สงครามยูเครน

ยูเครนโวย! รัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตี

ยูเครนออกมาโวย! รัสเซียยิง มิสไซล์และโดรนกว่า 600 ลำ โจมตี หลายพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเเละบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียเองก็ออกมากล่าวหาว่า ยูเครนส่งโดรนมาโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของพวกเขาเช่นกัน สถานการณ์ตึงเครียดนี้กำลังทวีความรุนเเรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมาเปิดเผยว่า รัสเซียได้ทำการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของยูเครนในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย สร้างความเสียหายเเละความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์, มีโคลาอิฟ, เชอร์นิฮิฟ, ซาปอริชเชีย, โปลตาวา, เคียฟ, โอเดสซา, ซูมี และคาร์คิฟ ล้วนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่รัสเซียใช้เพื่อข่มขู่พลเรือนเเละทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน มีรายงานว่ามิสไซล์ลูกหนึ่งพุ่งเข้าชนอาคารที่พักอาศัยโดยตรง สร้างความเสียหายอย่างหนัก

กองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ส่งโดรนเเละมิสไซล์รวมกันถึง 619 ลูก เข้ามาโจมตีในดินแดนของพวกเขา ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นการโจมตีเหล่านี้ ในขณะที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกมาอ้างว่า พวกเขาได้ทำการโจมตีครั้งใหญ่ด้วยอาวุธที่มีความเเม่นยำสูง โดยมุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านอุตสาหกรรมกองทัพของยูเครน

ในขณะเดียวกัน วียาเชสลาฟ เฟโดริชเชฟ ผู้ว่าการเเคว้นซามาราของรัสเซีย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยูเครนได้ส่งโดรนเข้ามาโจมตีในพื้นที่ของตน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เเละมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งเป็นการตอบโต้การโจมตีของรัสเซียอย่างชัดเจน

ยูเครนตอบโต้ รัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตี

กองทัพยูเครนอ้างว่า โดรนของพวกเขาได้ทำการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน “โนโวคุยบีเชฟสก์” ในแคว้นซามารา เเละโรงกลั่นน้ำมัน “ซาราตอฟ” ซึ่งอยู่ในเเคว้นใกล้เคียงเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

การโจมตีข้ามพรมแดนด้วยโดรน ได้กลายเป็นวิธีที่ทั้งยูเครนเเละรัสเซียใช้ในการโจมตีซึ่งกันเเละกันมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยูเครนได้ทำการโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สนามบินทั้งหมดในกรุงมอสโกต้องปิดทำการเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ยูเครนยังมุ่งเป้าไปที่การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันเเละโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญอื่นๆ ของรัสเซียอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้มีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามในการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน

ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็ได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศในยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ในยูเครนมีความรุนเเรงมากยิ่งขึ้น โดยที่เคียฟ เเละพันธมิตรตะวันตก รวมถึงสหรัฐอเมริกา ยังคงเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการหยุดยิง เพื่อลดความสูญเสียเเละความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนเเละรัสเซียยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ การ ยิงมิสไซล์เเละโดรนกว่า 600 ลำ โจมตี ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เเสดงให้เห็นถึงความรุนเเรงของสงคราม เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งสองฝ่ายควรหาทางออกโดยสันติวิธี เพื่อยุติความขัดแย้งเเละนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

ทรัมป์แนะอังกฤษใช้ทหารคุมชายแดน สกัดผู้อพยพ

โดนัลด์ ทรัมป์ แนะนำให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ใช้ทหารคุมชายแดนเพื่อหยุดผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย นี่คือประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการแถลงข่าวปิดท้ายการเยือนสหราชอาณาจักรรอบที่ 2 ของอดีตผู้นำสหรัฐฯ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวร่วมกับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร หลังจากการหารือในหลายประเด็นระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักรครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดีทรัมป์

นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้หารือเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพกับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ระหว่างการประชุมที่บ้านพักตากอากาศเชคเกอร์ส โดยเขาได้พูดถึงนโยบายรักษาความปลอดภัยชายแดนในสหรัฐฯ และว่าสหราชอาณาจักรก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายกัน จากผู้อพยพที่ข้ามช่องแคบอังกฤษมาด้วยเรือขนาดเล็ก การที่ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย จึงกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

“คุณมีคนเข้ามา และผมได้บอกกับนายกรัฐมนตรีแล้วว่าผมจะหยุดมัน และไม่สำคัญว่าคุณจะเรียกใช้กองทัพหรือไม่ มันไม่สำคัญว่าคุณจะใช้วิธีไหนก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “ปัญหานี้ทำลายประเทศจากภายใน และตอนนี้เรากำลังจัดการนำคนจำนวนมากที่เข้ามาในประเทศของเราออกไป”

นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งกันเรื่องการจัดการกับผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษยืนยันว่า การเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่รัฐบาลของเขาให้ความสำคัญอย่างจริงจังที่สุด

เซอร์ สตาร์เมอร์ เผยว่า รัฐบาลของเขาได้บรรลุข้อตกลงส่งตัวผู้อพยพกับหลายประเทศแล้ว รวมถึงฝรั่งเศส และกำลังดำเนินการปราบปรามแก๊งลับลอบขนคนเข้าเมือง

ผู้สื่อข่าวยังถามนายทรัมป์เรื่องการรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์, เสรีภาพในการแสดงออก, สงครามในยูเครน, พลังงาน และเรื่องอื่นๆ

โดยในเรื่องปาเลสไตน์นายทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยกับ เซอร์ สตาร์เมอร์ เรื่องการรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ หลังมีการเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์ก่อนที่การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ที่รัฐนิวยอร์ก จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์ก่อน

ส่วนเรื่องสงครามยูเครน นายทรัมป์แสดงความผิดหวังในตัวนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดี ที่ไม่ยอมเข้าร่วมความพยายามในการเจรจาสันติภาพ

“เขาทำให้ผมผิดหวังมาก” นายทรัมป์กล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรตะวันตกหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อบีบให้ปูตินเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่เขาไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะคว่ำบาตรรัฐบาลมอสโก

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ หลีกเลี่ยงประเด็นที่ละเอียดอ่อนหลายอย่าง รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสหราชอาณาจักร และการปลด ลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน ออกจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อถูกถามว่าเขารู้สึกเห็นใจลอร์ดแมนเดลสันหรือไม่ ทรัมป์กล่าวว่า “จริง ๆ แล้วผมไม่รู้จักเขา”

ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย

การที่ ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย กลายเป็นข่าวใหญ่ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับนโยบายการเข้าเมืองของทั้งสองประเทศ

ทำไมทรัมป์ถึงแนะนำให้ใช้วิธีนี้?

ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย อาจเป็นเพราะเขามองว่าการใช้กำลังทหารเป็นวิธีที่เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพในการควบคุมชายแดน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เป็นไปตามหลักการมนุษยธรรม

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเผชิญในการจัดการกับปัญหาผู้อพยพและการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่มีวิธีแก้ปัญหาใดที่ง่ายและได้ผลเสมอไป การหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของประเทศและการเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย

เซเลนสกีโวย! รัสเซียโจมตีอาคารรัฐบาลในเคียฟ

รัสเซียโจมตีทางอากาศโดนอาคารรัฐบาลหลักในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มต้นขึ้น นอกจากนั้นยังเกิดการโจมตีในจุดอื่นๆ ทั่วประเทศ จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ

นางยูเลีย สวีรีเดนโก นายกรัฐมนตรียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศโดนอาคารรัฐบาลหลักในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ส่งผลให้หลังคาและชั้นบนของอาคารได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้ เหตุการณ์นี้ทำให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีออกมาโวยถึงการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ รัสเซียโจมตีหลายจุดทั่วยูเครนในวันอาทิตย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ รวมถึงเด็กทารกกับหญิงสาวอีก 1 คน หลังจากอาคารสูง 9 ชั้นในเขตสวียาโตชีนสกี ของกรุงเคียฟ ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ถูกโจมตี

