสำคัญใดที่ถูกหารือกันภายในพรรค และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

สถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและความเปลี่ยนแปลง การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันและแสดงความปรารถนาดีต่อกันได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

โดยรวมแล้ว การที่ แพทองธาร เผยส่งข้อความยินดี “นายกฯ อนุทิน” แล้ว นั้นเป็นข่าวที่น่ายินดีและเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

จับตาดูการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและข้อมูลที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณ

ที่มา – “แพทองธาร” เผยส่งข้อความยินดี “นายกฯ อนุทิน” แล้วตั้งแต่วันแรก

บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1

พล.อ.ประวิตร ลั่นไม่ขอรับตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ขอหนุนอยู่เบื้องหลัง พร้อมใช้ความรู้ความสามารถสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับกระแสข่าวการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยยืนยันว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทินให้สามารถทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลา 4 เดือนที่เหลือก่อนการยุบสภา โดยปราศจากการต่อรองหรือเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น พล.อ.ประวิตร ยังประกาศอย่างชัดเจนว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลชุดนี้ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามที่มีข่าวปรากฏ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีสามารถสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และดูแลรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อรองทางการเมืองใดๆ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

“ผมยินดีที่จะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และพร้อมใช้ความรู้ ประสบการณ์และเครือข่ายระหว่างประเทศด้านความมั่นคงของผมที่มีถ้าสามารถจะเป็นประโยชน์ได้ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม และต้องการที่จะเห็นประเทศชาติของเราเดินหน้าสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยเร็ว” พล.อ.ประวิตรกล่าว

บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1

การประกาศดังกล่าวของพล.อ.ประวิตร ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยไม่หวังผลตอบแทนส่วนตัว แต่ต้องการเห็นประเทศชาติเดินหน้าไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

อะไรคือเหตุผลที่ บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลหลักที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ขอรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่คือการต้องการเปิดทางให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมและมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อกังวลทางการเมืองใดๆ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

  • ต้องการสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่: พล.อ.ประวิตร ต้องการสนับสนุนรัฐบาลให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อผูกมัดหรือการต่อรองใดๆ
  • เปิดทางให้คนรุ่นใหม่: การไม่รับตำแหน่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ
  • ใช้ประสบการณ์สนับสนุนเบื้องหลัง: พล.อ.ประวิตร พร้อมใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่สนับสนุนรัฐบาลจากเบื้องหลัง

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ และความต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ถึงแม้จะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ ในคณะรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในทุกๆ ด้านเท่าที่จะทำได้ นี่อาจเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ที่เน้นการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ การที่ บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1 จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะใช้ประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

แม้ว่า พล.อ.ประวิตร จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แต่การสนับสนุนและความช่วยเหลือจากประสบการณ์ของท่าน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ปัดต่อรอง ลั่นไม่ขอรับตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ขอหนุนอยู่เบื้องหลัง

ประวัติ นิธิยา บุญญามณี ว่าที่ รมช.พาณิชย์

เปิดประวัติ “นิธิยา บุญญามณี” ลูกสาว “นิพนธ์” เตรียมนั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ คนที่ 32

วันที่ 7 ก.ย. 68 มีรายงานความคืบหน้า กรณีการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ซึ่งในครั้งนี้มีรายชื่อ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ที่คาดว่าจะได้นั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ซึ่งเป็นที่จับตามอง เนื่องจาก น.ส.นิธิยา บุญญามณี เป็นลูกสาวของ นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในการสานต่อนโยบายและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประวัติ นิธิยา บุญญามณี

น.ส.นิธิยา บุญญามณี อายุ 37 ปี เป็นบุตรสาวของ นายนิพนธ์ บุญญามณี และ นางกัลยา บุญญามณี

ประวัติการศึกษา

  • ปริญญาตรี นักเรียนทุน คณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาโท Master of Business Administration (Executive) สถาบันบัณฑิตธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เส้นทางสู่ รมช.พาณิชย์: ประวัติการทำงานของ นิธิยา บุญญามณี

ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง น.ส.นิธิยา บุญญามณี มีประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจมาอย่างหลากหลาย ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เธอมีความเข้าใจในกลไกตลาดและความต้องการของผู้ประกอบการ

ประวัติการทำงาน

  • ปี 2553-2555: ตำแหน่ง นักวิเคราะห์ข้อมูล Data Analyst บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ที่นี่เองที่เธอได้เรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ
  • ปี 2556-2568: ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จำกัด บทบาทนี้ทำให้เธอต้องรับผิดชอบในการบริหารจัดการองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ และการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต
  • ปี 2556-2568: กรรมการบริหาร บริษัท สมิหลา โคลด์ สโตเรจ จำกัด ประสบการณ์ในธุรกิจห้องเย็นช่วยให้เธอมีความเข้าใจในระบบโลจิสติกส์และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ด้วยประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมา น.ส.นิธิยา บุญญามณี จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ นับเป็นโอกาสอันดีที่ น.ส.นิธิยา บุญญามณี จะได้นำความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่มีมาใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการค้าทั้งในและต่างประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายและแนวทางการทำงานของ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ในการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนชาวไทย

ที่มา – ประวัติ “นิธิยา บุญญามณี” ลูกสาว “นิพนธ์” จ่อนั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์

“อนุทิน” เผยพรุ่งนี้ ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

“อนุทิน” เผยพรุ่งนี้ ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้ร่วมยินดี

“นายกฯ หนู” เผย พรุ่งนี้จะทำเอกสาร “ครม.อนุทิน 1” ให้เรียบร้อย ไม่ได้เข้าพรรคภูมิใจไทย ด้าน “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดี

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสั้นๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (8 กันยายน 2568) จะทำเอกสารเรื่องคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เรียบร้อย และอาจจะไม่ได้เดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะเดินต่อไปยังร้านจานิสตาร์ ร้านกาแฟของ จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี และบอกว่า “ยังไม่ได้กินข้าว ขอไปกินข้าวก่อน”

ต่อมาเวลา 16.45 น. นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยา ได้ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้กับ นายอนุทิน ในการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ด้วย

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่นายอนุทินออกมาเปิดเผยว่าจะทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยในวันพรุ่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

นอกจากนี้ การที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจ และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักการเมือง แม้จะต่างพรรคต่างขั้ว แต่ก็สามารถร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติบ้านเมืองได้

การทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ การแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างมีวิจารณญาณ การที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงาน และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

อนุทินเร่ง ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

การที่นายอนุทิน เร่งดำเนินการเรื่องเอกสาร ครม. แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และความเข้าใจถึงความสำคัญของการมีคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานโดยเร็วที่สุด การที่อดีตนายกฯ เศรษฐาส่งดอกไม้มาแสดงความยินดีก็เป็นภาพที่สวยงามของการเมืองไทย

ความสำคัญของการทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

  • การเริ่มต้นการทำงานของรัฐบาลใหม่
  • การแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสม
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน

การทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยไม่ใช่แค่เรื่องของขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและการเตรียมพร้อมที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

การเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ การที่นายอนุทินและนายเศรษฐาส่งสัญญาณที่ดีออกมาเช่นนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าอนาคตของการเมืองไทยจะเป็นไปในทิศทางใด

ที่มา – นายกฯ เผย พรุ่งนี้ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้ร่วมยินดี

วิโรจน์เชื่อรัฐบาลอยู่ไม่นาน พรรคประชาชนตรวจสอบเต็มที่

“วิโรจน์” เชื่อ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ แนะจับตา 2 เรื่อง ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

วันที่ 7 กันยายน 2568 คณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.วรรณิดา นพสิทธิ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ. มีการจัดโครงการสัมมนาการส่งเสริมความรู้ด้านพลังงาน ในหัวข้อ “พลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ จ.ชลบุรี โดยมี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นแขกรับเชิญพิเศษ

