สหรัฐ

สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดในมหาสมุทรแปซิฟิก! กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งที่สองในรอบสองวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย การกระทำนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ถึงกับขนานนามขบวนการเหล่านี้ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” เลยทีเดียว ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำโคลอมเบียอย่างรุนแรง พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนว่าอาจมีการขยายขอบเขตการโจมตีไปยังเป้าหมายบนบกอีกด้วย

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แถลงการณ์ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางอากาศต่อเรือต้องสงสัยว่าบรรทุกยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้รับอันตรายจากการปฏิบัติการครั้งนี้

ที่น่าสนใจคือ ปฏิบัติการสหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ นี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรืออีกลำหนึ่งในบริเวณเดียวกัน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยเชื่อกันว่าเรือทั้งสองลำกำลังใช้เส้นทางขนส่งยาเสพติดที่รู้จักกันดีในน่านน้ำสากล

นายเฮกเซธได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) ว่า “ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรงอีกครั้งต่อเรือที่ดำเนินการโดย ‘องค์กรก่อการร้าย'” เขายืนยันว่าการโจมตีลักษณะนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ค้ายาเสพติดธรรมดา แต่เป็น “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติดที่นำความตายและความเสียหายมาสู่เมืองของเรา”

การโจมตีในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 8 และ 9 ที่มุ่งเป้าไปที่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติด นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากก่อนหน้านี้เป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ในทะเลแคริบเบียน สถิติปัจจุบันระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือยาเสพติดของสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 37 ราย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวยืนยันว่าเขามีอำนาจทางกฎหมายที่จะโจมตี สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ ในน่านน้ำสากลต่อไปได้ แต่ระบุว่าหากเขาตัดสินใจที่จะขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังบนบก เขาอาจต้องกลับไปปรึกษากับรัฐสภาสหรัฐฯ ก่อน เขาย้ำว่ารัฐบาลของเขามีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะขยายปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดบนบก ซึ่งจะเป็นการยกระดับครั้งสำคัญ

นอกจากนี้ เหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย ซึ่งทรัมป์กล่าวหาว่าเป็น “อันธพาลและคนเลว”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวประณามนายเปโตรว่าเป็น “ผู้นำยาเสพติดผิดกฎหมาย” ที่กำลังสนับสนุนการผลิตยาเสพติดขนานใหญ่ทั่วโคลอมเบีย พร้อมทั้งประกาศว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการให้เงินสนับสนุนแก่โคลอมเบีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกา

ทั้งโคลอมเบียและเอกวาดอร์มีพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการลำเลียงโคเคนขึ้นเหนือไปยังสหรัฐฯ โดยสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ประเมินว่าโคเคนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่สหรัฐฯ ถูกลำเลียงผ่านเส้นทางแปซิฟิกนี้

สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

สถานการณ์ล่าสุดนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร? และปฏิบัติการทางทหารเช่นนี้จะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืนหรือไม่? เป็นคำถามสำคัญที่เราต้องพิจารณา

ผลกระทบจากการ สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

  • ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และโคลอมเบียที่สั่นคลอน
  • ความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจอธิปไตยในน่านน้ำสากล
  • ประสิทธิภาพของปฏิบัติการทางทหารในการแก้ปัญหายาเสพติด

การใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามยาเสพติดเป็นวิธีการที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าเป็นการตอบโต้ที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจากยาเสพติด ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่มากขึ้น การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างแท้จริงอาจต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น ความยากจน การขาดโอกาส และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

ที่มา – สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%: กระทบใครบ้าง

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังจับจ้องไปที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ชะลอตัวเหลือ 4.8% ในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ (สิ้นสุดเดือนกันยายน) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ตัวเลขนี้ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่คลี่คลาย และความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง

ตัวเลข เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% นี้ สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนโดยรวม

ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจจีน

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การปะทุขึ้นอีกครั้งของความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจากที่จีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าที่เปราะบางอยู่แล้วระหว่างสองประเทศยิ่งสั่นคลอน

นอกจากนี้ วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนก็ยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภาคส่วนนี้ ซึ่งมีสัดส่วนถึงหนึ่งในสามของเศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญกับภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง ทั้งจากราคาบ้านที่ลดลง และโครงการที่พักอาศัยที่ถูกทิ้งร้าง