อาคารรัฐบาลที่ถูกโจมตีรู้จักกันในชื่อ “ตึกคณะรัฐมนตรี” เป็นที่ตั้งของสำนักงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ของยูเครน

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมามากกว่า 800 ลูก/ลำ มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยมิสไซล์ 9 ลูก กับโดรน 56 ลำ โจมตีโดนสถานที่ 37 แห่ง ขณะที่เศษซากโดรนกับมิสไซล์ที่ถูกทำลาย ตกใส่สถานที่ 8 แห่ง

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟตั้งข้อสังเกตว่า โดรนของรัสเซียอาจตกไปโดนอาคารรัฐบาลโดยบังเอิญหลังจากถูกยิงสกัด แต่ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดที่แน่ชัด

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า การโจมตีระลอกล่าสุดสร้างความเสียหายแก่เมืองต่างๆ ในแคว้นซาปอริชเชีย, ครีวีรีห์, โอเดสซา, ซูมี และเชอร์นิฮิฟ

“การเข่นฆ่าเช่นนี้ ในช่วงเวลาที่การเจรจาอย่างแท้จริงควรเริ่มขึ้นตั้งนานแล้ว คือการจงใจก่ออาชญากรรม และพยายามทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป” นายเซเลนสกีระบุบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ พร้อมเรียกร้องขอให้โลกแสดงพลังทางการเมืองเพื่อหยุดยั้งการโจมตีของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า กองทัพของพวกเขาดำเนินการโจมตีทางอากาศใส่อาคารคอมเพล็กซ์เชิงอุตสาหกรรมและเป้าหมายทางทหารในยูเครน และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง สร้างความเสียหายต่ออาวุธและโรงเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหารของยูเครน

เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดและน่ากังวลอย่างต่อเนื่อง การที่เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นและเป้าหมายที่ขยายวงกว้างขึ้นในการโจมตีของรัสเซีย

ทำไมเซเลนสกีถึงโวยเรื่องการโจมตีอาคารรัฐบาล?

การโจมตีอาคารรัฐบาลถือเป็นการยกระดับความขัดแย้ง เนื่องจากอาคารเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่นคงของชาติ การโจมตีดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของประชาชนยูเครน เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกเพราะการโจมตีดังกล่าวยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาคมโลก ว่ารัสเซียไม่สนใจที่จะเจรจาเพื่อสันติภาพ และยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้กำลังทหารเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง การตอบสนองของนานาชาติต่อเหตุการณ์นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกดดันให้รัสเซียยุติการรุกรานและกลับสู่โต๊ะเจรจา

ผลกระทบของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเคียฟเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปยังเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต และสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตอันมีค่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการสนับสนุนทางการเงินจากนานาชาติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงคราม

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าสงครามในยูเครนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน และความขัดแย้งและความรุนแรงอาจจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต การเรียกร้องให้มีการเจรจาและการดำเนินการทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

การโจมตีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุทธศาสตร์ของรัสเซียหรือไม่? หรือนี่เป็นเพียงอุบัติเหตุที่น่าเศร้า?

ที่มา – เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

รัสเซียโจมตี! บ้านยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ผู้นำยูเครนเผย รัสเซียส่งโดรนนับร้อยลำโจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน ทำให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนกว่า 100,000 หลังใน 3 แคว้น ในขณะที่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง

เมื่อวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบใหม่ ส่งผลให้เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนมากกว่า 100,000 หลังในแคว้นโปลตาวา, ซูมี และเชอร์นิฮิฟ สถานการณ์รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลังนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียส่งโดรนเกือบ 100 ลำมาโจมตีในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธ โดยที่เป้าหมายหลักคือสถานีพลังงาน และมีโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคว้นคาร์คิฟกับตึกสูงแห่งหนึ่งในเมืองเคอร์ซอนถูกโจมตีด้วย

