พิพัฒน์ รัชกิจประการ

“พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว

เชื่อว่าพี่น้องชาวประมงหลายท่านคงกำลังได้รับข่าวดีกันถ้วนหน้า เมื่อล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาดำเนินนโยบายเชิงรุกภายใต้แนวคิด “พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

“พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว

การประชุมหารือครั้งสำคัญระหว่างกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า และสมาคมประมงจังหวัด ถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของวงการประมงไทย โดยมุ่งเน้นการตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้สะดวกรวดเร็วและมีต้นทุนที่ต่ำลง

รายละเอียด 6 มาตรการที่ “พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงมีอะไรบ้าง เรามาสรุปมาตรการสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวประมงมีดังนี้:

  • การแยกใบอนุญาต: ปรับแก้กฎกระทรวงให้ใบอนุญาตใช้เรือและใบอนุญาตทำประมงแยกออกจากกัน เพื่อให้การจัดการเรื่องเอกสารคล่องตัวขึ้น
  • พัฒนาทักษะคนประจำเรือ: ยกระดับมาตรฐานความรู้ใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยทางน้ำ
  • ปรับปรุงเครื่องหมายเรือ: เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ระเบียบป้ายเครื่องหมายเรือไทย ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของชาวประมงยุคใหม่
  • เพิ่มประสิทธิภาพเรือขนถ่าย: เปิดช่องให้เรือประมงสามารถทำประมงและขนถ่ายสัตว์น้ำได้ในเรือลำเดียวกัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเพิ่มกำไรให้เกษตรกร
  • หนังสือคนประจำเรือ: แก้ปัญหาขาดแคลนเอกสารโดยการอนุญาตให้ใช้เอกสารชั่วคราวจากกรมเจ้าท่าได้ทันที
  • ต่อเรือลำใหม่: เพิ่มช่องทางสำหรับการต่อเรือเพื่อทำการประมงนอกน่านน้ำภายใต้กรอบกฎหมายที่รัดกุม

มาตรการทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้กฎหมายเพื่อให้ผ่านไป แต่เป็นการมุ่งมั่นในระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพประมงไทย โดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยไว้ในระดับสูงสุด การลดขั้นตอนที่ยุ่งยากจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและเวลาที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ นับว่าเป็นก้าวใหญ่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับภาคการประมงไทยในอนาคต

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับตัวของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีเยี่ยม การรับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริงในทุกระดับจะช่วยให้การกำหนดนโยบายเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าไทยจะกลับมาเป็นผู้นำด้านการประมงที่มีทั้งความคล่องตัวและเป็นมิตรกับผู้ประกอบการได้อย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว

ขอโฟกัสคมนาคม “พิพัฒน์” ชี้ นายกฯ เหมาะเดินสายจีบนักลงทุน ยัน ภูมิใจไทยไม่ร้าว

ขอโฟกัสคมนาคม “พิพัฒน์” ชี้ นายกฯ เหมาะเดินสายจีบนักลงทุน ยัน ภูมิใจไทยไม่ร้าว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการปรับเปลี่ยนการดูแลโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล ซึ่งล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการส่งมอบงานคืนให้แก่ท่านนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าการที่ ขอโฟกัสคมนาคม “พิพัฒน์” ชี้ นายกฯ เหมาะเดินสายจีบนักลงทุน ยัน ภูมิใจไทยไม่ร้าว นั้นเป็นเรื่องของการจัดการงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

เหตุผลที่แท้จริงของการปรับหน้าที่

นายพิพัฒน์อธิบายว่า หลังจากที่ได้หารือกับท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว เห็นพ้องต้องกันว่าให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลโครงการ EEC โดยตรงจะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะภารกิจหลักของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาตินั้น ต้องอาศัยความร่วมมือและวิสัยทัศน์ในระดับผู้นำ ซึ่งท่านนายกฯ มีโอกาสเดินทางไปเจรจาธุรกิจในเวทีโลกบ่อยครั้ง จึงมีความเหมาะสมที่สุด ในขณะที่ตัวเขาเองต้องการทุ่มเทให้กับงานด้านคมนาคมซึ่งมีโปรเจกต์ใหญ่รอการสนับสนุนอยู่อีกมากมาย การตัดสินใจครั้งนี้จึงถือเป็นการแบ่งงานที่เหมาะสมเพื่อให้งานเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • เน้นการทำงานที่เป็นระบบและมืออาชีพ
  • เพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก
  • กระชับความร่วมมือภายในพรรคให้แน่นแฟ้นขึ้น

