รองนายกรัฐมนตรี

“บิ๊กป้อม” ลุย! พปชร. รับ “ตระกูลอดิเรกสาร” สู้ศึก

พลังประชารัฐเปิดภาพ “พล.อ.ประวิตร” คุยบ้านใหญ่สระบุรี “ตระกูลอดิเรกสาร” พร้อมสมัครเป็นสมาชิก ยืนยันนำพรรค พปชร. เดินหน้า“บิ๊กป้อม” ลุยต่อ เปิดพปชร. รับ “ตระกูลอดิเรกสาร” สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าต่อ

วันที่ 10 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมบุตรชาย นายปรพล อดิเรกสาร อดีต สส.สระบุรี 2 สมัย เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พร้อมนั่งพูดคุย โดยมี นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพปชร. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย(พท.) และนายพิชัย เกียรติวินัยสกุล อดีต สส.ลพบุรี พรรคพท. ร่วมพูดคุย

โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ทั้งนายปองพล และนายปรพล ได้สมัครสมาชิกพรรคพปชร.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนายปรพล เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร ยืนยันนำพรรคพปชร.เดินหน้าต่อสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน

“บิ๊กป้อม” ลุยต่อ เปิดพปชร. รับ “ตระกูลอดิเรกสาร”

การเปิดตัวของตระกูลอดิเรกสารเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไม่น้อย หลายฝ่ายมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเสริมทัพครั้งสำคัญของพรรค ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าที่กำลังจะมาถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้แสดงความมั่นใจในการนำพาพรรคเดินหน้าต่อไป โดยมีเป้าหมายที่จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้ได้

ตระกูลอดิเรกสาร: กลับสู่สนามการเมือง

การกลับมาของตระกูลอดิเรกสารในครั้งนี้ ถือเป็นการกลับคืนสู่สนามการเมืองอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนาน นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายปรพล อดิเรกสาร อดีต สส.สระบุรี ได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ด้วยความเชื่อมั่นในแนวทางและนโยบายของพรรค ที่จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้

การเข้าร่วมพรรค พปชร. ของตระกูลอดิเรกสาร ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังคู่แข่งทางการเมืองว่า พรรคพลังประชารัฐยังคงเป็นพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง และพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อประชาชนต่อไป

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวและพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพรรคให้มีความทันสมัย และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การตัดสินใจของ “บิ๊กป้อม” ลุยต่อ เปิดพปชร. รับ “ตระกูลอดิเรกสาร” ในครั้งนี้ ถือเป็นการเดินหมากที่สำคัญ ที่อาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต การจับตามองความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสนใจ

การที่ พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่าจะนำพรรค พปชร. เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมของพรรคในการเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง การมีบุคลากรที่มีประสบการณ์และความสามารถ อย่างตระกูลอดิเรกสาร เข้ามาร่วมทีม จะยิ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่“บิ๊กป้อม” ลุยต่อ เปิดพปชร. รับ “ตระกูลอดิเรกสาร” จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเเละต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ลุยต่อ เปิดพปชร. รับ “ตระกูลอดิเรกสาร” ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ดราม่าทางการเมืองที่น่าสนใจ เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงและโต้กลับการอภิปรายของ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งขุดคุ้ยเรื่องเก่าเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สังคมการเมืองต้องจับตามอง โดยเฉพาะการที่ “ธรรมนัส” เผยว่านายอนุสรณ์เคยแอบมาขอซบพรรคกล้าธรรมมาก่อน

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นจากนายอนุสรณ์ที่ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะที่รัฐบาลก่อนไม่กล้าตั้ง แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับตั้งเป็นรองนายกฯ สองคน ร.อ.ธรรมนัส ไม่ยอมนิ่งเฉย ได้ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยระบุว่าสิ่งที่นายอนุสรณ์พูดถึงเป็นเรื่องเก่าที่ไม่มีน้ำหนัก และยังปูดว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่นายอนุสรณ์มาหาตนเพื่อขอร่วมอุดมการณ์ในพรรคกล้าธรรม โดยตอนนั้นนายอนุสรณ์ชื่นชมนายงานของตนและบอกว่าอยู่พรรคเดิมไม่มีความสุข อยากมาร่วมด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดว่า “วันนั้นกับวันนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่เข้าใจว่าเช้านี้ตื่นมากินยาผิดประเภทหรือไม่” และยังขู่ด้วยว่า หากนายอนุสรณ์พูดจาพาดพิงต่อไป จะเจอกันที่สถานีพะเยา เพราะคดีความกำลังดำเนินอยู่ที่นั่นกว่า 200 คดี นอกจากนี้ ยังย้ำว่าตนผ่านการตรวจสอบมาหมดแล้ว รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้ง แต่ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป เรื่องจริยธรรมก็ชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยแล้วว่าไม่ผิดต้องห้าม

