พรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดสร้างความฮือฮาและข้อถกเถียงมากมาย โดยเฉพาะปัญหาความโปร่งใสในการนับคะแนนและกระบวนการลงคะแนน ล่าสุด อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง นี่คือประเด็นสำคัญที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำชัดในการให้สัมภาษณ์รายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567

อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง

นายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการตรวจสอบผลการเลือกตั้ง หลังพบปัญหาต่างๆ เช่น บัตรเขย่ง คะแนนรายงานไม่ตรงกับผลรวม รวมถึงขอให้อัพโหลดใบขีดคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งคู่กับใบรวมคะแนนบนเว็บไซต์ เพื่อให้สังคมตรวจสอบความถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบแล้ว พบปัญหาเด่นชัดในหลายพื้นที่

ตัวอย่างปัญหาการนับคะแนนที่ชวนสงสัย

  • เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลา: ผลต่างระหว่างบัตรเลือกตั้ง 2 ระบบ สูงถึง 13,000 บัตร ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคได้ร้องกกต. แล้ว แต่ได้รับคำชี้แจงทางโทรศัพท์ว่าไม่มีปัญหาเพราะรวมแล้วเท่ากัน รอหนังสืออย่างเป็นทางการ
  • กรุงเทพมหานคร: ผู้สมัครพรรคได้คะแนน 71 แต่ใบรวมคะแนนระบุเพียง 1 คะแนน ตรวจสอบพบ 70 คะแนนหายไป บวกในบัตรเสียและบัตรไม่ลงคะแนนแทน

หากกกต.มั่นใจในความโปร่งใส ควรเปิดเผยใบขีดคะแนนทั้งหมด หากไม่เปิด จะยิ่งจุดสงสัยว่าปกปิดอะไร นายอภิสิทธิ์เตือนว่าอาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในระบบ สังคมไม่ยอมรับ และเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ได้ กกต.ต้องรับผิดชอบและอำนวยความสะดวกตรวจสอบทันที

ย้ำปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85

อีกประเด็นร้อนคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับจริง หลักการลงคะแนนลับเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ให้ตกอยู่ใต้อาณัติหรือความกลัว รัฐธรรมนูญมาตรา 85 ระบุชัดว่า ต้องไม่มีผู้ใดทราบหรือตรวจสอบได้ว่าลงคะแนนให้ใคร บาร์โค้ดช่วยให้ตรวจสอบได้โดยตรง แม้ไม่ต้องพิสูจน์จริง คำว่า “อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ครอบคลุมกรณีนี้

กฎหมายเลือกตั้งห้ามทำสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายพิเศษบนบัตร เพราะอาจล่วงรู้การลงคะแนน หากลับให้ลับเฉพาะตอนกา ทำไมต้องมีกฎห้ามนั้น เจตนารมณ์ชัดเจนเพื่อปกป้องสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก กระทบความน่าเชื่อถือทั้งระบบเลือกตั้ง หากไม่แก้ไข ประชาชนอาจสูญเสียศรัทธา

นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง ยังสะท้อนปัญหาเชิงระบบ เช่น การจัดการบัตรเลือกตั้งที่ล่าช้า การรายงานผลช้า และการขาดกลไกตรวจสอบอิสระ ในอดีตเคยมีคดีเลือกตั้งใหม่หลายครั้งเพราะปัญหาคล้ายกัน หากกกต.ไม่ตอบสนอง อาจนำไปสู่การร้องศาลหรือการประท้วงใหญ่

ความโปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย การเลือกตั้งต้องยุติธรรมและตรวจสอบได้ทุกฝ่าย เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่น สิ่งที่นายอภิสิทธิ์เสนอเป็นทางออกที่สมเหตุสมผล กกต.ควรรีบดำเนินการก่อนสายเกินแก้

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ อภิสิทธิ์ จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง และปัญหาบาร์โค้ดนี้? มีประสบการณ์ในหน่วยเลือกตั้งของคุณเองหรือไม่ แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันติดตามและผลักดันให้ระบบเลือกตั้งดีขึ้น!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้ กกต. เปิดทางตรวจสอบผลเลือกตั้ง ย้ำปม “บาร์โค้ด” ขัดรัฐธรรมนูญ

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ เป็นประเด็นร้อนในวงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งล่าสุด ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงจุดยืนของพรรค โดยย้ำว่าพรรคไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแย่งชิงตำแหน่งในรัฐบาล แต่พร้อมเจรจาหากเงื่อนไขชัดเจนและปราศจากปัญหาทุนเทาและพรรคที่มีประเด็นจริยธรรม