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังย้ำชัดถึงกระแสข่าวความขัดแย้งในพรรคภูมิใจไทยว่าไม่มีมูลความจริง โดยระบุว่าพรรคเรามีการพูดคุยกันทุกมิติและเป็นไปตามกลไกการบริหารงานที่ชัดเจน การที่ ขอโฟกัสคมนาคม “พิพัฒน์” ชี้ นายกฯ เหมาะเดินสายจีบนักลงทุน ยัน ภูมิใจไทยไม่ร้าว เป็นการยืนยันว่าความสัมพันธ์ในพรรคยังคงแข็งแกร่งและทำงานสอดประสานกันได้อย่างดีเยี่ยม

หากวิเคราะห์ตามสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานเชิงรุก ทั้งการขยายโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและกลยุทธ์ชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาเสริมศักยภาพ EEC ตอกย้ำว่า ขอโฟกัสคมนาคม “พิพัฒน์” ชี้ นายกฯ เหมาะเดินสายจีบนักลงทุน ยัน ภูมิใจไทยไม่ร้าว คือแนวทางที่รัฐบาลเลือกใช้เพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและปราศจากความขัดแย้งภายในองค์กร ทั้งนี้ ประชาชนควรคอยติดตามว่าการปรับทิศทางดังกล่าวจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไรในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ขอโฟกัสคมนาคม “พิพัฒน์” ชี้ นายกฯ เหมาะเดินสายจีบนักลงทุน ยัน ภูมิใจไทยไม่ร้าว

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจไทย กับการประชุมที่มีการ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานแทน เพื่อขับเคลื่อนแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เดินหน้าตามกำหนดการ

รายละเอียดและทิศทางงบประมาณปี 2570

สาระสำคัญของการประชุมในวันนี้ คือการที่สำนักงบประมาณเตรียมเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ ครม. เห็นชอบข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ก่อนจะส่งพิมพ์เป็นเล่มเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สภาฯ ต่อไป สำหรับรายละเอียดของ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน มีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • รายจ่ายประจำอยู่ที่ 2,786,367 ล้านบาท คิดเป็น 73.6% ของวงเงินรวม
  • รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 789,171 ล้านบาท
  • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีสัดส่วน 4% ของงบรวม
  • เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลลดลงจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 788,000 ล้านบาท

การดำเนินการตามวาระ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทั้งนี้ยังมีการพ่วงพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 เข้ามาเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ปัจจุบันให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการกำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศในระยะยาว หากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบในขั้นตอนต่อไป เราน่าจะได้เห็นการเบิกจ่ายงบประมาณที่ส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เราต้องเฝ้าระวังการปรับลดสัดส่วนงบลงทุนที่กระชับขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายตัวทาง GDP ของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา – จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมรถไฟ

เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมรถไฟ 3 สนามบิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในทำเนียบรัฐบาล เมื่อมีการปรับเปลี่ยนการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจดึงงานส่วนนี้มาดูแลด้วยตัวเอง หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหรือไม่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกที่มาที่ไปให้หายข้องใจกันครับ

หากพูดถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ การปรับบทบาทครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของรัฐบาล เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน โดยทางแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า นายอนุทินและนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มีการพูดคุยกันอย่างเรียบร้อยแล้ว โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับ EEC ให้เป็นหัวหอกในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศสู่ประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีลงมาเป็น ‘หัวหน้าทีมขาย’ ด้วยตัวเอง