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%

ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนยังคงมองในแง่ดี โดยระบุว่าเศรษฐกิจยังคงแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นและมีชีวิตชีวา” โดยได้รับแรงหนุนจากภาคเทคโนโลยีและบริการทางธุรกิจ การส่งออกของจีนยังคงเติบโตได้ดีในเดือนกันยายน ซึ่งช่วยชดเชยการใช้จ่ายภายในประเทศที่ซบเซา

รัฐบาลจีนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้พยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เช่น เงินอุดหนุน ค่าจ้างที่สูงขึ้น และส่วนลดต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ “ประมาณ 5%” ในปีนี้

ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%

ตัวเลขการเติบโตล่าสุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลหลักในการประชุมผู้นำระดับสูงของจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนอาจต้องเพิ่มมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การชะลอตัวเหลือ 4.8% กระตุ้นให้เกิดการทบทวนแผนเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ผลกระทบของการชะลอตัวเหลือ 4.8% ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ประเทศไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับจีน ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดอื่นๆ

ในภาพรวม สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ และการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับต่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีน และสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลก

ที่มา – เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

ชาวอเมริกันประท้วง “โนคิงส์” ต้านทรัมป์

ชาวอเมริกันรวมตัวประท้วงตามเมืองหลวงทั่วประเทศ ภายใต้สโลแกน “โนคิงส์” เพื่อต่อต้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พวกเขามองว่าเป็นเผด็จการ การประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั่วสหรัฐฯ โดยมีผู้เข้าร่วมหลายแสนคน แสดงพลังคัดค้านสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นการปกครองแบบเผด็จการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้คนจำนวนมหาศาลมารวมตัวกันเพื่อประท้วงนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้สโลแกน “โนคิงส์” (No Kings) ที่เมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก, วอชิงตัน ดีซี, ชิคาโก, ไมอามี และลอสแอนเจลิส เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568

การชุมนุมที่ ไทม์สแควร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนครนิวยอร์ก ดึงดูดผู้คนมารวมตัวกันได้หลายพันคน ไม่นานหลังจากการชุมนุมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ โดยผู้คนรวมตัวกันแน่นถนนและทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน พร้อมชูป้ายข้อความประท้วงต่างๆ เช่น “ประชาธิปไตยไม่ใช่ราชาธิปไตย” (Democracy not Monarchy) และ “รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวเลือก”

ก่อนหน้านี้ พันธมิตรของนายทรัมป์ออกมากล่าวหาว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับกลุ่ม “แอนติฟา” (Antifa) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายจัด ที่นายทรัมป์เพิ่งประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้าย และประณามว่าเป็น “การชุมนุมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอเมริกา” อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการประท้วงและผู้ที่ออกมาชุมนุมยืนยันจุดยืนในการประท้วงอย่างสันติ

ผู้จัดการประท้วงและผู้ที่ออกมาชุมนุมในวันเสาร์ยืนยันว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปอย่างสันติ โดยเว็บไซต์ของกลุ่ม “โนคิงส์” ระบุบนเว็บไซต์ของตัวเองว่า “การไม่ใช้ความรุนแรง” คือหลักการของกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่ม และกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมทุกคน ลดความรุนแรงของการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้น

ที่นิวยอร์ก กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนส่งเสียงตะโกนเป็นระยะว่า “นี่แหละคือโฉมหน้าของประชาธิปไตย” ท่ามกลางเสียงกลองที่ดังอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับเสียงกระดิ่งวัวและเครื่องเสียงอื่น ๆ ในขณะที่มีเฮลิคอปเตอร์และโดรน บินอยู่เหนือศีรษะ และมีตำรวจยืนประจำการอยู่ไม่ไกล

หนึ่งในผู้จัดงานใช้เครื่องขยายเสียงประกาศว่ามีผู้เข้าร่วมการประท้วงถึง 100,000 คน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเขาหมายถึงเฉพาะในบริเวณไทม์สแควร์ หรือรวมถึงทั่วทั้ง 5 เขตของเมืองในรัฐนิวยอร์ก ขณะที่ตำรวจคาดว่า มีผู้ชุมนุมประมาณ 20,000 คน เดินขบวนไปตามถนนเซเวนท์ อเวนิว

