นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมติการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งประเด็นหลักที่หลายฝ่ายจับตามองคือ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเน้นย้ำว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้จะต้องถูกนำไปใช้ภายใต้หลักการที่โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส

การลงทุนในพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นายธนกรระบุว่า ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตจึงเป็นสิ่งเร่งด่วน

เหตุผลที่ต้องผลักดันโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ทำไมเราถึงต้องรีบลงทุนในเรื่องนี้? นายธนกรให้มุมมองว่าการ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศคู่แข่งที่กำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น:

  • การกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และพลังงานสะอาด
  • การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีคาร์บอนจากคู่ค้าต่างชาติ

หากเราล่าช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่าตัว การดำเนินงานที่โปร่งใสภายใต้กรอบวินัยการคลังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคประชาชน

ท้ายที่สุดนี้ การบริหารจัดการเงินกู้ก้อนนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาล การลงทุนที่คุ้มค่าจะช่วยดันให้ GDP ของไทยขยายตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งเราทุกคนในฐานะประชาชนคงต้องร่วมกันเฝ้าติดตามและตรวจสอบให้การใช้จ่ายงบประมาณนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “ธนกร” แนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส คุ้มค่า

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวสะเทือนขวัญในโลกโซเชียล เมื่อนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถูกคนขับรถแอปพลิเคชันชื่อดังไล่ลงจากรถกลางย่านอโศกเพียงเพราะค่าโดยสารไม่คุ้มค่า ก่อนจะตามไปทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนขับรถนิสัยไม่ดี แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นใจในบริการสาธารณะและภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างรุนแรง ล่าสุด ศุภมาส สั่ง สคบ. ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น มาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เพื่อกู้ภาพลักษณ์ประเทศ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคขั้นร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย รัฐมนตรีไม่ได้มองแค่การแบนคนขับออกจากระบบแล้วจบไป แต่ต้องการให้แพลตฟอร์มต้นสังกัดต้องออกมารับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

มาตรการเด็ดขาดจาก สคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลังจากที่ ศุภมาส สั่ง สคบ. ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น แล้ว ทางหน่วยงานได้เตรียมดำเนินการดังนี้:

  • เรียกผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเข้าชี้แจงมาตรการคัดกรองคนขับและบทลงโทษในวันที่ 5 มิถุนายน 2569
  • บูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
  • กรมการขนส่งทางบกจะเข้าตรวจสอบมาตรฐานรถและใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ
  • เชิญผู้ประกอบการแอปพลิเคชันรถรับจ้าง 13 ราย มาประชุมวางแนวทางมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกันในวันที่ 12 มิถุนายน 2569

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดบอดของระบบคัดกรองบุคลากรในแอปพลิเคชันต่างๆ ที่อาจจะให้ความสำคัญกับจำนวนรถมากกว่าคุณภาพและการตรวจสอบประวัติ หากแพลตฟอร์มยังทำหน้าที่เพียงแค่คนกลางโดยไม่รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติย่อมถดถอยลง

รัฐบาลขอชื่นชมพลเมืองดีทุกคนที่เข้าไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจนเหตุการณ์ไม่บานปลายไปมากกว่านี้ น้ำใจของคนไทยคือสิ่งสวยงามที่ช่วยพยุงภาพลักษณ์ประเทศไว้ในยามวิกฤต หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้กับแพลตฟอร์มต่างๆ ให้เร่งปรับปรุงระบบความปลอดภัยตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง การเรียกร้องความเป็นธรรมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการปฏิรูประบบขนส่งผ่านแอปพลิเคชันให้ยั่งยืนครับ

ที่มา – “ศุภมาส” สั่ง สคบ. ผนึกตำรวจ-ขนส่ง ตามล่าคนขับแอปทิ้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เจาะลึก “เชฟหนู” ควงตะหลิวทำข้าวผัดมันเนื้อในงานไทยเฟ็กซ์