เป้าหมายใหม่ของ EEC ภายใต้การกำกับดูแลของนายกฯ

การดึงงานกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของการเมืองที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นการปรับโครงสร้างเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลดปัญหาแรงเสียดทานระหว่างหน่วยงาน อย่าง EEC กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยนายกรัฐมนตรีได้วางยุทธศาสตร์ใหม่ไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก: ใช้จุดแข็งของพื้นที่ EEC ด้านปศุสัตว์ ประมง และเกษตรกรรม สร้างความสนใจให้นักลงทุนต่างชาติ
  • ฮับ Data Center ระดับภูมิภาค: ตอบโจทย์เทคโนโลยีสมัยใหม่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่รองรับการใช้งานสูง
  • การบริหารจัดการเชิงรุก: การเป็นผู้นำทีมเจรจาเองจะช่วยให้การตัดสินใจในโปรเจกต์ใหญ่มีความรวดเร็วและเป็นเอกภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น ได้รับคำยืนยันแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะนายอนุทินเองก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกับนายพิพัฒน์ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงในการแก้สัญญาโครงการนี้ เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ ที่ต้องมีการศึกษาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการเสมอ อย่างกรณีข่าวลือเรื่องดิสนีย์แลนด์ นายกฯ ก็ยังตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว การที่ท่านนายกฯ ดึง EEC มาดูเอง ถือเป็นการขยับตัวเพื่อเน้นย้ำความพร้อมของประเทศไทยในเวทีระดับโลก การทำงานที่ไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานจะทำให้โปรเจกต์ต่างๆ ขับเคลื่อนไปได้ไกลขึ้น และนี่คือสัญญาณบวกสำหรับภาคธุรกิจที่รอคอยความชัดเจนจากภาครัฐครับ

ที่มา – เปิดเบื้องลึก “อนุทิน” ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดการประชุมครั้งสำคัญ โดยมีชื่อว่า “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นตามปฏิทินงบประมาณครับ

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดภารกิจสำคัญในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม.นัดพิเศษในครั้งนี้แทน ซึ่งภารกิจหลักคือการตรวจรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท

เปิดขั้นตอนการทำงานเมื่อ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

หลังจากที่ ครม. ได้มีการตรวจร่างงบประมาณอย่างละเอียดแล้ว ขั้นตอนที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญได้แก่:

  • สำนักงบประมาณจะเร่งจัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในช่วงวันที่ 17-22 มิถุนายน
  • นำเสนอ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิถุนายน
  • ยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

ความพยายามในการเร่งเครื่องครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้การพิจารณางบประมาณทั้งในวาระที่ 2 และ 3 เสร็จสิ้นภายในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เพื่อให้งบประมาณปี 2570 พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นการบริหารจัดการเวลาที่ค่อนข้างกระชับและชัดเจนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันท่วงทีครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับปฏิทินงบประมาณอย่างเคร่งครัดเป็นสัญญาณที่ดีครับ เพราะงบประมาณรัฐเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การที่ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการทำงานที่ต่อเนื่องไม่สะดุด แม้นายกฯ จะติดภารกิจต่างประเทศ ก็ต้องมาติดตามกันต่อครับว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว จะมีประเด็นการอภิปรายเรื่องใดที่น่าสนใจบ้าง

ที่มา – “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับมหากาพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้น เมื่อมีการแจ้งถึง คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน ออกมาให้เราได้เห็นกันแล้วครับ

คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาและเห็นชอบร่างสัญญาฉบับใหม่เป็นที่เรียบร้อย โดยประเด็นข้อสังเกตกว่า 18 ประเด็นได้รับการชี้แจงและแก้ไขจนครบถ้วนแล้ว ทำให้ในขณะนี้ รฟท. กำลังรอการตอบกลับอย่างเป็นทางการจากทางเอกชนคู่สัญญา เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในวันที่ 5 มิ.ย. นี้ครับ