“จำเป็นต้องมีมาตรการใหม่เพื่อกดดันรัสเซียให้หยุดโจมตี และรับประกันความมั่นคงอย่างแท้จริง เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างแรงกดดันนั้น” เซเลนสกีกล่าว

ด้านกระทรวงพลังงานของยูเครนระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของรัสเซีย ที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของยูเครนก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง โดยเมื่อปีก่อน ยูเครนระบุว่า มอสโกทำลายขีดความสามารถในการผลิตพลังงานของพวกเขาไปกว่าครึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ยูเครนก็เริ่มโจมตีพลังงานของรัสเซียบ้างแล้ว รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งกับคลังน้ำมันอีก 1 แห่ง

ทั้งนี้ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่งแล้ว และจนถึงตอนนี้การต่อสู้ภาคพื้นดินก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง โดยล่าสุดยูเครนเพิ่งออกมายอมรับว่า กองทัพรัสเซียรุกคืบเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้เป็นครั้งแรก แต่ฝ่ายยูเครนยืนยันว่า การโจมตีเพิ่งทะลวงผ่านชายแดนของแคว้นเข้ามาได้เล็กน้อยเท่านั้น

รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนโดยรัสเซียไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การโจมตีล่าสุดนี้มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชนยูเครนในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอุณหภูมิจะลดต่ำลงและไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำความร้อนและการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง นั้นมีหลายด้าน ทั้งในด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคง

  • ด้านมนุษยธรรม: ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ในการทำความร้อน การปรุงอาหาร และการสื่อสาร
  • ด้านเศรษฐกิจ: การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรหยุดชะงัก เนื่องจากขาดแคลนพลังงาน
  • ด้านความมั่นคง: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทำให้ยูเครนอ่อนแอลง และเปิดโอกาสให้รัสเซียสามารถรุกคืบได้ง่ายขึ้น

นานาชาติกำลังเรียกร้องให้รัสเซียยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนยูเครนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง ถือเป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากสงคราม และแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของการสู้รบที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับผู้คน

ที่มา – รัสเซียส่งโดรนโจมตีระบบพลังงาน ทำบ้านเรือนยูเครนไฟดับนับแสนหลัง

ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ เซเลนสกีลั่นสู้ต่อ

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนร่วมพิธีรำลึกวันประกาศอิสรภาพ โดยเขายืนยันว่ายูเครนจะต่อสู้ต่อไป เพื่ออิสรภาพของตัวเอง และว่าถึงยูเครนจะยังไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เข้าร่วมพิธีวางพวงหรีดที่ “กำแพงแห่งการรำลึก” ในกรุงเคียฟ เพื่อระลึกถึงชาวยูเครนผู้เสียชีวิตในสงคราม เนื่องในวันครบรอบวันประกาศอิสรภาพของประเทศ

โดยในพิธีนายเซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนจะต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตัวเองต่อไป ในขณะที่ไม่มีใครตอบรับเสียงเรียกร้องขอความสงบสุขของพวกเขา “เราต้องการสันติภาพอย่างเป็นธรรม สันติภาพที่เราจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของเราด้วยตัวเอง” “ยูเครนไม่ใช่เหยื่อ พวกเขาคือนักสู้”

เซเลนสกีกล่าวด้วยว่า “ยูเครนยังไม่ชนะ แต่แน่นอนว่าไม่ได้แพ้”

ทั้งนี้ คำพูดของเซเลนสกีเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียกล่าวหายูเครนว่า โจมตีโรงงานไฟฟ้าและระบบพลังงานของพวกเขาในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่าการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนทำให้เกิดไฟไหม้ที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่งในแคว้นคูร์สค์ ทางตะวันตกของประเทศ

ขณะที่ศูนย์ตอบโต้ข่าวปลอมของยูเครนออกมาระบุว่า พวกเขาได้รับรายงานว่าเหตุไฟไหม้ดังกล่าวเป็นผลจากโดรนที่ถูกยิงตก ทางศูนย์ฯ ยังกล่าวหารัสเซียว่า เผยแพร่ข้อมูลเท็จและว่าการที่รัสเซียกล่าวหายูเครนว่าโจมตีโรงงานไฟฟ้า ก็เป็นหนึ่งในวิธีโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปของรัสเซีย

ในวันอาทิตย์เช่นกัน ทั้งยูเครนและรัสเซียต่างยืนยันว่า มีการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้น โดยแลกเชลยศึกฝ่ายละ 146 คน

นายเซเลนสกีระบุว่า ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวรวมถึง ทหาร, เจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดน และพลเรือน โดยส่วนใหญ่ถูกจับไปตั้งแต่ปี 2565 นอกจากนั้น นักข่าว ดีมีโตร คิลยุค ผู้ถูกลักพาตัวไปจากแคว้นเคียฟตั้งแต่ตอนสงครามเพิ่งเริ่มขึ้น ก็ได้รับการปล่อยตัวและกำลังเดินทางกลับบ้านแล้ว

ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดและมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง การที่ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชาวยูเครนที่จะปกป้องอิสรภาพและอธิปไตยของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม การยืนยันของประธานาธิบดีเซเลนสกีว่าจะต่อสู้ต่อไปเพื่ออิสรภาพของยูเครน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะไม่ยอมจำนนต่อการรุกรานของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาของรัสเซียที่ว่ายูเครนโจมตีโรงงานไฟฟ้าและระบบพลังงานของรัสเซียในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา เพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาและการตอบโต้กันระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้สถานการณ์ยากที่จะคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันประกาศอิสรภาพ

แม้ว่ายูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ ท่ามกลางสงคราม การแสดงออกถึงความสามัคคีและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องชาติก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวยูเครนทุกคน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์และอิสรภาพที่ได้รับมา แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังโลกภายนอกว่ายูเครนจะไม่ยอมแพ้และจะต่อสู้เพื่ออนาคตของตนเองต่อไป

การแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างยูเครนและรัสเซียถือเป็นข่าวดีเล็กๆ น้อยๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มืดมน การปล่อยตัวทหาร, เจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดน และพลเรือนที่ถูกจับกุม ถือเป็นการบรรเทาความทุกข์ทรมานของพวกเขาและครอบครัว แม้ว่าจะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการเจรจาและการแลกเปลี่ยนยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสนับสนุนจากนานาชาติและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยูเครน การเจรจาและการแสวงหาทางออกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ที่มา – ยูเครนรำลึกวันประกาศอิสรภาพ เซเลนสกีลั่นจะสู้ต่อไป

โปแลนด์โวย! รัสเซียยั่วยุ โดรนตกในไร่ข้าวโพด

โปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพด

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างโปแลนด์และรัสเซียปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อโดรนต้องสงสัยว่าเป็นของรัสเซีย บินล้ำน่านฟ้าเข้าไปในประเทศโปแลนด์ และตกลงในไร่ข้าวโพด ทำให้เกิดระเบิด สร้างความเสียหาย และนำมาซึ่งการประณามอย่างรุนแรงจากรัฐบาลโปแลนด์ เหตุการณ์โปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพดครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการยั่วยุที่รับไม่ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายวลาดิสลาฟ โคซีเนียก-คามีซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโปแลนด์ ออกมาแถลงการณ์ยืนยันว่า วัตถุที่ตกลงในทุ่งข้าวโพดทางตะวันออกของประเทศ คือโดรนของรัสเซีย และกล่าวหารัสเซียว่าจงใจยั่วยุในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ ซึ่งมีการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครนกำลังดำเนินอยู่

“รัสเซียกำลังโปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพดเราอีกครั้ง ในขณะที่การเจรจาสันติภาพกำลังให้ความหวังว่าสงครามครั้งนี้มีโอกาสที่จะยุติลง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโปแลนด์กล่าว

