ฝ่ายค้าน

ปชน. ปัดวิจารณ์โผ ครม.อนุทิน 2 เตรียมอภิปรายนโยบาย

ปชน. ปัดวิจารณ์โผ ครม.อนุทิน 2 หลังโผล่ชุดใหม่ล่าสุด พรรคประชาชนยืนยันจะรอความชัดเจนก่อนแสดงจุดยืน ขณะที่เตรียม ส.ส. ขุนพลลงสนามอภิปรายนโยบายรัฐบาล คาดการแถลงนโยบายมีกำหนดวันที่ 7 เมษายน 2569 นี้ ถือเป็นโอกาสทองในการตรวจสอบว่ารัฐบาลใหม่จะทำตามสัญญาหาเสียงหรือไม่

ปชน. ปัดวิจารณ์ “โผ ครม.อนุทิน 2” รอให้สถานการณ์นิ่ง

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ ปชน. ปัดวิจารณ์โผ ครม.อนุทิน 2 ที่เพิ่งออกมา เนื่องจากมองว่ายังมีความไม่ชัดเจนในรายละเอียดหลายประการ พรรคจึงเลือกที่จะรอให้ทุกอย่างนิ่งสนิทก่อนจึงจะแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงแนวทางของพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการข้อมูลครบถ้วนเพื่อการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

โผครม.ชุดนี้ซึ่งมีชื่อว่า “อนุทิน 2” มาจากการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีตำแหน่งสำคัญหลายจุดที่เปลี่ยนแปลง สร้างความสนใจในวงการการเมืองอย่างมาก แต่พรรคประชาชนเลือกที่จะไม่รีบร้อนแสดงท่าที

เตรียมขุนพล ส.ส. อภิปรายนโยบายรัฐบาล 7 เม.ย.

นายพริษฐ์ ยังเผยว่า พรรคประชาชนกำลังเร่งเตรียม ส.ส. แต่ละคนเสนอตัวอภิปรายในประเด็นต่างๆ โดยยืนยันว่าจะตรวจสอบรัฐบาลในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเร่งด่วน เศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 เมษายน จะเป็นเวทีสำคัญที่ฝ่ายค้านจะ “ชำแหละ” นโยบายว่าตรงกับที่หาเสียงไว้กับประชาชนหรือไม่ รวมถึงจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือวางแผนระยะยาว 4 ปี

ที่ประชุมพรรคฝ่ายค้านได้หารือเบื้องต้นกันแล้ว แต่ยังต้องรอรายละเอียดนโยบายฉบับเต็มเพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด ถือเป็นการเตรียมพร้อมที่เข้มข้น เพื่อให้การอภิปรายมีน้ำหนักและสร้างประโยชน์ให้ประชาชน

ความสำคัญของการอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่

การอภิปรายนโยบายเป็นขั้นตอนสำคัญในรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลต้องชี้แจงวิสัยทัศน์ต่อสมาชิกสภา สำหรับรัฐบาลชุดใหม่นี้ พรรคประชาชนมองว่าเป็นโอกาสตรวจ “การบ้าน” ว่าประชาชนจะได้รับการแก้ไขปัญหาหรือไม่ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย การศึกษา สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

  • ตรวจสอบความสอดคล้องกับสัญญาหาเสียง
  • วิเคราะห์นโยบายระยะสั้น-ยาว
  • ชี้จุดอ่อนของโผ ครม.อนุทิน 2 ในภายหลัง
  • เสนอทางเลือกจากฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ พรรคยังเปิดรับสมัคร ส.ส. ที่สนใจอภิปรายแต่ละด้าน เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมทุกหัวข้อ สร้างสมดุลในสภา

มุมมองจากพรรคประชาชนต่อรัฐบาลอนุทิน

แม้จะยังไม่วิจารณ์โผครม. แต่พรรคประชาชนย้ำบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง จะติดตามทุกการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่โปร่งใส นี่คือกลไกประชาธิปไตยที่สำคัญ

ในมุมกว้างขึ้น โผ ครม.อนุทิน 2 สะท้อนการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พรรคฝ่ายค้านจึงต้องพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

สุดท้าย การเตรียมอภิปรายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของพรรคประชาชนต่อประชาชน ผู้ติดตามการเมืองไม่ควรพลาด หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่ออัปเดตทุกวัน!

ที่มา – ปชน. ปัดวิจารณ์ “โผ ครม.อนุทิน 2” เตรียมขุนพลอภิปรายนโยบายรัฐบาล คาดแถลง 7 เม.ย.

พรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้กำลังร้อนระอุ เมื่อพรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ ชี้ ต้องให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดกันแบบละเอียดยิบ เพื่อให้คุณเข้าใจบริบททั้งหมด

พรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ ชี้ ต้องให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์

ที่อาคารอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้แถลงผลการประชุมพรรคเบื้องต้น โดยที่ประชุมมีมติส่งรายชื่อบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังปิดบังรายชื่อไว้ก่อน และที่สำคัญคือมีมติส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยันจุดยืนในฐานะพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง

ก่อนการลงมติเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรี ผู้สมัครทุกคนจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบความเหมาะสมและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ ซึ่งเป็นกลไกที่โปร่งใสและให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางอ้อม

วิสัยทัศน์สำคัญที่พรรคประชาชนเน้นย้ำ

พรรคประชาชนเชื่อว่าการชิงเก้าอี้นายกฯ ไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะตัวแทน จะนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาประเทศ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่สัญญาแบบลมปาก

ตอบโต้กระแสวิจารณ์เรื่องเอกภาพฝ่ายค้าน

มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายค้านขาดเอกภาพ อาจส่งผลต่อการตรวจสอบรัฐบาล น.ส.ภคมน ยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นและเต็มที่เหมือนเดิม โดยไม่เกรงใจใคร รูปแบบการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านแตกต่างจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะไม่ได้บริหารประเทศร่วมกัน เอกภาพจึงเป็นแบบเฉพาะของฝ่ายค้าน

สำหรับข้อกังวลว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจอยู่ยาว 4-8 ปี รองโฆษกขอให้รอชมผลงานการตรวจสอบก่อน เพราะตอนนี้ยังเป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น

  • พร้อมตรวจสอบเต็มสูบ: ไม่ยั้งมือ ครอบคลุมทุกประเด็น
  • เอกภาพแบบฝ่ายค้าน: ร่วมมือกันตรวจสอบ ไม่ใช่บริหารร่วม
  • รอผลงานจริง: อย่าวิจารณ์ล่วงหน้า ให้ดูการปฏิบัติ

ส่วนการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เพื่อลงมติเดียวกัน เมื่อพรรคสรุปรายละเอียด วิปฝ่ายค้านจะดำเนินการต่อ ตำแหน่งประธานวิปต้องรอแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านก่อน พรรคยืนยันความโปร่งใส เปิดเผยทุกอย่างต่อสาธารณชน

ข่าวพรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ ชี้ ต้องให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายค้านในการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่จำนวนเสียง แต่เน้นคุณภาพวิสัยทัศน์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว ในสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน การมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งจะช่วยถ่วงดุลอำนาจได้ดี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การเลือกประธานสภาฯ ที่ยังอุบชื่อ ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม และประธานสภาฯ เองก็วอนอย่าเพิ่งวิจารณ์ฝ่ายค้าน ให้ดูผลงานก่อน พรรคประชาชนพร้อมพิสูจน์ตัวเองในสภา

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์แบบนี้ จะช่วยให้การเลือกตั้งสำคัญโปร่งใสและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ลองติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเรา

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ คุณคิดว่าพรรคประชาชนจะประสบความสำเร็จในการชิงเก้าอี้นายกฯ หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – พรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ ชี้ ต้องให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์

“โสภณ” รับมติพรรคชิงประธานสภา พ่วง “มัลลิกา”

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติชัดเจนในการผลักดันนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.บุรีรัมย์ ให้ลงชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคมและ ส.ส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องบุรีรัมย์อาจครองอำนาจสองสภา

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 เวลา 13.35 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายโสภณได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมพรรค โดยยืนยันว่ามติพรรคได้เสนอชื่ออย่างเป็นทางการแล้ว การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2567 หลังพิธีเปิดประชุมสภาสมัยแรกเสร็จสิ้น นายโสภณย้ำว่า ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา แต่ตัวเขาเองพร้อมเต็มที่ 100%

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เหตุผลคือความเหมาะสม

เหตุผลหลักที่พรรคเลือกทั้งสองคนนี้เพราะเห็นความเหมาะสมและศักยภาพในการทำงาน นายโสภณซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมือง ทั้งในฐานะ ส.ส. รองนายกฯ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมการประชุมสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่น.ส.มัลลิกาก็มีบทบาทสำคัญในกระทรวงคมนาคม แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการ

นายโสภณกล่าวว่า “ไม่ว่าตำแหน่งไหน ผมก็ทำงานเต็มที่ ไม่ใช่คนเล่นๆ” เขายังตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่ว่า บุรีรัมย์จะกินรวบทั้งประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะวุฒิสภาเป็นเรื่องของวุฒิสภา ส่วนตัวเขาเป็นตัวแทนพรรค หากพรรคมีเสียงไม่พอ ก็ไม่มีโอกาสอยู่แล้ว

สำหรับการทำงาน นายโสภณย้ำว่าต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง ไม่ใช่มาจากจังหวัดเดียวกันแล้วจะตีตราว่าไม่เหมาะสม เขากล่าวว่า “ถ้าทำงานดี ก็เป็นประโยชน์ต่อชาติ ถ้าไม่ ก็ให้สังคมตัดสิน” นอกจากนี้ ยังพูดถึงรองประธานคนที่ 2 จากพรรคเพื่อไทยว่าไม่ทราบรายชื่อ แต่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างพรรค

ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรในยุคใหม่

ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นหัวใจของนิติบัญญัติ ประธานต้องเป็นกลาง ควบคุมให้การอภิปรายราบรื่น และรักษาความสมดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในสมัยที่การเมืองไทยมีความหลากหลายมากขึ้น บทบาทนี้ยิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความขัดแย้ง

หากนายโสภณได้เป็นประธาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาลกึ่งกลางอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลร่วมกับเพื่อไทย ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล และอื่นๆ ก็พร้อมตรวจสอบ นายโสภณมั่นใจว่าไม่หนักใจ เพราะแต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง

ตอบคำถามบุรีรัมย์กินรวบสองสภา?

ประเด็นบุรีรัมย์กินรวบถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะประธานวุฒิสภาเป็นคนบุรีรัมย์เช่นกัน นายโสภณชี้ว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะการทำงานไม่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิด “กินรวบหรือไม่ อยู่ที่ผลงาน ถ้าทำงานดีจังหวัดไหนก็ได้” เขายกตัวอย่างว่าถ้าทำงานแบบกินรวบจริง ก็เกิดได้แม้ต่างจังหวัด

  • จุดเด่นของนายโสภณ: ประสบการณ์สูง สุภาพ มีวินัยในการประชุม
  • จุดเด่นของน.ส.มัลลิกา: ผู้หญิงแกร่ง ทำงานคมนาคมได้ผลดี
  • ความท้าทาย: ต้องพิสูจน์ความเป็นกลาง ท่ามกลางเสียงค้าน
  • ผลกระทบ: ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

นอกจากนี้ การเสนอชื่อนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการยึดเก้าอี้สำคัญ เพื่อต่อรองอำนาจในสภา ซึ่งจะช่วยให้พรรคมีบทบาทมากขึ้นในการออกกฎหมาย โดยเฉพาะนโยบายที่พรรคถนัดอย่างเกษตร คมนาคม และสาธารณสุข

ในมุมมองผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผลงานต้องมาก่อนเส้นสาย หาก “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 แล้วได้เป็นจริง คงต้องรอดูการทำงานว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ สุดท้ายแล้ว สภาไทยจะยิ่งเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ อยู่ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับการเสนอชื่อครั้งนี้? คิดว่าโสภณเหมาะสมไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1

“อนุทิน” ปัดตอบปมเคยตั้ง “ธรรมนัส” นั่ง รมต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวการเมืองไทยทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในแวดวงการเมือง ที่กำลังเป็นกระแสอนุทิน ปัดตอบปมเคยตั้ง ธรรมนัส นั่ง รมต.กันเลยทีเดียว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์แบบปัดๆ ไปมา เกี่ยวกับประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคกล้าธรรม ประกาศว่าจะไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีเดินเข้าหาพรรคภูมิใจไทยอีก และเรื่องคุณสมบัติในการตั้งรัฐมนตรี เรียกได้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดแต่ อนุทินก็เล่นบทเพลย์เซฟแบบมือโปรเลยครับ

อนุทิน ปัดตอบปมเคยตั้ง ธรรมนัส นั่ง รมต. ที่สนามช้าง จ.บุรีรัมย์

อนุทิน ปัดตอบปมเคยตั้ง ธรรมนัส นั่ง รมต.

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 8 มี.ค. 2569 เวลา 10.30 น. ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสังเวียนแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตชื่อดังของเจ้าของพรรคภูมิใจไทย เมื่อนักข่าวถามถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส เคยถูกตั้งเป็นรัฐมนตรีสมัยก่อน แต่ครั้งนี้ทำไมไม่กล้าแต่งตั้งอีก นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบตรงๆ แต่ยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องหลักเกณฑ์คุณสมบัติรัฐมนตรีมาเป็นเกราะป้องกัน บอกว่าต้องยึดตามนั้น และขอเพลย์เซฟไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปรบกับศาล

บริบทพรรคกล้าธรรมประกาศเป็นฝ่ายค้าน

ก่อนหน้านี้ นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ประกาศชัดว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ขณะที่เลขาฯ พรรคภูมิใจไทยอย่างนายไชยชนก ชิดชอบ บอกว่ารัฐบาลจัดตั้งเสร็จ 99.99% แล้ว แต่อนุทิน ปัดตอบปมเคยตั้ง ธรรมนัส นั่ง รมต. โดยบอกว่าทุกพรรคต้องพร้อมทุกบทบาท พรรคภูมิใจไทยเองก็เคยเป็นรัฐบาลแล้วกลายเป็นฝ่ายค้านมาแล้ว ยกตัวอย่างพรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายค้านมาตลอดแต่ก็ทำประโยชน์ให้ประเทศได้มากมาย อย่ายึดติดว่ารัฐบาลหรือค้านนะครับ