จุดยืนของ “พิพัฒน์” ต่อเงื่อนไขการดำเนินงาน

ถึงแม้จะมีความคืบหน้าในส่วนของกฎหมาย แต่เมื่อพูดถึง คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน แล้ว เราจะไม่พูดถึงท่าทีของกระทรวงคมนาคมไม่ได้เลย โดยทาง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยังคงยืนกรานคัดค้านเงื่อนไขการปรับรูปแบบการลงทุนเป็น “สร้างไปจ่ายไป” อย่างชัดเจน โดยมองว่านโยบายของรัฐบาลต้องมีความเหมาะสมและไม่เสียเปรียบในการดำเนินโครงการ

  • อัยการสูงสุดตอบรับร่างสัญญาฉบับใหม่แล้ว
  • เตรียมเข้าที่ประชุม กพอ. วันที่ 5 มิ.ย. นี้
  • กระทรวงคมนาคมย้ำจุดยืนค้านการ “สร้างไปจ่ายไป”
  • เอกชนต้องเร่งประเมินสถานการณ์ร่วมกับสถาบันการเงิน

สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าอยู่ในจุดที่ต้องรอลุ้นกันต่อครับว่า ทางกลุ่มเอกชนคู่สัญญาจะสามารถเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อหาทางออกในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างไร ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งประเด็น คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน นี้ ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะตัดสินว่าโครงการยักษ์ใหญ่ระดับประเทศนี้ จะเดินหน้าต่อได้ราบรื่นแค่ไหน

ในมุมมองทางธุรกิจ โครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย หากรัฐและเอกชนหาจุดตรงกลางได้สำเร็จ ประโยชน์สูงสุดย่อมตกแก่พี่น้องประชาชนที่รอใช้บริการรถไฟความเร็วสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวกระโดดอย่างแน่นอน

ที่มา – คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน “พิพัฒน์” ค้านเงื่อนไขสร้างไปจ่ายไป

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในช่วงนี้ คงจะผ่านตากันมาบ้างกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงและจับตามองจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้ออกมาให้ความชัดเจนเบื้องต้นแล้ว

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ ท้องสนามหลวง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็น ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล โดยท่านได้ระบุถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการเน้นย้ำเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเดินหน้าดำเนินการฟ้องร้องในแบบรายแปลงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ความคืบหน้าเรื่อง ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

สำหรับการตั้งคำถามว่าทางกระทรวงคมนาคมได้รับรายงานความคืบหน้าจากทาง รฟท. มากน้อยแค่ไหนนั้น นายพิพัฒน์ได้ตอบกลับด้วยท่าทีที่ชัดเจนว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติ และต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำว่า ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล เป็นหลักสำคัญที่สุด ซึ่งในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกว่ากระบวนการฟ้องร้องในปัจจุบันไปถึงขั้นตอนใดแล้วนั้น ตนเองยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดโดยตรง

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้มีดังนี้:

  • ความพยายามของภาครัฐในการทวงคืนพื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย
  • การจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการศาล
  • ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินหรือที่ดินในกำกับดูแลของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องรอฟังคำตัดสินจากศาลถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งได้ดีที่สุดในขณะนี้

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐหรือที่ดินทำเลทอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดถือระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะความยุติธรรมคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย เราต้องร่วมกันติดตามต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด และจะสามารถสร้างบรรทัดฐานให้กับคดีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล ไม่ทราบถึงขั้นไหนแล้ว

“พิพัฒน์” สั่งเร่งทางด่วนชั้น 2 พระราม 2 ปี 70

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังเหนื่อยกับรถติดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล! วันนี้เรามีข่าวอัพเดทเด็ดจากนาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยสั่งการให้เร่งทุกโครงการให้เสร็จตามแผน พร้อมย้ำเรื่องความปลอดภัยตามคำสั่งนายกฯ เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนขับรถที่อยากโล่งใจจากปัญหาจราจรเลยทีเดียว

“พิพัฒน์” สั่งการบ้าน กทพ. เร่งทางด่วนชั้น 2

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือโครงการ ทางด่วนชั้น 2 หรือ Double Deck Expressway ที่วางแผนสร้างตั้งแต่ทางด่วนพระราม 9 ไปจนถึงงามวงศ์วาน ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาความคุ้มค่าและผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านราว 200-300 คนที่อาศัยใต้ทางด่วน นายพิพัฒน์บอกว่าจะเปิดวงหารือกับสหภาพแรงงานกทพ. ตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และผู้บริหารกทพ. เพื่อประเมินว่ามันช่วยลดรถติดได้แค่ไหนทั้งขาเข้า-ขาออก