ประเด็นขุดเรื่องเก่าและการขู่ฟ้องกลับ

ในส่วนของวลีเก่าที่นายอนุสรณ์นำมาอ้าง ร.อ.ธรรมนัส ชี้ว่าถูกตัดทอนเพื่อให้ฟังสนุกปากเท่านั้น และขอให้หยุดเอาเรื่องเก่ามาเป็นประเด็น หากมีข้อสงสัยให้คุยกันส่วนตัวได้ แต่หากไปขยายความนอกสภา แม้มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ก็พร้อมฟ้องร้องให้ถึงที่สุด โดยเจอกันที่พะเยาแน่นอน นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของ “ธรรมนัส” ที่ไม่ยอมให้ถูกโจมตีโดยง่าย

ขณะเดียวกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SKYY9 โดยยืนยันว่าอำนาจรัฐมนตรีแรงงานไม่ได้ล่วงลูกการลงทุน ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ดประกันสังคม และหากใครทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด นายสุชาติ ยังน้อมรับทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตน และอยากให้เรื่องนี้จบลงเสียที เพราะปัจจุบันบอร์ดลงทุนประกันสังคมไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามารับตำแหน่ง เนื่องจากกลัวถูกตรวจสอบ แม้จะได้เบี้ยประชุมเพียงไม่กี่พันบาท

การโต้กลับของนายอนุสรณ์

ฝั่งนายอนุสรณ์ ไม่ยอมแพ้ ได้ใช้สิทธิ์พูดโต้ โดยย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้กล่าวหาใคร เพียงแต่ตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจเอง และขอบคุณคำชี้แจงของนายสุชาติ สำหรับประเด็นกับร.อ.ธรรมนัส นายอนุสรณ์ ชี้ว่าการสนทนาที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเพียงการพูดคุยเรื่องนโยบายรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่การขอซบพรรค และขออภัยหากทำให้เข้าใจผิด

นายอนุสรณ์ ยังยืนยันจุดยืนของตนอย่างหนักแน่นว่า “อนุสรณ์เสื้อแดงย่อมแรงฤทธิ์ ไม่เคยคิดจะโยกย้ายไปแห่งไหน อยู่ที่นี่คือพรรคดีประชาธิปไตย อยู่เพื่อไทยเพราะหัวใจคือประชาชน” ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม นี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ยังคงรุนแรง แม้จะผ่านการเลือกตั้งใหม่แล้ว แต่ประเด็นเก่าๆ ยังถูกนำมาอภิปรายเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐบาล นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงการเมืองที่เต็มไปด้วยการโต้เถียงและการขุดคุ้ยอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การอภิปรายเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย์ ที่ช่วยให้เกิดความโปร่งใส แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีส่วนตัว เพื่อให้การเมืองก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

  • ประเด็นหลัก: การโต้กลับของธรรมนัสต่อการอภิปราย
  • จุดยืนของอนุสรณ์: ยืนยันไม่ย้ายพรรค
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่คดีความเพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ เราคิดว่าการเมืองไทยควรเน้นที่การแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าการขุดคุ้ยอดีต คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

“สุชาติ” เชื่อมั่นบริสุทธิ์ปมตึก SKYY9 จ่อลุยสระแก้วตรวจพื้นที่กัมพูชารุกป่า

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการตรวจสอบและข้อกล่าวหา นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาแสดงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเองท่ามกลางปมปัญหาการลงทุนซื้อตึก SKYY9 ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในสภา โดยยืนยันว่าทุกอย่างผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดมาแล้ว และพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบคำถามหากมีข้อสงสัย นอกจากนี้ “สุชาติ” ยังเตรียมลงพื้นที่จังหวัดสระแก้วในสัปดาห์นี้ เพื่อตรวจสอบพื้นที่ที่ชาวกัมพูชาบุกรุกป่าไทย โดยมุ่งมั่นบังคับใช้กฎหมายเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