ตามรายงานของตำรวจโปแลนด์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 2.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้รับแจ้งว่าพบเศษซากโลหะและพลาสติกถูกไฟลุกไหม้อยู่ในทุ่งข้าวโพด ใกล้หมู่บ้านโอซินี แรงระเบิดส่งผลให้กระจกหน้าต่างของบ้านเรือนใกล้เคียงแตก แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ศูนย์บัญชาการปฏิบัติการกองทัพโปแลนด์ยืนยันว่า ในคืนวันอังคาร ไม่มีการละเมิดน่านฟ้าของโปแลนด์จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูเครนและเบลารุส ทำให้ความสงสัยพุ่งเป้าไปที่รัสเซีย

อัยการเขตลับลิน นายเกรกอร์ซ ตรูเชวิช ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนจากทั้งพลเรือนและกองทัพ ได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน

เหตุการณ์โดรนตกตอกย้ำความตึงเครียด

เหตุการณ์โปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพดครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่อากาศยานของรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าของโปแลนด์ นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกโจมตียูเครนเมื่อต้นปี 2565 เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง และสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปและนาโต เพราะเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าพวกเขาอยู่ใกล้กับภัยสงครามมากเพียงใด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย เช่น รัสเซียจงใจยั่วยุจริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงความผิดพลาดทางเทคนิค? และโปแลนด์จะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร? นาโตจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขสถานการณ์นี้หรือไม่?

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างโปแลนด์และรัสเซียเท่านั้น แต่อาจส่งผลถึงเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออกโดยรวม หากสถานการณ์ไม่ได้รับการจัดการอย่างระมัดระวัง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น การเจรจาและการทูตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเพื่อลดความตึงเครียด ป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และหาทางออกอย่างสันติ

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจว่า สันติภาพและความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย ต้องอาศัยความพยายามร่วมกัน ความเข้าใจ และความอดทนอดกลั้นจากทุกฝ่าย

ที่มา – โปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพด

ทรัมป์พบเซเลนสกี หารือรับรองความมั่นคงยูเครน

ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประชุมร่วมกับเซเลนสกีและผู้นำชาติยุโรปอื่นๆ ที่ทำเนียบขาว หารือกันเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และนัดวลาดิเมียร์ ปูติน ประชุมรอบใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กับผู้นำชาติยุโรปหลายคน ที่เดินทางมาเพื่อหารือกับเขาเรื่องอนาคตของสงครามยูเครน โดยนายทรัมป์เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า พวกเขาคุยกันเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

“ผมได้มีการพบปะที่ดีมากๆ กับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย ทั้งประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส, ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์, นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี, นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ์ แห่งเยอรมนี, ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน และเลขาธิการใหญ่นาโต มาร์ก รุทเทอ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งจบลงด้วยการประชุมเพิ่มเติมที่ห้องทำงานรูปไข่”

“ระหว่างการประชุมเราได้หารือกันเรื่องการรับรองความมั่นคงให้แก่ยูเครน ซึ่งการรับประกันต่างประเทศจะจัดหาให้โดยหลากหลายประเทศยุโรป โดยมีสหรัฐอเมริกาให้ความร่วมมือ ทุกคนยินดีมากเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน”

“ในตอนท้ายของการประชุม ผมได้โทรศัพท์หาประธานาธิบดีปูติน และเริ่มเตรียมการเพื่อการประชุมครั้งใหม่ ณ สถานที่ที่ยังต้องรอการตัดสินใจ ระหว่างประธานาธิบดีปูตินกับประธานาธิบดีเซเลนสกี หลังจากการประชุมนั้นเกิดขึ้น เราจะมีการประชุมไตรภาคี ซึ่งจะมีประธานาธิบดีทั้งสองกับตัวผม”

“ขอย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นก้าวแรกที่ดีมากๆ สำหรับสงครามซึ่งดำเนินมานานเกือบ 4 ปีแล้ว รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ กับทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ กำลังประสานงานระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ทำไมการหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครนจึงสำคัญ?