เบธ แซสลอฟฟ์ นักเขียนอิสระและบรรณาธิการ กล่าวว่า เธอเข้าร่วมการประท้วงในนิวยอร์กเพราะเธอรู้สึกโกรธต่อสิ่งที่เธอเรียกว่าเป็น “การเคลื่อนไปสู่ลัทธิฟาสซิสต์และรัฐบาลเผด็จการ” ที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐบาลทรัมป์

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ใช้อำนาจของประธานาธิบดีเป็นวงกว้าง เขาลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับ ระงับเงินทุนที่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส, ยุบส่วนต่างๆ ของรัฐบาลกลาง, บังคับใช้มาตรการภาษีครั้งใหญ่กับประเทศอื่น ๆ และส่งทหารคุมเมืองที่ต่อต้านมาตรการจับกุมผู้อพยพของเขา

ประธานาธิบดีกล่าวว่าการกระทำของเขาเป็นสิ่งจำเป็นในการ สร้างประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตขึ้นใหม่ และเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า เขาเป็นเผด็จการหรือฟาสซิสต์ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์เตือนว่าการกระทำบางอย่างของรัฐบาลชุดนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของอเมริกา

นอกจากในอเมริกาแล้ว ทั่วยุโรปยังมีผู้ประท้วงออกมาชุมนุมตามท้องถนนในกรุงเบอร์ลิน กรุงมาดริด และกรุงโรม เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับชาวอเมริกัน นอกจากนี้ ผู้ประท้วงจำนวนสองสามร้อยคนยังได้รวมตัวกันนอกสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงลอนดอน ด้วย

ส่วนที่เมืองโทรอนโต ก็มีผู้ประท้วงรวมตัวกันใกล้กับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ และชูป้ายประท้วงที่มีข้อความว่า “อย่ามายุ่งกับแคนาดา” (Hands off Canada)

อนึ่ง ชาวอเมริกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับนายทรัมป์ที่แตกแยกกันอย่างมาก โดยผลสำรวจล่าสุดของ รอยเตอร์/อิปซอส พบว่ามีผู้ที่พอใจกับผลงานของเขาในฐานะประธานาธิบดีเพียง 40% ในขณะที่ 58% ไม่พอใจ ตัวเลขนี้ถือว่าใกล้เคียงกับคะแนนนิยมเฉลี่ยในการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา แต่ยังต่ำกว่าคะแนนนิยม 47% ตอนที่เขาเพิ่งรับตำแหน่งสมัยที่ 2

ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

การประท้วง “โนคิงส์” แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างกว้างขวางต่อนโยบายของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยและเสรีภาพ

ทำไมชาวอเมริกันถึงประท้วง “โนคิงส์”?

การประท้วง ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับอำนาจที่มากเกินไปของประธานาธิบดีและการละเมิดรัฐธรรมนูญที่อาจเกิดขึ้น ผู้ประท้วงเชื่อว่านโยบายของทรัมป์เป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยและความยุติธรรม

การรวมตัวของ ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชนในการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย และเป็นเครื่องเตือนใจว่าประชาชนมีบทบาทสำคัญในการปกป้องประชาธิปไตย การตื่นตัวทางการเมืองเช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสังคมที่เปิดกว้างและเป็นธรรม

ที่มา – ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

ด่วน! จอห์น โบลตัน โดนฟ้องคดีข้อมูลลับ

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกฟ้องร้องคดีอาญาตามกฎหมายรัฐบาลกลางเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลลับ และอาจต้องนอนคุกหลายปีหากผิดจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจอห์น โบลตัน วัย 76 ปี อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์อย่างเปิดเผย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง ซึ่งมีโทษจำคุกหลายสิบปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นเอกสารคำฟ้องคณะลูกขุนใหญ่ในรัฐแมริแลนด์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ต.ค. 2568 และคณะลูกขุนได้เห็นพ้องว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะตัดสินให้ฟ้องร้องนายโบลตันได้

การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ FBI ได้เข้าตรวจค้นบ้านและสำนักงานของนายโบลตันเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลลับ

การฟ้องร้องนี้ยังทำให้นายโบลตัน กลายเป็นคู่แข่งทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ รายที่ 3 ที่ถูกตั้งข้อหาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจาก เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI และ เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวยอร์ก

ตามเอกสารคำฟ้องความยาว 26 หน้าที่ยื่นต่อศาลในกรีนเบลท์ รัฐแมริแลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดี นายโบลตันถูกตั้งข้อหาถึง 8 กระทง ฐานเผยแพร่ข้อมูลการป้องกันประเทศ (NDI) และ 10 กระทง ฐานครอบครองข้อมูลการป้องกันประเทศ (NDI) อย่างผิดกฎหมาย

อัยการกล่าวหาว่า เขาได้เผยแพร่ข้อมูลลับสุดยอดเกี่ยวกับการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย โดยใช้อีเมลส่วนตัวและแอปพลิเคชันส่งข้อความอื่น ๆ ซึ่ง “เอกสารเหล่านี้ได้เปิดเผยข่าวกรองเกี่ยวกับการโจมตีในอนาคต, ศัตรูต่างชาติ, และความสัมพันธ์นโยบายต่างประเทศ”

เอกสารคำฟ้องระบุเพิ่มเติมว่า “เอกสารเหล่านี้รวมถึงข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับผู้นำของฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนข้อมูลที่เปิดเผยถึงแหล่งที่มาและวิธีการเก็บข้อมูลที่ใช้ในการได้รับถ้อยแถลงเกี่ยวกับศัตรูต่างชาติ”

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง นายโบลตันอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดข้อหาละ 10 ปี และคาดว่าเขาจะเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ในวันศุกร์นี้

ปัจจุบันนายโบลตันยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับข่าวการฟ้องร้อง แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ด้านนายแอบบี โลเวลล์ ทนายความของเขา กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีต้นตอมาจากบันทึกประจำวัน ที่นายโบลตันได้จดบันทึกไว้ตลอดอาชีพการทำงานในราชการเป็นเวลา 45 ปี “เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐหลายท่านในประวัติศาสตร์ ท่านทูตโบลตันเก็บสมุดบันทึกประจำวันไว้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอาญา”

เขายังอธิบายบันทึกเหล่านั้นว่าเป็น “ข้อมูลที่ไม่ได้ถูกจัดเป็นข้อมูลลับ, แบ่งปันกับเฉพาะครอบครัวที่ใกล้ชิดเท่านั้น และเป็นที่รับรู้ของ FBI มาตั้งแต่ปี 2564”

ทั้งนี้ นายโบลตันถูกปลดออกจากตำแหน่ง ในคณะบริหารชุดแรกของทรัมป์เมื่อปี 2562 โดยหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่ออกในปี 2563 ชื่อ “The Room Where It Happened” (ห้องที่เหตุการณ์เกิดขึ้น) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวในช่วงเวลาที่เขาทำงานภายใต้การนำของทรัมป์ และนำเสนอภาพของประธานาธิบดีที่ขาดความรู้เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ และการตัดสินใจของเขามีแรงผลักดันหลักมาจากความปรารถนาที่จะได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง

ทำเนียบขาวได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อระงับการตีพิมพ์หนังสือดังกล่าว โดยอ้างว่าหนังสือนี้มีข้อมูลลับและยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้อง แต่ผู้พิพากษาได้ปฏิเสธคำร้อง และหนังสือเล่มนี้ก็ถูกเผยแพร่ในอีกไม่กี่วันต่อมา

หลังจากนั้น กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ก็เปิดการสอบสวนว่า นายโบลตันได้จัดการข้อมูลลับอย่างไม่เหมาะสม ด้วยการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างในหนังสือหรือไม่

ล่าสุดมีรายงานว่า จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ เพิ่มเติม ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการการเมืองอเมริกันอีกครั้ง การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

การที่จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ นี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลลับของชาติ และมาตรฐานการจัดการข้อมูลภายในรัฐบาลสหรัฐฯ อดีตที่ปรึกษาคนสำคัญเช่นโบลตันถูกกล่าวหาว่าเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจึงสั่นคลอน

