สงครามอิสราเอล

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป เมื่ออิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม โดยยืนกรานเงื่อนไขของตัวเองแทน สื่อของอิหร่านรายงานเหตุการณ์นี้เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของเตหะรานต่อวอชิงตัน

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

ตามรายงานจาก Press TV สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและการเมืองไม่เปิดเผยนาม เปิดเผยว่า อิหร่านได้ปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐอเมริกาที่มุ่งยุติความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง ข้อเสนอดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยิงและหาทางออกทางการทูต แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำว่า “อิหร่านจะยุติสงครามก็ต่อเมื่ออิหร่านตัดสินใจด้วยตัวเอง และเมื่อเงื่อนไขต่างๆ ของอิหร่านได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น”

อิหร่านเน้นย้ำว่าต้องการการยุติสงครามอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของสาธารณรัฐอิสลามมานาน ขณะที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันการเจรจาผ่านช่องทางการทูตต่างๆ แต่เตหะรานมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ “เกินกว่าเหตุ” โดยก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยยื่นข้อเสนอ 15 ข้อ ซึ่งหลายประเด็นถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับอิหร่าน

5 เงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านยื่นเพื่อยุติสงคราม

เพื่อตอบโต้ อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม โดยเสนอเงื่อนไขของตัวเอง 5 ข้อที่ต้องได้รับการปฏิบัติตาม ดังนี้

  • 1. ยุติ “การรุกรานและการลอบสังหาร” โดยฝ่ายศัตรูอย่างสิ้นเชิง เพื่อป้องกันการโจมตีต่อเนื่องที่อิหร่านเผชิญในช่วงที่ผ่านมา
  • 2. จัดตั้งกลไกที่ชัดเจน เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการกลับมาทำสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีก ซึ่งอาจรวมถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
  • 3. รับประกันและระบุจำนวนการชดเชยค่าเสียหาย จากสงครามและค่าปฏิกรรมสงครามอย่างชัดเจน เพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
  • 4. สงครามในทุกแนวรบต้องสิ้นสุดลง รวมถึงการต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาค เช่น ในเลแวนต์และอ่าวเปอร์เซีย
  • 5. ยอมรับและรับประกันในระดับนานาชาติ เรื่องสิทธิอธิปไตยของอิหร่านในการมีอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางค้าสำคัญที่อิหร่านอ้างสิทธิ์

เงื่อนไขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลหลักของอิหร่านในเรื่องความมั่นคงชายแดน การชดเชย และการยอมรับสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง สงครามอาจยืดเยื้อต่อไป ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

บริบทของความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ มีรากฐานจากหลายปัจจัย เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค และการแทรกแซงของสหรัฐฯ ผ่านพันธมิตรอย่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย สงครามปัจจุบันที่กล่าวถึงครอบคลุมหลายแนวรบ รวมถึงการโจมตีทางอากาศ การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ และการปะทะทางเรือในอ่าวเปอร์เซีย

ในอดีต สหรัฐฯ เคยเสนอข้อตกลงคล้ายกันในการเจรจาปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม ครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ในการต่อรองให้ได้เปรียบ โดยเฉพาะในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านใช้เป็นเครื่องมือกดดัน

สถานการณ์นี้ยังคงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยมีกลุ่มฮูธีในเยเมนและฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน หากไม่มีการเจรจาที่จริงจัง อาจนำไปสู่การขยายวงสงคราม

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปฏิเสธครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเสริมสร้างจุดยืนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ และสหรัฐฯ อาจต้องปรับข้อเสนอให้สมจริงมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตพลังงานโลก

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของอิหร่าน? ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก หลังจากสำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายการ ทหารสหรัฐฯ จากกองพลร่มที่ 82 กำลังจะเคลื่อนพลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ากำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง แหล่งข่าวระบุว่ากำลังพลชุดนี้จะมาจากกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยมีพลตรีแบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 นำทีมคณะเสนาธิการ คาดว่าหน่วยแรกจะเคลื่อนพลภายใน 1 สัปดาห์ และหน่วยอื่นๆ จะตามมา