การประชุมที่ทำเนียบขาวครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ และชาติยุโรปในการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพิจารณาถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือยูเครนให้สามารถปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเองได้ การมีส่วนร่วมของผู้นำจากหลากหลายประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีปูตินและเตรียมการสำหรับการประชุมไตรภาคี ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกทางการทูตเพื่อยุติสงคราม การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเจรจาสันติภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัสเซียว่านานาชาติยังคงจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการรุกรานยูเครน และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การสนับสนุนจากนานาชาติไม่เพียงแต่ช่วยให้ยูเครนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมหลักการพื้นฐานของความยุติธรรมและสันติภาพในโลก

อย่างไรก็ตาม การหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนยูเครนในระยะยาว นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างประเทศต่างๆ อาจทำให้การบรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

โดยรวมแล้ว การประชุมที่ทำเนียบขาวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในยูเครน การหารือเรื่องการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน และการเตรียมการสำหรับการเจรจาสันติภาพ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว และสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับยูเครนและประชาชนของยูเครน

การที่ทรัมป์เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจากับปูตินนั้น ถือเป็นความพยายามที่จะหาทางออกให้กับสงครามที่ยืดเยื้อมานาน การประชุมไตรภาคีที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ว่าจะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงได้หรือไม่

ที่มา – ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

ทรัมป์พลิก! ยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียเลย ไม่ต้องทำข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เซเลนสกีเตรียมเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พลิกจุดยืนครั้งใหญ่ โดยระบุว่ายูเครนควรเห็นชอบข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียมีอำนาจมากแต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากที่เขาประชุมสุดยอดร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และล้มเหลวในการทำข้อตกลงหยุดยิง

ในการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่นี้ นายทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับนายปูตินว่า ทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามคือ การมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ โดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน อย่างที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรปเรียกร้อง และเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุน จนกระทั่งนายทรัมป์คุยกับผู้นำรัสเซีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือก้าวต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรยุโรปขอบคุณความพยายามของนายทรัมป์ แต่ประกาศว่าพวกเขาจะสนับสนุนยูเครนต่อไป และจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์พบปะพูดคุยกับนายปูตินเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ฐานทัพในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครนพบปะกันโดยตรง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนอุบัติขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

“ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครนคือการมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะเป็นการยุติสงคราม ไม่ใช่แค่การทำข้อตกลงหยุดยิงธรรมดา ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

คาดว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของนายทรัมป์จะได้รับการต้อนรับจากฝ่ายรัสเซีย ซึ่งระบุว่าพวกเขาต้องการการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่แค่การ “หยุด” ในข้อที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรป ต้องการให้มีการหยุดยิงก่อน เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก่อน รวมถึงเรื่องดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะเกิดการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด นายทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าเขาคงไม่พอใจจนกว่าจะมีการตกลงหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขากลับเปลี่ยนจุดยืน และกล่าวหลังคุยโทรศัพท์กับนายเซเลนสกีว่า “หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะกำหนดเวลาประชุมกับประธานาธิบดีปูตินอีกครั้ง”

การพบระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงออกสื่อมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าไม่สำนึกบุญคุณ และหลังจากนั้นนายทรัมป์ก็มีสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายเซเลนสกีกล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับนายทรัมป์เป็นเวลานานหลังการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เขาสนับสนุนความคิดเรื่องการพบปะ 3 ฝ่าย และ “ยูเครนขอยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อบรรลุสันติภาพ”

แต่ฝ่ายนายปูตินไม่ได้พูดถึงการพบปะกับนายเซเลนสกีแต่อย่างใด ในตอนที่เขาพูดกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมกับนายทรัมป์ ขณะที่นาย ยูริ ยูชาคอฟ ที่ปรึกษาของนายปูตินก็บอกกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ไม่มีการหารือกันเรื่องการประชุม 3 ฝ่าย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่นายทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาและการตัดสินใจของนานาชาติ

ทำไมทรัมป์ถึงบอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย?

การที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ใหม่ หรือการได้รับข้อมูลเชิงลึกบางอย่างจากการพูดคุยกับปูติน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลจากการที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อยูเครนและรัสเซียหรือไม่? และชาติพันธมิตรยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงนี้?

