ปัญหาที่ดิน

“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ

สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ เพื่อทวงถามความคืบหน้าเรื่องสิทธิที่ดินทำกินของประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวการเตรียมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

ทำไม “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานพีมูฟ ได้นำกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการยุบ บจธ. ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากยุบหน่วยงานนี้ไป จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่กำลังรอความหวังเรื่องที่ดินทำกิน

ข้อเรียกร้องสำคัญเมื่อ “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

  • คัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และขอให้ขยายเวลาการดำเนินงานออกไปอย่างน้อย 1 ปี
  • เร่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562
  • ขอให้รัฐบาลรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน
  • เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพีมูฟเข้าร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน

บรรยากาศหน้าทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความเข้มข้น มีการตรึงกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อย ในขณะที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมย้ำชัดว่า จะปักหลักรอคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลจนกว่าจะได้รับความคืบหน้าที่น่าพอใจ การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การคัดค้านเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกฎหมายและนโยบายรัฐกดทับมาอย่างยาวนาน

ทางด้านนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเป็นตัวแทนรับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเพื่อส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยในช่วงบ่ายมีการคาดการณ์ว่านายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี จะหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ สิทธิในที่ดินทำกินคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยหรือเลือกที่จะยุบองค์กรที่คอยช่วยเหลือประชาชนอย่าง บจธ. โดยไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ ความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะเลือกเดินเกมอย่างไรเพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน และจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการมีที่ดินทำกินของเกษตรกรได้อย่างไร

ที่มา – “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

ศศิกานต์หนุนตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ล่าสุด น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยแสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในการปฏิรูประบบราชการ พร้อมนำเสนอโมเดลการจัดตั้ง ศศิกานต์หนุนตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อหวังให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ทำไมเราถึงต้องการ ศศิกานต์หนุนตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

ในปัจจุบัน ประชาชนจำนวนมากกำลังประสบปัญหาหนักอก ทั้งการถูกฟ้องร้องเรื่องที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยมานับสิบปี หรือปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับเขตป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ แม้จะมีเอกสารสิทธิในมือ แต่หน่วยงานรัฐกลับตีความแตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความสับสนและเสียเวลาในกระบวนการยุติธรรมนานหลายปี การผลักดันให้เกิด ศศิกานต์หนุนตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน จึงถือเป็นทางออกที่ตรงจุดที่สุด

ข้อดีของการปฏิรูปสู่ศาลเฉพาะทาง

การจัดตั้งศาลที่ดินจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแก้ปัญหาเดิมๆ ที่เคยเป็นไปอย่างล่าช้า โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ระบบไต่สวนเชิงรุก: ศาลจะไม่ได้เพียงแค่รอฟังคำให้การ แต่จะมีบทบาทในการค้นหาข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องโดดเดี่ยวในการต่อสู้กับหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่า
  • ความรวดเร็วและเป็นธรรม: การมีผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายและฝ่ายพื้นที่มาร่วมตัดสิน จะช่วยให้การพิสูจน์สิทธิทำได้ไวขึ้น
  • การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ: นอกจากช่วยประชาชนแล้ว ยังช่วยให้รัฐสามารถดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินตัวจริงได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของเอกสารสิทธิ แต่คือเรื่องของปากท้อง บ้านเรือน และความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชนไทย การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมด้านที่ดิน จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบราชการไทยอีกครั้ง

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยหวังว่าข้อเสนอเรื่องศาลที่ดินจะถูกผลักดันให้เป็นจริงในเร็ววัน เพื่อลดภาระของประชาชนและทำให้ที่ดินทำกินไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจอีกต่อไป

ที่มา – “ศศิกานต์” หนุน “ปกรณ์” ปฏิรูประบบราชการ เสนอจัดตั้ง “ศาลที่ดิน” แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน

“บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต”

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ สำหรับกรณีการจับกุมข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งทำให้ประชาชนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กับบทบาทของ “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” ที่เรียกรับผลประโยชน์ทั้งเรื่องการสอบท้องถิ่นและปมที่ดินครับ

“บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่ พล.ต.ต.จรูญเกริติ ปานแก้ว หรือที่เรารู้จักกันในนาม “บิ๊กเต่า” ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับคดีทุจริตที่น่าตกใจ โดยพบว่ามีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมัดตัวผู้ต้องหาอย่างดิ้นไม่หลุด จากการตรวจสอบพบ 2 คดีหลักที่ “ปลัดภูเก็ต” เกี่ยวข้อง คือ:

  • คดีเรียกรับเงินช่วยสอบบรรจุ: โดยมีการเรียกรับเงินจากอาสาสมัครคนละ 300,000 บาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือในการสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น
  • คดีรีดไถเจ้าของที่ดิน: เป็นการเรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท แลกกับการเคลียร์ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ส.ค.1 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

เส้นทางการเงินมัดตัวแน่นหนา

จากการสอบสวนเชิงลึก พบว่าการกระทำผิดครั้งนี้มีการใช้เครือข่ายบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินให้กับอาสาสมัครก่อนจะมีการทอนคืนเข้าบัญชีเลขาฯ เพื่อกดเงินสดออกมาให้ตัวปลัด ซึ่งถือว่าเป็นการวางแผนที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้ เพราะผลจากการที่ “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหลักฐานทางธุรกรรมทางการเงินนั้นโกหกไม่ได้ครับ

ในส่วนของความกังวลที่ว่าคดีนี้มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทางกรมการปกครองได้ยืนยันชัดเจนครับว่า นี่คือการทำงานตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยและเตรียมให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามระเบียบข้อบังคับของทางราชการ

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังคงมีเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง? คำตอบอาจอยู่ที่จิตสำนึกของบุคคลที่ขาดคุณธรรม และระบบตรวจสอบที่ต้องเข้มข้นขึ้น การที่หน่วยงานภาครัฐร่วมมือกันอย่างบูรณาการเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการยุติธรรมไทยกำลังรุกคืบจัดการกับคอร์รัปชันอย่างจริงจังครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับข้าราชการทุกคนว่า ในยุคที่เทคโนโลยีการตรวจสอบเส้นทางการเงินก้าวหน้าไปไกล การคิดจะทุจริตเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวนั้น ไม่คุ้มค่ากับชื่อเสียงและอนาคตที่ต้องสูญเสียไปอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” เรียกเงินช่วยสอบท้องถิ่น-เคลียร์ปมที่ดิน

ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ มานานหลายปี

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวหรืออาจจะกำลังเผชิญกับปัญหาที่ดินทำกินกับหน่วยงานภาครัฐอยู่ ซึ่งล่าสุดมีกรณีที่น่าสนใจมากเกิดขึ้นที่จังหวัดราชบุรี เมื่อมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งออกมาติดป้ายประท้วงริมถนน เพราะทนไม่ไหวจากปัญหา ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ มาเป็นเวลานาน

ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ ปัญหาเรื้อรังที่รอการแก้ไข

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสองสามีภรรยาในย่านตำบลบ้านสิงห์ อ.โพธาราม ได้ตัดสินใจทำป้ายไวนิลขนาดใหญ่มาติดตั้งไว้หน้าบ้าน เพื่อส่งเสียงสะท้อนถึงความเดือดร้อน หลังจากที่ดินตามโฉนดของพวกเขาถูกแนวถนนและคลองชลประทานรุกล้ำเข้ามาทับซ้อนนานหลายสิบปี จนพื้นที่จริงๆ ที่ใช้สอยได้เหลือเพียงไม่กี่ตารางวาเท่านั้น ทั้งที่มีโฉนดเนื้อที่เกือบ 2 ไร่เลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของการเรียกร้องสิทธิ์เมื่อพบความไม่เป็นธรรม

ปัญหาของ ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ รายนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เมื่อพวกเขาต้องการจะซ่อมแซมบ้านจึงทำการรังวัดที่ดินใหม่ ทำให้ทราบความจริงว่าที่ดินส่วนใหญ่หายไป และที่สำคัญคือยังไม่เคยได้รับเงินค่าชดเชยการเวนคืนเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีการประสานงานผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมทางหลวง และศูนย์ดำรงธรรมแล้วก็ตาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาทุกครั้งคือคำว่า “อยู่ระหว่างการตรวจสอบ” ซึ่งสร้างความท้อใจให้กับเจ้าของที่ดินเป็นอย่างมาก