เจาะลึก “เชฟหนู” ควงตะหลิวทำข้าวผัดมันเนื้อในงานไทยเฟ็กซ์

สร้างสีสันให้งานมหกรรมแสดงสินค้าอาหารระดับโลกได้คึกคักสุด ๆ สำหรับการปรากฏตัวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปเยี่ยมชมงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ในวันสุดท้าย บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเป็นกันเอง โดยไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ทุกคนต้องอมยิ้มคือภาพของ “เชฟหนู” ควงตะหลิวทำข้าวผัดมันเนื้อในงานไทยเฟ็กซ์ ด้วยฝีมือการผัดที่ไม่ธรรมดา

เปิดสูตรลับรสเด็ดจาก “เชฟหนู” ควงตะหลิวทำข้าวผัดมันเนื้อในงานไทยเฟ็กซ์

นอกจากจะได้ความรู้เรื่อง Soft Power แล้ว นายกฯ ยังเผยเคล็ดลับความอร่อยว่า “ข้าวผัดมันเนื้อเนี่ย ต้องผัดแบบแห้ง ๆ ถึงจะอร่อย” ซึ่งการลงมือทำด้วยตัวเองครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายของนายกฯ ได้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะมุ่งหน้าทำภารกิจต่อไปในสายบุญที่จังหวัดกระบี่ สำหรับการเดินทางครั้งนี้ นายอนุทินยังได้เดินเลือกชมสินค้าพรีเมียมจากผู้ประกอบการไทยมากมาย

  • ได้ชมลีลาการย่างเนื้อวากิวระดับพรีเมียมอย่างใกล้ชิด
  • ได้รับแจกสูตรลับข้าวผัดมันเนื้อแบบแห้งสไตล์นายกฯ
  • ได้สัมผัสบรรยากาศงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลกที่มีมูลค่าการค้าสูงถึง 130,000 ล้านบาท

งานนี้นอกจากจะได้เห็นภาพ “เชฟหนู” ควงตะหลิวทำข้าวผัดมันเนื้อในงานไทยเฟ็กซ์ แล้ว ยังถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากลได้อย่างดีเยี่ยม ต่อจากนี้ นายกฯ ยังเตรียมตัวลุยงานบุญใหญ่ต่อในทันที โดยมีกำหนดการเดินทางไปเป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ ในวันที่ 31 พฤษภาคม นี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ครบเครื่องทั้งเรื่องงานและเรื่องบุญจริง ๆ

ในมุมมองของผู้เขียน ความเป็นกันเองแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับประชาชนในงาน แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ หากคุณมีโอกาส ต้องลองหาเวลาแวะชมงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพเช่นนี้ เพราะนอกจากจะได้แรงบันดาลใจแล้ว ยังอาจได้ไอเดียธุรกิจดี ๆ กลับไปต่อยอดอีกด้วย

ที่มา – “เชฟหนู” ควงตะหลิวทำข้าวผัดมันเนื้อในงานไทยเฟ็กซ์ ก่อนเตรียมลุยสายบุญพรุ่งนี้

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวกันแล้วว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มาอัปเดตความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ยังคงแน่นแฟ้นและก้าวไกลไปอีกขั้น

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เหตุการณ์การเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การอำลาตำแหน่งตามวาระปกติ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือที่ยาวนาน โดยท่านนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง นายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน ณ ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหารือถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

ศักยภาพของไทยในสายตานักลงทุนเนเธอร์แลนด์

ทางเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยคือพันธมิตรที่สำคัญ โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น:

  • อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชิปขั้นสูง
  • ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงทั่วภูมิภาค
  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่

ความสำเร็จจากการที่นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่งในครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในแง่การจ้างงานและการยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับการลงทุนจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่ครับ

ในส่วนของรัฐบาลเอง ก็กำลังเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนี่ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจบ้านเราให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

บทสรุปของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นภาพลักษณ์ที่ดีในระดับมหภาค แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่ว่าประเทศไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับใครที่สนใจข่าวสารเศรษฐกิจ ก็อย่าลืมติดตามการอัปเดตจากทางเว็บไซต์รัฐบาลอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะเชื่อว่ายังมีนโยบายดีๆ และข่าวสารน่าสนใจแบบนี้ออกมาให้เราได้ติดตามกันอีกแน่นอน

