รัฐบาลใหม่

เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู จริงหรือ?

“อนุสรณ์” ลั่นพรรคเพื่อไทย ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่ ยันจะไม่เป็นฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม ลับลวงพราง ขณะที่ “พร้อมพงศ์” แซะ ครม.หนูมักเป็นเหยื่อของงู

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีว่า พรรคเพื่อไทยขอประกาศจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านแท้ๆ ที่ทรงพลัง เข้มแข็ง ไม่อ่อนข้อให้การใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่อาจดำรงอยู่ได้ หากปราศจากฝ่ายค้านที่กล้าหาญ ไม่เกรงกลัว พรรคเพื่อไทยจะยืนหยัดในสภาเป็นด่านแรกและด่านสุดท้ายคานอำนาจ ตรวจสอบทุกการตัดสินใจ ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนสุดกำลัง มิใช่เพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่คือการสู้เพื่อความจริง ความยุติธรรม จะจับจ้องทุกการใช้อำนาจรัฐที่บิดเบี้ยว ขอประกาศต่อรัฐบาลใหม่ว่า ทุกการกระทำที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน พรรคเพื่อไทยจะติดตามคัดค้านบนพื้นฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม ลับลวงพราง พร้อมทำหน้าที่สมศักดิ์ศรี เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คงได้แต่หวังว่า ครม.ชุดใหม่ที่ออกมา จะไม่ใช่การแบ่งเค้กสมประโยชน์กันเฉพาะกลุ่มการเมือง เกิดเสียงยี้ ขอให้เลือกคนมีความรู้ ความสามารถมาแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง หนี้สิน รวมถึงปัญหาฮั้วสว. ที่ดินเขากระโดง ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยวางบรรทัดฐานตรวจสอบทวงคืนความยุติธรรม คงไม่เงียบหายไป หลังเห็นท่าทีหน่วยงานรัฐบางแห่งเริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ พรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายค้านอย่าปล่อยปละละเลย พรรคภูมิใจไทยต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ใช่ทำแบบขอไปที ไม่ช่วยพวกพ้อง กลั่นแกล้งใคร ไม่เอาเรื่องกัญชามาปัดฝุ่นอีก และอย่าปักธงล้มนโยบายพรรคเพื่อไทย ให้แยกแยะ ปีนี้นักษัตรงูเล็ก กำลังได้ครม.หนู1 มาแก้ปัญหา แต่ไหนแต่ไรหนูมักเป็นอาหารอันโอชะของงู ตลอดวาระรัฐบาลภูมิใจไทย อะไรที่สัญญาประชาคมทำให้ดี ไปพร้อมกับการเตรียมรับมือภาคการเมือง สังคม ประชาชน ที่จะร่วมกันตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ทุกโครงการอย่างหนักหน่วงเข้มข้น

เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาวิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทย ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยมองว่า ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่น่าสนใจและชวนให้ติดตาม

มุมมองของพรรคเพื่อไทยต่อ ครม.ชุดใหม่

พรรคเพื่อไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ ครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานและผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจและความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังประกาศว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยจะไม่เป็นฝ่ายค้านที่ยอมอ่อนข้อให้กับการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้อง และจะยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างสุดกำลัง การประกาศดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ครม.ชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้ถ้อยคำที่คมคายและเสียดสี เช่น การเปรียบเทียบ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจและต้องการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การติดตามการทำงานของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การกล่าวหาหรือใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีหลักฐานย่อมไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม

พรรคเพื่อไทยออกมาแซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นหรือไม่ และจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูการทำงานของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น เราทุกคนควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความคิดเห็นนั้น เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ประชาชนควรนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจและติดตามการทำงานของรัฐบาลต่อไป ว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ยันพรรคจะไม่เป็นฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม

ขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

ทำเนียบรัฐบาลวันหยุดสุดสัปดาห์ พบเจ้าหน้าที่เข้าทยอยขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังที่ประชุมสภาฯ เห็นชอบ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า วันนี้มีความเคลื่อนไหวพบเจ้าหน้าที่เข้ามาขนย้ายภาพวาดติดฝาผนังออกจากห้องทำงานของผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาเวลา 10.00 น. พบรถบรรทุก 6 ล้อคลุมผ้าใบทึบ เคลื่อนตัวออกจากด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า และมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดทั้งตึกไทยคู่ฟ้า และตึกบัญชาการ 1