“สุชาติ” เชื่อมั่นบริสุทธิ์ปมตึก SKYY9 จ่อลุยสระแก้วตรวจพื้นที่กัมพูชารุกป่า

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายเรื่องการลงทุนซื้อตึก SKYY9 ว่า เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ทางน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ชี้แจงไปหมดแล้ว เวทีสภาเป็นสถานที่แสดงผลงาน ซึ่ง ส.ส.ผู้ทรงเกียรติสามารถพูดได้ตามกระบวนการ แต่สำหรับตน มองว่าเรื่องนี้เป็นอดีตที่ผ่านมาครบถ้วนกระบวนการแล้วเมื่อ 1-2 ปีก่อน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องขุดคุ้ยซ้ำซาก

นายสุชาติ ย้ำชัดว่าการเป็นนักการเมืองหรือรัฐมนตรีต้องพร้อมรับการตรวจสอบเสมอ และตนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ 100% หากมีข้อกล่าวหาจริง คงไม่สามารถผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานกว่า 10 แห่งได้ โดยเฉพาะการตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีที่เข้มข้นมากในครั้งนี้ หากใครข้องใจเรื่องปมตึก SKYY9 สามารถส่งหนังสือไปสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้เลย ซึ่งจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนและเป็นกลางมากกว่าที่ตนจะตอบเอง

การจัดการข้อกล่าวหาด้วยความโปร่งใส

“ขอย้ำว่าผมเชื่อมั่นว่าบริสุทธิ์ทุกเรื่อง และเชื่อว่าการกล่าวหาทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องการเมือง กล่าวหาได้ พูดลอยๆ ได้ แต่สุดท้ายถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างนั้นใครจะรับผิดชอบ สำหรับผมไม่อยากทะเลาะกับใครแล้ว มุ่งหน้าทำงานดีกว่า เพราะมีเวลาแค่ 4 เดือน ไม่อยากจะไปถกเถียงกับใคร เพราะถ้าผมไปก็จะไม่จบ ฉะนั้นปล่อยให้ รมว.แรงงาน พูดไปเลย ทำไปเลยให้เต็มที่ตามกฎหมายใด ถ้าสงสัยในหน่วยงานใดก็ทำหนังสือไปถามเลย เชื่อว่าจะให้คำตอบที่แท้จริง แต่ถ้าให้ผมไปถาม ผมว่ามันจะเป็นเรื่องตลก เพราะผมรู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ทำอะไรผิด” นายสุชาติ กล่าวอย่างหนักแน่น

ส่วนประเด็นการฟ้องร้อง นายสุชาติ ระบุว่าไม่ต้องการขยายความขัดแย้งอีก เนื่องจากตนเป็นผู้บริหารประเทศที่ต้องมุ่งเน้นการทำงานมากกว่าการต่อสู้ทางกฎหมาย แม้ที่ผ่านมาเคยฟ้องร้องเพื่อปกป้องสิทธิ์ส่วนบุคคลและครอบครัว แต่ครั้งนี้มองว่าการฟ้องร้องอาจไม่ก่อประโยชน์ โดยปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจเองจากข้อเท็จจริง

เตรียมลงพื้นที่สระแก้ว จัดการบุกรุกป่าชายแดน

นอกจากประเด็นปมตึก SKYY9 แล้ว นายสุชาติ ยังประกาศความพร้อมในการลงพื้นที่จังหวัดสระแก้วสัปดาห์นี้ ร่วมกับนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอธิบดีกรมป่าไม้ เพื่อติดตามกรณีชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่ป่าไทย โดยจะหารือกับนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และให้กำลังใจข้าราชการผู้ปฏิบัติงาน ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลเขตตรวจราชการภาคตะวันออก

นายสุชาติ ชี้แจงว่ากรมป่าไม้ได้ปักป้ายแสดงสิทธิ์พื้นที่ไทยไว้แล้ว และจะดำเนินการตามกฎหมายป่าไม้ที่มีโทษจำคุกหลายปี โดยประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงเนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหว “การบุกรุกป่าถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เมื่อเราปักป้ายแสดงสิทธิ์ไว้แล้วเราต้องรักษาอธิปไตยของไทย รวมถึงต้องพิทักษ์สิทธิ์และดำเนินการตามกฎหมายของเรา และจะพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ชายแดนที่เกิดเหตุปะทะสู้รบกัน ต้องสอบถามฝ่ายความมั่นคง เพื่อที่เราจะได้เข้าไปเสริม”

นอกจากนี้ นายสุชาติ ยังรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีให้เตรียมพื้นที่อุทยานและป่าชายแดนสำหรับเป็นที่พักพิงประชาชนในกรณีฉุกเฉินจากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา โดยไม่กระทบวิถีชีวิตสัตว์ป่า และจัดเจ้าหน้าที่ช่วยเคลื่อนย้ายประชาชนให้ปลอดภัย โดยทุกหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมสนับสนุนเต็มที่