  • ตรวจสอบกรมชลประทาน: ยังไม่มีการจ่ายค่าเวนคืนที่ดิน
  • ติดตามกรมทางหลวง: เรื่องเงียบหายไปนานกว่า 1 ปี
  • ร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม: ได้รับเพียงคำตอบว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบ

สถานการณ์ของ ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ สะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างการจัดการของรัฐกับความเดือดร้อนของประชาชนนั้นมีอยู่จริง การขาดความชัดเจนในการชี้แจงกฎหมายหรือเงื่อนไขการเวนคืน ทำให้เจ้าของที่ดินเกิดคำถามว่า หากภาครัฐต้องการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์สาธารณะจริง ก็ควรดำเนินการจ่ายค่าชดเชยให้สมเหตุสมผลตามราคาประเมิน หรือหากมีข้อติดขัดด้านระเบียบ ก็ควรมีการสื่อสารที่ชัดเจนมากกว่าการปล่อยให้เรื่องค้างคา

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับใครหลายๆ คนที่ควรรีบตรวจสอบแนวเขตที่ดินของตัวเองให้ชัดเจน และรวบรวมเอกสารสิทธิ์ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เสียเปรียบเมื่อเกิดการเวนคืนโดยไม่รู้ตัว หากหน่วยงานรัฐยังคงเพิกเฉย การเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านช่องทางสาธารณะเช่นนี้ อาจเป็นหนทางสุดท้ายที่ประชาชนมีเพื่อทวงถามความยุติธรรมคืนมาครับ

ที่มา – ชาวบ้านโวย รัฐรุกที่ดิน ร้องเรียนคดีไม่คืบ

“อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ต

ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความจริงจังอย่างยิ่ง โดยเรียกประชุมด่วนกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้ช่วย เพื่อหารือปัญหา“อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ 2 ชั่วโมงครึ่ง สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ต ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่ชาวไทยให้ความสนใจมานาน

“อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ 2 ชั่วโมงครึ่ง สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ต

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ตึกไทยคู่ฟ้า ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าร่วม พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยหลังการประชุมว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ตำรวจใช้กฎหมายจัดการกับชาวต่างชาติที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะปัญหาการใช้นอมินีต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และหาดฟรีด้อม จังหวัดภูเก็ต

ปัญหานอมินีต่างชาติในพะงัน-ภูเก็ตคืออะไร?

ปัญหานี้เกิดจากการที่ชาวต่างชาตินำคนไทยมาทำหน้าที่นอมินี เพื่อถือครองที่ดินและทำธุรกิจพูลวิลล่า โดยเฉพาะในเกาะพะงันที่กำลังกลายเป็นแหล่งปาร์ตี้ชื่อดังระดับโลก แต่กลับมีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและใช้สัญชาติไทยบังหน้า นอกจากนี้ที่หาดฟรีด้อม ภูเก็ต ยังมีกรณีบุกรุกป่าชายเลนเพื่อสร้างรีสอร์ท ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิชาวไทยในการครอบครองที่ดิน

  • การสวมสิทธิ์นอมินีเพื่อซื้อที่ดินไทย
  • บุกรุกป่าสงวนและพื้นที่สาธารณะ
  • แผ่อิทธิพลในธุรกิจท่องเที่ยว เช่น พูลวิลล่าและบาร์
  • ใช้ช่องโหว่กฎหมายวีซ่าเพื่ออยู่อาศัยนานๆ

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดเจนว่าต้องจัดการให้”สิ้นซาก” ไม่ปล่อยให้อิทธิพลต่างชาติมาเบียดบังทรัพยากรของชาติ

มาตรการปราบปรามที่นายกฯ สั่งการ

นอกจากการใช้กฎหมายดำเนินคดีแล้ว ยังมีการหารือเรื่องมาตรการวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น เพื่อคัดกรองชาวต่างชาติตั้งแต่ต้นทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. จะเป็นหัวหน้าชุดทำงานลุยปราบปรามทั่วประเทศ โดยเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงอย่างพะงันและภูเก็ต

มาตรการสำคัญ ได้แก่

  • ตรวจสอบทะเบียนที่ดินและนอมินีอย่างละเอียด
  • เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามข้ามชาติ
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่ดินและสิ่งแวดล้อม
  • ปรับปรุงนโยบายวีซ่าให้ปิดช่องโหว่