ผลกระทบจากคดี จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

คดีที่ จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ อาจส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างกว้างขวาง คดีนี้อาจถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ และอาจมีผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าการดำเนินการทางกฎหมายนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่

  • ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจลดลง
  • อาจมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการจัดการข้อมูลลับ
  • อาจมีการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลคนอื่น ๆ

การฟ้องร้อง จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ของคดีนี้อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง

ที่มา – จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

สหรัฐฯ ตัด Huione Group ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศตัดกลุ่มบริษัท Huione Group ของกัมพูชาออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าบริษัทนี้เป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน และเป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินโลก การตัดสินใจครั้งนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อ Huione Group และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ร่วมกันจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พลเมืองสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผ่านการหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน

FinCEN ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายใต้มาตรา 311 ของกฎหมาย USA PATRIOT Act เพื่อตัดกลุ่ม Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทบริการทางการเงินที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้ทำการฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงและการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลให้แก่ผู้กระทำความผิดทางไซเบอร์มานานหลายปีแล้ว

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงข้ามชาติได้สร้างความเสียหายแก่พลเมืองอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในไม่กี่นาที”

“กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องชาวอเมริกันด้วยการปราบปรามแก๊งหลอกลวงจากต่างประเทศ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร กระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้นำในการดำเนินความพยายามเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากอาชญากรผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านี้ต่อไป”

ทั้งนี้ ตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Huione Group ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์ฝีมือเกาหลีเหนือ และเพื่อองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (TCO) กลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก่อเหตุหลอกลวงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) และการหลอกลวงอื่น ๆ

ที่สำคัญคือ Huione Group ได้ฟอกเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายเป็นมูลค่าอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2564 ถึงมกราคม 2568 และจากเงินผิดกฎหมายมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ดังกล่าว Huione Group ได้ฟอกเงินสกุลเงินดิจิทัลมูลค่าอย่างน้อย 37 ล้านดอลลาร์ ที่มาจากการโจรกรรมไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ

ด้วยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะถูกห้ามไม่ให้เปิดหรือรักษาบัญชีตัวแทน (correspondent accounts) ให้แก่หรือในนามของ Huione Group และต้องดำเนินการตามสมควรเพื่อไม่ให้ดำเนินการธุรกรรมสำหรับบัญชีตัวแทนของสถาบันธนาคารต่างประเทศในสหรัฐฯ หากธุรกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ Huione Group เพื่อป้องกันไม่ให้ Huione Group เข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยทางอ้อม

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้กำหนดให้กลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว และได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างครอบคลุม ต่อเป้าหมาย 146 ราย ภายใน Prince Group ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา นำโดย เฉิน จื้อ พลเมืองกัมพูชา

เครือข่ายนี้ดำเนินกิจการอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและบุคคลอื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีศูนย์หลอกลวงมากมายในกัมพูชา

กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

ทำไมสหรัฐฯ ถึงตัด Huione Group ออกจากระบบการเงิน?

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินนั้นมีเหตุผลสำคัญ คือการป้องกันการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ การที่ Huione Group เป็นศูนย์กลางในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้สหรัฐฯ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องระบบการเงินของตนเองและพลเมืองของตน

  • การฟอกเงิน: Huione Group มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางการเงิน
  • การฉ้อโกงข้ามชาติ: กลุ่มบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและคนอื่นๆ ทั่วโลก
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การดำเนินการนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินและปกป้องพลเมืองของตนเอง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • Huione Group จะไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ ได้โดยตรงหรือโดยอ้อม
  • สถาบันการเงินที่ทำธุรกิจกับ Huione Group อาจถูกลงโทษ
  • การดำเนินการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ Huione Group

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้อาจมีข้อจำกัด เนื่องจาก Huione Group อาจพยายามที่จะหาช่องทางอื่นในการฟอกเงิน ซึ่งอาจต้องมีการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้มีการใช้ระบบการเงินของตนเพื่อการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ และจะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตร

ที่มา – กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ. Prince Group คดีหลอกลวง

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เป็นบิตคอยน์มูลค่ากว่า 4.9 แสนล้านบาท ฐานเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ทั้งบังคับใช้แรงงานและฉ้อโกงเงินดิจิทัล มีเหยื่อทั่วโลก

