พลพีร์ สุวรรณฉวี

ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยเตรียมแถลงความคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับประชาชนทั่วประเทศที่ต้องการเห็นความเป็นธรรมด้านพลังงาน

ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตที่ผ่านมา นายพลพีร์ได้เดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น โดยตรวจสอบบริษัทที่เป็นนอมินีไปแล้วกว่า 159 แห่ง และบังคับจำหน่ายไปแล้ว 34 บริษัท นอกจากนี้ การทำงานเชิงรุกยังช่วยย่นระยะเวลาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมให้รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการสุจริตให้ทำมาหากินได้อย่างราบรื่น

ความคืบหน้าเรื่องค่าไฟฟ้าสาธารณะ

นอกจากประเด็นจังหวัดภูเก็ตแล้ว ประเด็นที่ชาวบ้านจับตาสูตรการคิดค่าไฟคือการที่ ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน ซึ่งนายพลพีร์ให้ข้อมูลว่า ได้หารือกับทางกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เพื่อหาทางออกในการแยกรวมค่าไฟส่วนสาธารณะออกจากบิลค่าไฟบ้านเรือน โดยมีสมการความเป็นไปได้หลายทาง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของประชาชนเกินความจำเป็น

ในส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางบูรณาการรายได้จากการไฟฟ้า แทนการนำภาษีประชาชนมาจ่าย ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อบังคับใช้หากต้องมีการแก้ไขกฎกระทรวง โดยแผนดำเนินงานมีจุดเด่นดังนี้:

  • รื้อโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ
  • แยกค่าไฟสาธารณะออกจากค่าไฟในครัวเรือน
  • ลดภาระเรื่องค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่ไม่จำเป็น
  • ปฏิรูปการจัดการภายในขององค์กรไฟฟ้าเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2-3 กรกฎาคมนี้ เราจะได้รับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นสำคัญนี้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคืบหน้าปัญหาภูเก็ตที่เน้นการกำจัดนอมินี หรือการแก้ไขโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะทำให้เราทราบถึงทิศทางและประโยชน์ที่จะได้รับอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

ไม่ใช่ยัดคดี รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ปัดปิดปากแชตฉาว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อมีกรณีการบุกจับกุมปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งหรือการปิดปากจากกรณีแชตฉาว ไม่ใช่ยัดคดี รมช.มท. ยันบุกจับ “ปลัดภูเก็ต” ปัดปิดปากแชตฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย” โดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนเพื่อคลายข้อสงสัยต่อสังคม

ไม่ใช่ยัดคดี รมช.มท. ยันบุกจับ “ปลัดภูเก็ต” ปัดปิดปากแชตฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย”

เหตุการณ์ครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ที่เข้าจับกุมนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ในคดีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งนายพลพีร์ยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามหลักยุติธรรม และไม่ใช่การไม่ใช่ยัดคดี รมช.มท. ยันบุกจับ “ปลัดภูเก็ต” ปัดปิดปากแชตฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย” แต่อย่างใด

เบื้องลึกและเหตุผลสำคัญของการสอบสวน

นายพลพีร์อธิบายประเด็นที่คนสงสัยว่าเป็นการตัดตอนหรือไม่ โดยชี้แจงเหตุผลหลักดังนี้:

  • การตรวจสอบเรื่องทุจริตการสอบท้องถิ่นเป็นกระบวนการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งกุขึ้นมา
  • ปลัดจังหวัดภูเก็ตเผชิญคดีใหญ่ที่ต้องชี้แจง คือเรื่องส่วยและการทุจริต ซึ่งข้าราชการต้องพร้อมเผชิญกระบวนการสอบสวน
  • การออกมาพูดของ รมช.มหาดไทย ตอกย้ำว่า ไม่ใช่ยัดคดี รมช.มท. ยันบุกจับ “ปลัดภูเก็ต” ปัดปิดปากแชตฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย” เพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทยให้กลับมาเป็นที่ยอมรับของประชาชน

ในฐานะคนทำงาน นายพลพีร์ยังได้ฝากข้อคิดไปถึงข้าราชการว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” การที่ผู้บริหารนั่งอยู่บนหอคอยอาจไม่เห็นปัญหาทั้งหมด ดังนั้นคนในพื้นที่จึงมีส่วนสำคัญในการสะท้อนภาพความเป็นจริง หากใครบริสุทธิ์ก็ขอให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย เพื่อความโปร่งใสขององค์กร

