พรรคเพื่อไทย

ชาติพัฒนา หนุนเพื่อไทย ตั้งรัฐบาล ไม่ติดนายกฯ

“สุวัจน์“ เผย พรรคชาติพัฒนา มีมติสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ไม่ติดใครจะเป็นนายกฯ หรือมีพรรคการเมืองไหนเป็นส่วนประกอบ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 ถนนพายพาส อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีซิโกว แจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ของมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา

นายสุวัจน์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะว่าผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีรัฐบาลชุดใหม่ แล้วต้องแถลงนโยบายกันใหม่ ซึ่งต้องมีกระบวนการที่ใช้เวลาระยะหนึ่งที่จะเห็นภาพของรัฐบาลใหม่ ภาพของนโยบายใหม่ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของสภา ดังนั้น มาตรการอะไร นโยบายอะไรที่เป็นเรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มาตรการทางเศรษฐกิจก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย พรรคชาติพัฒนาได้มีมติร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ในการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการเดินหน้าเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ส่วนโครงสร้างของรัฐบาลใหม่ภายใต้แกนนำพรรคเพื่อไทยนั้น ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือจะมีพรรคการเมืองอื่นเป็นองค์ประกอบอย่างไร หรือจะมีเงื่อนไขอย่างไรนั้น มอบให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตอนนี้ เราต้องการรัฐบาลใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อเข้ามาทำงานและแก้ไขปัญหาของประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด

ชาติพัฒนา หนุน เพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ไม่ติดใครเป็นนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่และการจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด พรรคการเมืองต่างๆ กำลังหารือและเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

ในส่วนของพรรคชาติพัฒนา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคที่ชัดเจนว่า สนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ได้มีข้อจำกัดว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคใดจะเข้าร่วมรัฐบาลบ้าง

ทำไมชาติพัฒนาถึงสนับสนุนเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล?

การตัดสินใจของพรรคชาติพัฒนาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้มีรัฐบาลใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การมอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ เนื่องจากมองว่าเป็นพรรคที่มีประสบการณ์และความพร้อมในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ การที่พรรคชาติพัฒนาไม่ได้มีข้อจำกัดใดๆ ในเรื่องตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความตั้งใจที่จะให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด

การสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคชาติพัฒนา เป็นสัญญาณที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและทิศทางใหม่ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

ความสำคัญของการมีรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ

การมีรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน รัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ

ดังนั้น การที่พรรคชาติพัฒนาออกมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การมีรัฐบาลใหม่ที่สามารถเข้ามาบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคชาติพัฒนามองว่าการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จะนำพาประเทศไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว การมีรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคือพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคง

พรรคการเมืองทุกพรรคควรคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญ และร่วมมือกันเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การที่พรรคชาติพัฒนาออกมายืนยันว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ติดขัดเรื่องตัวนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

พรรคชาติพัฒนาหวังว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสามัคคีปรองดองในชาติ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ การตัดสินใจของพรรคชาติพัฒนาในครั้งนี้ ได้สร้างความน่าสนใจและเป็นที่จับตามองของทุกฝ่ายอย่างแน่นอน และเป็นการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลที่ชัดเจน

ที่มา – ชาติพัฒนา หนุน เพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ไม่ติดใครเป็นนายกฯ

“เท้ง” ย้ำไม่โหวต “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะบ่ายนี้ โหวตนายกฯ 3 ก.ย.

“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย.

หัวหน้าพรรคประชาชน เผยตัดสินใจเลือกใครไม่เลือกใคร บ่ายวันที่ 1 ก.ย. นี้ คาดโหวตเลือกนายกฯ ได้ 3 ก.ย. ย้ำทุกพรรคต้องดีลบนโต๊ะเข้าที่ทำการพรรค ไม่โหวตให้แน่นอนหากเสนอชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์”

วันที่ 30 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่โรงแรมคอนราด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยถึงกับสายข่าวดีลแลกเก้าอี้ 8 รัฐมนตรีให้นอมินีเข้าไปทำหน้าที่แทนว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีดีลลับใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น ตอนนี้ตนเองและเพื่อนสมาชิกเราต้องการใช้ 140 กว่าเสียงของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผ่าทางตันให้กับประเทศโดยไม่ร่วมรัฐบาล ความหมายคือ หากพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จะมาขอเสียงจากพรรคเพื่อโหวตนายกฯ ให้ โดยมีสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย คือหลักการที่ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