ส่วนเรื่องจัดตั้งรัฐบาล อนุทินย้ำว่าต้องรอขั้นตอน รอเลือกประธานสภาในวันที่ 14 มี.ค. 2569 ก่อน แล้วค่อยตั้งคณะรัฐมนตรีที่ต้องโปรดเกล้าฯ ไม่ควรพูดล่วงหน้าเพราะมิบังควร บอกว่าพรรคแต่ละพรรคมีสไตล์ต่างกัน ไม่ต้องเลียนแบบใคร

  • หลักเกณฑ์เชิญร่วมรัฐบาล: ยึดหลักทำงานเพื่อประชาชนและขับเคลื่อนประเทศ
  • มั่นใจโหวตนายกฯ: ต้องมีกระบวนการก่อน พูดคุยระดับหนึ่ง
  • เรื่องธรรมนัส: เคารพศักดิ์ศรีหัวหน้าพรรคทุกพรรค ไม่ได้คุยกันเลย
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างให้สัมภาษณ์ปมอนุทิน ปัดตอบปมเคยตั้ง ธรรมนัส นั่ง รมต.

วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง

จากคำตอบของอนุทิน เห็นได้ชัดว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังวางหมากอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะประเด็นจริยธรรมและคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยชัดเจนแล้ว ไม่อยากเสี่ยงโดนร้องเรียน แม้เคยตั้งธรรมนัสมาก่อนแต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน พรรคกล้าธรรมอาจไปทางฝ่ายค้านเต็มตัว ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะเน้นพรรคร่วมที่มั่นคงกว่า

นอกจากนี้ อนุทินยังเน้นย้ำว่าพรรคการเมืองต้องทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรให้ดี ไม่ว่าจะบทบาทไหนก็สร้างประโยชน์ได้ทั้งนั้น เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายใจเย็น รอขั้นตอนกฎหมาย

ส่วนตัวผมมองว่าอนุทิน ปัดตอบปมเคยตั้ง ธรรมนัส นั่ง รมต. แบบนี้ เป็นกลยุทธ์ฉลาด ป้องกันดราม่า แต่ก็ทำให้เกิดคำถามต่อว่าพรรคกล้าธรรมจะไปทางไหนต่อ หรือจะมีเซอร์ไพรส์อะไรรออยู่ คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้เลย!

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยยังคงน่าติดตามเสมอ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะมาถึงเร็วๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เจริญรุ่งเรือง

ที่มา – “อนุทิน” ปัดตอบปมเคยตั้ง “ธรรมนัส” นั่ง รมต. ยกพรรคประชาชนก็เป็นฝ่ายค้านมาตลอด

ไผ่ ลิกค์ ย้ำทำมากกว่าพูด ทำงานได้หมด

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการโต้เถียงและการแบ่งฝ่าย "ไผ่ ลิกค์" สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดย ไผ่ ลิกค์ ย้ำทำมากกว่าพูด ไม่ยึดติดว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้ทุกตำแหน่งหากตั้งใจจริง

ไผ่ ลิกค์ ย้ำทำมากกว่าพูด : แนวทางการทำงานเพื่อประชาชน

วันที่ 8 มี.ค. 2569 นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ สส. โดยย้ำว่าการทำงานเพื่อประชาชนไม่จำเป็นต้องผูกขาดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาพร้อมตั้งใจทำงานเต็มที่ในฐานะตัวแทนของจังหวัดกำแพงเพชร เปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกคน หากประชาชนมีเรื่องที่อยากให้ดำเนินการ สามารถส่งเข้ามาได้ทันที และเขาจะทุ่มเททำทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมายตั้งแต่วันนี้

สำหรับผู้ที่เลือกเขาเข้ามา ไผ่ ลิกค์ สัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้เลือกก็พร้อมรับใช้เช่นกัน เขาขอให้ประชาชนกล้าแจ้งปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการแก้ไข เพราะหากเงียบไว้ อาจทำให้เข้าใจว่าทุกอย่างปกติดี

ไม่สนใจฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ทำได้หมด

"ผมไม่สนใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้ทั้งหมด พรรคกล้าธรรมเราทำมากกว่าพูด ไม่เน้นสร้างคอนเทนต์ ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลไม่สนใจหรอกครับ ทำเป็นหมดนั่นแหละ" คำกล่าวนี้ของไผ่ ลิกค์ สะท้อนปรัชญาการเมืองที่เน้นผลงานจริงมากกว่าการพูดจาหวือหวา

ในยุคที่การเมืองไทยมักถูกครอบงำด้วยการแบ่งขั้ว สส.อย่างไผ่ ลิกค์ ถือเป็นตัวอย่างของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยตรง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม แนวคิดนี้ช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนวาระท้องถิ่น เช่น ปัญหาการเกษตร สุขภาพ การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานในกำแพงเพชร

  • เปิดรับข้อเสนอแนะจากประชาชนทุกกลุ่ม
  • ทำงานเต็มที่ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล
  • เน้นผลงานจริง ทำมากกว่าพูด
  • ไม่เสียเวลา สร้างคอนเทนต์เพื่อเรียกไลค์
  • เชิญชวนแจ้งปัญหาเพื่อการแก้ไขที่ตรงจุด

พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของไผ่ ลิกค์ กำลังสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับการเมืองไทย โดยมุ่งเน้นการลงพื้นที่จริง ฟังเสียงประชาชน และผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อชาวกำแพงเพชร เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำ การส่งเสริมสินค้า OTOP และการดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่น

ทำไมแนวคิด ไผ่ ลิกค์ ย้ำทำมากกว่าพูด ถึงสำคัญ

ในช่วงที่ประชาชนเริ่มหมดศรัทธากับนักการเมืองที่พูดเก่งแต่ทำไม่จริง แนวทางของไผ่ ลิกค์ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้ การไม่ยึดติดฝ่าย ทำให้สามารถร่วมมือข้ามพรรคเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ เช่น การยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรี หรือการเสนอร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อจังหวัด นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้ สส.ท่านอื่นๆ ว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากใจที่อยากรับใช้ประชาชนจริงๆ

หากเปรียบเทียบกับ สส.ยุคก่อนที่มักต่อสู้กันเอง แนวทางนี้ช่วยให้การประชุมสภามีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดเวลาขัดแย้ง และเพิ่มเวลาสำหรับวาระประชาชน

สุดท้ายแล้ว ไผ่ ลิกค์ ย้ำทำมากกว่าพูด ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการกระทำที่ประชาชนกำลังเฝ้าดู หากคุณอาศัยในกำแพงเพชรหรือมีปัญหาที่อยากให้ สส.ช่วย แนะนำให้ติดต่อนายไผ่ ลิกค์ โดยตรงผ่านช่องทางเฟซบุ๊กหรือสำนักงาน สส. เพื่อให้เสียงของคุณดังถึงสภา มาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเมืองที่ทำงานจริงกันเถอะ

แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยมีอนาคตสดใส หากนักการเมืองทุกคนหันมาเน้นผลงานมากกว่าทะเลาะกัน

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ย้ำทำมากกว่าพูด ไม่สนใจจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ทำงานได้หมด

ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งใหญ่ ชื่อของ ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง หลังจากมีข่าวลือเรื่องการย้ายขั้วทางการเมืองไปทั่วโซเชียลมีเดีย แต่ทั้งสองท่านได้ออกมาประกาศชัดเจนแล้วว่า จะยืนหยัดเคียงข้างพรรคกล้าธรรมต่อไป ไม่ว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งไหนก็ตาม

ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส ยันเดินหน้ากับพรรค

วันที่ 1 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูล) นายยูนัยดี วาบา ส.ส.ปัตตานี เขต 4 พรรคกล้าธรรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อยืนยันจุดยืน โดยระบุว่าตนเองและนายลุตฟี หะยีอีแต ส.ส.นราธิวาส เขต 1 ซึ่งอยู่ในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” ตามข่าวลือที่แพร่สะพัด คำว่า “งูเห่า” และ “งูเขียว” ในบริบทการเมืองไทย มักหมายถึงนักการเมืองที่ทรยศพรรคเดิม ย้ายข้างไปรวมกับฝ่ายตรงข้ามเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ทั้งคู่ยืนยันว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนขั้ว และยังยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคกล้าธรรมอย่างเหนียวแน่น

จุดยืนชัดเจน: เดินหน้ากับพรรคไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

“ไม่ว่าพรรคกล้าธรรม จะมีมติร่วมรัฐบาลหรือทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เราทั้งสองคนพร้อมเดินหน้าเคียงข้างกับพรรค และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรอย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่” นี่คือคำประกาศที่ทั้งสองท่านใช้แสดงความมุ่งมั่น

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังเจรจาจัดตั้งรัฐบาล หลังผลเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลครองความนิยมสูง ส.ส.จากพื้นที่ชายแดนใต้อย่างปัตตานีและนราธิวาส มีบทบาทสำคัญเพราะเป็นพื้นที่敏感ที่ต้องการตัวแทนที่เข้าใจปัญหาท้องถิ่น เช่น ความขัดแย้ง ความมั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจ

  • นายยูนัยดี วาบา: ส.ส.ปัตตานี เขต 4 มีประสบการณ์ในการทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ เน้นแก้ปัญหาความยากจนและการศึกษา
  • นายลุตฟี หะยีอีแต: ส.ส.นราธิวาส เขต 1 อยู่ในกลุ่มนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญของพรรค
  • ทั้งคู่ยืนยันความจงรักภักดีต่อพรรคกล้าธรรม ที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการพัฒนาชาติ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาการเมืองไทย โดยมีสมาชิกที่หลากหลาย รวมถึง ส.ส.จากภาคใต้ที่เข้าใจบริบทท้องถิ่นดี การที่ทั้งสองท่านออกมาประกาศเช่นนี้ ช่วยลดกระแสข่าวลือ และเสริมความน่าเชื่อถือให้กับพรรคในสายตาประชาชน