คำสั่งเคลื่อนกำลังพลได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษณ์เมื่อวันอังคาร โดยหน่วยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง สามารถปฏิบัติการได้ทันทีหากจำเป็น สถานการณ์คล้ายกับปี 2563 ที่สหรัฐฯ ส่งกองพลร่มที่ 82 หลังสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี

รายละเอียดกำลังพลและหน่วยสนับสนุน

นอกจาก สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง แล้ว ยังมีกำลังพลสหรัฐฯ หลายพันนายมุ่งหน้ามายังภูมิภาค เช่น:

  • หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 ร่วมกับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer)
  • หน่วย MEU ที่ 31 ร่วมกับ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

แต่ละหน่วย ARG-MEU ประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือราว 4,500 นาย มีขีดความสามารถครบวงจร ทั้งสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุง

สถานการณ์การเจรจากับอิหร่าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงกันได้ 15 ประเด็นแล้ว โดยอิหร่าน “กระตือรือร้น” ที่จะทำข้อตกลง ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธในเบื้องต้น แต่แหล่งข่าวอิหร่านยืนยันกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” และพร้อมรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

การเคลื่อนไหวทางทหารนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อกดดันอิหร่านให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปราะบางจากความขัดแย้งหลายด้าน เช่น สงครามในซีเรีย ยemen และปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมมักเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา เช่น ในช่วงสงครามเย็นหรือวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเพื่อเสริมอิทธิพลและปกป้องผลประโยชน์ทางพลังงาน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการเพิ่มทหารอาจยืดเยื้อความตึงเครียด แทนที่จะคลี่คลาย หากอิหร่านมองว่าเป็นการข่มขู่ ประชาคมโลกจึงจับตาการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทย การติดตามสถานการณ์นี้สำคัญเพราะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงพลังงาน หากความขัดแย้งลุกลาม อาจกระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

คุณคิดว่าการส่งทหารเพิ่มครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพหรือยืดเยื้อสงคราม? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเผยว่าส่งร่างแผนสันติภาพ 15 ข้อไปยังเตหะราน เพื่อหวังยุติความขัดแย้งที่กำลังลุกลาม แต่ฝั่งอิหร่านกลับตอบโต้อย่างดุเดือด ทำให้กระแสข่าวนี้กลายเป็นจุดสนใจของโลก

อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม

นายอิบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกศูนย์บัญชาการกลางคาทาม อัล-อันบิยา ของกองทัพอิหร่าน ออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของทรัมป์ทันที โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะสับสนจนต้อง “เจรจากับตัวเอง” เขายังเสริมว่า “คนอย่างพวกเราไม่มีวันเข้ากับคนอย่างพวกคุณได้” พร้อมย้ำยืนยันว่าเสถียรภาพในภูมิภาคและราคาพลังงานจะไม่กลับสู่จุดเดิม หากสหรัฐฯ ไม่ยอมรับบทบาทของกองทัพอิหร่านในการดูแลความมั่นคง

สถานการณ์สนามรบที่ทวีความรุนแรง

แม้จะมีข่าวแผนสันติภาพ แต่ในสนามรบกลับตรงกันข้าม โดยกองทัพอิสราเอลยังคงส่งฝูงบินโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทั่วกรุงเตหะราน สื่ออิหร่านรายงานว่าขีปนาวุธตกใส่ย่านที่พักอาศัย ทำให้เกิดความเสียหายหนักและเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง

ทางฝั่งอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต จอร์แดน และบาห์เรน เพื่อตอบโต้ ล่าสุดคูเวตและซาอุดีอาระเบียรายงานการสกัดกั้นโดรนปริศนา โดยมีโดรนลำหนึ่งตกใส่ถังน้ำมันที่สนามบินนานาชาติคูเวต ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้แต่โชคดีไม่มีผู้เสียชีวิต

  • อิสราเอลโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ในเตหะราน
  • IRGC ส่งโดรน-ขีปนาวุธตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ
  • คูเวตสกัดโดรน ทำให้เกิดไฟไหม้สนามบิน
  • อิหร่านปฏิเสธข่าวเจรจาเป็น “Fake News”