เมื่อถามถึงกรอบการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ก่อน 3 ตุลาคม นายสุชาติ ยืนยันว่ากระทรวงฯ สนับสนุนฝ่ายความมั่นคงเป็นหลัก โดยใช้กฎหมายกระทรวงฯ ร่วมดำเนินการ “เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การบุกรุกทั่วไป เราจึงต้องรักษาสิทธิ์ของเราเอาไว้ โดยการบังคับใช้กฎหมาย เราไม่ยอมอยู่แล้ว ขนาดคนไทยที่บุกรุกเรายังไม่ยอม แล้วกรณีของคนต่างชาติที่มีปัญหากับเราจะไม่ดำเนินคดีได้อย่างไร ขอย้ำว่าเราต้องบังคับใช้กฎหมายและขอให้ทุกคนมั่นใจว่าเราทำเต็มที่และไม่ยอมแน่นอน”

จากสถานการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและชายแดน ซึ่งประชาชนควรติดตามการดำเนินการต่อไป หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและสิ่งแวดล้อม ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน

  • สรุปประเด็นสำคัญ: นายสุชาติ ยืนยันความบริสุทธิ์ในปมตึก SKYY9
  • การลงพื้นที่สระแก้วเพื่อจัดการบุกรุกป่า
  • นโยบายเตรียมพร้อมพื้นที่ชายแดนสำหรับประชาชน

ที่มา – “สุชาติ” เชื่อมั่นบริสุทธิ์ปมตึก SKYY9 จ่อลุยสระแก้วตรวจพื้นที่กัมพูชารุกป่า

“เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้

“เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้ ยัน ดำเนินการในตุลาคมแน่นอน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงท้าทายสำหรับประชาชนชาวไทย โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่ง” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่หลายคนเฝ้ารอคอย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ล่าสุด มีข่าวอัปเดตสำคัญจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยยืนยันว่าจะเริ่มดำเนินการได้แน่นอนในเดือนตุลาคมนี้ แม้จะไม่ทันพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ก็ตาม

“เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 30 กันยายน 2567 นายเอกนิติ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รัฐสภา ระหว่างการประชุมครม.ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน โดยชี้แจงว่า “เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้ เนื่องจากขั้นตอนการพิจารณายังไม่สมบูรณ์พอที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมได้ทันเวลา แต่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในสัปดาห์หน้า แม้จะมีสาเหตุบางประการที่ทำให้ล่าช้า แต่รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าโครงการจะคิกออฟได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยไม่กระทบต่อกำหนดการหลัก

โครงการคนละครึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่รัฐบาลไทยเคยประสบความสำเร็จในเฟสก่อนๆ โดยช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าและบริการในราคาที่ถูกลง โดยรัฐช่วยแบ่งชำระบางส่วน สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนชั้นล่างและรายได้ปานกลาง แต่ยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กและตลาดนัดท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่

ความคืบหน้าและสาเหตุที่ล่าช้า

สำหรับสาเหตุที่ “คนละครึ่ง” ไม่ทันพิจารณาในครม.วันนี้ นายเอกนิติระบุว่าต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติม แต่จากข้อมูลเบื้องต้น คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างงบประมาณและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เร่งรัดกระบวนการเพื่อให้ทันตามกำหนด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ในที่ประชุมครม.วันนี้ ยังมีวาระสำคัญอื่นๆ ที่จะพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณปัจจุบัน รัฐบาลจะนำงบประมาณเหล่านี้ไปใช้ในหลายส่วน เช่น การรักษาวินัยการเงินการคลัง การคืนหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย สิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างคนละครึ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่ “เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้ แต่ยันว่าจะดำเนินการในตุลาคมแน่นอน ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับประชาชนที่กำลังรอคอย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่หวังพึ่งพามาตรการนี้ในการลดค่าใช้จ่ายประจำวัน จากข้อมูลในอดีต โครงการคนละครึ่งเฟสก่อนหน้าเคยช่วยหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ให้ร้านค้าท้องถิ่นนับไม่ถ้วน หากเฟสใหม่นี้เริ่มต้นตามกำหนด คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคช่วงปลายปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจแนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวโดยลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังให้พร้อม เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังควรติดตามข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการ เพื่ออัปเดตเงื่อนไขและขอบเขตล่าสุดของโครงการ

  • ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิ์ทันที
  • ตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมใกล้บ้าน
  • ใช้จ่ายอย่างมีสติเพื่อประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้ไม่เพียงช่วยเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างฐานะมั่นคงให้ประชาชน หากรัฐบาลสามารถจัดการขั้นตอนได้รวดเร็วตามที่ยืนยัน จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของนโยบายเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก สุดท้าย ชวนทุกท่านติดตามความคืบหน้าและแบ่งปันประสบการณ์การใช้โครงการคนละครึ่งในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนะคะ

ที่มา – “เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้ ยัน ดำเนินการในตุลาคมแน่นอน

“พิพัฒน์” ลงดูถนนทรุด คืนจราจร 8 ต.ค.

“พิพัฒน์” ลงดูถนนทรุด เทปูนแล้ว 1,200 คิว หากไม่มีอุปสรรคคืนผิวจราจร 8 ต.ค.

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณถนนสามเสน หน้าที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่อง “พิพัฒน์” ลงดูถนนทรุด เทปูนแล้ว 1,200 คิว หากไม่มีอุปสรรคคืนผิวจราจร 8 ต.ค. เป็นข่าวดีที่หลายคนเฝ้ารอ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มาพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อติดตามความคืบหน้าและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างหนัก

“พิพัฒน์” ลงดูถนนทรุด เทปูนแล้ว 1,200 คิว หากไม่มีอุปสรรคคืนผิวจราจร 8 ต.ค.

จากข้อมูลล่าสุด นายพิพัฒน์ยืนยันว่าการซ่อมแซมกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยไม่พบอุปสรรคใหญ่ที่อาจชะลอความคืบหน้า ปัจจุบันมีการเทปูนคอนกรีตแล้วกว่า 1,200 คิว ซึ่งมีระดับความสูงประมาณ 5 เมตร และกำลังรอให้วัสดุเซ็ตตัวอย่างสมบูรณ์ หากไม่มีฝนตกหนักหรือปัญหาอื่นๆ คาดว่าจะสามารถคืนพื้นผิวการจราจรให้ประชาชนได้ในวันที่ 8 ตุลาคม 2568 นี้ อย่างไรก็ตาม อาจมีการเลื่อนออกไป 1-2 วันหากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

นายพิพัฒน์ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานและประชาชนรอบพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวของอาคารใกล้เคียงกว่า 10 จุด รวมถึงฝั่งโรงพยาบาลวชิรพยาบาลและสถานีตำรวจนครบาลสามเสน จากการตรวจสอบพบว่าอาคารสถานีตำรวจมีการเคลื่อนตัวเล็กน้อย แต่ไม่กระทบต่อโครงสร้างโดยรวม ทำให้สถานการณ์โดยรวมยังคงนิ่ง

ขั้นตอนการซ่อมแซมและป้องกันดินสไลด์

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าทีมงานมีการทบทวนแผนการดำเนินงานทุกวัน และปรับเปลี่ยนขั้นตอนตามสถานการณ์จริง โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเคลื่อนย้ายวัสดุที่ตกค้างในหลุมออกมา คาดว่าจะใช้เวลา 4-5 วันสำหรับการถมทรายซีเมนต์ ควบคู่ไปกับการพ่นปูนหนา 10 เซนติเมตร เพื่อเสริมความแข็งแรงด้านข้างของอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ป้องกันการสไลด์ของดินที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม

ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาภัยพิบัติสภาวิศวกร กล่าวเพิ่มเติมว่าสถานการณ์ในพื้นที่คงที่มาประมาณ 2 วัน หากยังคงนิ่งแบบนี้และไม่มีฝน ก็จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ โดยจะมีการเสริมเสาเข็มที่ขาดหายไปจากเหตุถนนทรุด จากนั้นจึงถมพื้นที่กลับสู่สภาพเดิม การพ่นปูนใต้ฐานอาคารยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแรงของผนังดินอีกด้วย

ในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ใช้เครนขนาดใหญ่ 3 ตัวในการทำงาน โดยแบ่งหน้าที่ชัดเจน เครนตัวแรกติดตั้งกระเช้าสำหรับพ่นปูนใต้ฐานอาคาร ขณะที่อีก 2 ตัวใช้ตัดสายสื่อสารและเสาไฟฟ้าที่ล้ม รวมถึงเคลื่อนย้ายวัสดุหนักขึ้นมา การทำงานแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและการประสานงานที่แน่นหนา