ท้ายที่สุด การจัดการปัญหาความไม่โปร่งใสในหน่วยงานราชการคือหัวใจสำคัญ หากกระทรวงมหาดไทยต้องการรักษาไว้ซึ่งความศรัทธา การตรวจสอบอย่างเข้มข้นโดยไม่มีข้อยกเว้นเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน

ที่มา – ไม่ใช่ยัดคดี รมช.มท. ยันบุกจับ “ปลัดภูเก็ต” ปัดปิดปากแชตฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย”

มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน อย่างจริงจัง

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวการปราบปรามการใช้ไฟฟ้าอย่างผิดกฎหมายกันบ่อยขึ้น โดยล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทยร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในโครงการ มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน หลังจากพบว่ามีการลักลอบต่อไฟฟ้าเพื่อใช้ในเหมืองคริปโตจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของประเทศโดยตรง

ผลปฏิบัติการ มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

การดำเนินการปฏิบัติการเชิงรุกครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 14 จุด ใน 5 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ผลการตรวจสอบพบการดัดแปลงมิเตอร์และลักลอบใช้ไฟฟ้าโดยไม่ผ่านมิเตอร์ เพื่อนำไปใช้ขุด Bitcoin โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง

รายละเอียดความเสียหายและของกลางที่ตรวจยึดได้

จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถยึดเครื่องขุดเหรียญดิจิทัลได้มากถึง 315 เครื่อง โดยมูลค่าความเสียหายรวมนั้นสูงถึงกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสามารถแยกรายละเอียดได้ดังนี้:

  • ค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า: 5.38 ล้านบาท
  • ค่าปรับปรุงหน่วยไฟฟ้าที่ลักลอบใช้: ประมาณ 35 ล้านบาท
  • เครื่องขุดเหรียญดิจิทัลของกลาง: 315 เครื่อง

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการโกงค่าไฟ แต่ยังเป็นการทำให้ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าของประเทศขาดความเสถียร ส่งผลกระทบต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนของประชาชนทั่วไปที่จ่ายค่าไฟอย่างถูกต้องด้วย รัฐบาลจึงถือว่าเรื่อง มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีการตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งหมดแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดที่ฉวยโอกาสสร้างภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชนคนอื่นต่อไป ทั้งนี้ ทางภาครัฐยืนยันว่าไม่มีการละเว้น และหากใครพบเห็นพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง สามารถแจ้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่ได้ทันที

สุดท้ายนี้ ฝากถึงผู้ที่คิดจะลักลอบใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนว่าไม่คุ้มค่าแน่นอน เพราะนอกจากจะต้องเสียค่าปรับมหาศาลแล้ว ยังต้องเผชิญกับคดีอาญาที่ส่งผลต่ออนาคต การทำธุรกิจบนความถูกต้องคือทางออกที่ยั่งยืนที่สุดครับ

ที่มา – มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ค้น 14 จุดยึดเครื่องขุด 315 เครื่อง เสียหายกว่า 40 ล้าน

พลพีร์-วรศิษฎ์ ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองในแวดวงข้าราชการและภาคธุรกิจท่องเที่ยว สำหรับการเดินหน้าลุยงานของสองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างคุณพลพีร์ สุวรรณฉวี และคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ที่ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อเร่งเครื่องแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินและการถือครองที่ดินโดยมิชอบ ซึ่งเป็นนโยบายหลักในการ พลพีร์-วรศิษฎ์ ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ เพื่อทวงคืนผืนแผ่นดินไทยให้กลับมาอยู่ในมือคนไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พลพีร์-วรศิษฎ์ ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ เพื่อคืนพื้นที่ให้คนไทย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การมาเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงกับปัญหาเรื่องที่ดินและส่วย โดยมีการตรวจพบว่ามีกว่า 200 บริษัทในภูเก็ตที่มีชาวต่างชาติถือครองอยู่ ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมประสานงานร่วมกับกรมที่ดินและกรมป่าไม้เพื่อตรวจสอบเส้นทางการได้มาของเอกสารสิทธิ์อย่างละเอียด หากพบว่ามีการออกโดยมิชอบหรือมีการบุกรุกพื้นที่ป่า จะต้องมีการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น