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงกับปัญหาที่กระทบฐานทรัพยากรของคนไทย โดยเฉพาะในยุคที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวหลังโควิด ทำให้ต่างชาติสนใจลงทุนมากขึ้น

ปัญหา“อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ 2 ชั่วโมงครึ่ง สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ตไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มีคำสั่งชัดเจนให้ถอนรากถอนโคน ชาวไทยในพื้นที่ต่างชื่นชมและหวังว่าจะเห็นผลลัพธ์จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดการปัญหานี้จะช่วยปกป้องที่ดินไทยและยกระดับการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนมากขึ้น หากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นด้วยกับมาตรการนี้ สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วยกัน

ที่มา – “อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ 2 ชั่วโมงครึ่ง สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ต

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” ฟื้นหนองหาร

ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายสิรภพ สมผล ส.ส.สกลนคร พรรคกล้า ได้อภิปรายวิจารณ์นโยบายการเกษตรของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยย้ำว่ารัฐบาลนำเสนอแต่เรื่องสวยหรูอย่าง AI บิ๊กดาต้า สมาร์ทฟาร์มมิ่ง แต่ละเลยปัญหาพื้นฐานของเกษตรกรรายย่อย ท่ามกลางกระแสที่“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

นายสิรภพแสดงความผิดหวังต่อนโยบายเกษตรที่รัฐบาลประกาศ โดยชี้ว่าปัญหาหลักของเกษตรกรคือขาดที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ ทุนทรัพย์ และติดหนี้สิน รัฐบาลแก้ปัญหาแค่พักหนี้ ยืดหนี้ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ยั่งยืน “คำถามคือรัฐบาลกล้าทำจริงหรือไม่ เพราะต้องแตะโครงสร้างและเผชิญหน้ากับกลุ่มทุน” เขากล่าว

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย น้ำมัน แต่รัฐบาลเน้นราคาขายมากกว่าต้นทุนชีวิตชาวบ้าน การช่วยเหลือแบบเหมาเข่งทั่วประเทศก็ล้มเหลว เพราะแต่ละพื้นที่ต่างเงื่อนไขกัน

ปัญหาหนองหาร: ตัวอย่างความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

นายสิรภพยกตัวอย่างจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะพื้นที่รอบหนองหาร ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้ตั้งถิ่นฐานมานาน พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ควรแก้ใน 5 ปี แต่ 85 ปีผ่านไป ปัญหายังค้างคา ชาวบ้านจากเจ้าของกลายเป็นผู้บุกรุก “ชาวบ้านรอเอกสารสิทธิ์จนตาย 2 รอบ ปัญหานี้เกิดทั่วประเทศ รัฐต้องจริงใจ”

ปัญหาวัชพืชในหนองหารกว่า 77,000 ไร่ รัฐใช้งบกำจัดปีละหลายสิบล้าน แต่ไม่สร้างมูลค่า เขาเสนอปลดล็อกผังเมือง สร้างโรงงานปุ๋ยจากวัชพืช ลดต้นทุนเกษตรกร

ยังเรียกร้องเร่งโครงการ “ชีวธรรมเวทย์นคร” พัฒนาหนองหารน้อยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หลังได้งบ 50 ล้านแต่ถูกแช่แข็งจากปัญหาการเมือง

กว๊านพะเยาโมเดล: แนวทางแก้ปัญหาที่พิสูจน์แล้ว

ทางออกที่นายสิรภพเสนอคือ“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร โดยให้รัฐบาลปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เคยพัฒนากว๊านพะเยาจนสร้างรายได้และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง โมเดลนี้สามารถนำมาปรับใช้ฟื้นฟูหนองหารได้ทันที

  • ข้อดีของกว๊านพะเยาโมเดล: สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน
  • แก้ปัญหาน้ำและที่ดิน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
  • ลดการใช้งบกำจัดวัชพืชโดยเปลี่ยนเป็นทรัพยากร

นโยบายเกษตรต้องมองรากเหง้า ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู การนำกว๊านพะเยาโมเดลมาฟื้นหนองหารจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สรุปแล้ว รัฐบาลต้องกล้าทำจริงเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่พูดแล้วทำ แต่ทำแล้วได้ผล เพราะผู้รับผลคือเกษตรกรและชาวบ้าน

ความเห็นของเรา: แนวคิดนี้สมเหตุสมผล หากรัฐนำไปปฏิบัติ จะช่วยพลิกโฉมภาคเกษตรอีสานได้ คุณคิดอย่างไรกับ “กว๊านพะเยาโมเดล” ในการฟื้นหนองหาร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ ต่อไป!