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่พบว่ามีการแจ้งเตรียมขนสิ่งของของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดิมออกจากทำเนียบรัฐบาลทั้งวันเสาร์และอาทิตย์

สถานการณ์ล่าสุดภายในทำเนียบรัฐบาลเป็นไปอย่างคึกคัก ถึงแม้จะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม ภาพที่เห็นคือเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” ในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านอำนาจ โดยรัฐมนตรีชุดเดิมจะทยอยเก็บของใช้ส่วนตัวและเอกสารสำคัญออกจากห้องทำงาน เพื่อเตรียมพื้นที่ให้กับรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศต่อไป

ขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

สำหรับขั้นตอนต่อไป คาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในเร็วๆ นี้ และจะมีการเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพื่อประเทศชาติของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทย ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

ความคืบหน้าล่าสุด: การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน”

จากรายงานล่าสุด พบว่าการขนย้ายสิ่งของยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่หลายส่วนงานเข้ามาอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด คาดว่าการขนย้ายจะแล้วเสร็จภายในสุดสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ เช่น การทำความสะอาดและปรับปรุงห้องทำงานของรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้าปฏิบัติหน้าที่ในทันทีที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการทางประชาธิปไตย และความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

  • การขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
  • เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการขนย้ายสิ่งของเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
  • ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมนำมาซึ่งความหวังและความท้าทายใหม่ๆ สำหรับประเทศไทย ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุนรัฐบาลใหม่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับทุกคน

ที่มา – เจ้าหน้าที่ทยอยขนของรัฐมนตรีออกจากทำเนียบฯ หลังสภาเห็นชอบ “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” หารือประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

“ณัฐฎ์จารี” เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือรายละเอียดประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึง โดยมี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พาขึ้นไปยังด้านบนที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ คาดว่าเลขาฯ ครม. จะพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เพื่อพูดคุยรายละเอียดการส่งประวัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1

เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

การพบปะกันระหว่างนางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ได้สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากการหารือดังกล่าวคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลที่จะมาถึง

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือ

  • การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี: หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือคือ กระบวนการตรวจสอบประวัติและความเหมาะสมของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมีความโปร่งใส และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
  • การส่งเอกสารและข้อมูล: การเตรียมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงาน และทรัพย์สินของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสามารถดำเนินการตรวจสอบได้อย่างละเอียดและถูกต้อง
  • กรอบเวลาในการดำเนินการ: การกำหนดกรอบเวลาในการส่งเอกสารและการดำเนินการต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กระบวนการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อสถานการณ์

ความสำคัญของการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี

การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ การตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การทุจริต คอร์รัปชัน หรือการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล

หากกระบวนการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม หากเกิดข้อสงสัยหรือความผิดพลาดในการตรวจสอบประวัติ อาจทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้

ดังนั้น การพบปะกันระหว่างเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลที่จะมาถึงจะบริหารประเทศด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม การที่ เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ

ความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่

ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง หรือปัญหาสังคม การแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมเข้ามาบริหารประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่ เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น และมีความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลที่จะมาถึงจะเป็นรัฐบาลที่มีคุณภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

จับตาดูรายละเอียดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อไป และร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการบริหารประเทศที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – เลขาฯ ครม. พบ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย คาดหารือปมประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่

จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย

จีนแสดงความยินดีกับอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย พร้อมหวังร่วมมือกันผลักดันความก้าวหน้า ส่งเสริมเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย การแสดงความยินดีนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยเเละจีนที่มีมายาวนาน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จีนและไทยเป็นมิตรประเทศและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นเสมือนครอบครัว และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทยในปี 2568 จีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยเพื่อสานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และกระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จีนมองว่าการมีผู้นำใหม่ของไทยจะเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เเน่นเเฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ จีนยังหวังร่วมมือกับไทยในการผลักดันความก้าวหน้าของการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป การร่วมมือกันในด้านต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเเละภูมิภาคโดยรวม

จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย

การแสดงความยินดีจากจีนต่อการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศ ประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ยาวนาน และความสัมพันธ์นี้คาดว่าจะยังคงเติบโตต่อไปภายใต้การนำของรัฐบาลชุดใหม่

ความสัมพันธ์ไทย-จีนที่แน่นแฟ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีความพิเศษและมีพลวัตอย่างมาก ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่แข็งแกร่งในด้านต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