ก้าวสำคัญกับการรีเซ็ตภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าอยู่

นอกเหนือจากการทวงคืนที่ดินแล้ว นโยบายหลักของ พลพีร์-วรศิษฎ์ ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ ยังรวมไปถึงการปรับระบบผู้ประกอบการให้เข้ามาอยู่ในระบบที่ถูกต้อง สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้น ทั้งเรื่องโซนนิ่งการท่องเที่ยวและระบบการจัดการขยะ เพื่อให้ภูเก็ตกลับมาเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีความอบอุ่นและยั่งยืน โดยรัฐมนตรีทั้งสองท่านย้ำชัดว่าไม่ได้มาเพื่อจับผิดใคร แต่มาเพื่อ “รีเซ็ต” ระบบให้ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกรีดไถ

  • ตรวจสอบการถือครองที่ดินต่างชาติกว่า 200 บริษัท
  • เร่งแก้ปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์มิชอบทั่วประเทศ
  • ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีและกฎหมาย
  • ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและขจัดส่วยในพื้นที่ท่องเที่ยว

ความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการ ไม่ว่าอดีตที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้คือการเริ่มต้นใหม่เพื่อให้ทุกคนทำมาหากินได้อย่างถูกต้อง มีความสุข และปลอดภัยจากการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการจัดการทรัพยากรไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่ที่ภูเก็ต แต่ครอบคลุมทุกลุ่มเกาะและเมืองท่องเที่ยวหลักทั่วไทยครับ

ที่มา – “พลพีร์-วรศิษฎ์” นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ

อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้า

อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้า

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วนพร้อมรัฐมนตรีช่วยและปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อติดตามสถานการณ์อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้าอย่างจริงจัง หลังจากมีรายงานเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

เบื้องหลังการสั่งการเด็ดขาดเพื่อจัดการกับมาเฟียภูเก็ต

การพูดคุยที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าดูเคร่งเครียดเป็นพิเศษ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องการเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้า ในครั้งนี้จึงถือเป็นการกดปุ่มเดินหน้าเต็มกำลัง โดยมีการวางแผนเชิงรุกเพื่อกวาดล้างผู้มีอิทธิพลในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของไทยให้หมดไป

สำหรับทิศทางการดำเนินงานที่กำลังจะเกิดขึ้น มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เร่งบูรณาการกำลังระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลาง
  • การฟื้นฟูคณะกรรมการปราบปรามผู้มีอิทธิพลขึ้นมาใหม่
  • มอบหมายให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี เข้ามาดูแลรับผิดชอบขับเคลื่อนนโยบายนี้โดยตรง

หลายคนมองว่าการที่นายกรัฐมนตรีลงมาสั่งการด้วยตัวเองในประเด็น อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้า สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งหลังจากนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า มาตรการรื้อฟื้นคณะกรรมการปราบผู้มีอิทธิพลจะสามารถคืนความสงบสู่ภูเก็ตได้สำเร็จหรือไม่

ในมุมมองของประชาชน การปราบปรามผู้มีอิทธิพลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ภาครัฐแสดงออกถึงความตั้งใจและมีความต่อเนื่องในการกำกับดูแล ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาเรื้อรังเหล่านี้กำลังถูกหยิบยกมาแก้ไขอย่างจริงจังเสียที เราหวังว่าผลจากการสั่งการครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” คุยเครียด รมต.-ปลัด มท. หลังรับรายงานปัญหามาเฟียภูเก็ต ยังไม่ได้รับการแก้ไข

พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวดีสำหรับสายช้อปที่รักของดีจากชุมชนมาฝากกันครับ ล่าสุดคุณพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ โดยงานนี้ถือเป็นโอกาสทองที่กรมการพัฒนาชุมชนตั้งใจจัดขึ้นเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงครับ

พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างไร ต้องบอกเลยว่านี่คือเวทีใหญ่ที่รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 4-5 ดาวทั่วไทยมาไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนเมืองได้สัมผัสสินค้าคุณภาพดีโดยไม่ต้องเดินทางไกล การจัดงาน พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย ครั้งนี้ถือเป็นจุดที่ 4 แล้วครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการนี้สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ชุมชนไปแล้วกว่า 18 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากทีเดียว

ไฮไลท์ที่คุณไม่ควรพลาดในงานนี้

ภายในงานไม่ได้มีแค่การขายของนะครับ แต่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบเลย:

  • เพลิดเพลินกับสินค้า OTOP คุณภาพระดับ 5 ดาว กว่า 350 บูธ ทั้งเครื่องแต่งกาย อาหาร และสมุนไพร
  • กิจกรรม Workshop สนุกๆ ให้คุณได้ลองประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยตัวเอง
  • นาทีทองลุ้นโชคของรางวัลมากมาย
  • ดื่มด่ำกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ กบ ทรงสิทธิ์ และเป้ วงมายด์ ที่จะมาสร้างสีสันให้งานมีชีวิตชีวา

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 มิถุนายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ใครที่กำลังมองหาของฝาก หรืออยากอุดหนุนสินค้าไทยเพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ไม่ควรพลาดงานนี้จริงๆ ครับ การที่เราช่วยกันซื้อ ช่วยกันใช้สินค้าไทยแบบนี้ คือการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าให้ยั่งยืนมากที่สุดเลยครับ

ผมเชื่อว่าการสนับสนุนสินค้า OTOP คือการสร้างโอกาสให้คนในชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง หากใครว่างลองแวะไปเดินเล่นที่ศูนย์ราชการฯ กันดูนะครับ ของดีหายากมีเยอะมาก แล้วคุณจะหลงรักเสน่ห์ของงานคราฟต์ฝีมือคนไทยที่ไม่มีวันหยุดพัฒนาอย่างแน่นอน

ที่มา – “พลพีร์” เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ-อนุทินเลี่ยงตอบสื่อ

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดวุ่นวายแต่แฮปปี้ในสภา ที่มี แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ จาก ส.ส. และ ส.ว. กันอย่างคึกคัก หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมาร่วมประชุมสภาในช่วงค่ำ วันที่ 9 เมษายน 2569 หลังเสร็จงานเลี้ยงกองทัพอากาศ สื่อพยายามรุมถามเรื่องร้อน ๆ จากการแถลงนโยบายตอนเช้า ที่ไม่มีมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่นชัดเจน และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ท่านนายกฯ แค่ยิ้ม ๆ แล้วชี้ไปที่จอทีวีที่กำลังถ่ายทอดสดการแถลงของรองนายกฯ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่ากำลังชี้แจงอยู่เลย

บรรยากาศในสภาเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นฐานหลักของรัฐบาลชุดนี้ การ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ กลายเป็นภาพจำที่แสดงถึงความสามัคคีและการเริ่มต้นใหม่ของรัฐบาล หลังจากที่ ส.ส. และ ส.ว. หลายคนเดินเข้าแถวรอคิวขอเซ็นชื่อบนปกหนังสือแถลงนโยบาย ซึ่งนายอนุทินก็เซ็นให้ทุกคนอย่างยินดี สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ ส.ส.-สว.ต่อแถวขอเซ็น

เริ่มจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ที่บุกเข้าไปขอเซ็นแรกทันทีที่นายกฯ เดินเข้าห้องประชุม ตามด้วยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ไม่ยอมน้อยหน้า ขอเซ็นตาม จากนั้น ส.ส.พรรคภูมิใจไทยทั้งหลายก็พากันต่อคิวกันยาวเหยียด นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ก็มาร่วมแจมด้วย ทำให้ภาพรวมดูอบอุ่นและเป็นกันเองมาก

  • นายพลพีร์ สุวรรณฉวี – ส.ส.โคราช พรรคภูมิใจไทย
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี – ส.ส.รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • ส.ส.พรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก
  • นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย – ส.ว.