ผลกระทบต่อตลาดโลกและพลังงาน

แม้อิหร่านจะปฏิเสธ แต่ตลาดทุนทั่วโลกตอบรับข่าวในเชิงบวก โดยเฉพาะรายงานจากรอยเตอร์ที่ระบุว่ารัฐบาลทรัมป์ส่งร่างแผนสันติภาพและเสนอหยุดยิง 1 เดือน ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทันที หลังมีความหวังในการเปิดเส้นทางส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง ดัชนีหุ้นสำคัญทั่วโลกพุ่งสูง นักลงทุนมองว่าการ “คุยกับคนที่ใช่” ในอิหร่านตามที่ทรัมป์อ้าง อาจคลี่คลายวิกฤตพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

วิกฤตนี้ไม่เพียงกระทบราคาน้ำมัน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ที่อาจเผชิญราคาน้ำมันแพงขึ้น หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงในช่วงที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลทั่วโลกต้องหาทางออกร่วมกัน

นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังลุกลามไปยังประเด็นนิวเคลียร์ โดยอิหร่านยืนกรานว่าจะไม่ยอมถอย ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเพิ่มมาตรการกดดัน ทำให้โอกาสในการเจรจายิ่งเลือนลาง

มุมมองอนาคต: สงครามจะยุติได้หรือไม่?

จากท่าทีของอิหร่านที่เย้ยหยันสหรัฐฯ ชัดเจนแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าการยุติสงครามอาจไม่ง่ายนัก ทรัมป์พยายามใช้ дипломатия แต่สถานการณ์ในพื้นที่จะต้องใช้การแทรกแซงจากนานาชาติมากกว่านี้ เช่น จีน รัสเซีย หรือสหประชาชาติ เพื่อเป็นตัวกลาง

ในฐานะนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่สงครามยืดเยื้อ หากไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน ประชาชนในภูมิภาคจะเดือดร้อนหนักที่สุด ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

คุณคิดอย่างไรกับอิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม

อิหร่านปล่อยทีเด็ด ขีปนาวุธเต้นระบำ HGV

ในยุคที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น อิหร่านปล่อยทีเด็ด ขีปนาวุธเต้นระบำ Hypersonic Glide Vehicle (HGV) กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการทหารทั่วโลก คำว่า “ขีปนาวุธเต้นระบำ” ฟังดูสนุกสนาน แต่ซ่อนพลังทำลายล้างมหาศาลเอาไว้ มันคือขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่บินด้วยความเร็วเหนือเสียงหลายเท่า และยังหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว เหมือนเต้นรำหลีกเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศชั้นนำของโลก

ขีปนาวุธเต้นระบำ HGV ของอิหร่าน

อิหร่านปล่อยทีเด็ด ขีปนาวุธเต้นระบำ Hypersonic Glide Vehicle (HGV)

ขีปนาวุธเต้นระบำ หรือ Hypersonic Glide Vehicle (HGV) แตกต่างจากขีปนาวุธวิถีโค้งแบบดั้งเดิมที่บินเป็นเส้นโค้งพาราโบลาคาดเดาได้ง่าย ขีปนาวุธกลุ่มนี้สามารถปรับทิศทางแบบ zig-zag ในชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูง ทำให้ระบบป้องกันอย่าง Arrow 3 ของอิสราเอลหรือ THAAD ของสหรัฐฯ สกัดกั้นได้ยากเย็น

อิหร่านพัฒนาตระกูล Fattah ซึ่งแปลว่า “ผู้พิชิต” ขึ้นมา โดย Fattah-1 เปิดตัวกลางปี 2023 และ Fattah-2 ติดตามในปลายปีเดียวกัน รุ่นเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีหัวรบที่ปรับทิศทางได้ (Maneuverable Reentry Vehicle – MaRV) และยานร่อนไฮเปอร์โซนิกเต็มรูปแบบ