  • การค้า: จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และการค้าระหว่างสองประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • การลงทุน: จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในไทย และการลงทุนของจีนมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
  • การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาประเทศไทย ซึ่งสร้างรายได้จำนวนมากให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

การที่จีนแสดงความยินดีกับนายอนุทินที่ได้รับตำแหน่ง จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เเละการที่จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญเเละมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย

การมีรัฐบาลใหม่ในประเทศไทยจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เเน่นเเฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – จีนแสดงความยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

อรรถกร-ไผ่ เชื่อ ธรรมนัส นั่ง “ครม.อนุทิน 1”

“อรรถกร-ไผ่” เชื่อ “ธรรมนัส” ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 1” อุบตอบได้ตำแหน่งรองนายกฯ ลั่น กล้าธรรมเป็นพรรคอันดับ 2

เมื่อเวลา 21.20 น. วันที่ 5 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมด้วย นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตนทราบข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้คุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เรียบร้อยแล้ว 

ส่วนคำถามว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องมีการตรวจสอบในเรื่องของคุณสมบัติก่อนหรือไม่ นายอรรถกร ตอบว่า เป็นเรื่องที่ตนเชื่อว่าทุกคนต้องทำอยู่แล้ว คิดว่าทุกคนไม่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้ผู้ใหญ่เขาไปคุยกัน ตนกับนายไผ่ ถือว่าเป็นรุ่นกลาง แต่เราเชื่อว่าพรรคเรามีความพร้อมที่จะร่วมรัฐบาลที่มีชื่อว่านายอนุทิน และเชื่อว่าจะเดินตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ร.อ.ธรรมนัส จะดำรงตำแหน่งใน ครม.ชุดนี้ด้วยใช่หรือไม่ นายไผ่ กล่าวว่า “น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ” เมื่อถามอีกว่า ร.อ.ธรรมนัส จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ตามกระแสข่าวลือจริงหรือไม่ นายไผ่ ระบุว่า เรายังไม่ได้คุยกันถึงขนาดนั้น โดยการที่เราคุยกันครั้งแรกก็แค่มาร่วมทำงานเพื่อให้ฝ่าวิกฤตไปให้ได้ และในส่วนเรื่องของตำแหน่งก็ยังไม่ได้คุยอะไรกัน ซึ่งก็เข้าใจตรงกัน แต่ตนเชื่อมั่นว่านายอนุทินยังให้เราทำงานต่อในกระทรวงที่นายอรรถกรดูแลอยู่ เพราะว่าจะได้สานต่องานอีก 4 เดือนให้สำเร็จ

ทางด้านคำถามว่า พรรคกล้าธรรมยังได้ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายไผ่ ระบุว่าก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องอยู่ที่ทางด้านของนายอนุทิน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในประเด็นคำถามว่าได้รับตำแหน่งใน ครม. เพิ่มอีกกี่ตำแหน่ง นายไผ่ ยืนยันว่าไม่ได้เรียกร้องอะไร ถ้าการแบ่งสัดส่วนโควตามาพรรคกล้าธรรมเท่าไหร่ ผลเป็นอย่างไรก็อย่างงั้น 

ขณะที่คำถามต่อว่าได้เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายไผ่ ตอบว่า “ก็เราเป็นพรรคอันดับ 2” อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำว่าในส่วนของ นายไผ่ จะได้นั่งเก้าอี้ใน ครม. หรือไม่ นายไผ่ กล่าวสั้นๆ ว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่เป็นไร.

อรรถกร-ไผ่ มั่นใจ ธรรมนัส นั่ง “ครม.อนุทิน 1” แน่นอน

จากบทสัมภาษณ์ของนายอรรถกรและนายไผ่ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่เรียกกันว่า “ครม.อนุทิน 1” อย่างแน่นอน แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะได้รับตำแหน่งใด

ความคาดหวังและความเป็นไปได้ใน “ครม.อนุทิน 1”

ถึงแม้จะยังไม่มีการยืนยันตำแหน่งที่ชัดเจน แต่จากกระแสข่าวและการตอบคำถามของนายไผ่ ทำให้เกิดการคาดการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับบทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส ใน “ครม.อนุทิน 1” ซึ่งอาจรวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามที่มีข่าวลือก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม นายไผ่ได้กล่าวว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขวิกฤตของประเทศเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ ยังมีความคาดหวังว่าพรรคกล้าธรรมจะยังคงได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงเดิม เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสานต่องานที่กำลังดำเนินการอยู่ให้สำเร็จลุล่วง