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ

ในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 นายอภิสิทธิ์ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่รีบประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านแบบหักหาญ เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ที่จะตัดสินใจร่วมกัน โดยเบื้องต้นพรรคเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ก่อน แต่หากมีพรรคอื่นมาแสดงท่าทีประสาน ก็พร้อมนั่งคุย โดยยึดหลักการเดิมที่เคยให้คำมั่นกับประชาชน คือ ไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่สร้างความแตกแยก

นายอภิสิทธิ์ เน้นย้ำว่า “ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะค้านหรือรัฐบาล ปชป. เป็นพรรคขนาดเล็กที่มี 22 เสียง แต่เรามีจุดยืนชัดเจน” การที่ยังไม่ประกาศชัดเจนนั้น เพื่อไม่ให้ดูหักหาญเกินไป และเปิดช่องให้เกิดการเจรจาที่เหมาะสม

วิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้

สำหรับภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ มองว่าพรรคภูมิใจไทยครองเสียงข้างมาก ทำให้รัฐบาลมีความเสถียรภาพสูง แม้ไม่มีพรรคที่มีปัญหาจริยธรรมร่วมด้วย ก็ยังรวบรวมเสียงได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีเพียง 210 เสียง ต่างกันมาก หากจะดึงพรรคที่มี 58 เสียง (หมายถึงพรรคที่เคยโต้เถียงกันก่อนหน้า) เข้ามา ก็เพื่อป้องกันปัญหาจากพรรคเพื่อไทยที่มี 74 เสียง เพราะ 58 เสียงมีน้ำหนักมากกว่าประชาธิปัตย์ 22 เสียง สามารถใช้หักลบได้หากเกิดปัญหา

พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะไม่มีคู่แข่งในการจัดตั้งรัฐบาล และยังมีอำนาจต่อรองสูงสุดแม้จะอยู่นิ่งๆ ก็ตาม นี่คือมุมมองที่เฉียบคมจากอภิสิทธิ์ ที่แสดงให้เห็นถึงการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์การเมือง

  • เงื่อนไขร่วมรัฐบาลของ ปชป.:
  • ไม่มีพรรคกล้าธรรมหรือพรรคที่มีปัญหาจริยธรรม
  • ปราศจากทุนเทาและการครอบงำ
  • ไม่สร้างปมขัดแย้งหรือความแตกแยก
  • ยึดมั่นคำมั่นสัญญากับประชาชน

เมื่อถูกถามถึงการโต้เถียงกับพรรค 58 เสียงที่เคยบอก “คอยดูเถอะ” หลัง ปชป. ประกาศไม่จับมือ นายอภิสิทธิ์ สวนกลับอย่างเจ็บแสบว่า “ไม่เป็นไร คอยดูเถอะเช่นกัน พรรคที่มี ส.ส. ถึง 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ?” เขายังยอมรับว่าการที่พรรคเคยโวว่าจะกำหนดทิศทางรัฐบาลก่อนเลือกตั้งนั้นทำไม่ได้จริง เพราะมีเสียงน้อย แต่พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

งานแรกที่ ปชป. จะทำในสภา คือการยื่นตรวจสอบจริยธรรมรัฐมนตรีที่มีประเด็น โดยไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ หากถูกชวนร่วมรัฐบาลแต่มีคนที่มีปัญหาอยู่ด้วย ก็จะไม่เข้าร่วม พรรคจะเป็นพลังตรวจสอบที่เอาจริง เพื่อยกระดับมาตรฐานการเมืองไทย

ดักคอรัฐบาล: อย่าเหลิงอำนาจแม้คุมเบ็ดเสร็จ

นายอภิสิทธิ์ ประเมินทิศทางการเมืองว่าหากเลือกตั้งเรียบร้อยหรือต้องลงใหม่ รัฐบาลตัวเลขคงไม่เปลี่ยน แต่จะอยู่ครบเทอมได้หรือไม่ ขึ้นกับว่ารัฐบาลจะไม่สะดุดขาตัวเอง ไม่ทำผิดพลาดใหญ่ หากหลีกเลี่ยงปัญหาจากองค์กรอิสระได้ ก็อยู่ได้ยาว

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่ารัฐบาลอย่าประมาท หากมีอำนาจเบ็ดเสร็จครอบคลุม สว. องค์กรอิสระ และศาล อาจถูกมองว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่ว่ารัฐบาลฝ่ายใด ในที่สุดอาจกลายเป็นจุดพลิกผันนำไปสู่จุดจบได้

จากจุดยืนนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดหลักธรรมาภิบาลและการตรวจสอบอย่างแท้จริง คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของอภิสิทธิ์? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ

โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย

หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย โดยล่าสุด โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย อย่างชัดเจน นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่ ส.ส. อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ถึงความคืบหน้าการเจรจาร่วมรัฐบาล โดยโยนหน้าที่หลักให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการเป็นผู้ตัดสินใจคุยกับพรรคกล้าธรรม

โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย

นางสาวแนน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับการสนับสนุนจากหลายพรรคขนาดเล็กเพื่อผลักดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคที่ยืนยันเจตจำนงแล้วมี พรรคเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน และล่าสุดพรรคมิติใหม่ รวม 7 พรรค มีว่าที่ ส.ส. 9 คน การเจรจาดำเนินไปตามลำดับ โดยนายอนุทินและนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ประสานงานหลัก

สถานการณ์เจรจากับพรรคกล้าธรรมและเพื่อไทย

สำหรับคำถามที่หลายคนสงสัยว่า พรรคกล้าธรรมจะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะหากดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วม โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย แต่ย้ำว่าการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างต้องรอการรับรอง ส.ส. จาก กกต. และการประชุมสภาเลือกประธานสภาภายใน 15 วัน หัวหน้าพรรคยืนยันว่าจะพูดคุยกับทุกพรรคเพื่อฟอร์มทีมรัฐบาลที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ในที่ประชุมพรรคล่าสุด ได้หารือเรื่องการเตรียมงานสภาและแสดงความยินดีกับว่าที่ ส.ส. ใหม่ โดยมอบอำนาจให้หัวหน้าและเลขาธิการเจรจา เมื่อเสร็จสิ้นจะนำกลับเข้าคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาใหม่

  • พรรคที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ: พรรคเศรษฐกิจ, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่
  • จำนวนเสียงรวมปัจจุบัน: ส.ส.ภูมิใจไทย 193 เสียง + เพื่อไทย 74 + พลังประชารัฐ 5 + เศรษฐกิจ 3 + ใหม่ 1 + รวมใจไทย 1 + ไทยทรัพย์ทวี 1 + รวมพลังประชาชน 1 + มิติใหม่ 1 + ประชาธิปไตยใหม่ 1 = 281 เสียง

โฆษกยังกล่าวถึงกระแสไม่พอใจจากแฟนคลับภูมิใจไทยที่เห็นการจับมือเพื่อไทย โดยขอให้กองเชียร์มองอนาคตและผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หลังเลือกตั้งฝุ่นควันยังไม่จาง มีประเด็นค้างคาจากการหาเสียงหลายเรื่อง แต่พรรคภูมิใจไทยพร้อมพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานจริง

ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย

การเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งอันดับหนึ่ง กำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอนุทินเป็นตัวชูโรง สิ่งสำคัญคือการรวมเสียงให้ถึง 251 เสียงเพื่อควบคุมสภา ปัจจุบันรวม 281 เสียงถือว่ามั่นใจ แต่ยังต้องเจรจาต่อกับพรรคใหญ่ๆ อย่างประชาธิปัตย์หรือกล้าธรรม หากดึงเพื่อไทยเต็มตัว อาจกระทบภาพลักษณ์ “สีเทา” ที่กองเชียร์กังวล แต่โฆษกย้ำว่า ต้องโฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชน

ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ ควรเข้าใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลต้องประนีประนอมเพื่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่แค่ค่านิยมส่วนตัว นี่คือบทเรียนสำคัญจากอดีตที่รัฐบาลล้มเหลวเพราะขาดเอกภาพ

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยแสดงถึงความเป็นมืออาชีพในการเมือง หวังว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สุขภาพ และการศึกษาได้จริง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย โยนหน้าที่ หัวหน้า-เลขา คุยกล้าธรรม

ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง นะครับ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเตือนรัฐบาลใหม่ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) จับมือกัน จัดตั้งรัฐบาล โดยบอกว่าการเร่งสร้างความมั่นคงทางตัวเลขให้เกิน 300 เสียงนั้นเป็นสิทธิ์ของพรรคแกนนำ แต่ปัญหาอยู่ที่ความมั่นคงระยะยาว เพราะถ้ามีพรรคร่วมเยอะ สส. ก็เยอะตาม เก้าอี้อาจไม่พอ แย่งกัน “ชามข้าว” จนแตกหักได้ง่ายๆ

ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

ชัยวุฒิย้ำชัดว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยเจอปัญหานี้มาแล้วหลายครั้ง รัฐบาลโคไลชันใหญ่ๆ มักล้มเหลวเพราะปัญหาภายใน การแบ่งเค้กไม่ลงตัว สุดท้ายกลายเป็นศึกแย่งชามข้าวกันเอง พรรคประชาธิปัตย์เองตอนนี้มี สส. 22 เสียง ยังไม่มีใครเชิญมาร่วม แต่ก็ไม่ปิดประตู และไม่ขอคาดเดาอะไรตอนนี้