Fattah-1 ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก

เทคโนโลยีหัวรบขีปนาวุธเต้นระบำของอิหร่าน

Fattah-1 มีหัวรบติดตั้งเครื่องยนต์สแคมเจ็ตพร้อมหัวฉีดปรับทิศทางได้ (Movable Nozzle) ช่วยให้ “ส่ายหัว” หลบเรดาร์ขณะพุ่งด้วยความเร็ว Mach 13-15 ส่วน Fattah-2 พัฒนาเป็น HGV แท้ ร่อนต่ำที่ระดับ 12-30 กม. หลบการตรวจจับ และเลี้ยวโค้งแนวราบแบบ unpredictable

ภาพขีปนาวุธ Fattah

วัตถุประสงค์หลักคือเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธชั้นสูง โดยการเปลี่ยนวิถีกระทันหัน ทำให้จรวดสกัดกั้นสับสนและพลาดเป้า นี่คือก้าวกระโดดของอิหร่านท่ามกลาง санкции

สเปก Fattah

สเปกเด็ดของขีปนาวุธเต้นระบำ Fattah-1 และ Fattah-2

  • Fattah-1: เปิดตัว มิ.ย. 2023, MRBM + MaRV, ความเร็ว Mach 13-15 (16,000-18,500 กม./ชม.), ระยะยิง 1,400 กม., เชื้อเพลิงแข็งทั้ง booster และหัวรบ, หัวรบมีเครื่องยนต์เล็กปรับทิศทางได้ทั้งใน-นอกบรรยากาศ
  • Fattah-2: เปิดตัว พ.ย. 2023, HGV เต็มรูปแบบ, ความเร็ว Mach 15, ระยะยิง 1,500 กม., booster เชื้อเพลิงแข็ง + HGV เชื้อเพลิงเหลว, หัวรบ 200 กก., ร่อนต่ำ 12-30 กม., เลี้ยวแนวราบอิสระ
Fattah-2 HGV

ความสามารถพิเศษอย่าง Low Altitude Gliding และ Unpredictable Path ทำให้ อิหร่านปล่อยทีเด็ด ขีปนาวุธเต้นระบำ Hypersonic Glide Vehicle (HGV) นี้กลายเป็นอาวุธที่เปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาค โดยเฉพาะต่ออิสราเอลและพันธมิตรสหรัฐฯ เทคโนโลยีนี้พิสูจน์ว่าอิหร่านสามารถพัฒนาอาวุธรุ่นล่าสุดได้แม้เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี HGV อย่าง Fattah จะเร่งให้ชาติอื่นๆ อย่างจีน รัสเซีย และสหรัฐฯ พัฒนาระบบป้องกันใหม่ สร้างการแข่งขันทางอาวุธรอบใหม่ คุณคิดว่าขีปนาวุธเต้นระบำนี้จะส่งผลต่อสถานการณ์โลกอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวทหารอัปเดตที่นี่!

ที่มา – อิหร่านปล่อยทีเด็ด ขีปนาวุธเต้นระบำ Hypersonic Glide Vehicle (HGV)

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ตึงเครียดมาอย่างยาวนาน

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมากล่าวระหว่างพิธีสาบานตนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิคนใหม่ที่ทำเนียบขาว โดยยืนยันว่าทีมเจรจาของสหรัฐกำลังติดต่อกับบุคคลที่เหมาะสมจากฝั่งอิหร่าน และอ้างว่าอิหร่านแสดงท่าทีอยากทำข้อตกลงอย่างจริงจัง

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

ทรัมป์เน้นย้ำถึงความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐและพันธมิตรอย่างอิสราเอลได้ดำเนินการ โดยอ้างว่าอิหร่านสูญเสียกองทัพเรือ ผู้นำ และระบบเรดาร์ไปเกือบหมดสิ้นแล้ว เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มหาศาล” ซึ่งเป็นการโจมตีที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองในอิหร่าน

ในส่วนของการเจรจา ทรัมป์ระบุว่า “เรากำลังคุยกับคนที่ใช่ และพวกเขาก็ต้องการทำข้อตกลงใจจะขาด” โดยมีรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เข้าร่วมด้วย นอกจากนี้ เขายังอ้างว่ารัฐบาลอิหร่านตกลงแล้วว่าจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาเคยกล่าวซ้ำหลายครั้ง

