ผู้ว่าราชการจังหวัด

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 6 ราย

พระราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง จำนวน 6 ราย โดยนายขจรเกียรติ ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมที่ดิน นายเชษฐา ขึ้นเป็นอธิบดีปภ. และนายภาสกร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ ระยอง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 สิงหาคม เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

  1. นายพรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน
  3. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  4. นายสันติ รังษิรุจิ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง
  5. นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี สำนักงานปลัดกระทรวง
  6. นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ภูมิธรรม เวชยชัย

รองนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานและนโยบายของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดิน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการพัฒนาจังหวัดต่างๆ

สำหรับนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ มีประสบการณ์ในการบริหารราชการในระดับจังหวัดมาอย่างยาวนาน การเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นความท้าทายในการนำความรู้และประสบการณ์มาพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่ดินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของนายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยคนใหม่ การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

นอกจากนี้ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในหลายจังหวัด ซึ่งมีความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในระดับพื้นที่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัด การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาจังหวัดให้มีความเจริญก้าวหน้า

การติดตามผลการดำเนินงานของข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง และวัดผลสำเร็จของการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวมต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

“ภูมิธรรม” ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรค

ปัดโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดตามฐานเสียงพรรคการเมือง “ภูมิธรรม” ลั่น ยึดความสามารถ-ประสบการณ์ ให้แต่ละคนได้มีโอกาสทำงาน ชี้ ยังมีอีกรอบ

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด มักเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองอยู่เสมอ ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีรวม 25 ตำแหน่ง ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือ มีการปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง หรือไม่

นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า การพิจารณาโยกย้ายครั้งนี้ ยึดหลักความสามารถและประสบการณ์เป็นสำคัญ และต้องการให้ข้าราชการแต่ละคนได้มีโอกาสทำงานในพื้นที่ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

“ภูมิธรรม” ยันยึดความสามารถ-ประสบการณ์ ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีรวม 25 ตำแหน่งในวันนี้ ว่า “วาระเข้าไปเรียบร้อยแล้ว ผลออกมาแล้ว และยังมีอีก ยังไม่จบ”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีการโยกย้ายส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงอีกพรรคการเมืองหนึ่ง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ฐานเสียงพรรคการเมืองมีทุกจังหวัด ยืนยันว่าตนดูตามความสามารถและประสบการณ์ พยายามโยกย้ายเปลี่ยนแปลงให้แต่ละคนได้มีโอกาสทำงาน นายภูมิธรรม ยังกล่าวอีกว่า การพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้ารับตำแหน่งต่างๆ นั้น ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง แต่ให้ความสำคัญกับความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำงานเป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำว่าการแต่งตั้งโยกย้ายรอบนี้จะเป็นล็อตสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “รอบหน้ายังมีอีกรอบ ตอนนี้ค่อยๆ ทำ”

หลักการในการโยกย้ายผู้ว่าฯ ยุค “ภูมิธรรม”

จากคำกล่าวของนายภูมิธรรม สรุปได้ว่าหลักการสำคัญในการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคนี้ คือ

  • ความสามารถและประสบการณ์: พิจารณาจากประวัติการทำงาน ความรู้ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารงานในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด
  • โอกาสในการทำงาน: มอบหมายงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล เพื่อให้สามารถแสดงศักยภาพและสร้างผลงานได้อย่างเต็มที่
  • ความโปร่งใสและเป็นธรรม: ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก

การโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องปกติในระบบราชการ แต่การดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดหลักความสามารถเป็นสำคัญ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ข้าราชการมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง การที่นายภูมิธรรมย้ำว่าไม่ได้ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมืองจึงน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี

การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการในระดับพื้นที่ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาให้ความมั่นใจว่าจะยึดหลักความสามารถและประสบการณ์เป็นสำคัญ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ปัดโยกย้ายผู้ว่าฯ ตามฐานเสียงพรรคการเมือง “ภูมิธรรม” ยันยึดความสามารถ-ประสบการณ์

ครม.แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. สุรศักดิ์ขึ้น พช.

ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. สุรศักดิ์ขึ้น พช.

ครม. มีมติแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. ล็อตใหญ่ 25 เก้าอี้ โดย “สุรศักดิ์” ผู้ว่าฯ หนองบัวลำภู ขึ้นเป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน แทน “สยาม” พร้อมทั้งแต่งตั้ง “ทศพล” เป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ และมีการย้าย 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ากรุ นั่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำแหน่งบริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 25 ตำแหน่งด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

  1. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  2. นายชูชีพ พงษ์ไชย พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  3. นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  4. นายณรงค์ เทพเสนา พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  5. ว่าที่ร้อยตรีตระกูล โทธรรม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  6. นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  7. ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  8. นายวีระพันธ์ ดีอ่อน พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  9. นายอังกูร ศีลาเทวากูล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  10. นายสุรศักดิ์ อักษรกุล พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
  11. นายรัฐศาสตร์ ชิดชู พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่
  12. นายชรินทร์ ทองสุข พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
  13. นายนริศ นิรามัยวงศ์ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
  14. นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  15. นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
  16. นายศุภมิตร ชิณศรี พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์
  17. นายเอกวิทย์ มีเพียร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี
  18. นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
  19. นางสาวชุติพร เสชัง พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  20. นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
  21. นายสยาม ศิริมงคล พ้นจากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
  22. นายชยชัย แสงอินทร์ พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
  23. นายสมบัติ ไตรศักดิ์ จากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี
  24. นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ
  25. นายชำนาญ ชื่นตา พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

จับตาการแต่งตั้งโยกย้าย ครม.

การแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งใหญ่ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดหลายท่านเข้าสู่ตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการประเมินผลงานในอนาคต นอกจากนี้ การที่นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ก็เป็นที่น่าสนใจว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงและพัฒนาทีมผู้บริหารของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ การติดตามและวิเคราะห์ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประเมินว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นหรือไม่

ที่มา – ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. “สุรศักดิ์” ขึ้นอธิบดี พช. “ทศพล” นั่งผู้ว่าฯ เชียงใหม่

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

กมธ.งบประมาณ ฉะของบจังหวัดซ้ำซ้อนงบสร้างถนน กระทรวงคมนาคม “วรวัจน์” ลั่นงบประมาณ 2570 อย่าใส่เข้ามาอีก ควรเปิดโอกาสให้นำเงินไปพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

เมื่อเวลา 15.26 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2569 วาระ 2-3 ในมาตรา 28 งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า คนต่างจังหวัดหวังกับงบก้อนนี้ แต่ทำไมไม่ให้งบประมาณก้อนนี้ใช้พัฒนาจังหวัดจริงๆ ทำไมถึงมีงบกระทรวงคมนาคม อย่างงบสร้างถนนทางหลวง ทางหลวงชนบทมาอยู่ในงบฟังก์ชัน (งบในส่วนอำเภอที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด) แฝงในงบประมาณของจังหวัด กรรมาธิการหลายคนไม่เห็นด้วย และบอกกับจังหวัดว่า อย่าใส่มาอีก ในงบฯ ปี 2570 โดยกรรมาธิการระบุว่าต่อไปนี้ตั้งแต่งบฯ ปี 2570 หากตั้งงบประมาณขอตัดถนนเข้ามาอีก จะตัดออกจริงหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เงินก้อนนี้ไปพัฒนาจังหวัดได้จริง นี่คือความเห็นด้วยของ สส. เกือบทั้งสภา ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

จากนั้น นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายจังหวัดและกลุ่มจังหวัดปี 2569 ตั้งไว้ 26,525 ล้านบาท มีหน่วยงาน 94 หน่วย ขอปรับลดลง 40% หรือ 10,000 ล้านบาท การตั้งงบฯ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ปี 67-69 ยังกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน ปี 69 ลดลงเป็นโครงการก่อสร้างบำรุง ปรับปรุง ถนน 10,600 ล้านบาท หรือ 39% ไปกระจุกที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อยู่ในงบฯ ผู้ว่าฯ ซีอีโอ การจัดสรรงบฯ จึงยังไม่ตอบโจทย์ ตามที่ประชาชนต้องการจริง เช่น ไม่มีงบฯ เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์ที่ชาวบ้านต้องการ

ทำไมถึงต้องตรวจสอบงบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด?

ขณะที่นายพงศกร อรรณนพพร กรรมาธิการเสียงข้างมาก อภิปรายว่า กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตทุกปีเกี่ยวกับงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผู้ว่าจังหวัดไหนตั้งงบซ้ำกับงบหลักของกระทรวงหลัก หรืองบฟังก์ชัน พวกเราจะตัดออก พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สิ่งที่ทำกลับมาก็ยังของบฯ ซ้ำซ้อน งบ 26,000 ล้านบาท คูณ 4 ปี ตก 100,000 ล้านบาทเศษ ไปซ้ำกับงบทางหลวง-ทางหลวงชนบท ที่มีงบประจำทุกปี บางจังหวัดซอยแบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นชุดละ 50 ล้านบาท ต้องฝาก ป.ป.ช. ไปดูเรื่องนี้ว่า งบแบ่งซื้อแบ่งจ้างในส่วนของตำบลและ อปท. คืนสู่รัฐบาลกลางเท่าไหร่ 

ขอฝากถึงคณะกรรมการนโยบายบริหารเชิงพื้นฐานแบบบูรณาการ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ดูงบฯ ซ้ำซ้อนแต่ละกระทรวงด้วย ให้ตัดออก ตนขอยืนยันถ้าอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณปีหน้า มีงบตัวนี้จะต้องตัดจริง มีบางจังหวัดให้ความใส่ใจ อาทิ งบฯ ปี 2567 จังหวัดที่ผู้ว่าราชการ ใส่ใจ ได้คืนมา 3,900 ล้านบาท งบฯ ปี 2568 ได้คืน 5,200 ล้านบาท มาปี 2569 ตัดมาได้ 6,586 ล้านบาท วิธีแก้ปัญหางบจังหวัดที่ดีที่สุด ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้ง ก่อนที่จะโหวตผ่านตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก

การตรวจสอบ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด เป็นเรื่องสำคัญที่ สส. หลายท่านให้ความสนใจ เพราะเงินที่ถูกนำไปใช้ควรถูกจัดสรรให้ตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในแต่ละจังหวัด การที่งบประมาณไปซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ทำให้โอกาสในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของจังหวัดลดลง

ในท้ายที่สุดแล้ว การมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่า

ดังนั้นการพิจารณา งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศชาติ

ประเด็นเรื่อง งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด นี้ยังคงเป็นที่จับตา และมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องในวงการการเมืองไทย

ที่มา – “วรวัจน์” ฉุนใส่งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด ลั่นควรนำเงินไปพัฒนาจังหวัดไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

Scroll to top