นอกจากนี้ ยังพิจารณาเรื่องขยายสัมปทานให้เอกชน หากลงทุนเพิ่ม อาจต่อรองลดค่าทางด่วนตลอดสายจากพระราม 9 ถึงงามวงศ์วาน เหลือไม่เกิน 50 บาท จากเดิม 70-80 บาท แต่ต้องรอผลศึกษาก่อน คาดสรุปใน 2-3 เดือน ถ้าคุ้มค่าก็ลุยต่อ ไม่ล่าช้า แต่ถ้าไม่ ก็ไม่สร้างความหวังลมๆ ทางด่วนชั้น 2 ถ้าสำเร็จ จะช่วยกระจายรถได้เยอะมาก โดยกทพ. จะทำวิดีโอและข้อมูลประกอบให้ดูชัดๆ

อัพเดททางด่วนพระราม 2 และโครงการอื่นๆ

สำหรับถนนพระราม 2 นายพิพัฒน์มั่นใจสุดๆ ว่าจะเปิดใช้งานได้ตลอดสายต้นปี 70 หรือปีใหม่หน้าเลย! ให้กทพ. เร่งก่อสร้างโดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก

ส่วนโครงการ N2 เกษตร-นวมินทร์ จะเป็นทางยกระดับ ไม่ใช่อุโมงค์เพราะแพงเกิน ติดปัญหาที่ดินมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายพิพัฒน์จะไปคุยอธิการฯ และสภามหาวิทยาลัยเอง ตอม่อเก่าก็ยังใช้ได้ วิศวกรยืนยันแล้ว แนวคิดใช้พื้นถนนเดิมยกเลิกไป จะยกระดับล้วนๆ

อุโมงค์กะทู้-ป่าตอง ที่ภูเก็ต ก็เดินหน้าต่อ ลดขนาดจากกว้าง 17 เมตร เหลือ 14-15 เมตร เพื่อความปลอดภัยและควบคุมงบ แม้วัสดุแพงขึ้น แต่ช่องจราจรเท่าเดิม เตรียมเสนอบอร์ดกทพ. แล้วชงครม. มิถุนายนนี้ ผ่านแล้วเปิดประมูล 1 เดือน ลงนามต้นปี 70

  • พระราม 2: เปิดต้นปี 70 ตลอดสาย
  • ทางด่วนชั้น 2: ศึกษาความคุ้มค่า 2-3 เดือน หารือประชาชน
  • N2 เกษตร-นวมินทร์: ทางยกระดับ ขอที่ มก.
  • อุโมงค์ป่าตอง: ลดขนาด เสนอครม. มิ.ย.

นโยบายอื่นๆ อย่างเปลี่ยนไฟทางด่วนเป็น LED ก็ทยอยเปลี่ยนตามอายุหลอดเก่า ใช้ Tuner ลดแสงตอนกลางคืน ประหยัดไฟ 40% ถ้าเปลี่ยนหมด 60% ต้นทุนสูงแต่คุ้ม ชี้แจงข่าวกรมทางหลวงชนบทเปลี่ยน 800,000 ดวง ไม่จริง งบไม่มีขนาดนั้น ทยอยเหมือนกัน ขอฟังจากแหล่งข่าวจริงๆ นะครับ

โดยรวม โครงการ ทางด่วนชั้น 2 และอื่นๆ ถ้าสำเร็จ จะช่วยแก้รถติดกรุงเทพฯ ได้เยอะ ลดเวลาเดินทาง ลดความเครียด แต่ต้องสมดุลกับผลกระทบประชาชนด้วย ผมว่าดีมากที่รัฐบาลฟังเสียงทุกฝ่าย ถ้าคุณกำลังรอทางด่วนชั้น 2 อยู่ ลองติดตามต่อนะ!