รายละเอียด “รางวัลใหญ่” จากอิหร่านที่ทรัมป์ไม่ยอมเปิดเผย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัมป์บอกว่าคณะเจรจาอิหร่านมอบ “รางวัลที่สำคัญยิ่ง” ให้สหรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานโลก แต่เขาไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ทำให้เกิดคำถามมากมายจากสื่อ

เมื่อถูกถามว่ากำลังเจรจากับใคร ทรัมป์ตอบแบบขบขันว่า “เราสังหารผู้นำของพวกเขาทั้งหมด จากนั้นพวกเขาก็เลือกผู้นำใหม่ แล้วเราก็สังหารอีก… ตอนนี้เรามีกลุ่มใหม่แล้ว” เขายังเตือนว่า “ผมไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น” แสดงถึงความระมัดระวังในการเจรจาครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ สื่ออิหร่านเคยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ โดยชี้ว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อกดราคาน้ำมันโลก แต่ทรัมป์ยืนยันว่าสงครามนี้ “ได้รับชัยชนะแล้ว” และทีมชาติอ่าวอย่าง UAE กับกาตาร์ก็ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงนโยบาย “America First” ของทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังทหารเพื่อบังคับให้คู่เจรจายอมรับเงื่อนไข โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การเจรจาครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงที่เปลี่ยนโฉมตะวันออกกลาง หากสำเร็จจริง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่าคำพูดของทรัมป์อาจเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเสริมภาพลักษณ์ก่อนการเลือกตั้ง แต่หากอิหร่านยอมรับเงื่อนไขจริง คงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

  • จุดเด่นของปฏิบัติการสหรัฐ: ทำลายโครงสร้าง指挥อิหร่าน
  • ประเด็นเจรจา: นิวเคลียร์ น้ำมัน ช่องแคบฮอร์มุซ
  • บทบาททีมทรัมป์: แวนซ์และรูบิโอ

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะ

ที่มา – ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจและจุดประกายความกังวลเรื่องความปลอดภัยของพลเรือนในพื้นที่ชายแดนทางตอนเหนือของประเทศ

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

หน่วยกู้ชีพฉุกเฉินของอิสราเอลรายงานเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ว่ามีหญิงวัย 30 ปีคนหนึ่งในพื้นที่ทางตอนเหนือเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยจรวดของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ยิงมาจากเลบานอน นี่ถือเป็นพลเรือนอิสราเอลรายแรกที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ นับตั้งแต่ความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีพลเรือนอีก 2 รายที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากสะเก็ดระเบิดในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่กัลลีลีตอนบน (Upper Galilee) หน่วยกู้ชีพยืนยันว่าพวกเขาได้รับการรักษาแล้วและปลอดภัย

สถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์

ความรุนแรงรอบนี้ปะทุขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ตอบโต้ด้วยการยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลอย่างหนักหน่วง เจ้าหน้าที่กองทัพอิสราเอล (IDF) ระบุว่าฮิซบอลเลาะห์ยิงอาวุธโจมตีเฉลี่ยวันละ 90-110 ชุด โดย 60-70% มุ่งเป้ากองกำลัง IDF ในเลบานอน และส่วนที่เหลือเล็งไปยังชุมชนพลเรือนทางตอนเหนือ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอิสราเอลที่อาศัยใกล้ชายแดนเลบานอน หลายครอบครัวต้องอพยพหนีภัย และระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่าง Iron Dome ถูกใช้งานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นจรวดเหล่านี้

ผลกระทบในเลบานอนและตัวเลขผู้เสียชีวิต

ด้านเลบานอน กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลนับตั้งแต่ 2 มีนาคม เพิ่มขึ้นเป็น 1,072 ราย โดยเพิ่ม 33 รายใน 24 ชั่วโมงล่าสุด และมีผู้บาดเจ็บอีก 2,966 ราย สถานการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรงในเลบานอน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ฮิซบอลเลาะห์มีอิทธิพล

  • พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิต 1 ราย (รายแรก)
  • บาดเจ็บ 2 ราย จากจรวดฮิซบอลเลาะห์
  • เลบานอนเสียชีวิต 1,072 ราย จากการตอบโต้ของอิสราเอล
  • จรวดยิงวันละ 90-110 ชุด

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากประเด็นดินแดนชายแดน การสนับสนุนจากอิหร่าน และความตึงเครียดที่สะสมมานานหลายทศวรรษ นักวิเคราะห์มองว่าอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หากไม่มีการเจรจาสันติภาพ

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์ ทำให้รัฐบาลอิสราเอลต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การแจกจ่ายที่พักหลบภัยและการฝึกซ้อมอพยพ สถานการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยโรงเรียนและธุรกิจในภาคเหนือต้องปิดตัวลง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความสูญเสียของพลเรือนรายนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าความขัดแย้งกำลังลุกลามสู่ระดับที่กระทบประชาชนโดยตรง ไม่ใช่แค่ทหาร รัฐบาลนานาชาติควรเร่งแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งวงจรแห่งความรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อสร้างความตระหนักรู้

ที่มา – อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการต่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศเลบานอนประกาศเพิกถอนสถานะทูตของนายโมฮัมหมัด เรซา เชบานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำเลบานอน สั่งให้ออกนอกประเทศภายในวันที่ 29 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่าไม่ใช่การตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับเตหะราน

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศเลบานอน นายยูสเซฟ ราจจี ได้แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ได้เรียกตัวอุปทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อแจ้งการตัดสินใจประกาศให้เชบานีเป็น ‘บุคคลที่ไม่พึงปรารถนา’ (persona non grata) เหตุผลหลักคือการละเมิดธรรมเนียมทูต โดยเฉพาะการแทรกแซงการเมืองภายในเลบานอน

เอกอัครราชทูตเชบานีถูกกล่าวหาว่าให้ถ้อยแถลงวิจารณ์รัฐบาลเลบานอน และจัดการประชุมกับกลุ่มองค์กรไม่เป็นทางการโดยไม่แจ้งกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งขัดต่อพันธกรณีทางการทูตตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต

สาเหตุเบื้องหลังเลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

ก่อนหน้านี้ เลบานอนพยายามลดความขัดแย้งกับอิสราเอล โดยสั่งห้ามกิจกรรมของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน และกำหนดวีซ่าสำหรับชาวอิหร่านที่ต้องการเข้าประเทศ การไล่ทูตครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเสริมสร้างอธิปไตย

  • การวิจารณ์รัฐบาลเลบานอนอย่างเปิดเผย
  • ประชุมลับกับกลุ่มก่อการร้ายในเลบานอน
  • ละเมิดกฎหมายทูตระหว่างประเทศ

ทางอิสราเอลตอบรับเชิงบวก นายกีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล โพสต์บน X ว่าเป็นขั้นตอนจำเป็น และเรียกร้องให้เลบานอนจัดการฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ไม่นานหลังจากนั้น อิหร่านตอบโต้ด้วยการไล่เอกอัครราชทูตเลบานอนออกจากประเทศเช่นกัน สถานการณ์นี้ทำให้ความสัมพันธ์สองฝ่ายตึงเครียดยิ่งขึ้น แต่ทั้งสองยังยืนยันไม่ตัดสัมพันธ์ทางการทูต

ผลกระทบจากการเลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

เหตุการณ์นี้ส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบทบาทของอิหร่านในเลบานอนผ่านฮิซบอลเลาะห์ เลบานอนซึ่งกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ต้องรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรอิหร่านและแรงกดดันจากอิสราเอลและนานาชาติ

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การไล่ทูตเป็นสัญญาณว่าเลบานอนเริ่มหันเหจากอิทธิพลอิหร่าน เพื่อเปิดทางเจรจากับอิสราเอลเรื่องพรมแดนและความมั่นคง นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของเลบานอน

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต จึงไม่ใช่แค่เรื่องทูต แต่สะท้อนความพยายามปกป้องอธิปไตยของชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าทูตต้องเคารพกฎเกณฑ์ หากละเมิดอาจนำไปสู่ผลกระทบใหญ่ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือสงคราม

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม ในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อรับมือวิกฤตนี้ โดยตั้งคณะกรรมการพิเศษดูแลการจัดหาและกระจายเชื้อเพลิง สินค้าจำเป็นต่าง ๆ ให้มีเสถียรภาพ

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดีมาร์กอสประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติทันที เพื่อตอบโต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก สงครามครั้งนี้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงพลังงานของฟิลิปปินส์

คำสั่งดังกล่าวมอบอำนาจให้รัฐบาลจัดซื้อเชื้อเพลิงล่วงหน้า จ่ายเงินบางส่วนล่วงหน้าได้หากจำเป็น และข้ามขั้นตอนปกติบางอย่างเพื่อความรวดเร็ว โดยมีผลบังคับใช้ 1 ปีเต็ม

สาเหตุหลักของการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่งฟิลิปปินส์นำเข้ากว่า 90% ของความต้องการพลังงาน รัฐมนตรีพลังงานชารอน การิน ระบุว่าประเทศมีสำรองเชื้อเพลิงเพียง 45 วันตามอัตราการใช้ปัจจุบัน รัฐบาลจึงเร่งซื้อน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลจากทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมคลังสำรอง

มาตรการที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ดำเนินการ

  • ตั้งคณะกรรมการกำกับการเคลื่อนย้าย จัดหา กระจาย และจัดสรรเชื้อเพลิง อาหาร ยา และสินค้าจำเป็น
  • ให้อำนาจจัดซื้อปิโตรเลียมล่วงหน้าและจ่ายเงินล่วงหน้า
  • ประสานกระทรวงการคลังกับธนาคารกลาง เฝ้าระวังผลต่อค่าเงินเปโซและเงินโอนจากต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ วุฒิสมาชิกวิจารณ์รัฐบาลว่าขาดเอกภาพในการรับมือราคาน้ำมันที่พุ่ง รัฐมนตรีเศรษฐกิจเตือนว่าอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี และเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่กลุ่มขนส่งและผู้บริโภคเตรียมประท้วง 2 วันตั้งแต่วันพฤหัสบดี เพื่อคัดค้านราคาน้ำมัน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจฟิลิปปินส์และภูมิภาค

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนพลังงาน แต่ยังต้องเผชิญความท้าทาย เช่น ค่าเงินอ่อนตัวและเงินเฟ้อ สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับหลายประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า ทำให้ต้นทุนการขนส่งและสินค้าพุ่งสูง

ในมุมกว้าง สงครามตะวันออกกลางไม่เพียงกระทบฟิลิปปินส์ แต่ยังส่งผลต่อไทยและอาเซียนทั้งหมด ราคาน้ำมันที่ผันผวนอาจทำให้ CPI ของไทยเพิ่มขึ้น รัฐบาลไทยควรติดตามใกล้ชิดและเสริมสำรองพลังงานให้เพียงพอ

นอกจากนี้ การประกาศดังกล่าวยังเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ proactive ในการจัดการวิกฤต หากดำเนินการได้ดี อาจช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจได้

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

จากกรณีฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม ไทยควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน ส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าจากโซลาร์และลม รวมถึงลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ควรวางแผนรับมือราคาน้ำมันที่อาจขึ้นต่อเนื่อง ลองคำนวณต้นทุนใหม่และหาทางลดการใช้พลังงาน

สุดท้าย สถานการณ์นี้เตือนใจว่าความมั่นคงพลังงานคือหัวใจเศรษฐกิจ คุณคิดอย่างไรกับมาตรการของฟิลิปปินส์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม!