“การเจรจาต่อรองอะไรต่างๆ ที่บอกว่ามีดีลรับว่าพรรคประชาชนได้ไปขอแลกตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ ขอปฏิเสธอีก 1 ครั้งว่าไม่มีทั้งสิ้น เราไม่รับการเจรจาอะไรที่เป็นใต้โต๊ะหรือที่เป็นหลังบ้านใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีข่าวออกมาเป็นการให้สัมภาษณ์การพูดด้วยวาจาปากเปล่า อย่างเช่นไม่ได้ส่งผู้บริหารของพรรคเข้ามาพูดคุย เพื่อที่จะแสดงเจตจำนงแล้วรับข้อเสนอของพรรคประชาชนพร้อมกับผมหรือผู้บริหารพรรคที่พรรคประชาชน ถ้าไม่ส่งตัวแทนเข้ามาเราไม่ได้รับว่าเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการใดๆ ทั้งสิ้น”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าในอดีตมีการเจรจาบนโต๊ะแต่ก็มีบางพรรคล้มดีล ฉีกข้อตกลงที่ทำไว้กับประชาชน ในครั้งนี้ในฐานะหัวหน้าพรรค จึงขอไม่รับข้อเสนอใดๆ ที่ไม่ได้มีการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจน และไม่ได้ส่งตัวแทนอย่างเป็นทางการเข้ามาพูดคุย

เมื่อถามว่ายังไม่ได้รับปากจากทางพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้กระบวนการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ย้ำว่าพรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพราะจะต้องใช้การตัดสินใจจากผู้บริหารพรรคและที่ประชุม ส.ส. ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน ช่วงบ่าย เพราะฉะนั้นข้อเสนอ TOR ที่พรรคประชาชนได้เปิดออกไปนั้น จำเป็นจะต้องยอมรับข้อเสนอของเรา และต้องแสดงเจตจำนง ต้องเข้ามาพูดคุยกับผู้บริหารพรรคและตนเองอย่างเป็นทางการในที่ทำการพรรค

ส่วนที่เพื่อไทยบอกว่ามีการเจรจาแล้ว หากไปเจรจาทางลับ ไม่มีการพูดคุยโดยตรงจะถือว่าไม่มีการรับข้อเสนอใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนทางพรรคภูมิใจไทยที่เข้ามาพูดคุยกับตนเอง ได้แสดงเจตจำนงว่ารับข้อเสนอกับพรรคประชาชน ส่วนพรรคอื่นที่ให้ข่าวออกไป ไม่ถือว่าเป็นแสดงเจตจำนงใดๆ ทั้งสิ้น จึงขอให้ฟังข่าวอย่างเป็นทางการ เพราะตอนนี้มีการปล่อยข่าวเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ตอนนี้ยังไม่ได้ประเมินว่าใครจริงใจไม่จริงใจไปมากกว่ากัน แต่ประเมินจากเสียงในสภา และข้อเสนอใน TOR ที่ต้องการฝ่าทางตันทางการเมือง และต้องยุบสภาหลัง 4 เดือน โดยตอนนี้ทุกพรรคมีโอกาสเท่ากันก่อนที่จะประชุม ส.ส. เพราะไม่ได้มีธงล่วงหน้า

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวยืนยันว่าทุกการตัดสินใจของพรรคประชาชนอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง ไม่ได้พิจารณาว่าเราได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการเมืองแต่อย่างใด ตนเองสื่อสารไปหลายครั้งแล้วตอนนี้ประเทศที่มีเหตุการณ์รุมเร้าอยู่หลายด้าน การที่รัฐบาลมาจากความชอบธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และตนเองสามารถบอกได้ทันทีว่า หากมีการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เราไม่สามารถโหวตให้ได้อย่างแน่นอน

ส่วนการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นการบรรยากาศที่ให้เกียรติกันในฐานะนักการเมือง ส่วนจะเชื่อใจพรรคภูมิใจไทยได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ในกรอบ 4 เดือนหากพบว่าไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตาม TOR หรือพยายามทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง ก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