ทั้งนี้ ในตอนหนึ่ง นายวิโรจน์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรคประชาชน เรื่องการทำข้อตกลง (MOA) ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ว่า รัฐบาลจะทำตามเงื่อนไขหรือไม่นั้น ต้องขอให้ติดตามดู 2 ประการสำคัญ คือ

  1. หน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นอย่างไร รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นไปตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้หรือไม่ หากไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึง 4 เดือน
  2. สิ่งสำคัญที่สุดหากตั้ง ครม.ได้แล้ว ส่อไปในทิศทางหรือก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก จะทำหน้าที่ในการอภิปราย และชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบโดยทันที

“ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ และสุดท้ายรัฐบาลจะถูกตัดสินว่าทำตามที่พูดหรือไม่ เมื่อเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง”

วิโรจน์เชื่อรัฐบาลไม่สามารถลากยาวได้ ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้นาน

พรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบเต็มที่

พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก จะมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล หากพบว่ารัฐบาลไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือการดำเนินงานของรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนจะดำเนินการอภิปรายและชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบโดยทันที

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังได้กล่าวถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการทำข้อตกลงร่วมกับพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นย้ำว่าพรรคจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ องค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี และทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล หากพบว่ารัฐบาลไม่เป็นไปตามข้อตกลง หรือมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ

ความเชื่อมั่นของนายวิโรจน์ที่ว่ารัฐบาลไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

การออกมาแสดงความเห็นของนายวิโรจน์ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า พรรคประชาชนจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะออกมาคัดค้านหากพบว่ารัฐบาลมีการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องหรือไม่โปร่งใส ทั้งนี้ นายวิโรจน์ยังได้เน้นย้ำว่า สุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลทำตามที่ได้พูดไว้หรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างธรรมาภิบาลในประเทศ และเป็นการประกันว่ารัฐบาลจะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

ในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถบริหารประเทศได้นานแค่ไหน และจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ต่อไป หรือจะเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสกว่าเดิม

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และใช้สิทธิในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ที่มา – “วิโรจน์” เชื่อรัฐบาลไม่สามารถลากยาวได้ ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

อดีตอธิบดีปกครอง-ที่ดิน แสดงความยินดี “นายกฯ หนู”

“ไชยวัฒน์” อดีตอธิบดีกรมการปกครอง บอกใจนิ่งอยู่แล้ว หลังเคยถูกเด้งสมัย “ภูมิธรรม” ด้าน “พรพจน์” อดีตอธิบดีกรมที่ดิน เผยเป็นธรรมเนียมผู้น้อยกับผู้ใหญ่ วันนี้มาแสดงความยินดีนายกฯ ไม่ได้ฝากอะไร

วันที่ 7 กันยายน 2568 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และนายพรพจน์ เพ็ญพาส อดีตอธิบดีกรมที่ดิน เดินลงมาจากอาคารพรรคภูมิใจไทย ภายหลังนำดอกไม้มามอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อแสดงความยินดีในการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้างกลับมาครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยถูกเด้งออกจากตำแหน่งในสมัย นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายไชยวัฒน์ บอกเพียงสั้นๆ ว่า “ใจนิ่งอยู่แล้ว” ส่วนนายพรพจน์ บอกว่า “ไม่เป็นไร เป็นธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่”

ผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่านายกรัฐมนตรีได้บอกอย่างไรหรือไม่ โดยทั้ง 2 คนบอกว่า ท่านไม่ได้ว่าอย่างไร และไม่ได้ฝากอะไร วันนี้มาแค่แสดงความยินดี.

อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร

เรื่องราวของอดีตอธิบดีกรมการปกครองและอดีตอธิบดีกรมที่ดินที่เดินทางมาแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่นี้ ได้สร้างความสนใจให้กับหลายฝ่าย เพราะทั้งสองท่านต่างก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ดินและการปกครองท้องที่ การที่ท่านทั้งสองเดินทางมาแสดงความยินดีด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความปรารถนาดีที่มีต่อนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือคำกล่าวที่ว่า “ไม่ได้ฝากอะไร” ซึ่งอาจตีความได้หลายนัยยะ หนึ่งคือท่านทั้งสองมาแสดงความยินดีด้วยใจจริง โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะขอความช่วยเหลือหรือผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทน สองคือท่านทั้งสองอาจเข้าใจดีว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ และต้องการที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนก่อน จึงยังไม่ต้องการที่จะรับฟังข้อเสนอแนะหรือข้อเรียกร้องใดๆ ในขณะนี้

มุมมองต่อการแสดงความยินดีของอดีตอธิบดี

ในการเมืองไทย การแสดงความยินดีและการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในบางครั้งก็อาจมีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงอยู่ได้เช่นกัน ดังนั้น การตีความการกระทำของอดีตอธิบดีทั้งสองจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางการเมืองและสังคมในขณะนั้นด้วย

การที่อดีตอธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า “ใจนิ่งอยู่แล้ว” หลังจากที่เคยถูกย้ายออกจากตำแหน่ง อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความเข้าใจในระบบราชการเป็นอย่างดี ท่านอาจมองว่าการถูกย้ายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ และไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

ในขณะที่อดีตอธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่าเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่” อาจหมายถึงการแสดงความเคารพต่อผู้ที่อาวุโสกว่า และเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองท่านกล่าวว่า “ไม่ได้ฝากอะไร” อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าท่านต้องการที่จะให้โอกาสนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องการที่จะเข้ามาแทรกแซงหรือชี้นำใดๆ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นายกรัฐมนตรีสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ได้ ไม่ว่าอดีตอธิบดีทั้งสองจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ตาม

อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร แต่การมาครั้งนี้ก็สร้างกำลังใจให้กับนายกฯ อย่างแน่นอน และสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีในแวดวงข้าราชการ

ที่มา – อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร

7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน พร้อมประวัติย่อ

โผครม.อนุทินที่ใกล้ลงตัว และถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงนี้ จากการดูรายชื่อบุคคลที่ติดโผครม.อนุทิน ที่หลายคนคอนเฟิร์มแล้วนั้น มีข้อมูลน่าสนใจที่สามารถสรุปได้ ณ วันที่ 7 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย เป็น 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน และสรุปประวัติโดยย่อ ดังนี้

1. รัฐมนตรีในโผครม.อนุทิน ที่อยู่ในวงการการเมืองนานที่สุด

ในโผครม.อนุทิน ผู้ที่เล่นการเมืองนานที่สุด คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ อายุ 73 ปี ที่มีโผ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยนายสันติอยู่ในสนามการเมืองตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันปี 2568 รวมแล้วถึง 31 ปี

ส่วคนที่อยู่ในสนามการเมืองนานเป็นอันดับ 2 คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อายุ 59 ปี นายกรัฐมนตรี ที่เริ่มต้นเส้นทางการเมือง เมื่อปี 2539 รวมอยู่ในเส้นทางการเมือง 29 ปี

2. รัฐมนตรีที่เคยได้ตำแหน่งรมต.บ่อยที่สุด

นายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่อยู่ในสนามการเมืองมานานที่สุดตั้งแต่ปี 2537 เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้วประมาณ 8 ครั้ง ในคณะรัฐมนตรีมาแล้วหลายรัฐบาล ดังนี้

สันติ พร้อมพัฒน์ ติดโผเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สันติ พร้อมพัฒน์ ติดโผเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • กระทรวงการคลัง 3 ครั้ง : ช่วงรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 10 กรกฎาคม 2562 – 1 กันยายน 2566 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 2 ครั้งคือ 21 กรกฎาคม 2563 – 4 สิงหาคม 2563 , 1 กันยายน 2563 – 30 กันยายน 2563
  • กระทรวงสาธารณสุข 1 ครั้ง : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน 1 กันยายน 2566 – 3 กันยายน 2567 หากในครม.อนุทินไม่พลิกโผ นายสันติ ก็จะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2 ครั้ง : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วงแรก 9 สิงหาคม 2554 – 30 มิถุนายน 2556 และ 30 มิถุนายน 2556 – 7 พฤษภาคม 2557
  • กระทรวงคมนาคม 1 ครั้ง : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ช่วง 6 กุมภาพันธ์ 2551 – 2 ธันวาคม 2551
  • สำนักนายกรัฐมนตรี 1 ครั้ง : รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 – 7 พฤษภาคม 2557