ที่มา – ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

ที่ปรึกษาผู้นำอิหร่านลั่น สงครามไม่ยุติจนได้ชดเชย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด โดยล่าสุด ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น สงครามจะไม่ยุติ จนกว่าจะได้ค่าชดเชย-ยกเลิกคว่ำบาตร สร้างความกังวลให้กับนานาชาติ ที่กำลังพยายามผลักดันการเจรจาสันติภาพ ข่าวนี้มาจากคำกล่าวของโมห์เซน เรซาอี ที่ปรึกษาคนสำคัญของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งประกาศจุดยืนชัดเจนผ่านโทรทัศน์

ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น สงครามจะไม่ยุติ จนกว่าจะได้ค่าชดเชย-ยกเลิกคว่ำบาตร

โมห์เซน เรซาอี ได้กล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมหยุดสงคราม จนกว่าจะได้รับการชดเชยความเสียหายอย่างเต็มรูปแบบจากทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมดต่ออิหร่าน และต้องมีหลักประกันระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากสหรัฐอเมริกาในอนาคต

เรซอาอี ยังแสดงความมั่นใจในกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านว่า ยังคงปฏิบัติการได้อย่างเข้มแข็ง ขณะที่การบริหารประเทศได้เข้าสู่ความมั่นคงแล้ว ภายใต้ผู้นำคนใหม่ น่าสนใจที่เขาอ้างว่าสงครามได้ยุติลงในทางปฏิบัติตั้งแต่สัปดาห์ก่อน โดยสหรัฐพร้อมหยุดยิง แต่ถูกนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ผลักดันให้ยืดเยื้อต่อไป

เงื่อนไขยุติสงครามที่อิหร่านยืนกราน

  • ค่าชดเชยความเสียหายเต็มจำนวนจากทุกฝ่าย
  • ยกเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมดทันที
  • หลักประกันทางกฎหมายระหว่างประเทศป้องกันสหรัฐ
  • ลงโทษผู้รุกรานให้สำนึกผิดอย่างสมบูรณ์

หลังจากผ่านไป 15 วันของความขัดแย้ง เรซอาอี ระบุว่าสหรัฐเข้าใจดีแล้วว่าไม่มีทางชนะสงครามครั้งนี้ได้ ท่าทีแข็งกร้าวดังกล่าว สะท้อนจุดยืนของอิหร่านที่ไม่ยอมอ่อนข้อ โดยในอีกด้านหนึ่ง ประธานสภาอิหร่าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ประชาชนอิหร่านกำลังเรียกร้องให้ลงโทษผู้รุกรานอย่างเต็มที่และให้สำนึกผิด

ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น สงครามจะไม่ยุติ จนกว่าจะได้ค่าชดเชย-ยกเลิกคว่ำบาตร จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้การเจรจาสันติภาพล้มเหลว ท่ามกลางความพยายามของนานาชาติที่ต้องการคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็ว บริบทของความขัดแย้งนี้เริ่มต้นจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอล ซึ่งลุกลามมานานหลายเดือน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและโลก

คำประกาศนี้ไม่เพียงทำให้ความหวังในการหยุดยิงริบหรี่ แต่ยังกระตุ้นให้กลุ่มพันธมิตรของอิหร่าน เช่น ฮูธีในเยเมน และฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน เตรียมพร้อมมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอิหร่านกำลังใช้กลยุทธ์ต่อรองเพื่อกดดันสหรัฐและอิสราเอล โดยอาศัยจุดแข็งทางทหารและการสนับสนุนจากรัสเซีย-จีน

อย่างไรก็ตาม ชาวอิหร่านจำนวนมากเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากสงคราม เช่น การขาดแคลนสินค้าและเงินเฟ้อที่พุ่งปรี๊ด แต่รัฐบาลยังคงรักษาความนิยมด้วยวาทกรรมชาตินิยม นอกจากนี้ สหประชาชาติได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบที่อาจลุกลาม

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงซับซ้อนและยากต่อการแก้ไข การยืนกรานเงื่อนไขของอิหร่านอาจนำไปสู่การยืดเยื้อที่ไม่มีผู้ชนะ หากนานาชาติสามารถหาจุดสมดุลได้ การชดเชยและยกเลิกคว่ำบาตรอาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพยั่งยืน

ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณเห็นว่ามีประโยชน์!

ที่มา – ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น สงครามจะไม่ยุติ จนกว่าจะได้ค่าชดเชย-ยกเลิกคว่ำบาตร

Scroll to top