  • เทปูนคอนกรีตกว่า 1,200 คิว รอเซ็ตตัว
  • ถมทรายซีเมนต์และพ่นปูนป้องกันดินสไลด์
  • ติดตั้งกล้องตรวจจับการเคลื่อนไหว
  • เสริมเสาเข็มและคืนพื้นผิวถนน

เหตุการณ์ถนนทรุดครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นบททดสอบสำหรับหน่วยงานรัฐ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองใหญ่ การลงพื้นที่ของนายพิพัฒน์ช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและถาวร

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารด้านโครงสร้างพื้นฐานมาโดยตรง ผมเชื่อว่าการซ่อมแซมครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการจัดการภัยพิบัติในอนาคต หากคุณอาศัยใกล้เคียงพื้นที่ แนะนำให้ติดตามประกาศจากหน่วยงานอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย

ที่มา – “พิพัฒน์” ลงดูถนนทรุด เทปูนแล้ว 1,200 คิว หากไม่มีอุปสรรคคืนผิวจราจร 8 ต.ค.

แบ่งงานตรวจราชการ: ธรรมนัสคุมเหนือตอนบนและใต้

การแบ่งงานตรวจราชการของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้น ครม.ได้มีการแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายท่าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การบริหารราชการในระดับภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ละท่านได้รับมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการที่แตกต่างกันไป

แบ่งงานตรวจราชการ ครั้งนี้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของแต่ละท่าน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

สรุปการแบ่งงานตรวจราชการที่สำคัญ:

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ: ดูแลภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (ชุมพร, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สุราษฎร์ธานี) และฝั่งอันดามัน (กระบี่, ตรัง, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, สตูล)
  • นายโสภณ ซารัมย์: รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ: กำกับดูแลเฉพาะจังหวัดสงขลา
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ดูแลกลุ่มจังหวัดปริมณฑล (นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, สมุทรปราการ)
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า: ควบคุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา) และภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่)
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น: รับผิดชอบภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว)
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: ดูแลภาคกลางตอนบน (ชัยนาท, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง)
  • น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี: รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง 2 (กำแพงเพชร, นครสวรรค์, พิจิตร, อุทัยธานี)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์: ควบคุมภาคกลางตอนล่าง (กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร)
  • นายสันติ ปิยะทัต: ดูแลภาคเหนือตอนล่าง 1 (ตาก, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์)

ทำไมต้องแบ่งงานตรวจราชการ?

การแบ่งงานตรวจราชการมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาค การแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจนช่วยให้รัฐมนตรีแต่ละท่านสามารถโฟกัสและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายอำนาจและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ

การมอบหมายพื้นที่ให้รัฐมนตรีต่างๆ ดูแล สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยตรง จะช่วยให้การกำหนดนโยบายและการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจของ ครม. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค การแบ่งงานตรวจราชการ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างหนักของรัฐบาลชุดนี้ และประชาชนสามารถคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความเชื่อมั่นในความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ในการนำพาความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่พื้นที่นี้

การแบ่งพื้นที่ตรวจราชการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินงานขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

ที่มา – แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง หลังแบ่งงานรองนายกฯ

นายกฯ แบ่งงาน 6 รองนายกฯ ครม.อนุทิน 1 มอบ “บวรศักดิ์” คุม ยุติธรรม-คณะกรรมการคดีพิเศษ-สำนักพุทธฯ ขณะที่ “เอกนิติ” คุมพาณิชย์-สำนักงบฯ ด้าน “ธรรมนัส” คุมท่องเที่ยว-เกษตร คาดว่านายอนุทินจะคุมความมั่นคงเอง

วันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 19.15 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณา เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตรวจพิจารณาร่างมติคณะรัฐมนตรีและกลั่นกรองเรื่องคดีและเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี ดังนี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านสังคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สถาบันนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานบริหารจัดการที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กำกับดูแล กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะกรรมการคดีพิเศษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) รวมทั้งกำกับดูแลสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

ด้านนางสาวศุภมาส อิศรภักดี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท. (จำกัดมหาชน)

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กำกับดูแล สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

นายสันติ ปิยะทัต สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปองดอง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการมอบหมายงานกำกับดูแลให้กับรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ไร้ซึ่งคำสั่งมอบหมายการกำกับดูแลด้านความมั่นคง คาดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้กำกับดูแลด้วยตัวเอง

คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง

หลังจากมีการแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 ท่านแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ไม่มีการมอบหมายงานด้านความมั่นคงให้กับรองนายกฯ ท่านใดเลย ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นผู้ที่คุมความมั่นคงเอง โดยควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงอาจคุมความมั่นคงเอง?