การที่นายไผ่กล่าวว่า “ก็เราเป็นพรรคอันดับ 2” เมื่อถูกถามถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ทำให้เห็นถึงความคาดหวังของพรรคกล้าธรรมที่จะได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่

การจัดสรรตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ยังคงต้องรอการตัดสินใจจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะพิจารณาจากสัดส่วนโควต้าของแต่ละพรรคและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

การเข้ามามีส่วนร่วมของ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคกล้าธรรมใน “ครม.อนุทิน 1” จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตรและการศึกษา ซึ่งเป็นกระทรวงที่พรรคเคยมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและความสำเร็จของรัฐบาลชุดใหม่ และจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อีกด้วย

ดังนั้น การจับตาดูความเคลื่อนไหวและการตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจถึงโครงสร้างอำนาจและทิศทางการดำเนินงานของ “ครม.อนุทิน 1”

การที่นายอรรถกรและนายไผ่มั่นใจว่า ร.อ.ธรรมนัส จะได้นั่งรัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 1” แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความไว้วางใจที่พรรคกล้าธรรมมีต่อนายอนุทิน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความร่วมมือในรัฐบาลผสมที่กำลังจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น เราจึงต้องติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – “อรรถกร-ไผ่” เชื่อ “ธรรมนัส” ได้นั่งรัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 1” ปัดตอบคุม กห.

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดที่รอ “อนุทิน” แก้บน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมสถานที่ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ วงเวียน ร.1 บริเวณ ต.อีสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธีแก้บนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่จะบินมาแก้บน นั้น ล่าสุด นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวแล้ว

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยืนยันว่าเป็นการจัดพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว โดยในวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ จังหวัดบุรีรัมย์จะมีพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ณ บริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นเจ้าภาพ ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมสถานที่บริเวณอนุสาวรีย์ ไม่ใช่เป็นการเตรียมการแก้บนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามที่เป็นข่าว

ทำไมถึงมีข่าวลือเรื่องการจัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน?

กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้หากประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน และยืนยันว่าการเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานบวงสรวงประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร

พิธีบวงสรวงเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพกษัตริย์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง การจัดงานครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวบุรีรัมย์

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ทำให้ประชาชนคลายความสงสัย และเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทของนักการเมืองคนสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์นั้น ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อถือและส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการสร้างความสับสนในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้องและการมีวิจารณญาณในการรับข่าวสาร จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยันเป็นงานบวงสรวงประจำปี

“ชัยชนะ” ซัด สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

“ชัยชนะ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำ มติพรรคชัดเจนงดออกเสียงโหวตนายกฯ ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ ฝากรัฐบาลใหม่แก้รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องนี้

วันที่ 5 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์มีมติพรรคชัดเจนให้งดออกเสียงในครั้งนี้ และผลออกมาว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯ ด้วยคะแนน 311 เสียง ส่วนนายชัยเกษม นิติสิริ ได้รับความเห็นชอบ 152 เสียง โดยมีคะแนนงดออกเสียง 27 เสียง

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า พรรคมีมติเป็นเอกภาพให้งดออกเสียง และหากสมาชิกพรรคคนใดใช้สิทธิในฐานะ สส. แตกต่างจากมติพรรค ก็ต้องชี้แจงต่อสังคมเอง เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และต้องติดตามการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่ทำร่วมกับพรรคประชาชนว่าจะเป็นไปตามที่ตกลงกันหรือไม่

สำหรับกรณี สส.บางคนโหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่การทำงานในระบบพรรคการเมืองต้องเคารพมติพรรค หากอ้างใช้เอกสิทธิ์ตลอดเวลา จะทำให้พรรคการเมืองและระบบประชาธิปไตยอ่อนแอลง ซึ่งในครั้งนี้ทราบว่ามี สส. โหวตสวนมติพรรคประมาณ 4 เสียง และจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมทั้งพิจารณาว่าเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญสามารถใช้ได้บ่อยเพียงใด

เมื่อถามถึงการลงโทษ สส. ที่โหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ ระบุว่า ต้องหารือกันภายในพรรคก่อน แต่ย้ำว่าพรรคการเมืองต้องเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ระบบประชาธิปไตยอ่อนแอ พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยระบุเรื่องนี้ให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต

ทางด้าน นายนริศ ขำนุรักษ์ มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และทุกตำแหน่งในพรรคด้วยเหตุผลที่ต้องไปทำภารกิจอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การลาออกของ นายนริศ อาจเกี่ยวพันกับกรณี นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่โหวตลงมติสวนกับมติพรรคในการเลือกนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อีกทั้งส่วนตัว นายนริศ มีความสนิทสนมกับ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำ สส.งูเห่าจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นรวม 8 เสียง ลงชื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่านายนริศ จะเป็นตัวแทนของกลุ่มนายศักดิ์ดา เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เนื่องจากในกลุ่มมี สส. เข้ามาหนุน 8 เสียง จึงได้กระทรวงใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า 4 สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่โหวตให้นายอนุทิน ประกอบด้วย 

  • นายร่มธรรม ขํานุรักษ์ สส.พัทลุง และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
  • นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 
  • นายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์
  • นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

ชัยชนะ ชี้ สส.โหวตสวนมติพรรคทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ สส. ของพรรค 4 คนโหวตสวนมติพรรคในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง เนื่องจากเป็นการไม่เคารพมติของพรรคต้นสังกัด

เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายในพรรคประชาธิปัตย์ และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเอกสิทธิ์ของ สส. ในการลงมติสวนมติพรรคได้บ่อยแค่ไหน

นายชัยชนะยังได้ฝากถึงรัฐบาลใหม่ให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต การที่ 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ จริงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อระบบรัฐสภา

การโหวตสวนมติพรรคอาจสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรค หรือความไม่พอใจต่อทิศทางของพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนที่แตกต่างของ สส. ที่ต้องการเป็นปากเสียงให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ความแตกแยกภายในพรรค และทำให้การทำงานของพรรคเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การโหวตสวนมติพรรคยังอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลมีเสียงข้างน้อยในสภา การที่ สส. บางคนโหวตสวนมติพรรคอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญได้ และนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด

ดังนั้น การที่ สส. จะโหวตสวนมติพรรคหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งต่อพรรค ต่อรัฐบาล และต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักการประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งกรณี “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอเป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตามองต่อไป

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจถึงเหตุผลของการโหวตแต่ละครั้งของ สส. ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จับมือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมแสดงความยินดีกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย พร้อมกันนั้นยังได้ฝากข้อความถึงพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาเรื่องของ ร.ต.อ.เฉลิม

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกสภาเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็น ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 แห่งประเทศไทย

หลังจากทราบผลการลงมติ นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน พร้อมข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทยครับ” การแสดงความยินดีกับ ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 สร้างความฮือฮาไม่น้อย

ต่อมาได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า “พรรคเพื่อไทยต้องขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคโดยเร็ววันครับ” ข้อความดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจที่ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย เช่น “คนดีอยู่ไหนก็ได้ครับ” “เขาไม่กล้าไล่ครับ กลัวคะแนนเสียงหาย” และ “ท่านเฉลิม แน่นอนจริงๆ ครับ” แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

ทำไมเรื่อง วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ ถึงเป็นที่สนใจ?

ปรากฏการณ์ที่นายวัน อยู่บำรุง โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน และแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 นั้นได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของนายวัน อยู่บำรุง ที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อสมาชิกพรรคที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค

การกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความน่าสนใจและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ตัดสินใจลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทิน ทั้งๆ ที่ขัดกับมติของพรรค สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกพรรคบางส่วน และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการขับ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากพรรค

ถึงแม้การเมืองจะมีความซับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ประชาชนมีความสนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองและความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นอย่างไร?

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ ร.ต.อ.เฉลิม จะมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของพรรคและต่อตัว ร.ต.อ.เฉลิม เอง นอกจากนี้ การตัดสินใจของ ร.ต.อ.เฉลิม เองก็มีความสำคัญเช่นกันว่าจะเลือกที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป หรือจะตัดสินใจทางการเมืองในรูปแบบอื่น

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่ายและการดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมายและประชาธิปไตย

ที่มา – “วัน” โพสต์ภาพ “เฉลิม” จับมือ “อนุทิน” บอกยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32

ส่องโผ ครม.อนุทิน 1 จ่อแบ่งโควตา คนนอกนั่ง!