ส่วนข้อเสนอของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ขอขยายกรอบยุบสภาจาก 4 เป็น 6 เดือนนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า 4 เดือนเป็นข้อเสนอขั้นต่ำ ไม่มีการลดไปมากกว่านี้ และเป็นกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว พร้อมมองว่าหากพรรคเพื่อไทยยุบสภาตอนนี้เชื่อว่าประชาชนมองเห็นว่าเป็นการชิงการได้เปรียบทางการเมือง เพราะหากจะทำเพื่อหาทางออกให้กับประเทศคงทำไปนานแล้ว แต่การออกมาให้ข่าวตอนนี้เป็นการต่อรองอำนาจกับพรรคร่วม ที่ทุกคนสามารถวิเคราะห์ได้เหมือนกัน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า จะมีผลต่อการตัดสินใจต่อพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบในรายละเอียด และย้ำว่าจะรับพิจารณาเฉพาะการเข้ามาพูดคุยกับตนเองและผู้บริหารพรรคอย่างเป็นทางการที่พรรคประชาชน

พรรคประชาชนกับการโหวตนายกฯ

“เราไม่ได้ร่วมรัฐบาล เราไม่ได้จับมือกับใคร และพร้อมยื่นตรวจสอบ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ม.151 ในการล้มรัฐบาล และวันจันทร์บ่ายนี้ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนในพรรค ที่พึ่งสั่งการใน 1-2 ชั่วโมงที่ผ่านมา จะนำมาประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร ผมเชื่อว่าทุกๆ คนที่โหวตให้พรรคก้าวไกล ที่เราไม่ใช้การซื้อสิทธิขายเสียงเข้ามา หากอยากจะจัดการเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง นักการเมืองที่ทุจริต ถ้าไม่ใช่อำนาจรัฐจัดการอย่างตรงไปตรงมา แล้ววันนี้อำนาจรัฐที่พรรคประชาชนมีอยู่คือ 140 กว่าเสียง หากนิ่งเฉย ไม่ใช่อำนาจรัฐไปในสิ่งที่ถูกที่ควร ก็อาจจะไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้แทนราษฎรหรือเปล่า ในเมื่อประชาชนเลือกพวกเรามา”

เมื่อถามว่ารับนายอนุทินได้ใช่หรือไม่ ที่มีข้อครหาถึง 2 เรื่อง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้อยากขอให้ทุกคนตัดภาพว่าพรรคประชาชนจะเลือกใครไม่เลือกใคร และย้ำจะตัดสินใจในวันจันทร์บ่าย เมื่อถามว่าลำบากใจหรือไม่ หากจะเลือกพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทยก็ถูกด่า นายณัฐพงษ์กล่าวว่าเป็นสภาพที่เราเป็นอยู่ แต่ยืนยันว่าพวกเราหนักแน่น และจะใช้เสียง 140 กว่าเสียงกำกับประเทศไปในทิศทางที่ดีที่สุด ส่วนเงื่อนไขที่กำหนดเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปได้และสำคัญ คือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นชนวนปัญหาต่างๆ ของประเทศ

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้ที่จะโหวตนายกฯ วันใด นายณัฐพงษ์ ระบุว่า “มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นวันพุธนี้” คาดการณ์ว่าการ“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย. จะเป็นไปตามกำหนด

ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า ในช่วงของการแถลงข่าว นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้ยื่นโฉนดที่ดินเขากระโดง ประกอบการตัดสินใจของพรรคประชาชนด้วย

ภาพ : ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์ ⁣ สรุปคือพรรคประชาชนจะตัดสินใจเรื่อง“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย. ในช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่จะถึงนี้ และคาดว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 กันยายนนี้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงผันผวนและต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน

ที่มา – “เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชน.เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย.

งูเห่าเพื่อไทย! ทยอยออกจากไลน์พรรค

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะร้อนระอุ เมื่อมีข่าวว่า ส.ส. บางส่วนเริ่มทยอยถอนตัวออกจากกลุ่มไลน์ของพรรค หลังจากที่ นายศักดิ์ดา ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับ พรรคภูมิใจไทย ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย และการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวจากแหล่งข่าวภายในพรรคเพื่อไทยว่า มีความเคลื่อนไหวของ ส.ส. ในพรรคที่คาดกันว่าจะให้การสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากกรณีที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส. กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ผลจากการกระทำดังกล่าว ทำให้นายศักดิ์ดาถูกเชิญออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทยในทันที และล่าสุด มีรายงานว่ามี ส.ส. เริ่มทยอยออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยแล้วหลายราย อาทิ นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส. กาฬสินธุ์, พล.ต.ต. สุรพล บุญมา ส.ส. นครนายก, นพ. ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ส.ส. ศรีสะเกษ และ นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส. อีกด้วย

งูเห่าเพื่อไทย ดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์?