ปชป. ดักคอรัฐบาลด้วยมุมมอง “ลืมอดีต” ที่น่าคิด

ส่วนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เรียก “รัฐบาลสีธงชาติ” ชัยวุฒิ มองว่าเป็นสัญลักษณ์ดีๆ ที่ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ไม่สนพรรคสีไหน แต่ในทางปฏิบัติต้องพิสูจน์กันยาวๆ เลยครับ

ขยับมาที่ฝั่งปชป. ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ร่วมประชุมทีมกรุงเทพฯ รับฟังปัญหาจากอดีตผู้สมัคร สส. วางเป้าชัดเจนไปที่เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 พรรคยังเปิดโอกาสให้อดีต สส. กลับมาช่วยงาน ทั้งบริหารและสนับสนุนในสภา สัปดาห์หน้าจะเรียกทีมภาคกลางมาหารือวางยุทธศาสตร์ต่อ

การเมืองไทยยุคนี้ซับซ้อนจริงๆ รัฐบาลใหม่มี สส. เยอะ แต่เสี่ยงแตกเพราะแย่งตำแหน่ง ปชป. เลยฉลาดที่อยู่ข้างสนาม รอดูสถานการณ์ ขณะเดียวกันก็ขยับฐานใน กทม. ที่เป็นจุดแข็งดั้งเดิม ประวัติศาสตร์ปชป. เคยครอง กทม. มานาน สนามผู้ว่าฯ นี่แหละโอกาสทองที่จะกลับมาสตรอง

  • ความเสี่ยงหลัก: แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีไม่พอ
  • ปชป. วางแผน: ลุยผู้ว่าฯ กทม. 69
  • ทีมภาคกลาง: เตรียมประชุมยุทธศาสตร์

จากมุมผม รัฐบาลนี้ถ้าลืมอดีตจริง คงต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน ไม่ใช่แค่ตัวเลข สส. ปชป. ยังมีบทบาทสำคัญในสภา และฐานเสียงที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะในเมืองหลวง

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่ทุกวัน สนับสนุนบล็อกด้วยการแชร์และคอมเมนต์มุมมองของคุณด้านล่างนะครับ!

ที่มา – ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

“อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เชิญเพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “อนุทิน” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดดีลสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเตรียมเชิญพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์มานั่งหารือร่วมกัน แม้ในอดีตจะมีความขัดแย้ง แต่ครั้งนี้ย้ำชัดว่าจะไม่สนอดีต เพื่อมุ่งเน้นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

“อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เตรียมเชิญ “เพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.” หารือ ไม่สนอดีต

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พรรคภูมิใจไทยภายใต้นายอนุทิน ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยมีว่าที่ ส.ส. จากพรรคอื่นๆ กว่า 30 คน แสดงเจตจำนงสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี บางกลุ่มได้เดินทางมาแสดงตัวที่พรรคแล้ว บางกลุ่มรอจังหวะเปิดตัวภายหลัง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงฐานสนับสนุนที่กว้างขวางเกินกว่าพรรคเดียว

ในที่ประชุมพรรค นายอนุทินได้วางแนวทางชัดเจน เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมีเสียงไม่พอตั้งรัฐบาลคนเดียว จึงต้องเจรจากับพรรคลำดับถัดไป หลังจากพรรคประชาชนซึ่งได้คะแนนอันดับ 2 ประกาศปฏิเสธการร่วมรัฐบาลไปแล้ว สายตาจึงจับจ้องไปที่พรรคอันดับ 3-4-5 ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และ พรรคประชาธิปัตย์

อนุทิน เปิดดีลตั้งรัฐบาล เน้นศรัทธาประชาชน

นายอนุทินย้ำกับสมาชิกพรรคว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลัง กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะคำนึงถึงศรัทธาของประชาชนเป็นหลัก ไม่ปิดกั้นพรรคใด แม้อดีตจะมีจุดยืนต่างกัน แต่หากมาร่วมงานต้องวางความขัดแย้งทั้งหมดทิ้ง เพื่อผลักดันนโยบายให้สำเร็จสูงสุด ผลการเจรจาจะนำกลับมาพิจารณาร่วมกันในพรรคก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในเกมการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พรรคใหญ่หลายพรรคกำลังหาพันธมิตร พรรคเพื่อไทยซึ่งมี ส.ส.จำนวนมาก อาจเป็นกุญแจสำคัญในการรวมเสียงให้ถึงเกณฑ์ ขณะที่พรรคกล้าธรรมซึ่งได้คะแนนเด่นในบางพื้นที่ และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานเสียงเก่าแก่ ล้วนเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

  • พรรคเพื่อไทย: พรรคใหญ่ที่มีนโยบายประชานิยมชัดเจน การร่วมมืออาจช่วยเสริมด้านสวัสดิการประชาชน
  • พรรคกล้าธรรม: พรรคใหม่ที่เน้นธรรมาภิบาล อาจนำความสดใหม่มาสู่รัฐบาล
  • พรรคประชาธิปัตย์: มีประสบการณ์บริหารประเทศยาวนาน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ

หากดีลนี้สำเร็จ รัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทินอาจมีเสถียรภาพสูง โดยเฉพาะนโยบายเด่นของพรรคภูมิใจไทย เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด สุขภาพ และเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าการรวมพรรคหลากหลายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายใน หากไม่จัดการดี

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่ามี ส.ส.อิสระและกลุ่มเล็กๆ หลายคนพร้อมเข้าร่วม ซึ่งจะช่วยเสริมจำนวนที่นั่งให้มั่นคงยิ่งขึ้น การเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ โดย “อนุทิน เปิดดีลตั้งรัฐบาล” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การไม่สนอดีตของนายอนุทิน แสดงถึงวิสัยทัศน์ผู้นำที่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่ประชาชนต้องเฝ้าดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังอย่างเศรษฐกิจ ถดถอย หนี้สินครัวเรือน และการปฏิรูปการเมืองได้หรือไม่

ติดตามพัฒนาการการเจรจาครั้งนี้ให้ดี เพราะอาจกำหนดทิศทางประเทศไทยในปีข้างหน้า คุณคิดว่ารัฐบาลพันธมิตรนี้จะยั่งยืนแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เตรียมเชิญ “เพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.” หารือ ไม่สนอดีต

“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้ง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทเรื่องผลการนับคะแนนและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง ล่าสุด “อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย เพื่อคลายข้อกังขาในสังคมและป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย

“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางอนาคตของพรรค หลังการประชุม นายอภิสิทธิ์ได้ออกมาเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจน โดยย้ำ 2 เรื่องด่วนที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

หนุน กกต. เร่งสร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูลเลือกตั้งรายหน่วย

เรื่องแรกคือปัญหาการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้ง 2 ระบบที่มีจำนวนไม่เท่ากันในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมาย นายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด เช่น คะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรทั้งสองระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

หากปล่อยให้ข้อกังขาค้างคา สังคมจะสูญเสียศรัทธาในกระบวนการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์เตือนว่า กกต. ควรใช้อำนาจสั่งนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่ในพื้นที่ที่มีปัญหา โดยอ้างระเบียบที่กำหนดให้เปิดผลคะแนนรายละเอียดภายใน 5 วัน แม้ครั้งนี้จะระบุแค่ว่า “โดยเร็ว” แต่ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

  • เปิดคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง
  • เปรียบเทียบจำนวนบัตร 2 ระบบ
  • นับคะแนนใหม่หากพบความผิดปกติ
  • ป้องกันการลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับข้อมูลร้องเรียนจากผู้สมัครและวิเคราะห์เพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยนายอภิสิทธิ์เข้าใจความไม่พอใจของประชาชน แต่ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์ไม่พึงประสงค์

ย้ำจุดยืนพรรค ไม่รอสายชวนร่วมรัฐบาล ยึดเงื่อนไขเดิม

สำหรับเรื่องที่สอง นายอภิสิทธิ์ย้ำจุดยืนของพรรคที่ชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง คือไม่ต้องรอสายเชิญจากพรรคใดๆ เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคจะยึดตามเงื่อนไขและนโยบายที่ประกาศไว้ทุกประการ โดยไม่ร่วมกับพรรคที่ขัดหลักการ

เมื่อถูกถามว่าเป็นการปิดโอกาสร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ถ้าเงื่อนไขไม่ตรง ก็ไม่ร่วม เมื่อถามถึงบทบาทฝ่ายค้านหากพรรคสีส้มและพรรคฟ้ารวมกัน เขาตอบว่า ถ้าบริหารโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ที่พรรคติดตามมาตั้งแต่ต้น โดยเรียกร้องให้เร่งอายัดทรัพย์ภายใน 90 วัน ตามมาตรการของรัฐบาลรักษาการณ์ รวมถึงดำเนินการกับสถาบันการเงินและโครงการอื่นๆ เช่น สแกนม่านตา เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินถูกยักย้าย

พรรคยังเตรียมปรับโครงสร้างภายใน จัดทีมนิติบัญญัติเพื่อผลักดันนโยบายหาเสียง และบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากที่กก.บห.ชุดนี้แทบไม่มีเวลาจัดการเพราะหาเสียง

นายอภิสิทธิ์ยังวิเคราะห์สถานการณ์ โดยไม่เห็นด้วยกับการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เพราะอาจก่อความวุ่นวาย แต่ย้ำว่าการเปิดข้อมูลจะช่วยคลายกระแสได้ดีที่สุด โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ปี 2500 ที่กระบวนการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามจนนำไปสู่วิกฤต หากกกต.มั่นใจ ต้องรีบนำข้อมูลออกมา