บริบทการเมืองปัจจุบัน พรรคหลายพรรคกำลังแย่งชิงที่นั่งในรัฐบาล 3 ป. หรือรัฐธรรมนูญใหม่ มีข่าวการย้ายพรรคจำนวนมาก ส.ส.เหล่านี้จึงต้องพิสูจน์จุดยืนเพื่อรักษาความไว้วางใจจากผู้เลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ประชาชนต้องการนักการเมืองที่มั่นคง ไม่ใช่ “งู” ที่เปลี่ยนสีตามสถานการณ์

นอกจากนี้ การยืนยันจุดยืนยังสะท้อนถึงความสำคัญของ ส.ส.ท้องถิ่น ที่ไม่ใช่แค่ตัวแทน แต่เป็นสะพานเชื่อมโยงนโยบายส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ปัญหาในปัตตานีและนราธิวาส เช่น การก่อความไม่สงบ การค้าชายแดน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต้องอาศัย ส.ส.ที่รู้จริงและมุ่งมั่น

ผู้เขียนมองว่า การประกาศของทั้งสองท่านเป็นสัญญาณบวกต่อพรรคกล้าธรรม และการเมืองไทยโดยรวม แสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับหลักการมากกว่าผลประโยชน์ หากพรรคสามารถรักษาสมาชิกให้เหนียวแน่นได้ จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลใหม่

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของ ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส นี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส ยันเดินหน้ากับพรรค

“ธรรมนัส” ลาอีกวัน ไม่เข้า กษ. อามินทร์ย้ำทีมพร้อม

ข่าวการเมืองไทยกำลังร้อนระอุ เมื่อ “ธรรมนัส” ลาอีกวัน ไม่เข้า กษ. สร้างความฮือฮาให้กับสื่อมวลชนและนักการเมืองทุกฝ่าย ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงเกษตรฯ (กษ.) ล่าสุดมีรายงานว่าแจ้งลางานเพิ่มอีก 1 วัน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางกลับมาจากประเทศฟินแลนด์ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าการเมืองไทยกำลังจะพลิกผันอย่างไร

“ธรรมนัส” ลาอีกวัน ไม่เข้า กษ.

ช่วงบ่ายของวันดังกล่าว เวลา 14.10 น. ยังคงไร้ร่องรอยของ ร.อ.ธรรมนัส ที่กระทรวงเกษตรฯ ผู้สื่อข่าวติดตามอย่างใกล้ชิด แต่จนถึง 16.50 น. ก็มีข่าวแจ้งลางานเพิ่มเติม สิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสวิเคราะห์จากทุกทิศทาง โดยเฉพาะสถานะของพรรคกล้าธรรมที่ ร.อ.ธรรมนัส เป็นประธานที่ปรึกษา จะไปทางไหนต่อไป? จะเป็นฝ่ายค้านเต็มตัวหรือยังมีโอกาสปรับตัวเข้าร่วมรัฐบาล?

อามินทร์ ย้ำ สส.กล้าธรรม อยู่ไหนก็ได้พร้อมทำงาน

ในระหว่างนั้น นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส เขต 2 พรรคกล้าธรรม ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางเข้าที่ทำงานตามปกติ และให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเป็นกันเอง โดยยืนยันว่าไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางของ ร.อ.ธรรมนัส แต่ทั้งคู่ได้คุยกันผ่านไลน์เพื่อให้กำลังใจกันมาแล้ว “ต่างคนต่างให้กำลังใจ แต่ยังไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม วันนี้ผู้กองมอบหมายให้ผมมาทำงานตามปกติ และผมบอกไปว่าตนและเพื่อน ส.ส. อยู่ตรงไหนก็ได้ พร้อมทำงานเสมอ” อามินทร์กล่าว

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่พรรคกล้าธรรมจะเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว อามินทร์ตอบแบบกั๊กๆ ว่า “ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน ปล่อยให้ผู้ใหญ่คุยกันดีกว่า” แต่ที่ชัดเจนคือความมั่นใจในทีม โดยเฉพาะทั้ง 58 เสียงของ ส.ส.พรรค “มั่นใจครับ เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้เหนื่อยกันมาพอสมควร และเชื่อว่าผู้กองดูแล ส.ส. ดี” นอกจากนี้ ยังปฏิเสธข่าวลือเรื่องซื้อตัว ส.ส. หรือ “งูเขียว” อย่างสิ้นเชิง โดยหัวเราะและบอกว่า “ไม่มีหรอกครับ มีแต่งูบอล (งูหลามบอล)” แสดงถึงความสามัคคีที่แน่นแฟ้นในพรรค

  • คุยไลน์ให้กำลังใจกันระหว่างธรรมนัสกับอามินทร์
  • ส.ส.กล้าธรรม 58 เสียงพร้อมทำงานทุกตำแหน่ง
  • ไม่มีข่าวซื้อตัว ส.ส. หรืองูเขียวในพรรค
  • รอผู้ใหญ่ตัดสินใจสถานะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล
  • ธรรมนัสแจ้งลางานต่อเนื่อง ไม่เข้าทำงานที่ กษ.

สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต ส.ส.พลังประชารัฐที่เคยมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลประยุทธ์ เคยถูกปลดจาก รมช.เกษตรเนื่องจากประเด็นยาเสพติดในอดีต แต่กลับมาสตรองอีกครั้งกับพรรคกล้าธรรม พรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อกล้าทำกล้าถูก เน้นนโยบายเกษตร สิ่งแวดล้อม และแก้ปัญหาชายแดนใต้ ซึ่งอามินทร์เองก็มาจากพื้นที่นราธิวาส การที่ธรรมนัสไปฟินแลนด์อาจเป็นการพักผ่อนหรือประชุมส่วนตัว แต่การลาไม่เข้า กษ. ต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุ

จากมุมมองนักวิเคราะห์ การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2566 ยังคงผันผวน พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคกำลังเจรจาเพื่อความมั่นคง ร.อ.ธรรมนัส อาจกำลังประเมินสถานการณ์เพื่อให้พรรคกล้าธรรมได้ประโยชน์สูงสุด หากเป็นฝ่ายค้านจริง ก็พร้อมสู้ด้วยประสบการณ์และฐานเสียงที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะในภาคอีสานและใต้

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีวาระสำคัญรออยู่ เช่น นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรจากภัยแล้ง การส่งออกผลไม้ และโครงสร้างพื้นฐานน้ำชลประทาน หากธรรมนัสไม่อยู่ อามินทร์และทีมต้องแบกรับภาระหนัก แต่จากคำพูดดูมั่นใจเต็มเปี่ยม ส.ส.กล้าธรรมพร้อมลุยต่อ

สุดท้ายแล้ว “ธรรมนัส” ลาอีกวัน ไม่เข้า กษ. อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเกมการเมืองรอบใหม่ คุณคิดว่าพรรคกล้าธรรมจะไปทางไหน? เป็นฝ่ายค้านสู้สุดใจ หรือหาทางกลับรัฐบาล? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองไทยล่าสุดจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – “ธรรมนัส” ลาอีกวัน ไม่เข้า กษ. “อามินทร์” ย้ำ สส.กล้าธรรม อยู่ไหนก็ได้พร้อมทำงาน

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตา หลังจากมีข่าวลือหนาหูเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มาดูกันว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ได้ออกมาพูดอะไรบ้าง

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.50 น. นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังจากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาแฉว่าดีลตั้งรัฐบาลจบแล้ว 300 เสียง นายอนุทินตอบแบบชัดเจน ร้อง ‘ฮึ’ แล้วถามสื่อว่า ‘มาตู้ผมป่าว’ พร้อมชี้ตัวเองและย้ำว่า ‘คนดีลคือคนนี้’ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบทบาทหลักในการเจรจาของตัวเอง

สถานการณ์คะแนนเสียงยังไม่นิ่ง กกต. กำลังนับใหม่

นายอนุทิน ชี้แจงว่าตอนนี้ยังไม่มีการเริ่มดีลอะไรทั้งสิ้น เพราะกำลังมีการนับคะแนนใหม่ ส.ส. บัญชีรายชื่อหลายเขต และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เพิ่งออกข่าวมา ดังนั้นจึงยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องดีลตั้งรัฐบาล ส่วนหลักการเดิมที่ต้องโหวตนายกฯ ก่อนแล้วค่อยคุยตำแหน่งนั้น ตอนนี้ยังรอให้ทุกอย่างนิ่งก่อน ‘ทุกวันนี้ได้แต่ประมาณเอาว่ามี ส.ส. อยู่เท่าไหร่ ถ้าทุกอย่างไม่นิ่งก็ไปคุยกับใครไม่ได้’

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการประกาศผลจาก กกต. นายอนุทิน บอกว่า กกต. ไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล จึงรายงานไม่ได้ และเรื่องประเด็นเลือกตั้งโมฆะจากบาร์โค้ด ก็ตอบว่า ‘ไม่ทราบครับ’ แสดงถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล

เมินกระแสข่าวรัฐบาลไฟจราจรและเซอร์ไพรส์จาก ร.อ.ธรรมนัส

ที่น่าสนใจคือ เมื่อสื่อถามถึงกระแสตั้งรัฐบาลสีไฟจราจร ที่พรรคเพื่อไทย กล้าธรรม และประชาชน ร่วมมือกันเพื่อผลักพรรคภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน ไม่ตอบตรงๆ เพียงหัวเราะในลำคอ และเมื่อถามเรื่องตั้งรัฐบาลแข่งเพื่อล้มรัฐบาลปัจจุบัน ก็หัวเราะแล้วบอก ‘เหรอ’