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ อย่างละเอียดรอบคอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรคได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคฯ ในประเด็นการร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ โดยเน้นย้ำว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานกับเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ ต้องใช้ความระมัดระวัง

สาเหตุที่กระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถันนั้น เนื่องจากขั้นตอนทางกฎหมายและการยื่นเรื่องต่อศาลในปัจจุบันต้องอาศัยความแม่นยำสูง ทั้งทางด้านเอกสารและการเลือกใช้ข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างกระแสทางการเมือง

  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านในกรณีเขากระโดงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง
  • การยื่นเรื่อง ป.ป.ช. กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบที่ไม่เลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ โฆษกพรรคฯ ยังได้ย้ำอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และกรณีอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากพบการกระทำผิดจริง พรรคพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือนักการเมืองคนไหน หากอยู่ภายใต้กฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของ “เสรีพิศุทธ์” อย่างละเอียดรอบคอบ

ยอด “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน ร้านค้าผ่านฉลุย

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจปากท้องที่กำลังเป็นกระแสพูดถึงไปทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นก็คือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ล่าสุดกระแสแรงจนฉุดไม่อยู่ มีตัวเลขผู้ลงทะเบียนพุ่งสูงเกินความคาดหมายไปไกลมากครับ

ยอด “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน ร้านค้าผ่านฉลุยเฉียดล้านราย

เรียกได้ว่าโครงการนี้เป็นความหวังใหม่ของพี่น้องประชาชนจริงๆ ครับ เพราะจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ยอด “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน เข้าไปแล้ว ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งฐานผู้ใช้งานเดิมจากโครงการคนละครึ่ง พลัส และผู้ที่สมัครเข้ามาใหม่ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่ามาตรการนี้ตอบโจทย์การลดภาระค่าครองชีพได้จริง

ความคืบหน้าของร้านค้าที่เข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส”

นอกจากฝั่งประชาชนที่แห่ลงทะเบียนกันแล้ว ฝั่งร้านค้าพ่อค้าแม่ขายก็ไม่น้อยหน้าครับ ตอนนี้มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและพร้อมให้บริการประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเฉียดล้านราย โดยเราสรุปความพร้อมได้ดังนี้:

  • ร้านค้าเดิมที่ตอบรับเข้าร่วมระบบแล้วมีจำนวนกว่า 4.5 แสนราย
  • ยังมีร้านค้าที่อยู่ในขั้นตอนกดยอมรับเงื่อนไขอีกกว่า 5.2 แสนราย
  • รวมร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติในระบบทั้งหมดเกือบ 1 ล้านราย
  • ร้านค้าใหม่ที่เพิ่งสมัครเข้ามาก็ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพอย่างรวดเร็ว

การที่ “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน ภายในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมาถูกทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากครับ การกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับใครที่ยังไม่ได้กดยอมรับเงื่อนไขหรือกำลังตัดสินใจอยู่ แอดมินแนะนำว่าอย่าช้านะครับ เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละวันได้มากทีเดียว ทางรัฐบาลเองก็มุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน หากคุณมีร้านค้า อย่าลืมตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนเพื่อให้พร้อมรับมือกับลูกค้าที่จะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกันนะครับ

ถือว่าเป็นโครงการที่น่าจับตามองและช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยากลำบากได้ดีเยี่ยม หวังว่ามาตรการต่อๆ ไปจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีแบบนี้อีกเรื่อยๆ ครับ

ที่มา – ยอด “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน ร้านค้าผ่านฉลุยเฉียดล้านราย

“เอกนิติ” เผยใกล้ตั้งคกก.ศึกษาลันด์บริดจ์

ในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ “เอกนิติ” เผยอยู่ช่วงตั้งคกก. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยันอยากทำให้เกิดประโยชน์ประชาชนมากที่สุด โครงการแลนด์บริดจ์ หรือทางบกเชื่อมทะเลอ่าวไทยกับมหาสมุทรอินเดีย ผ่านจังหวัดชุมพรและระนอง ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าพื้นที่ภาคใต้ของไทยไปตลอดกาล ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้สัมภาษณ์เปิดเผยความคืบหน้า ทำให้ประชาชนหลายฝ่ายตื่นเต้นกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะตามมา

“เอกนิติ” เผยอยู่ช่วงตั้งคกก. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยันอยากทำให้เกิดประโยชน์ประชาชนมากที่สุด

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 13.35 น. นายเอกนิติ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวหลังจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มอบหมายให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ โดยระบุว่า การตั้งคณะกรรมการยังไม่แล้วเสร็จสิ้น แต่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการชุดนี้จะศึกษาทุกมิติ ทั้งข้อดี ข้อเสีย และความเป็นไปได้ในภาพรวม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของนายเอกนิติในฐานะ รมว.คลัง

กรอบการศึกษาภายใน 90 วัน และเป้าหมายเพื่อประชาชน

เมื่อสื่อสอบถามถึงกรอบระยะเวลา 90 วันว่าจะทำให้เห็นภาพชัดเจนหรือไม่ นายเอกนิติ ตอบว่า ต้องรอไปดูข้อมูลก่อน แต่ยืนยันชัดเจนว่า “เอกนิติ” เผยอยู่ช่วงตั้งคกก. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน โดยเฉพาะชาวภาคใต้ที่จะได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โครงการนี้จะช่วยลดระยะทางขนส่งสินค้าจากท่าเรือชุมพรตรงไปยังท่าเรือระนอง ระยะทางเพียง 360 กิโลเมตร แทนที่จะต้องอ้อมคอคอดกระหรือช่องแคบมาลัคคา ซึ่งจะประหยัดเวลาและต้นทุนมหาศาล คาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ไทยได้หลายแสนล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) โดยจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ทางรถไฟ ทางหลวง และนิคมอุตสาหกรรม สร้างงานนับหมื่นตำแหน่งให้คนไทย

ข้อดี-ข้อเสียของโครงการแลนด์บริดจ์

  • ข้อดี: ลดเวลาขนส่งจาก 5-7 วันเหลือไม่กี่ชั่วโมง สร้างศูนย์กลางการค้าอาเซียน เชื่อมจีน-อินเดีย-ตะวันออกกลาง เพิ่มรายได้ภาคใต้
  • ข้อเสียที่ต้องศึกษา: ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การย้ายถิ่นชาวบ้าน ค่าใช้จ่ายสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ต้องหาเอกชนร่วมลงทุน
  • ความเป็นไปได้ด้านเทคนิคและกฎหมาย โดยเฉพาะ EIA (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม)

นายเอกนิติ ยิ้มเมื่อถูกถามว่ารับภาระร้อนแรงทั้งหมด แต่ไม่ตอบตรงๆ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการผลักดัน โครงการนี้เคยถูกพูดถึงสมัยรัฐบาลก่อน แต่คราวนี้ดูจริงจังกว่า ด้วยการตั้งคกก.โดยเฉพาะ

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์คือโอกาสทองของไทย หากศึกษาดีๆ จะช่วยยกระดับประเทศให้เป็นฮับโลจิสติกส์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จริง อย่าพลาดติดตามความคืบหน้า!

CTA: คิดเห็นอย่างไรกับโครงการนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวเศรษฐกิจการเมืองล่าสุด

ที่มา – “เอกนิติ” เผยอยู่ช่วงตั้งคกก. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยันอยากทำให้เกิดประโยชน์ประชาชนมากที่สุด

“อนุทิน” ผนึก “สุริยะ” แก้ปัญหาราคาปุ๋ยทันฤดู

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักการเกษตรทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีมาบอกกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่องที่เกษตรกรหลายท่านกำลังกังวลใจเรื่องอนุทิน ผนึก สุริยะ แก้ปัญหาราคาปุ๋ยนี่แหละ รัฐบาลเคลื่อนไหวแล้ว! นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้จับมือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อเร่งหาทางออกให้พี่น้องเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะปัญหาปุ๋ยที่ราคาแพงและขาดแคลน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญก่อนเข้าฤดูเพาะปลูกที่จะมาถึง