คุณคิดเห็นยังไงกับโครงการเหล่านี้? คิดว่าทางด่วนชั้น 2 จะช่วยรถติดได้จริงมั้ย? คอมเมนต์แชร์ประสบการณ์ด้านล่างเลยครับ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

ที่มา – “พิพัฒน์” สั่งการบ้าน กทพ. เร่งทางด่วนชั้น 2-อุโมงค์ป่าตอง มั่นใจพระราม 2 เปิดวิ่งต้นปี 70

ปชน. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.พิจารณาเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

พรรคประชาชน (ปชน.) กำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เมื่อ ปชน. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.พิจารณาเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อตรวจสอบการใช้เงินก้อนมหาศาลนี้ให้โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ในวันที่การเมืองร้อนระอุเรื่องงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

ปชน. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.พิจารณาเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาชน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าพรรคพร้อมยื่นญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาการใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ แม้จะขึ้นอยู่กับประธานสภาฯ ว่าจะบรรจุวาระหรือไม่ แต่ปชน. ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อ

น.ส.ภคมน เน้นย้ำว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน แต่ยังมีคำถามค้างคา เช่น เงินก้อนที่ 2 จะถูกนำไปชดเชยหรือเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจริงหรือไม่ เป็นการเร่งด่วนและคุ้มค่าหรือเปล่า? การตั้งกมธ. จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจในการให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

จี้ “พิพัฒน์” ทำเพื่อบ้านเมืองก่อน

นอกจากเรื่องเงินกู้แล้ว ปชน. ยังจับตากรณีบริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) ที่ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าไม่ได้กว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ เพื่อรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ แม้แถลงการณ์จะไม่ระบุชื่อบริษัทชัดเจน แต่เมื่ออาม่า มารีน ออกมาชี้แจง ปชน. ก็ยอมรับ แต่เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

โฆษกปชน. ระบุชัดว่า ขั้นตอนต่อไปจะพิสูจน์ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ โดยจี้ให้ “พิพัฒน์” ทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองก่อน แล้วค่อยทำเพื่อครอบครัวหรือวงศาคณาญาติ ยิ่งรีบออกมาปฏิเสธ ยิ่งทำให้ประชาชนจับตา การตรวจสอบจะเกิดขึ้นแน่นอน และนายพิพัฒน์ต้องยืนยันความโปร่งใส โดยประชาชนเรียกร้องให้ปกป้องทรัพยากรชาติและประชาชนก่อนเงินในกระเป๋าครอบครัว

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? ประเด็นที่ต้องรู้

  • เงินกู้ 4 แสนล้านบาท: มาจาก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน เงินก้อนนี้จะถูกใช้อย่างไร ต้องตรวจสอบเพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • โครงการแลนด์บริดจ์: โครงการเชื่อมโยงขนส่งทางรแลนด์จากอ่าวไทยถึงอันดามัน มูลค่ามหาศาล ต้องไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน
  • บทบาท กมธ.วิสามัญ: จะช่วยให้สภาได้มีส่วนร่วม ตรวจสอบงบประมาณ ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส

การเคลื่อนไหวของปชน. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคฝ่ายค้านในการกำกับดูแลรัฐบาล ในยุคที่ประชาชนต้องการความโปร่งใสสูงสุด โดยเฉพาะเรื่องเงินภาษีของประชาชน ปัจจุบัน โครงการใหญ่ๆ อย่างแลนด์บริดจ์กำลังเป็นประเด็นร้อน หากไม่ตรวจสอบ อาจนำไปสู่ปัญหาความไม่ไว้วางใจในระบบการเมือง

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากสังคมออนไลน์จำนวนมาก ที่เรียกร้องให้รัฐมนตรีทุกคนวางตัวเป็นกลาง ทำหน้าที่เพื่อชาติเป็นหลัก การตั้งกมธ. ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาทครั้งนี้สำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นบรรทัดฐานให้การใช้จ่ายงบประมาณในอนาคต หากรัฐบาลเปิดกว้าง จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้มาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจาย

ที่มา – ปชน. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.พิจารณาเงินกู้ 4 แสนล้านบาท จี้ “พิพัฒน์” ทำเพื่อบ้านเมืองก่อน

Scroll to top