ข่าวการลาออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส. เหล่านี้ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามว่า นี่เป็นสัญญาณของการแปรพักตร์หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทยในอนาคต

แม้ว่าทางพรรคเพื่อไทยจะยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แหล่งข่าวภายในพรรคระบุว่า ทางพรรคทราบถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ ส.ส. เหล่านี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น และเมื่อโอกาสมาถึง ส.ส. เหล่านั้นจึงได้ตัดสินใจกระทำการดังกล่าว

ทำไมถึงเรียกว่า “งูเห่าเพื่อไทย”?

คำว่า “งูเห่า” ในทางการเมือง มักใช้เรียก ส.ส. หรือนักการเมืองที่ทรยศต่อพรรคของตนเอง โดยการไปสนับสนุนพรรคอื่น หรือโหวตสวนมติพรรค ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนที่เลือกเข้ามา และเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค

การที่ ส.ส. เหล่านี้ตัดสินใจออกจากกลุ่มไลน์พรรค และมีแนวโน้มว่าจะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ทำให้หลายคนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และเข้าข่ายการเป็น “งูเห่า” ทางการเมือง แม้ว่า ส.ส. เหล่านี้อาจจะมีเหตุผลส่วนตัวในการตัดสินใจ แต่การกระทำดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย: การลาออกของ ส.ส. เหล่านี้ อาจทำให้พรรคเพื่อไทยสูญเสียคะแนนเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และอาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต
  • ผลกระทบต่อประชาชน: การแปรพักตร์ของ ส.ส. อาจทำให้ประชาชนรู้สึกผิดหวัง และสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมือง
  • อนาคตทางการเมือง: ส.ส. ที่ตัดสินใจแปรพักตร์ อาจเผชิญกับความยากลำบากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เนื่องจากอาจสูญเสียฐานเสียงเดิม และถูกมองว่าเป็นคนไม่น่าไว้วางใจ

สถานการณ์ “งูเห่าเพื่อไทย” ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคเพื่อไทย ว่าจะสามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้อย่างไร และจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้หรือไม่ การตัดสินใจของ ส.ส. แต่ละคน จะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาเอง และต่อเสถียรภาพของประเทศชาติ

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง การจับตาดูความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคน และการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตของการเมืองไทยได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – เผยโฉม “งูเห่าเพื่อไทย” ทยอยดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์ “พรรคเพื่อไทย”

“วิโรจน์” ชี้ ปชช. ยังไม่ตัดสินใจ: โหวตทางไหนก็ถูกด่า

“วิโรจน์ ลักขณาอดิสร” วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองล่าสุด โดยพรรคประชาชน (ปชช.) ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล ชี้ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเสนอทางออกคือการยุบสภา

“วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2568 โดยระบุถึงเงื่อนไขในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ที่กำหนดว่าต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 247 เสียง

จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 492 เสียง พรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีอยู่ 253 เสียง (รวม 11 พรรค) ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (140), พรรครวมไทยสร้างชาติ (36), พรรคประชาธิปัตย์ (25), พรรคกล้าธรรม (25), พรรคชาติไทยพัฒนา (10), พรรคประชาชาติ (9), พรรคชาติพัฒนา (3), พรรคไทรวมพลัง (2), พรรคเสรีรวมไทย (1), พรรคประชาธิปไตยใหม่ (1) และพรรคไทยก้าวหน้า (1)

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านเดิมมีอยู่ 239 เสียง (รวม 5 พรรค) ได้แก่ พรรคประชาชน (143), พรรคภูมิใจไทย (69), พรรคพลังประชารัฐ (20), พรรคไทยสร้างไทย (6) และพรรคเป็นธรรม (1)

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเสียงสนับสนุน โดยพรรคกล้าธรรมได้ ส.ส. เพิ่ม 6 เสียง (จากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง) ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมมี 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมี 233 เสียง

หากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถร่วมงานกันได้ และพรรคภูมิใจไทยดึงเสียงจากพรรคกล้าธรรมและกลุ่มคุณสุชาติไปได้ จะทำให้พรรคเพื่อไทยเหลือ 210 เสียง และพรรคภูมิใจไทยมี 140 เสียง

ทางออกเมื่อ “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า

หากพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง จะทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงสนับสนุนถึง 247 เสียง ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งได้

นายวิโรจน์เสนอว่า หากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ได้แก่

  • เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปสู่การยุบสภา
  • ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
  • พรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนอาจตัดสินใจเลือกข้าง หรืออีกทางเลือกคือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเสียงกลับมา โดยนายวิโรจน์ระบุว่าอาจเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์เห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือหากพรรคการเมืองอื่นสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนก็จะเป็นการดีที่สุด

“เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการถูกตระบัดสัตย์หักหลัง โดยระบุว่าได้เผื่อใจไว้แล้ว และมองว่าทั้งสองทางอาจหักหลังพรรคประชาชนได้ แต่ควรพิจารณาว่าทางไหนมีกลไกในการผูกมัดไม่ให้หักหลังได้ง่ายกว่ากัน

โดยสรุป นายวิโรจน์มองว่าการยุบสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือหากพรรคอื่นสามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพรรคประชาชนก็จะเป็นการดีกว่า เพราะไม่ว่าเลือกทางไหน “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า อย่างแน่นอน ดังนั้นการตัดสินใจจึงต้องพิจารณาถึงผลเสียที่น้อยที่สุดต่อประเทศชาติ

“วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ หากจำเป็นต้องเลือกจริงๆ พรรคประชาชนจะพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติเป็นสำคัญ

สถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และอนาคตของประเทศ “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า แต่พร้อมที่จะพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ที่มา – “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า แนะยุบสภาคือทางออก

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” คุย “ธนาธร” จริงหรือ?

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยัน “เพื่อไทย” เดินหน้าดีล “พรรคประชาชน” หนุนตั้งรัฐบาล

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไปพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้สมาชิกพรรคทุกคนกำลังทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยมีแผนที่จะพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลจริง ซึ่งการพูดคุยอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา

เมื่อถูกถามย้ำว่าทีมเจรจาของพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปที่โรงแรมคอนราดในช่วงบ่ายวันนี้หรือไม่ นายภูมิธรรมย้อนถามสั้น ๆ ว่า ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยันเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม ล่าสุดมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการนัดพบกันระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งได้รับการตอบสนองจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี โดยที่นายภูมิธรรม ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

“ภูมิธรรม” ยันเพื่อไทยเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

ถึงแม้จะปฏิเสธข่าวการนัดพบระหว่างนายทักษิณและนายธนาธร แต่นายภูมิธรรมได้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าเจรจากับพรรคประชาชน เพื่อแสวงหาเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยการเจรจาอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว

การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม การเจรจากับพรรคประชาชนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความแตกต่างทางอุดมการณ์และนโยบายอยู่พอสมควร

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคก้าวไกลต่อการเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เนื่องจากพรรคก้าวไกลเคยเป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยมาก่อน แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นฝ่ายค้าน การที่พรรคเพื่อไทยหันไปจับมือกับพรรคประชาชนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลได้

การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร จะมีพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมในการเจรจาหรือไม่ และสุดท้าย ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของตนเองเป็นไปอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

สถานการณ์ “ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และการเจรจาต่อรองที่เกิดขึ้นเบื้องหลังฉาก การจับขั้วทางการเมืองใหม่ๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยันเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

“สุริยะ” ยันอยู่เพื่อไทย 100% – “สมศักดิ์” ไปประชุม อสม.

“สุริยะ” ย้ำเกิน 100% ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย มั่นใจเป็นรัฐบาลต่อ เมิน “ศักดาดิ์” ชิ่งหนุน “อนุทิน” ด้าน “สมศักดิ์” ไม่เข้าร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่ไปเป็นประธานการประชุม อสม.