  • กระแสเซอร์ไพรส์ใหญ่หลัง 25 ก.พ. จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะกลับจากต่างประเทศ
  • นายอนุทิน ตอบ ‘ไม่ได้ยิน’
  • เมื่อถามกลัวจะโดนแฉหรือมีไม้เด็ด ก็ย้อน ‘กลัวหมายความว่ากลัวยังไง’

พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านายอนุทินยังคงนิ่งและไม่หวั่นไหวกับข่าวลือ สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้น ทุกฝ่ายกำลังรอผลนับคะแนนใหม่จาก กกต. ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไป

จากมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่ดีลต่างๆ ต้องรอให้คะแนนชัดเจนก่อน นายอนุทินที่ลั่น ‘ผมเป็นคนดีล’ น่าจะมีแผนการในใจแล้ว แต่ยังไม่เปิดไพ่ ทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์รออยู่!

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากชอบ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้เลยครับ เมื่อ รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะเดินหน้าตรวจสอบต่อไปไม่ยอมหยุด แม้ว่าพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะมีแนวโน้มถูกผลักให้กลายเป็นฝ่ายค้านก็ตาม

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2569 เวลา 15.00 น. รังสิมันต์ โรม ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ล่าสุด พรรคกล้าธรรมที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเคยฟ้องร้องคนในพรรคปชน.หลายคดี ตอนนี้มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นฝ่ายค้าน แต่โรมย้ำว่า พรรคปชน. ไม่ได้สนใจว่าจะยินดีหรือไม่ เพราะบทบาทฝ่ายค้านไม่ได้เกิดจากการจับมือกัน แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำเต็มที่

สิ่งสำคัญที่โรมเน้นคือ เรื่องทุนสีเทาและประเด็นต่างๆ ที่ต้องตรวจสอบต่อ ไม่ว่าจะเป็นกรณี “เบน สมิท” หรือ MOU สแกนม่านตากับบริษัทสิงคโปร์ โรมบอกชัดว่า แม้ธรรมนัสจะเป็นฝ่ายค้านจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดตรวจสอบ เพราะเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลายคน ไม่ใช่แค่ธรรมนัสคนเดียว การตรวจสอบต้องเดินหน้าต่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็น “เบน สมิท – MOU สแกนม่านตา” ที่ต้องจับตา

กรณีเบน สมิท เป็นหนึ่งในประเด็นที่โรมให้ความสำคัญมาก เพราะเชื่อมโยงกับการบริหารราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ MOU กับบริษัทสิงคโปร์ในเรื่องสแกนม่านตายังเป็นจุดที่น่าสงสัย โรมย้ำว่า พวกสีเทาเหล่านี้ไม่ควรได้มีอำนาจ เพราะความเสียหายจะหยั่งรากลึกและแก้ยาก

  • ตรวจสอบทุนสีเทาไม่หยุด แม้เปลี่ยนฝ่าย
  • เบน สมิท เกี่ยวข้องหลายคนในวงการ
  • MOU สแกนม่านตา ต้องขุดคุ้ยให้กระจ่าง
  • ไม่เอารัฐมนตรีประวัติสีเทา

โรมยังแสดงวิสัยทัศน์เรื่องการตั้งรัฐบาล หากพรรคปชน.ได้เป็นรัฐบาล จะเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เน้นมุ้งหรือกลุ่มก๊วน โดยเฉพาะคนที่มีประวัติทุจริต คอร์รัปชัน หรือบริหารงานพลาดจนชาติเสียหาย ไทยเสียหายมามากพอแล้ว ไม่ควรให้คนประเภทนี้กลับมามีอำนาจอีก

ทำไม “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ถึงสำคัญ?

การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยสีสัน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือความโปร่งใสและการตรวจสอบที่เข้มข้น โรมกำลังแสดงให้เห็นว่าฝ่ายค้านตัวจริงต้องกล้าตรวจสอบทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง การไม่ยอมให้สีเทามีอำนาจคือการปกป้องประชาธิปไตยและอนาคตของชาติ นี่คือจุดยืนที่ทำให้พรรคปชน.แตกต่าง

นอกจากนี้ โรมยังพูดถึงปัจจัยโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีที่อาจทำให้พรรคกล้าธรรมพลาดโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล แต่โรมมองว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งสำคัญคือคุณสมบัติคนที่จะมารับผิดชอบประเทศ ต้องสะอาด เก่ง และซื่อสัตย์

ในมุมมองของผม การยืนกรานแบบนี้ของโรมเป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทย แสดงว่ายังมีนักการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่เล่นเกมเก้าอี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร การตรวจสอบต้องดำเนินต่อไปเพื่อความยุติธรรม

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนนี้? เชื่อว่า “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ

Scroll to top