4. รัฐมนตรีที่อายุมากที่สุดในโผครม.อนุทิน

นายสันติ พร้อมพัฒน์ นอกจากเคยเป็นรัฐมนตรีมาบ่อยที่สุดในโผครม.อนุทินแล้ว ยังนับเป็นนักการเมืองที่อายุมากที่สุด ด้วยวัย 73 ปี โดยนายสันติ เกิดเมื่อ 1 มกราคม 2495 อาชีพเดิม เป็นนักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และลงเล่นการเมืองครั้งแรกเมื่อปี 2537 และเป็นสส.สมัยแรกปี 2538 ในสังกัดพรรคความหวังใหม่ ที่ก่อตั้งโดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

5. นักการเมืองอายุน้อยที่สุด ติดโผเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก

นายไชยชนก ชิดชอบ อายุ 36 ปี ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายไชยชนก เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัวนักการเมืองโดยแท้ ในตระกูล ชิดชอบ คือเป็นหลานของปู่ชัย และลูกชายคนโตของพ่อเนวิน – กรุณา ชิดชอบ

ไชยชนก ชิดชอบ ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ไชยชนก ชิดชอบ ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • มีประสบการณ์ทำงานเป็น รองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด และ ผู้ก่อตั้งทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ตส์
  • นายไชยชนก ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. บุรีรัมย์ เขต 2 สังกัดพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
  • นายไชยชนกแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 ว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 161,625,029 บาท และหนี้สิน 19,934 บาท

6. รัฐมนตรีที่ร่ำรวยสุด จากการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.

โผครม.อนุทินที่มีทรัพย์สินความมั่งคั่งที่สุด ก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ล่าสุดเมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 นายอนุทิน แจ้งว่ามีทรัพย์สิน 4,372.17 ล้านบาท โดยรวมทรัพย์สินหลายรายการ เช่นเงินสดกว่า 1 พันล้านบาท ที่ดินกว่า 34 ล้านบาท ส่วนหนี้สินมีประมาณ 14.59 ล้านบาท ส่วน น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา มี 39.48 ล้านบาท หนี้สิน 518,143 บาท

7. ที่สุดของรัฐมนตรี 3 คนนอกกับการเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก

โผครม.อนุทิน ได้ดึงคนนอกที่เป็นข้าราชการยังไม่เกษียณ และนักธุรกิจมืออาชีพบริหารองค์กรเอกชนมาร่วมวงครม. โดยทั้ง 3 คนนี้ ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน แม้จะเคยมีโผในครม.มาแล้วบ้าง เพื่อเข้ามาบริหารกระทรวงเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  1. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อายุ 54 ปี เป็นข้าราชการที่โดดเด่นของกระทรวงการคลังถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนได้รับการทาบทามร่วมครม.อนุทิน ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ และก่อนหน้านี้เป็นอธิบดีกรมสรรพากร และอธิบดีกรมสรรพสามิต
  2. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อายุ 60 ปี เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรพลังงานระดับประเทศอย่างปตท. มานานกว่า 3 ทศวรรษ โดยดำรงตำแหน่งซีอีโอ ปตท. ในช่วงปี 2563-2567
  3. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อายุ 67 ปี เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในครม.อนุทินนี้ โดยนายสีหศักดิ์ เป็นลูกหม้อทำงานกระทรวงการต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2522 ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อปี 2554 และในปี 2566-2567 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ

สรุป 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน

การมีรัฐมนตรีหลากหลายประสบการณ์และวัย จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศอย่างแน่นอน การผสมผสานคนรุ่นใหม่ คนที่มีประสบการณ์ และคนนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐมนตรีทุกคนทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน และสรุปประวัติโดยย่อ

Scroll to top