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. ว่า พรรค พท. ได้มอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรค พท. เป็นผู้เจรจา และขอให้รอฟังจากนายภูมิธรรม เมื่อถามว่า ยังคงอยู่กับพรรค พท. ต่อหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เกิน 100%

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามักมีการมองเมื่อนายสุริยะไปอยู่ร่วมกับฝ่ายใดก็จะเป็นรัฐบาลเสมอ ครั้งนี้ยังมั่นใจพรรค พท. จะได้เป็นรัฐบาลต่อหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ยังคงมีความมั่นใจ เพราะพรรค พท. ทำเพื่อประชาชน ส่วนกรณีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรค พท. ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมอ้างมี ส.ส. ของพรรคอีก 10 เสียงด้วย ได้มีการตรวจสอบหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เป็นสิทธิของนายศักดิ์ดา ส่วนข้อเท็จจริงมี ส.ส. ไปร่วมกับพรรค ภท. เกิน 10 คน หรือมีเพียงนายศักดิ์ดา คนเดียว ตนไม่แน่ใจ

“สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม.

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันนี้ไม่ได้ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ แต่ไปเป็นประธาน “โครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตรวจชุดตามสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทย ห่างไกล NCDs” ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย แทน

ทำไม “สมศักดิ์” ถึงเลือกไปประชุม อสม. แทน ครม. นัดพิเศษ?

การที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ แต่เลือกที่จะไปเป็นประธานในงานประชุม อสม. ที่จังหวัดสุโขทัยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและชวนให้ติดตามถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การให้ความสำคัญกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนในระดับท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชนอย่างแท้จริง

อสม. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พวกเขาเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ และส่งต่อข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องให้กับชาวบ้าน รวมถึงเป็นผู้ที่คอยเฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์ด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน การสนับสนุนและให้กำลังใจ อสม. จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการประชุม อสม. ในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงนโยบายของกระทรวงฯ ที่จะให้ความสำคัญกับการทำงานในระดับชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก อสม. เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษก็อาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเด็นทางการเมือง หรือภารกิจเร่งด่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงบริบทและสถานการณ์โดยรวมประกอบกัน

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ในการไปเป็นประธานการประชุม อสม. แทนการเข้าร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับบทบาทของ อสม. ในการดูแลสุขภาพประชาชนระดับฐานราก การสนับสนุนและส่งเสริมการทำงานของ อสม. จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสริมระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง

โดยสรุปแล้ว ข่าว “สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม. สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ และการให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

ที่มา – “สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม.

สุรพงษ์ ไม่เชื่อ ศักดิ์ดา มี สส. หนุนอนุทินจริง!

สุรพงษ์ รมช.คมนาคม แสดงความไม่เชื่อมั่นว่า ศักดิ์ดา จะมี สส. ในมือถึง 10 คน เพื่อสนับสนุน อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ชี้ สส.กาญจนบุรี ยังอยู่ครบ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย จังหวัดกาญจนบุรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย อ้างว่าจะนำ สส.จากพรรคเพื่อไทย ไปร่วมสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยกับนายศักดิ์ดาในเรื่องนี้โดยตรง แต่ยืนยันว่า สส.ในจังหวัดกาญจนบุรียังคงอยู่กันครบ ยกเว้นกรณีที่มีข่าวออกไปเมื่อวานนี้

ประเด็นที่นายศักดิ์ดาอ้างว่ามี สส.อยู่ในมือถึง 10 คนนั้น นายสุรพงษ์แสดงความคิดเห็นว่า น่าจะเป็น สส.จากจังหวัดอื่น ซึ่งก็เป็นเพียงข่าวลือ ใครมี สส.อยู่ในมือจำนวนเท่าไหร่ ยังไม่มีความแน่ชัด

เมื่อถูกถามว่าเชื่อหรือไม่ว่านายศักดาจะมี สส.ในมือถึง 10 เสียง นายสุรพงษ์ตอบว่า “ถ้าเป็นผม เห็นว่าเฉยๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้”

สุรพงษ์ ไม่เชื่อ ศักดิ์ดา มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยข่าวลือต่างๆ การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุรพงษ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล การที่ สส. แต่ละคนออกมาแสดงท่าทีที่แตกต่างกัน ยิ่งทำให้การคาดการณ์อนาคตทางการเมืองเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ทำไม สุรพงษ์ ถึงไม่เชื่อว่า ศักดิ์ดา มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน อนุทิน?