ที่มา – “สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาแล้ว ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า  ยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเรื่องต่างๆกลับสู่สภาพปกติ

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 18 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีกรมที่ดินแถลงข่าวยุติการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ว่า ไม่น่าแปลกใจ ตอนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครใหญ่กว่าแล้ว ถ้ากล้าจะทำอะไรแบบนี้ ต้องคิดให้ดีๆ ซึ่งประเด็นเขากระโดง ถ้าเปรียบเทียบกับกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี ที่เป็นที่ดินของหลวงในการจัดสรรให้ราษฎรครอบครอง แต่เขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน หัวใจของเรื่องนี้คือที่ดินพระราชทานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และมีการออกกฤษฎีกาในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เมื่อจุดเริ่มต้นเป็นแบบนี้ เป็นที่ดินพระราชทาน ที่เป็นของหลวงโดยแท้ ไม่อาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้นการที่จะไปได้ที่ดินมาจากไหนก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองมาว่าได้มาโดยชอบธรรม ซึ่งมันชอบไม่ได้ มันไม่มีทางได้โดยชอบ การครอบครองที่ดินแปลงนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ไปเช่าซื้อ หรืออะไรต่างๆแต่อยู่ๆเรื่องนี้มาแปลสภาพเป็นแบบนี้ คนที่ตัดสินใจทำเรื่องนี้ไม่ว่าเป็นใครก็ตามต้องตัดสินใจและต้องดูเจตนาให้ดี ถึงอย่างไรก็ตามไม่อาจลบล้างการเป็นที่ดินของพระเจ้าอยู่หัว หรือที่ดินพระราชทานได้ และหลักฐานทั้งหมด นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และยืนยันทั้งสองฝ่าย ทั้งการรถไฟยืนยันว่าเป็นที่ดินของตน และไปรังวัดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ส่วนกรณีของกรมที่ดินก็มีการรังวัดเรียบร้อยเมื่อปี 2567 เช่นกัน และแผนที่ที่ออกมาก็มีการรับรองทั้งสองฝ่าย และที่ดินตรงกัน แต่ยังมีส่วนที่ผิดพลาดอยู่บ้าง คือบริเวณโดยรอบ แต่ที่ดินเขากระโดงที่เป็นปัญหาอยู่ใจกลางแผนที่

ซัด ปชน. ยื่นดาบให้ภูมิใจไทย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามพรรคประชาชน เพราะตอนที่ไปตกลงจะร่วมรัฐบาล ตนได้หยิบเรื่องเขากระโดงและฮั้วสว. เข้าไปพูดคุย แต่ก็รู้สึกแปลกใจทำไมเรื่องนี้นำไปพูดคุยแล้วเป็นปัญหา ซึ่งพรรคประชาชนมองว่ากระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ทำไมเราต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงว่าอาจจะมองให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน ตนให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะที่ดินกว่า 5,000 ไร่กับเรื่องคดีฮั้วสว. ไปกระทบกระเทือน และมีปัญหากับสถาบันรัฐสภา แต่พรรคประชาชนก็ไม่ได้รับทั้งสองเรื่อง แต่เรื่องนี้ก็เริ่มชัดแจ้ง และเรื่องฮั้วสว. รวมถึงเรื่องการใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้น–ลงสำหรับอากาศยาน ซึ่งเป็นถนนหลวง ทั้ง 3 เรื่อง เกิดพร้อมกันหมดก็ต้องถามว่าเรื่อง MOA ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่เละไปหมดแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งตนแปลกใจตั้งแต่แรกแล้วว่า พรรคประชาชนมีคะแนนเสียงสูงสุด สามารถจับมือกับเขาตั้งรัฐบาลได้ และสามารถทำให้ตัวเองเข้าไปควบคุมได้ น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อยากทำกระทรวงการคลัง นี่ไงเข้าไปได้เลย เรื่องที่จะเพิ่มค่าแรงให้ประชาชนก็เข้าไปคุมกระทรวงแรงงานได้ ทำไมถึงไม่ทำ หรือคิดว่าตัวเองทำไม่ไหว หรือไม่สามารถ เพราะไม่เคยทำมาก่อน ในเมื่ออยากทำก็ควรจะเข้าไป ซึ่งการไม่เข้าไปเป็นการยื่นดาบทั้งหมดให้กับพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ได้เตือนกันไปแล้วว่า พรรคประชาชนจะต้องรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ เพราะยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเลย เรื่องต่างๆก็ถูกกลับมาเป็นประเด็น และกำลังจะกลับสู่สภาพปกติ