มาส่องโผ “ครม.อนุทิน 1” ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง จ่อแบ่งโควตา 5 กระทรวง ให้คนนอกเข้ามาบริหารกันเลยทีเดียว! แถม “ธรรมนัส-พลังประชารัฐ” ยังคงขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดเพื่อช่วงชิงเก้าอี้สำคัญอย่าง “กลาโหม” อยู่ด้วย

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา หลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ครั้งที่ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ได้มีมติเห็นชอบด้วยเสียง 311 เสียง ให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แห่งประเทศไทย

และสำหรับความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโผการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลของนายอนุทิน หรือที่เราเรียกกันว่า ครม.อนุทิน 1 นั้น มีข่าวลือหนาหูว่า นายอนุทินเองจะนั่งควบตำแหน่งสำคัญถึงสองตำแหน่ง คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย!

แหล่งข่าววงในยังกระซิบมาอีกว่า ตราบใดที่นายอนุทินยังอยู่ในสนามการเมือง ไม่มีใครกล้าแย่งกระทรวงมหาดไทยไปจากมือของเขาได้อย่างแน่นอน! แถมยังมีเรื่องเล่าว่า ในวันที่นายอนุทินย้ายออกจากกระทรวงมหาดไทยนั้น ไม่ได้มีการไหว้ลาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแต่อย่างใด เพราะมีความเชื่อกันว่าเขาจะได้กลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็มีชื่อของนายทรงศักดิ์ ทองศรี และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นตัวเต็งอยู่ในรายชื่อด้วย

นอกจากนี้ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ก็มีโอกาสที่จะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดง โดยคาดว่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ส่วน น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ในโผครั้งนี้ ถูกวางตัวให้ไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม มีชื่อของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่จะได้นั่งเป็นเจ้ากระทรวง ส่วนนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง ก็มีสิทธิที่จะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดง โดยอาจจะได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม ที่ได้โควต้า 7 เก้าอี้นั้น ได้เสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ตำแหน่งนี้ก็เป็นที่หมายปองของพรรคพลังประชารัฐด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอัครา พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ (กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น) โดยนายสุชาติเองก็มีโอกาสที่จะได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีชื่อของ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ขณะที่ นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.พรรคเพื่อไทย ที่นำ สส.ของพรรคเข้าร่วมรัฐบาลถึง 8 คน คาดว่าจะได้รับโควตารัฐมนตรี 1 เก้าอี้ตามความเหมาะสม

พรรคพลังประชารัฐเองก็จะได้โควตารัฐมนตรี 4 เก้าอี้ โดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ จะได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ จะได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนอีก 2 เก้าอี้นั้นจะเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเกลี่ยให้เหมาะสมกับพรรคร่วม

นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนโควตากลางอีก 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัดส่วนของคนนอกที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดๆ เข้ามาบริหาร

คาดการณ์ ครม.อนุทิน 1 จะออกมาในรูปแบบไหน?

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทินกำลังเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารประเทศในอนาคต โผ ครม.อนุทิน 1 ที่ออกมานี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการผสมผสานบุคลากรจากหลากหลายพรรคการเมือง รวมถึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากภายนอก เพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จับตา ครม.อนุทิน 1 กับการแบ่งโควตาที่ลงตัว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การแบ่งโควตากระทรวงให้กับพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ซึ่งจะต้องมีความสมดุลและเป็นธรรม เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามัคคีภายในรัฐบาล นอกจากนี้ การตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถสร้างผลงานและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้หรือไม่

สำหรับคนนอกที่คาดว่าจะเข้ามาบริหารกระทรวงสำคัญต่างๆ นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ อย่างแท้จริง และมีความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อให้การดำเนินงานของกระทรวงเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การมีคนนอกเข้ามาบริหาร 5 กระทรวงหลัก ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของ ครม.อนุทิน 1 ว่า จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศได้ตามที่คาดหวังหรือไม่

ถึงแม้ว่าโผรายชื่อรัฐมนตรีจะยังไม่นิ่ง แต่ก็พอจะเห็นภาพรวมของการจัดสรรอำนาจและทิศทางการบริหารประเทศในอนาคตได้บ้าง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้

โผ ครม.อนุทิน 1 ที่ออกมานี้ จะเป็นจริงหรือไม่? และใครจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – คาดการณ์โผ “ครม.อนุทิน 1” จ่อแบ่งโควตา 5 กระทรวง ให้คนนอกบริหาร

Scroll to top