การที่นายสุรพงษ์ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ไม่เชื่อว่านายศักดิ์ดาจะมี สส. ในมือถึง 10 คน อาจมีเหตุผลหลายประการประกอบกัน ดังนี้:

  • ความไม่เชื่อมั่นส่วนตัว: นายสุรพงษ์อาจมีความไม่เชื่อมั่นในตัวนายศักดิ์ดาเป็นการส่วนตัว หรืออาจมองว่าการอ้างจำนวน สส. ในมือ เป็นเพียงการสร้างข่าวเพื่อหวังผลทางการเมือง
  • ข้อมูลที่แตกต่าง: นายสุรพงษ์อาจมีข้อมูลที่แตกต่างจากนายศักดิ์ดา ทำให้เชื่อว่าจำนวน สส. ที่จะสนับสนุนนายอนุทินไม่ได้มีมากถึง 10 คน
  • ต้องการลดกระแสข่าว: การออกมาปฏิเสธข่าว อาจเป็นความพยายามที่จะลดกระแสข่าวเกี่ยวกับการแตกแถวภายในพรรคเพื่อไทย และรักษาภาพลักษณ์ของพรรค

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสุรพงษ์ในครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข่าวลือต่างๆ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตได้

การเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน การที่ สุรพงษ์ ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ยิ่งเน้นย้ำถึงความท้าทายในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบัน การที่ ศักดิ์ดา อ้างว่ามี สส. สนับสนุน อนุทิน หรือไม่นั้นคงต้องติดตามกันต่อไป

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – “สุรพงษ์” ไม่เชื่อ “ศักดิ์ดา” มี สส. ในมือ 10 คน ขนโหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” ได้ สส. พอรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ขออย่าด่วนสรุป ปชน.- กล้าธรรม ตอบรับเข้าร่วม เมิน “ศักดา” นั่งโต๊ะร่วมแถลงปูดขน สส.เพื่อไทย หนุนไม่ต่ำกว่า 10 เสียง เชื่อคิดไปเอง

วันที่ 30 ส.ค. 68 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมเสียงและมั่นใจว่า มีจำนวนเพียงพอซึ่งยึดหลักการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมตามที่ได้แถลงไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวและนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่ารวบรวมเสียง สส. ได้ 288 เสียงนั้น นายประเสริฐกล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะทั้งพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ

ส่วนที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น อย่าเพิ่งสรุปว่าจะมี สส.ของเพื่อไทย ย้ายตามไปกว่า 10 คนตามที่กล่าวอ้าง และเชื่อว่าเป็นการคิดไปเองโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งการตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่ายเช่นนั้น พร้อมย้ำว่ายังมั่นใจใน สส. ของพรรคเพื่อไทยทุกคน

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงแนวทางการพูดคุยกับพรรคประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยเปิดกว้างและพร้อมจะมีการหารือ ส่วนข้อเสนอเรื่องการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าไม่มีอะไรติดขัดและสามารถพูดคุยในรายละเอียดได้ เนื่องจากนโยบายและแนวทางของทั้งสองพรรคมีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง

นายประเสริฐ ยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้คือ นายชัยเกษม นิติศิริ ตามที่ที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลอื่นนั้น ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ สำหรับประเด็นการยุบสภา นายประเสริฐ กล่าวว่า จะต้องมีการตรวจสอบข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อนว่า นายกรัฐมนตรีรักษาการมีอำนาจดังกล่าวหรือไม่

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารวมเสียงตั้งรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้น การณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่ และจะมีพรรคใดเข้าร่วมรัฐบาลบ้าง

การรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย เช่น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในชาติ และการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน หากพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้สำเร็จ ก็จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ความท้าทายในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นใจในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคและความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ:

  • การเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ: พรรคเพื่อไทยจะต้องเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจต้องมีการประนีประนอมและยอมเสียสละบางส่วน
  • ความขัดแย้งในประเด็นต่างๆ: พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจมีแนวคิดและนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล
  • แรงกดดันจากภายนอก: พรรคเพื่อไทยอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม และสื่อมวลชน

เพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ พรรคเพื่อไทยจะต้อง:

  • มีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะประนีประนอม: พรรคเพื่อไทยจะต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองอื่นๆ และพร้อมที่จะประนีประนอมในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล
  • สร้างความเข้าใจร่วมกัน: พรรคเพื่อไทยจะต้องพยายามสร้างความเข้าใจร่วมกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน
  • รักษาความสามัคคีภายในพรรค: พรรคเพื่อไทยจะต้องรักษาความสามัคคีภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายใน

การดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ และจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพได้

การเมืองไทยยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ บอกแนวคิด “ปชน.” ใกล้เคียง

มนพร เผย! ส.ส.เพื่อไทยหนุนอนุทิน จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! “มนพร” ออกมาเปิดเผยว่ามี ส.ส. พรรคเพื่อไทย (พท.) ประมาณ 10 คน เตรียมสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าทุกคนยังอยู่กับพรรค ยกเว้น “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามได้ในบทความนี้

เมื่อเวลา 09.25 น. ของวันที่ 30 สิงหาคม 2566 ณ ทำเนียบรัฐบาล นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นร้อนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ โดยกล่าวว่า หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเช้า แกนนำพรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในช่วงบ่ายที่พรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในการหารือกับพรรคการเมืองต่างๆ นางมนพรตอบว่า “เวลายังเร็วไป” และเมื่อถามถึงกรณีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าวว่าจะนำ ส.ส. กว่า 10 เสียงสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นางมนพรกล่าวว่าเธอยังไม่ทราบว่ามี ส.ส. คนใดอีกบ้างที่จะสนับสนุน นอกจากนายศักดิ์ดา แต่เท่าที่ทราบ ทุกคนยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย ยกเว้นนายศักดิ์ดา

นางมนพรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้จะไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ก็ได้มีการสอบถามกันภายในพรรค และหลายคนยืนยันว่ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทยและจะร่วมต่อสู้ไปด้วยกัน

เมื่อถามถึงการตรวจสอบรายชื่อ 10 ส.ส. ที่นายศักดิ์ดาอ้างถึง นางมนพรกล่าวว่า “ตรวจสอบแล้ว” แต่ไม่มีใครในกลุ่ม ส.ส. ที่จะไปตามที่กล่าวอ้าง

มั่นใจรวบรวมเสียงได้!

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการรวบรวมเสียง นางมนพรตอบด้วยความมั่นใจว่า “มั่นใจ” เพราะส่วนใหญ่ทุกพรรคยังมีการพูดคุยกันอยู่ รวมถึงพรรคประชาชน (ปชช.) เอง และเงื่อนไขต่างๆ นอกจากนี้ ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงเป็นของฝั่งรัฐบาลเดิม และไม่มีเงื่อนไขทางกฎหมายรัฐธรรมนูญใดๆ ที่จะกำหนดเรื่องการโหวตเลือกนายกฯ

สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่ไม่ได้มาร่วมแถลงเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นางมนพรกล่าวว่า “ก็ต้องมาคุยกัน” เพราะพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะต้องพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมทุกพรรค

มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา”

เมื่อถามถึงความกังวลว่าพรรคกล้าธรรมจะพลิกขั้ว นางมนพรตอบว่า “คงต้องมีการคุยกันอีกครั้งหนึ่ง”

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ส.ส.เพื่อไทยหนุนอนุทิน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข่าว มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การออกมาให้สัมภาษณ์ของนางมนพร เจริญศรี ได้สร้างความกระจ่างในหลายประเด็น แต่ก็ยังคงมีคำถามที่รอคำตอบอยู่

  • นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์: จุดยืนที่แท้จริงของ ส.ส. ท่านนี้คืออะไร?
  • 10 ส.ส. ที่ถูกอ้างถึง: พวกเขาคือใคร และมีเจตจำนงอย่างไร?
  • อนาคตการจัดตั้งรัฐบาล: พรรคเพื่อไทยจะสามารถรวบรวมเสียงได้อย่างราบรื่นหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

ถึงแม้ว่านางมนพรจะยืนยันว่าส่วนใหญ่ ส.ส. ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่สิ่งที่นายศักดิ์ดาได้กระทำไปนั้น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยเร็ว

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ข่าว มนพร เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา” เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราในฐานะประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – “มนพร” เผย 10 ส.ส.เพื่อไทย จ่อหนุน “อนุทิน” เช็กแล้วยังอยู่ ยกเว้น “ศักดิ์ดา”

Scroll to top