ลั่นทำหน้าที่เต็มที่แล้ว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว มีกรรมการเข้าไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสิ้นเดือนกันยายนนี้ตนจะเพิกถอนอย่างแน่นอน แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องฝากให้นายอนุทิน ซึ่งเป็นนายกฯ ของประเทศไทย กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อจับมือกันแล้วน่าจะคุมทุกอย่างได้ แก้ไขในสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ทำสิ่งที่ผิดปกติใช้อำนาจเกินขอบเขต ไปทำให้ถูกต้องไม่เช่นนั้นพรรคประชาชนจะตอบประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ เพราะ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปรู้สึกอยู่แล้ว เขากระโดงเมื่อไปทำโพลก็มีความเห็นทะลุ 80-90% ว่าจะต้องเอาคืนให้กับหลวง รวมถึงเรื่องสว. ที่จี้ให้ทำให้ได้ เพราะไปกระทบกระเทือนกับสถาบันชาติ และทำให้บางพรรคการเมืองมีอำนาจล้นฟ้าคุมได้หมด ทั้งสภา และฝ่ายบริหาร เรื่องนี้ต้องกลับไปถามพรรคประชาชน และนายอนุทินแม้ไม่ได้นั่งแถลงข่าว แต่การที่มีข่าวว่าโทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงโทรศัพท์หากระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ซึ่งคุมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยต้องแก้ปัญหา

ยันที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่ครบ

เมื่อถามว่า ส่วนที่มีการอ้างอิงต้องรอคำสั่งศาลปกครองกลาง แต่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาเรื่องนี้ไปแล้วนั้น นายภูมิธรรม ถามกลับว่า เรื่องนี้ไม่ต้องถามตน เพราะตนก็สงสัยเช่นเดียวกัน เมื่อศาลตัดสินแล้วมาพลิกได้อย่างไร ที่ตนเข้าไปเจอคือยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างครบถ้วน จึงพยายามเข้าไปทำให้ครบถ้วน ดังนั้นต้องไปถามคนที่เกี่ยวข้อง พรรคประชาชนที่ยื่นดาบให้เขาไปแล้วบอกว่าจะคุมได้นั้น ตกลงเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล รวมถึงทางพรรคภูมิใจไทย 4 เดือนที่เข้ามาบอกว่าจะแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน มีแต่จัดการเรื่องตัวเองทั้งหมด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้เห็น และพยายามบอกเสนอแล้วแต่ไม่ยอมรับกัน ซึ่งตนสงสัยว่าทำไมไม่รับ แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น และจัดตั้งรัฐบาลแทนก็ต้องถามว่าทำไมจึงมีใจผูกพันกับพรรคภูมิใจไทยมากขนาดนั้น หรือได้อะไรตอบแทนมาหรือไม่ต้องไปเช็กดู

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

ปมเขากระโดงพลิก: ภูมิธรรมชี้ใครต้องรับผิดชอบ?

สถานการณ์ที่ดินเขากระโดงกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของท่าทีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมที่ดินที่ยุติการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำพิพากษาแล้ว

นายภูมิธรรมยังวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนว่า เป็นผู้ที่ส่งมอบอำนาจให้กับพรรคภูมิใจไทยในการจัดการเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะแก้ไข กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเสียอีก

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ที่ดินเขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน ซึ่งมีความแตกต่างจากที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงสถานะของที่ดินดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

สิ่งที่เกิดขึ้นกับปมเขากระโดงพลิกนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินในประเทศไทย และยังเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมาอย่างยาวนาน ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินจะเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงท่าทีของหน่วยงานราชการในกรณีปมเขากระโดงพลิก และเรียกร้องให้พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม และหลักการความถูกต้องชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน

การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรมในเรื่อง ปมเขากระโดงพลิกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในรัฐบาลผสม และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

Scroll to top