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าจะล่าช้าถ้าผลเลือกตั้งไม่ชัดเจน กกต.มีเวลา 60 วัน แต่ยิ่งเร็วชัดเจนยิ่งดี โดยเฉพาะหลังถูกวิจารณ์จากครั้งก่อนที่เอาผิดน้อย

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็วผ่านภาพและคลิป การสร้างความโปร่งใสจึงสำคัญยิ่ง หากกกต.ชะลอ อาจลุกลามเป็นปัญหาระดับชาติ สังคมไทยจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อทุกกระบวนการโปร่งใสทั้งเลือกตั้งและบริหารประเทศ

ความเห็นของเรา: จุดยืนของอภิสิทธิ์สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง การเปิดข้อมูลไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นหนทางรักษาศรัทธาประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้กกต.เร่งดำเนินการ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์

ปัญหาสแกมเมอร์และทุนเทากำลังกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการฟอกเงินผ่านระบบธนาคารและตลาดทุน ล่าสุด ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์ เพื่อทวงคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการโกงประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และชื่นชมปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง ศปอส.ตร. กับ ปปง. ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอี ทำให้สามารถยึดอายัดทรัพย์ได้ถึง 9.2 พันล้านบาท

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์

แถลงการณ์ดังกล่าวออกมาเมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพรรคประชาธิปัตย์ส่งตรงถึงเลขาธิการ ปปง. เน้นย้ำถึงความคืบหน้าของการดำเนินคดี โดยระยะเวลายึดอายัดทรัพย์ 90 วัน จะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มีนาคม 2569 เหลือเวลาเพียง 18 วันในการส่งฟ้องอัยการเพื่อให้ศาลสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ปชป. ชี้ว่าการดำเนินการนี้เป็นการทดสอบความสุจริตของรัฐบาลไทยและความน่าเชื่อถือของตลาดทุน หากล่าช้าอาจทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางฟอกเงินของอาชญากรต่างชาติ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าธุรกรรมผิดปกติของกลุ่มสแกมเมอร์มีหลักฐานชัดเจนในข้อหากลุ่มอั้งยี่ ซ่องโจร ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน โดยมีผู้เสียหายกว่า 700 ราย เส้นทางการเงินถูกโอนต่อเนื่องจนถึงบัญชีต้องสงสัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับคดีใหญ่ๆ เช่น การสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน ซึ่ง DSI ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไต่สวนข้าราชการและนักการเมือง 6 ราย

ปชป. ชี้เป้าทรัพย์สินกลุ่มทุนเทายังเหลืออีกเพียบ

จากการศึกษาข้อมูลของพรรค พบว่ายังมีสินทรัพย์และหลักทรัพย์ของกลุ่มผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับ Capital Asia Investment (CAI) และสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกอายัดครบถ้วน พรรคกำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้ ปปง. และ กลต. ขยายผลสาวลึกถึงต้นตอและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ข้อเสนอสำคัญ 3 ข้อจากแถลงการณ์ ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์ ได้แก่:

  • ข้อ 1: ยืนยันว่าการยึดอายัดตั้งแต่ 2 ธันวาคม 2568 ถูกต้องตามหลักฐาน รัฐบาลต้องเร่งขั้นตอนถัดไปเพื่อรักษาศักดิ์ศรีตลาดทุนไทย ไม่ให้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน
  • ข้อ 2: กลุ่มนี้เชื่อมโยงคดีสแกนม่านตา DSI ส่ง ป.ป.ช. แล้ว ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อชาติ
  • ข้อ 3: พบแหล่งทรัพย์เพิ่มเติม กำลังรวบรวมหลักฐานส่ง ปปง. เพื่อยึดอายัดขยายวง

ปัญหาสแกมเมอร์ในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายนับแสนราย มูลค่าความเสียหายทะลุหมื่นล้านบาท การที่ ปปง. จัดประชุมในวันเดียวกัน (11 ก.พ.) ถือเป็นโอกาสทองในการพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้ พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดำเนินการจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและภาพลักษณ์ประเทศในสายตาโลก

นอกจากนี้ การต่อสู้กับทุนเทายังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น ธนาคาร กลต. และ DSI เพื่อปิดช่องโหว่ระบบการเงิน หากประสบความสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของปชป. ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในการตรวจสอบรัฐบาล สร้างแรงกดดันให้หน่วยงานรัฐทำงานโปร่งใสและรวดเร็ว คุณคิดว่ารัฐบาลจะสามารถยึดทรัพย์ทั้งหมดได้ทันกำหนดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสต่อต้านสแกมเมอร์ให้ดังยิ่งขึ้น!