อนุทิน ผนึก สุริยะ แก้ปัญหาราคาปุ๋ย

จากที่ได้มีการหารือกันเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดว่าต้องโฟกัส 2 เรื่องหลัก คือ “ราคาต้องถูก-ของต้องมี” เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้เกษตรกรที่กำลังลำบากหนักในช่วงนี้ ปุ๋ยเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ถ้าราคาแพงหรือหาซื้อยาก ผลผลิตก็อาจเสียหาย เกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของภาคเกษตรไทยจะเดือดร้อนหนักแน่นอน

นายสุริยะเองก็เป็นห่วงมาก ได้เร่งหาข้อสรุปใน 2 ประเด็นสำคัญนี้ รัฐบาลตั้งใจบริหารจัดการให้ดีที่สุด ไม่ปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญปัญหาแบบเดิมๆ อีกต่อไป

อนุทิน ผนึก สุริยะ แก้ปัญหาราคาปุ๋ย: 2 ปัจจัยหลักที่ต้องเร่งด่วน

มาดูกันแบบละเอียดว่ามีแผนอะไรบ้างครับ

  • ด้านราคาปุ๋ย: จะหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อกดราคาให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรจ่ายไหว ลดภาระต้นทุนการผลิตลงให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันราคาปุ๋ยพุ่งสูงจากปัจจัยภายนอกอย่างราคาวัตถุดิบโลกที่ผันผวน สงครามในยูเครนทำให้ก๊าซธรรมชาติแพง นำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศซึ่งไทยพึ่งพามากถึง 80% จึงกระทบหนัก
  • ด้านปริมาณและการกระจาย: จัดการสต็อกปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการ และกระจาย送到มือเกษตรกรทันท่วงที ไม่ให้เกิดการขาดแคลน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล นายกฯ อนุทิน ยังย้ำว่า “เราต้องหาปุ๋ยเข้ามาให้ได้ หากประเมินแล้วไม่พอ รัฐบาลพร้อมเพิ่มกำลังการผลิตปุ๋ยในประเทศทันที” นี่คือคำมั่นสัญญาที่น่าเชื่อถือมากๆ เลยครับ

ปัญหาปุ๋ยแพงกระทบเกษตรกรอย่างไร

เพื่อให้เข้าใจชัดขึ้น ปุ๋ยแพงส่งผลรุนแรงต่อเกษตรกรไทยยังไงบ้าง? ต้นทุนการปลูกพืชหลักอย่างข้าว ยางพารา ผลไม้ เพิ่มขึ้น 20-30% โดยตรง ทำให้ผลกำไรหายวับ เกษตรกรรายย่อยที่ดินน้อยทุนจ้าง ต้องลดปริมาณใส่ปุ๋ย ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ ผลผลิตน้อยลง สุดท้ายราคาขายในตลาดก็แพงตามไปด้วย สร้างปัญหาให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ด้วย นอกจากนี้ยังเสี่ยงปัญหาการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงฤดูสูง

รัฐบาลจึงกำชับหน่วยงานอย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันการกักตุนหรือเก็งกำไร

ความมั่นใจจากนายกรัฐมนตรี

เมื่อนักข่าวถามว่านายกฯ มั่นใจแค่ไหนที่เกษตรกรจะได้ปุ๋ยทันฤดู นายอนุทิน ตอบหนักแน่นว่า “รัฐบาลมีหน้าที่แก้ปัญหาทุกอย่างของพี่น้องประชาชนให้ผ่านพ้นไปได้” ชัดเจนแบบนี้ เกษตรกรหลายท่านคงโล่งใจบ้างแล้วนะครับ นี่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริงจัง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมองแผนระยะยาว เช่น ส่งเสริมโรงงานปุ๋ยในประเทศ ลดการพึ่งพานำเข้า พัฒนาปุ๋ยชีวภาพราคาถูกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเกษตรกรไทยยั่งยืนในอนาคต

สรุปแล้ว การที่อนุทิน ผนึก สุริยะ แก้ปัญหาราคาปุ๋ย แบบนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจฐานรากเศรษฐกิจไทยจริงๆ มันจะช่วยให้เกษตรกรผลิตได้เต็มที่ สร้างอาหารให้ประเทศอย่างมั่นคง ผมเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหานี้จะคลี่คลายได้แน่นอน

คำแนะนำสำหรับเกษตรกร: ติดตามประกาศจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด หากมีปัญหาในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้เลยนะครับ หรือคอมเมนต์บอกเราด้านล่าง ว่าคุณคิดยังไงกับมาตรการนี้ เราอยากฟังเสียงจากทุกท่าน!