เหตุผลที่นายกฯ อาจตัดสินใจคุมความมั่นคงเองนั้นอาจมีหลายปัจจัย เช่น

  • ความสำคัญของงานด้านความมั่นคง: งานด้านความมั่นคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ การที่นายกฯ ดูแลเองอาจทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์: นายกฯ อนุทินมีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน การที่ท่านควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นการใช้ความรู้ความสามารถของท่านให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • การสร้างความเชื่อมั่น: การที่นายกฯ ลงมาดูแลงานด้านความมั่นคงด้วยตนเอง อาจเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม การที่นายกฯ ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น ภาระงานที่หนักเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านอื่นๆ ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียของการตัดสินใจครั้งนี้

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อาจจะตัดสินใจคุมความมั่นคงเองนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ที่มา – คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง หลังแบ่งงาน 6 รองนายกฯ ให้ “บวรศักดิ์” คุม​ ยุติธรรม​-DSI

โสภณ เขากระโดง งงฉายา ยันไม่เคยถูก ป.ป.ช.

“โสภณ ซารัมย์” งง ยังไม่ทันทำอะไรแต่ถูกตั้งฉายา “โสภณ เขากระโดง” เมินคนโจมตี ครม.ปราสาทสายฟ้า ลั่น ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ยืนยันไม่มีชื่อเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล พร้อมทุ่มแก้ปัญหายาเสพติด

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวที่จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกต “ครม.อนุทิน” เป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น ว่า ก็มีการหมายถึงว่าเป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย วันนี้พอพูดถึงบุรีรัมย์จะมีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอคติก็จะพูดว่าคนบุรีรัมย์จะเข้าไปทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่กลุ่มที่รู้ความจริง เหมือนที่คนบุรีรัมย์รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นต้องดูที่การกระทำ เหมือนตนที่วันนี้ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยแต่กลับถูกตั้งฉายาว่า “โสภณ เขากระโดง”

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า ตนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เพราะอยู่บุรีรัมย์ ขอถามว่าที่ตนมีชื่ออยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ ก็ต้องไปดูว่าสิ่งที่จะทำในอนาคตนั้นจะเหมือนกับคำปรามาสหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กัน ในสังคมนี้พอพูดเรื่องดีก็ไม่เชื่อ แต่พอพูดเรื่องไม่ดีก็เชื่อไว้ก่อนว่าจะทำแบบนั้นจะทำแบบนี้ จึงเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และการใช้โซเชียลมีเดียที่จริงบ้างเท็จบ้างมาบั่นทอนความน่าเชื่อถือของคนที่ไม่รู้ความจริง

“วันนี้ผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และไม่ใช่แค่ผมนะ แต่ สส.บุรีรัมย์ นักการเมืองของคนบุรีรัมย์ หรือมีชื่อคนบุรีรัมย์เข้าไปเป็น ครม. ต้องพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาคิด ตรงนี้สำคัญ เพราะอนาคตของภูมิใจไทยมันไม่ได้อยู่ที่วันนี้ อนาคตของภูมิใจไทยอยู่ที่ว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่ทุกคนคาดผิดหมด พวกผมก็เป็นพระเอก”

พร้อมระบุว่าเราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ และภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ จึงต้องเดินตามครรลองของกฎหมาย เพราะเราหวังว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมือง หากพรรคใดไร้อุดมการณ์ ไม่ยึดในสิ่งที่ถูกต้องก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราและ สส.ทุ่มเทมา สิ่งที่ทำมาก็เป็นประโยชน์กับประชาชน