ที่มา – ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์-ทุนเทา ชี้เป้ายังมีขุมทรัพย์อีกเพียบ

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย”

วันนี้เรามีข้อมูลร้อนๆ มาอัปเดตให้เพื่อนๆ ฟังกันแล้วนะครับ สำหรับ สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นผลไม่เป็นทางการจาก กกต. ที่นับคะแนนไปถึง 94% แล้ว จังหวัดชลบุรีทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง แบ่งกันสนุกเลย พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ควงคู่กันได้ไปคนละ 5 เขต! นี่คือสัญญาณบอกอะไรได้บ้าง มาดูรายละเอียดกันเลย

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย”

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้อัปเดตผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของจังหวัดชลบุรีแล้วครับ ซึ่งนับเสร็จสิ้น 94% จากทั้ง 10 เขต สุดมันส์มากเพราะสองพรรคใหญ่แบ่งครึ่งกันเป๊ะๆ พรรคภูมิใจไทยคว้าเขต 1,3,4,5,8 ไป ส่วนพรรคประชาชนได้เขต 2,6,7,9,10 ไป ผลนี้ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการนะ แต่ตอนนี้เรามาไล่ดูคะแนนแต่ละเขตกันแบบละเอียดยิบเลย

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1

  • อันดับ 1: สุชาติ ชมกลิ่น (พรรคภูมิใจไทย) 44,622 คะแนน
  • อันดับ 2: วรท ศิริรักษ์ (พรรคประชาชน) 40,559 คะแนน
  • อันดับ 3: สรัลชา ศรีชลวัฒนา (พรรคประชาธิปัตย์) 2,840 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

  • อันดับ 1: วรรณิดา นพสิทธิ์ (พรรคประชาชน) 29,708 คะแนน
  • อันดับ 2: ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย) 28,576 คะแนน
  • อันดับ 3: จองชัย วงศ์ทรายทอง (พรรคประชาธิปัตย์) 14,191 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3

  • อันดับ 1: สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย) 42,501 คะแนน
  • อันดับ 2: ชวาล พลเมืองดี (พรรคประชาชน) 37,164 คะแนน
  • อันดับ 3: พายุ เนื่องจำนงค์ (พรรคเพื่อไทย) 3,641 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4

  • อันดับ 1: จิรวุฒิ สิงห์โตทอง (พรรคภูมิใจไทย) 45,517 คะแนน
  • อันดับ 2: นภัสวรรณ มณีรัตน์โรจน์ (พรรคประชาชน) 24,082 คะแนน
  • อันดับ 3: อารยะ โรจนวณิชชากร (พรรคประชาธิปัตย์) 6,401 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 5

  • อันดับ 1: อนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ (พรรคภูมิใจไทย) 52,506 คะแนน
  • อันดับ 2: ณรงธร โพธิ์หมื่น (พรรคประชาชน) 24,735 คะแนน
  • อันดับ 3: ประมวล เอมเปีย (พรรคเพื่อไทย) 7,711 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 6

  • อันดับ 1: นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต (พรรคประชาชน) 40,174 คะแนน
  • อันดับ 2: สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ (พรรคภูมิใจไทย) 34,345 คะแนน
  • อันดับ 3: ษรกฤต ผลลูกอินทร์ (พรรคเพื่อไทย) 3,812 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 7

  • อันดับ 1: สหัสวัต คุ้มคง (พรรคประชาชน) 39,278 คะแนน
  • อันดับ 2: สงกรานต์ ภาชนะ (พรรคภูมิใจไทย) 31,471 คะแนน
  • อันดับ 3: นฤพล นิยมทรัพย์ (พรรคเพื่อไทย) 2,933 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 8

  • อันดับ 1: เชาวลิตร แสงอุทัย (พรรคภูมิใจไทย) 37,526 คะแนน
  • อันดับ 2: มนัสวิน จันทร์เจริญ (พรรคประชาชน) 34,536 คะแนน
  • อันดับ 3: ชาญยุทธ เฮงตระกูล (พรรคเพื่อไทย) 4,424 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 9

  • อันดับ 1: ยอดชาย พึ่งพร (พรรคประชาชน) 27,413 คะแนน
  • อันดับ 2: แมน อินทร์พิทักษ์ (พรรคภูมิใจไทย) 23,516 คะแนน
  • อันดับ 3: รัฐกิจ เฮงตระกูล (พรรคเพื่อไทย) 5,570 คะแนน

ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 10

  • อันดับ 1: ธนาธาร ประมูลพงษ์ (พรรคประชาชน) 26,531 คะแนน
  • อันดับ 2: พนธกร ใคร่ครวญ (พรรคภูมิใจไทย) 23,046 คะแนน
  • อันดับ 3: สะถิระ เผือกประพันธุ์ (พรรคกล้าธรรม) 22,537 คะแนน