หลังเซ็นเสร็จ นายอนุทินยังเดินทักทายรัฐมนตรีคู่ใจ เช่น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว., นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึง ส.ส.ท่านอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในการประชุม สุดท้ายก็รวมตัวถ่ายรูปร่วมกันกับ ส.ส.ภูมิใจไทย โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 มาร่วมเฟรมด้วย ภาพเหล่านี้กลายเป็นไวรัลในโซเชียลทันที

อนุทินเลี่ยงตอบสื่อเรื่องไร้มาตรการปราบโกง-แก้รธน.

ก่อนที่จะเกิดการ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ สื่อได้จับตาปมที่รัฐบาลแถลงนโยบายแต่ไม่เอ่ยถึงการปราบคอร์รัปชั่นและแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านและประชาชนให้ความสนใจมาก นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบตรง ๆ แต่ชี้ไปที่จอที่ น.ส.ศุภจี กำลังแถลงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยพูดสั้น ๆ ว่า “นี่ไง ชี้แจงอยู่เนี่ย” ก่อนเดินขึ้นห้องประชุมต่อ วิธีนี้แสดงถึงสไตล์ของท่านที่สงบเสงี่ยมและมั่นใจว่ารัฐบาลจะชี้แจงในสภา

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่พรรคภูมิใจไทยนำสภาฯ มาจัดการได้อย่างลงตัว แม้จะมีคำถามค้างคาเรื่องปราบโกงที่เป็นปัญหาคงตัวของไทยมานาน ประชาชนหลายคนตั้งตารอมาตรการเด็ดขาด เช่น การปฏิรูประบบตรวจสอบ หรือใช้เทคโนโลยีป้องกันทุจริต ส่วนเรื่องแก้รธน. ก็เป็นหัวใจที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การขอเซ็นธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของการรวมพลังเพื่อผลักดันนโยบายใหม่ ๆ ให้เกิดผลจริง รัฐบาลชุดนี้มีโจทย์หนักทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่การเริ่มต้นด้วยภาพบวกแบบนี้ก็น่าจะช่วยสร้างแรงฮึดได้

คุณคิดอย่างไรกับการ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ และปมที่สื่อถาม? คอมเมนต์ด้านล่างแชร์ความเห็นกันเลย หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ-“อนุทิน” เลี่ยงตอบสื่อไร้มาตรการปราบโกง-แก้รธน.

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลโคราช

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองชื่อดังแห่งโคราช หรือนครราชสีมา ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้อย่างงดงาม หลังจากประสบความสำเร็จในการเป็น ส.ส. เขต 9 อย่างต่อเนื่องมาหลายสมัย วันนี้เราจะพาคุณไปส่องประวัติศาสตร์ชีวิต การศึกษา และเส้นทางทางการเมืองของ “เต้ย” นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ที่อายุเพียง 25 ปีก็แจ้งเกิดในวงการเมืองแล้ว!

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองโคราช

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เต้ย” เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2525 เป็นบุตรชายคนโตของว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ผู้ล่วงลับ และร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงอดีตนายก อบจ.นครราชสีมา ตระกูลสุวรรณฉวีถือเป็นตระกูลการเมืองรุ่นเก๋าแห่งโคราช โดยหลังจากที่ว่าที่ ร.ต. ไพโรจน์ เสียชีวิตในปี 2554 แม่ของนายพลพีร์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ส.ส.นครราชสีมา ได้ประกาศสานต่อเจตนารมณ์ของสามี โดยส่งบุตรชายทั้ง 3 คนลงสู่สนามเลือกตั้ง ได้แก่ นายพลพีร์, นายพีรพร และนายณัฐวัชร์ สุวรรณฉวี แต่สุดท้ายคนที่ฝ่าฟันและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนได้คือ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี เพียงคนเดียวเท่านั้น

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ในด้านการศึกษา

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาศิลปศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำของไทย ต่อด้วยปริญญาโท Master of Arts in Marketing Communications จาก London College of Communication ประเทศสหราชอาณาจักร การศึกษาต่างประเทศช่วยให้เขาเปิดมุมมองกว้างไกล นำความรู้สมัยใหม่มาปรับใช้ในการเมือง โดยเฉพาะด้านการสื่อสารและการตลาดที่ช่วยให้เขาเชื่อมโยงกับประชาชนได้ดีเยี่ยม