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตรียม 4 กุมาร จะชำแหละคณะรัฐมนตรี นายโสภณ บอกว่าไม่เป็นอะไร ตนไม่ห่วงเรื่องชำแหละ แต่ห่วงว่าเราจะมีเวลาพอที่จะได้พิสูจน์การทำงานบนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ เพราะเวลา 4 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีการทำ MOA และรับปากกับพรรคที่สนับสนุนว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน เชื่อว่าทำได้ แต่ในขณะเดียวกันวิกฤติของประเทศบางอย่างรอไม่ได้ และความเป็นรัฐบาลทุกวินาทีต้องทำเพื่อประเทศชาติ ต้องคู่กันไปกับการเดินหน้ายุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน นายโสภณ ยังกล่าวถึงภารกิจที่จะรับผิดชอบในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ถนัดเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องสังคม การศึกษา และยาเสพติดถือว่าเป็นงานที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาของประเทศจริงๆ ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้ หากมองให้ดีก็เพราะคนเราไม่มีคุณภาพ ติดยา เด็กติดยาไม่เรียนหนังสือ ปัญหานี้ต้องแก้ไขเร่งด่วน ซึ่งตนสามารถทำได้แล้ว โดยในระยะ 2 ปีที่ตนเป็น สส.บุรีรัมย์ ได้เร่งแก้ปัญหายาเสพติดใน 6 อำเภอ ร่วมกับพระและภาคเอกชนและเห็นผลสำเร็จ ขอท้าสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการไปดูที่ อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ฯลฯ ซึ่งมีศูนย์บำบัด ติดตาม แยกผู้ป่วย และตนจะพาไปชม สิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาด้านการศึกษาและการแก้ปัญหายาเสพติด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเคยเป็นรัฐมนตรีคมนาคม 3 ปี เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง และในตอนนั้นต้องยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ แต่สุดท้ายผลการสอบก็ยกหมด และยืนยันว่าตนไม่มีเรื่อง ป.ป.ช. สำหรับใน ครม.นี้จะมีใครถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะท่านมีอนาคตทางการเมืองอยู่ ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีกำแพงพิงที่จะไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แม้จะเป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน แต่ก็ไม่ควรนำชีวิตการเมืองไปผูกไว้

ส่วนภาพลักษณ์ของ ครม. จะกระทบรัฐบาลหรือไม่นั้น นายโสภณ กล่าวว่าก็ต้องพิสูจน์กัน ในทางการเมือง นักการเมืองที่อยู่วังวนเคยร่วมงานกัน แต่ในส่วนตัวความผิดต้องตัดสินด้วยกฎหมาย วันนี้ใครถูกกล่าวหาก็ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ แม้แต่นายกรัฐมนตรีเอง หากไม่เชื่อกฎหมายแล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เชื่อว่าใครทำไว้สมัยนี้ไม่สามารถปิดได้ ใครทำอะไรรู้หมด ส่วนฝ่ายค้านจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขา และหวังว่าสังคมจะให้ความยุติธรรม.

โสภณ เขากระโดง กับฉายาที่มาพร้อมความมุ่งมั่น

จากกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ได้รับฉายา “โสภณ เขากระโดง” นั้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจของสังคมที่มีต่อนักการเมืองและบทบาทของพวกเขาในการบริหารประเทศ ถึงแม้ว่านายโสภณจะรู้สึกงงงวยกับฉายาดังกล่าว แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

ความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมือง

เรื่องราวของนายโสภณ ซารัมย์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมืองและการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน การที่สังคมและองค์กรต่างๆ ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศได้

แม้ว่าการถูกตรวจสอบอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักการเมือง แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์และความสามารถของตนเอง และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่านักการเมืองเหล่านั้นมีความซื่อสัตย์และตั้งใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง นอกจากประเด็นเรื่องฉายาแล้ว นายโสภณยังยืนยันว่าตนเองไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ซึ่งเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ

นอกจากนี้นายโสภณยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ตนเองให้ความสนใจและผลักดันมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยรวม และเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

การที่นายโสภณยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน และจะยึดมั่นในหลักการและความถูกต้องเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป

โดยรวมแล้ว เรื่องราวของนายโสภณ เขากระโดง เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความรับผิดชอบของนักการเมืองในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศชาติอย่างแท้จริง การที่สังคมให้ความสนใจและตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มข้น จะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ดีและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ที่มา – งงฉายา “โสภณ เขากระโดง” พร้อมยันไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล ลั่น ภท. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตร

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.อนุทิน 1” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้านตึกบัญชาการ 1 ส่งทีมงานดูห้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

พร้อมกันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 อีกด้วย

สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ได้แก่

  • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • นายนภินธร ศรีสรรพางค์
  • นายสันติ ปิยะทัต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วมีถึง 11 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา จึงต้องดูว่าจะมีการจัดสรรห้องทำงานกันอย่างไร.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน การจัดเตรียมสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล

ความสำคัญของการถ่ายรูปติดบัตร

ขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การมีรูปถ่ายที่ชัดเจนและเป็นทางการจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 11 ตำแหน่งนั้น น่าติดตามว่าจะมีการแบ่งงานและมอบหมายความรับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

Scroll to top