จาก สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย” จะเห็นว่าคะแนนสูสีมากในหลายเขต เช่น เขต 1 ที่ภูมิใจไทยชนะประชาชนแค่ไม่กี่พันคะแนน หรือเขต 10 ที่ประชาชนชนะแบบฉิวเฉียด สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ชลบุรีซึ่งเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว มีฐานเสียงกระจายตัวดี สองพรรคนี้แข่งกันดุเดือด พรรคอื่นๆ อย่างเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ได้คะแนนรองลงมา

ในมุมมองของผม การแบ่งครึ่งแบบนี้แสดงถึงความหลากหลายของความคิดเห็นประชาชนชลบุรี ที่ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน อาจเป็นเพราะนโยบายเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และปัญหาชายฝั่งที่แต่ละพรรคนำเสนอแตกต่างกัน หากผลอย่างเป็นทางการออกมาเหมือนนี้ ก็น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเมืองท้องถิ่นต่อไป

ติดตามผลการเลือกตั้งเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ กกต. และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเพื่อนๆ สนใจนะครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเชียร์พรรคไหนในชลบุรี!

ที่มา – สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 ล่าสุด “ชลบุรี” แบ่งครึ่ง “ประชาชน-ภูมิใจไทย”

นับคะแนนเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทย อยู่อันดับ 1

ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด นับคะแนนเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทย อยู่อันดับ 1 ด้วยคะแนนนำห่างอย่างชัดเจน ตามมาด้วยพรรคประชาชนในอันดับ 2 และพรรคเพื่อไทยอันดับ 3 การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนจับตามอง

นับคะแนนเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทย อยู่อันดับ 1

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากปิดหีบเลือกตั้งเวลา 17.00 น. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เริ่มนับคะแนนและทยอยเผยแพร่ผลอย่างไม่เป็นทางการทันที ณ เวลา 23.38 น. ซึ่งนับคะแนนไปแล้ว 59% ของทุกรงเลือกตั้ง พบว่าพรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งไปถึง 197 ที่นั่ง ส่งผลให้ นับคะแนนเลือกตั้ง 2569 ภูมิใจไทย อยู่อันดับ 1 แบบไม่มีใครเทียบ

อันดับต่อมา พรรคประชาชนตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วย 112 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยอันดับ 3 ได้ 78 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรมอันดับ 4 57 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์อันดับ 5 20 ที่นั่ง ผลนี้ยังไม่เป็นทางการ แต่สะท้อนแนวโน้มที่น่าติดตาม

ผลนับคะแนนเลือกตั้ง 2569

รายละเอียดอันดับพรรคการเมืองจากนับคะแนนเลือกตั้ง 2569

  • อันดับ 1: พรรคภูมิใจไทย – 197 ที่นั่ง แสดงถึงฐานเสียงที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และภาคอีสาน
  • อันดับ 2: พรรคประชาชน – 112 ที่นั่ง พรรคใหม่ที่มาแรง ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่
  • อันดับ 3: พรรคเพื่อไทย – 78 ที่นั่ง แม้จะรั้งที่ 3 แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล
  • อันดับ 4: พรรคกล้าธรรม – 57 ที่นั่ง เน้นนโยบายด้านยุติธรรมและสิ่งแวดล้อม
  • อันดับ 5: พรรคประชาธิปัตย์ – 20 ที่นั่ง ฐานเสียงภาคใต้ยังคงเหนียวแน่น

ผลนับคะแนนนี้มาจากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น กกต. จะตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าผลลัพธ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้น โดยพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสเป็นแกนนำหลัก

วิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยที่ทำให้ภูมิใจไทยนำ

พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จจากการหาเสียงที่ชัดเจนในประเด็นเศรษฐกิจ สุขภาพ และการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน นโยบายอย่าง ’30 บาทรักษาทุกโรค’ ยังคงเป็นจุดขายหลัก ขณะที่พรรคประชาชนได้คะแนนจากกระแสปฏิรูปและต่อต้านเผด็จการ ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องปรับกลยุทธ์ใหม่หลังจากสูญเสียที่นั่งบางส่วน

การเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์สูงถึง 75% สะท้อนความตื่นตัวของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิดและปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ เทคโนโลยีช่วยในการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ทำให้ผลออกมาเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีเขตที่กำลังนับคะแนนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ประชาชนควรติดตามอัปเดตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ติดตามผลนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์และข่าวสารล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการติดตามการเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจกำหนดทิศทางประเทศใน 4 ปีข้างหน้า อย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – นับคะแนนเลือกตั้ง 2569 “ภูมิใจไทย” อยู่อันดับ 1 ตามด้วย “พรรคประชาชน”

Scroll to top