ประวัติการทำงานการเมืองของ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี

เส้นทางทางการเมืองของนายพลพีร์เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในปี พ.ศ. 2550 เมื่ออายุเพียง 25 ปี เขาได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ถือเป็น ส.ส.รุ่นเยาว์ที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้วงการ จากนั้นก็คว้าชัยชนะต่อเนื่องในปี 2554 (พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน), 2556 (เลือกตั้งโมฆะแต่ลงแข่ง), 2562, 2566 และล่าสุดปี 2569 สังกัดพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความนิยมจากชาวโคราชที่มอบความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง

  • พ.ศ. 2550: ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน
  • พ.ศ. 2554: ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
  • พ.ศ. 2562-2569: ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย (ต่อเนื่องหลายสมัย)

ตำแหน่งสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร

ตลอดการทำงานในสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญมากมายที่สะท้อนความสามารถหลากหลายด้าน:

  • รองประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ (พ.ศ. 2551-2554)
  • ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมาธิการงบประมาณครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง
  • กรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2555
  • รองประธานคณะกรรมาธิการการกีฬาและการท่องเที่ยว
  • รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปี 2562
  • รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566
  • รองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐสภา
  • ประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาและสร้างระบบการจัดการประปาหมู่บ้านอย่างยั่งยืน
  • ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย
  • โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2568
  • รองประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ 2567-2568

จากตำแหน่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่านายพลพีร์ สุวรรณฉวี มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านต่างประเทศ กีฬา ท่องเที่ยว งบประมาณ และโดยเฉพาะนโยบายท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับบทบาทว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในอนาคต

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่ รมช.มหาดไทย ของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการทำงานหนัก สานต่อมรดกตระกูล และได้รับความไว้วางใจจากพรรคภูมิใจไทยและประชาชนชาวโคราช มันสะท้อนถึงยุคใหม่ของนักการเมืองรุ่นลูกที่ผสมผสานประสบการณ์ตระกูลเข้ากับวิสัยทัศน์สมัยใหม่ หากคุณกำลังตามข่าวการเมืองไทย ลองคิดดูสิว่าการเข้ามาของทายาทอย่างเขาจะนำพาการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในกระทรวงมหาดไทย?

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตและบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองโคราช ขึ้นชั้นว่าที่รมช.มหาดไทย

“พลพีร์” เตือน “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนโทษ ปม ปชช.จมน้ำ

“ภูมิใจไทย” ถาม “เพื่อไทย” ใครปล่อยประชาชนจมน้ำ 6 เดือน ชี้รัฐบาลอนุทินเพิ่งเริ่มงานเดือนกว่า แนะตั้งสติก่อนจ้องโทษคนอื่น ระวังเจ็บเอง

วันที่ 13 พ.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ตอบโต้ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหารัฐบาลชุดปัจจุบันว่า กำลังปล่อยประชาชนจมน้ำยาวนาน 6 เดือน โดยระบุว่าคำกล่าวหาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน

นายพลพีร์ ระบุว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งเริ่มมีอำนาจบริหารเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็เพียงแค่หนึ่งเดือนกว่าเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะกล่าวหาว่ารัฐบาลที่เพิ่งเริ่มงาน จะปล่อยให้เกิดน้ำท่วมยืดเยื้อยาวนานถึง 6 เดือน และยิ่งไม่ควรที่จะคาดคะเนจากข่าวสารเพื่อกล่าวร้ายทางการเมือง ซึ่งเป็นการบั่นทอนขวัญของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุครัฐบาลก่อนหน้า สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน รัฐบาลชุดนี้ เพียงแต่ต้องมาแก้ปัญหาที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้ให้ วันนี้ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ทางท่านกลับมาวิจารณ์ให้เสียหายโดยลืมไปแล้วว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดตั้งแต่เมื่อไร

“อนุทิน”เพิ่งรับตำแหน่งแค่ 1 เดือน

ที่สำคัญ นายอนุทินได้ลาออกจากการร่วมรัฐบาลชุดเก่าไปตั้งแต่กลางปี 2568 ก่อนเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจด้วยซ้ำ จึงยิ่งชัดเจนว่า เหตุการณ์น้ำท่วมนานหลายเดือนนั้นเป็นผลพวงจากการบริหารจัดการของรัฐบาลก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กลับถูกโยนความผิดมาให้รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งเริ่มงานไม่นาน