ที่มา – “อนุทิน” ผนึก “สุริยะ” เร่งแก้ปัญหาราคาปุ๋ย มั่นใจเกษตรกรมีใช้ทันฤดูกาลเพาะปลูก

“ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์”

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก SEO การเมืองไทย! วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนๆ ที่ ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจจากผลสำรวจโพลล่าสุด โดยเฉพาะเรื่อง “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นโอกาสทองของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการสื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วนนะครับ มาฟังกันเลย!

ภาพรวมการเมืองไทยจากสวนดุสิตโพลและนิด้าโพล

จากผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยของสวนดุสิตโพลประจำเดือนเมษายน 2567 พบว่าความเชื่อมั่นทางการเมืองปรับลดลงเล็กน้อยจาก 3.89 เหลือ 3.79 คะแนน แต่สิ่งที่โดดเด่นคือแนวโน้ม “อนุรักษ์นิยม” ยังคงแข็งแกร่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็นแกนหลักที่ถูกจับตา ไม่ว่าจะมุมดีหรือวิจารณ์ ดร.ธนพร มองว่านี่คือสัญญาณว่าฐานการเมืองอนุรักษ์นิยมชัดเจนขึ้น มีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่มความชอบธรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลอย่างนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ก็คะแนนนิยมสูง สะท้อนการฟื้นตัวของพรรคเพื่อไทย ผู้สนับสนุนเริ่มกลับมาเชื่อมั่น ในขณะที่ฝ่ายค้านสายก้าวหน้า แม้มี ส.ส. เยอะ แต่ยังปรับกลยุทธ์ไม่ทัน พรรคยังไม่เด่นเท่า บุคคลอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับโดดเด่นกว่าในบทบาทวิพากษ์

“ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์”

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ธนพร ชี้คือผลนิด้าโพลเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ชาวภาคใต้ไม่ขวางโครงการนี้! นี่คือโอกาสใหญ่ของรัฐบาลท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย แต่ประชาชนยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่า ดร.ธนพร ย้ำว่ารัฐต้องสื่อสารสาธารณะให้ดี เปิดเผยข้อมูลครบ เปิดโอกาสมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมั่น

ทำไม “ธนพร” อ่านโพล แล้วมองว่าเป็นโอกาสรัฐบาล

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือทางเชื่อมแผ่นดิน จะเชื่อมฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย ช่วยลดเวลาเดินทาง ลดค่าขนส่ง สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ นี่คือเมกะโปรเจกต์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) แต่ความเห็นแตกต่างแม้ในพรรคเดียวกัน ถือเป็นสัญญาณดีของประชาธิปไตย แสดงถึงการตรวจสอบถ่วงดุล รัฐบาลต้องเปิดรับฟังจริงจัง

  • ประโยชน์หลักของแลนด์บริดจ์: ลดเวลาเดินทางจาก 5-7 วันเหลือไม่กี่ชั่วโมง
  • เพิ่มการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ในภาคใต้
  • สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง สร้าง GDP ให้ประเทศโต
  • เชื่อมโยงกับนโยบาย EEC และเขตอ่าวไทย

ดร.ธนพร ยังวิเคราะห์คะแนนผู้นำว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมนำ เช่น อนุทิน ยศชนัน อภิสิทธิ์ แสดงว่า “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ยังเป็นสมดุลอำนาจหลักในไทยตอนนี้

สรุปแล้ว “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” เป็นสัญญาณบวก แต่ความสำเร็จอยู่ที่การสื่อสาร หากรัฐบาลทำได้ดี โครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยแน่นอน คุณคิดเห็นยังไงกับมุมมองนี้? มาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

นอกจากนี้ อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ SEO สดๆ ร้อนๆ นะครับ สมัครรับข่าวสารฟรีวันนี้!

ที่มา – “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” เป็นโอกาสรัฐบาลเดินหน้า แต่ต้องให้ข้อมูลครบถ้วน

Scroll to top