การตัดสินใจของนายทรัมป์ที่แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์เตือนปูติน จะเกิดผลร้ายแรง หากไม่ยุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน วลาดิเมียร์ ปูติน ว่าจะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครน หลังการประชุมสุดยอดที่อลาสกาในวันศุกร์นี้ ถือเป็นคำเตือนที่น่าสนใจจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงที่ศูนย์เคนเนดี ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ามีโอกาสที่เขาจะพบปะครั้งที่ 2 กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยมีนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าร่วมด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการประชุมที่อลาสกาในวันศุกร์นี้ การเจรจาสันติภาพครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

นายทรัมป์ระบุว่า ในการประชุมครั้งที่ 1 นั้น เขาจะหาคำตอบว่า “จุดยืนของเราอยู่ตรงไหน และเรากำลังทำอะไรอยู่” นี่คือขั้นตอนแรกที่สำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของแต่ละฝ่าย

“ผมอยากจะทำมันเกือบจะในทันที และเราจะมีการพบปะครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง หากพวกเขาต้องการให้ผมอยู่ด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาวางแผนจะโทรศัพท์หานายเซเลนสกีกับผู้นำชาติยุโรป หลังการหารือกับปูตินในวันศุกร์ การมีส่วนร่วมของผู้นำยุโรปจะช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับการเจรจา

เมื่อพูดถึงการโทรศัพท์คุยกับผู้นำยุโรปและผู้นำยูเครนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นายทรัมป์กล่าวว่า เป็นการหารือที่ดีมากๆ “ผมให้คะแนนเต็ม 10 เป็นการคุยอย่างเป็นมิตรมากๆ” การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเจรจาที่ประสบความสำเร็จ

หลังจากนั้น นายทรัมป์ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ขอให้เขาแสดงความเห็นเรื่องรัสเซียกับยูเครน ซึ่งนายทรัมป์กล่าวว่า จะมีผลร้ายแรงมากๆ ตามมา หากนายปูตินไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครนหลังการพบปะในวันศุกร์ ทรัมป์ย้ำว่า ทรัมป์เตือนปูตินถึงผลกระทบที่จะตามมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมด้วยว่า เขาเคยมีการสนทนาที่ดีกับนายปูติน แต่หลังจากนั้นกลับได้เห็นรัสเซียยิงจรวดโดนบ้านพักคนชรา โดนตึกอพาร์ตเมนต์ และมีผู้คนล้มตายตามท้องถนน นี่คือภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงคราม และความจำเป็นในการยุติความขัดแย้ง

นักข่าวอีกคนถามเรื่องรายงานที่ว่า รัสเซียแฮกระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจัดการเอกสารของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยนายทรัมป์ตอบว่า เขาจะถามเรื่องนี้กับนายปูตินในการพบปะกันในวันศุกร์นี้ด้วย ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและความไม่ไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

การออกมาเตือนของทรัมป์ในครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับทั่วโลกถึงท่าทีของรัสเซียในการเจรจาที่จะเกิดขึ้น

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาเตือนปูตินเรื่องผลร้ายแรง?

เป็นที่น่าจับตาว่าทำไมอดีตประธานาธิบดีอย่างทรัมป์จึงออกมาเตือนปูตินอย่างเปิดเผยเช่นนี้ การออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้อาจมีเป้าหมายทางการเมือง หรืออาจเป็นความกังวลอย่างแท้จริงต่อสถานการณ์ในยูเครน

สถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่าทีของรัสเซียในการเจรจา รวมถึงผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดที่อลาสกา จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของภูมิภาคนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วโลก การที่ ทรัมป์เตือนปูติน แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้

การที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของสาธารณชน และอาจเป็นแรงกดดันต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เร่งหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ การเจรจาที่จะเกิดขึ้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและยุโรป

การที่ ทรัมป์เตือนปูติน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ประเด็นสงครามในยูเครนยังคงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และการหาทางออกอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

ที่มา – ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

Scroll to top