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารได้เพียงเดือนกว่า แต่ก็ได้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมทันที นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่หลายจังหวัดด้วยตนเอง สั่งการระบายน้ำทุกกลุ่มน้ำ ใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA แบบเรียลไทม์ และตั้งระบบประสานงานฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร็วที่สุด ซึ่งสะท้อนชัดว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน ไม่ใช่นิ่งเฉยตามที่ถูกกล่าวหา

ย้อน พท. ดูตัวเองก่อนโจมตีคนอื่น

ท้ายที่สุด นายพลพีร์ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าจะพูดเรื่องความรับผิดชอบ ต้องดูไทม์ไลน์ตามข้อเท็จจริงว่าก่อนจะถึงวันนี้ ใครเป็นรัฐบาล ใครเพิ่งเข้ามา และใครอยู่มาก่อนตั้งนาน พร้อมย้ำว่าการโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน และยิ่งทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมล่าช้าเพราะต้องมานั่งตอบโต้เรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตั้งแต่แรก

“มาบอกว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้ประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านไม่ได้ศึกษามาเลยหรือว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาทำงานได้ประมาณเดือนครึ่งเท่านั้น แล้วก่อนหน้านี้ รัฐบาลไหนดู ใครเป็นนายกฯ มาจากพรรคไหน แล้วพรรคไหน ขึ้นชื่อเรื่องปล่อยประชาชนจมน้ำ ปี 2554 ผมยังจำภาพนั้นได้ดี จะบอกว่าเราปล่อยประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านก็ต้องรับไปเต็มๆ ด้วย” นายพลพีร์ กล่าวและว่า

ปัญหาจากรัฐบาลก่อน

วันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อน จะวิจารณ์ ท่านต้องตั้งสติ หนึ่งนิ้วที่ท่านชี้โทษคนอื่น ยังมีอีก 4 นิ้ว ที่มันย้อนชี้ไปที่ท่าน แล้วคนเป็นถึง ดร.ต้องรอบคอบ อย่าเปิดช่องให้ถูกสวนน็อกได้ง่ายๆ ยืนยันรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจทำงานมาก เรารู้ว่าเรามีเวลาน้อยเราก็ดูแลงานของเราอย่างเต็มที่ ล่าสุดนายกฯ ก็ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง และก่อนหน้านั้น ช่วงเดือนกันยายน ที่นายกฯ ยังไม่มีอำนาจเต็ม ก็ลงพื้นที่มาแล้ว นี่คือความพยายาม ทั้งในการแก้ปัญหา และไปให้กำลังใจประชาชนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้าน

“พลพีร์” แนะ “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนโทษ ปม ปชช.จมน้ำ

จากกรณีที่ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาตอบโต้ โดยเน้นย้ำให้ ดร.ลิณธิภรณ์ ตั้งสติก่อนที่จะกล่าวโทษผู้อื่น และตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ใครกันแน่ที่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นเวลานานถึง 6 เดือน

นายพลพีร์ ชี้แจงว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น การกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้ปล่อยปละละเลยให้ประชาชนจมน้ำเป็นเวลานานถึง 6 เดือนจึงไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ยังระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงมาจากการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่นายพลพีร์ต้องการสื่อสารคือ การที่พรรคเพื่อไทยควรมองย้อนกลับไปพิจารณาการทำงานของตนเองก่อนที่จะกล่าวโทษผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาที่สืบทอดมาจากรัฐบาลก่อนหน้า การโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาแล้ว ยังอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมอีกด้วย

ดังนั้น การที่นายพลพีร์ออกมาเตือนให้ ดร.ลิณธิภรณ์ ตั้งสติก่อนโทษ จึงเป็นการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การกล่าวโทษกันไปมาโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง จะไม่นำไปสู่ทางออกของปัญหา แต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การออกมาแสดงความเห็นของนายพลพีร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม การตั้งสติก่อนโทษจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

ที่มา – “พลพีร์” แนะ “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนจ้องโทษคนอื่น ย้อนถามใครกันแน่ปล่อยประชาชมจมน้ำ 6 เดืิอน

Scroll to top