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมยื่นฟ้องนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา เพื่อขอให้ริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุด มูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรูปแบบ Bitcoin ที่อยู่ในการดูแลของสหรัฐฯ

คำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก กล่าวหานาย เฉิน จื้อ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วินเซนต์ ผู้ถือสัญชาติสหราชอาณาจักรกับกัมพูชา และมีเชื้อสายจีน วัย 37 ปี ในข้อหา สมคบคิดฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และสมคบคิดฟอกเงิน จากการสั่งให้กลุ่ม Prince Group เปิดฐานหลอกลวงบังคับใช้แรงงานไปทั่วกัมพูชา

บุคคลที่ถูกกักขังไว้ในฐานที่มั่นดังกล่าวมีส่วนร่วมใน แผนการฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยขณะนี้จำเลยยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ในวันอังคาร สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของนิวยอร์ก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม ยังได้ยื่นฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อ ริบทรัพย์สินของนายเฉิน เป็น Bitcoin ประมาณ 127,271 เหรียญบิตคอยน์ ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท)

โดย Bitcoin เหล่านี้เป็นเงินที่ได้มาและเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและการฟอกเงินของจำเลย ปัจจุบันเงินทุนเหล่านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ อายัดเอาไว้แล้ว โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม

น.ส.พาเมลา บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ และนายทอดด์ บลานเช รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า “การดำเนินการในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อมหันตภัยของการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางการเงินที่ใช้ไซเบอร์เป็นเครื่องมือในระดับโลก”

“ด้วยการทำลายอาณาจักรอาชญากรรมที่สร้างขึ้นจากการหลอกลวงและการบังคับใช้แรงงาน เรากำลังส่งสารที่ชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีเพื่อปกป้องเหยื่อ กู้คืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป และนำตัวผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มเปราะบางมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เราขอขอบคุณสำหรับการทำงานอย่างหนักของผู้อำนวยการ พาเทล (ผอ.FBI) และเจ้าหน้าที่ชายหญิงของ FBI ทุกคน”

แถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นายเฉิน จื้อ หรือจำเลยในคดีนี้ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชาที่ดำเนินกิจการธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

Prince Group นั้นตั้งเป้าหมายหลักในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ดำเนินการอย่างลับๆ ขยาย Prince Group ให้กลายเป็นหนึ่งใน “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ภายใต้การสั่งการของจำเลย Prince Group ได้ทำกำไรมหาศาลจากการ ดำเนินการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง ทั่วกัมพูชา ซึ่งกระทำการ ฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

แผนการของ Prince Group มุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงใน สหรัฐอเมริกา ด้วยความช่วยเหลือจากเครือข่ายท้องถิ่นที่ทำงานในนามของ Prince Group เครือข่ายหนึ่งได้ดำเนินการอยู่ใน บรูคลิน นครนิวยอร์ก และอำนวยความสะดวกในการโอนเงินที่ฉ้อโกงและการฟอกเงินหลายล้านดอลลาร์ในนามของ Prince Group จากเหยื่อกว่า 250 ราย ในนิวยอร์กและทั่วประเทศ

Prince Group ยังลักลอบนำแรงงานหลายร้อยชีวิตเข้ามาในกัมพูชา และบังคับให้พวกเขาใช้ทำงานหลอกลวง ในศูนย์ต่างๆ และบ่อยครั้งที่พวกเขาถูกข่มขู่ด้วยการใช้ความรุนแรง ศูนย์หลอกลวงดังกล่าวประกอบด้วย หอพักขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม และทำหน้าที่เป็น ค่ายที่บังคับใช้แรงงานด้วยความรุนแรง

จำเลยมีส่วนร่วมโดยตรงในการ บริหารจัดการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง และเก็บรักษาบันทึกที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แต่ละแห่ง มีบัญชีติดตามผลกำไรและบันทึกว่าแผนการฉ้อโกงใดดำเนินการจากสถานที่ใดบ้าง

จำเลยยังเก็บเอกสารที่อธิบายและแสดงภาพ “ฟาร์มโทรศัพท์” (phone farms) ในฐานที่มั่น ซึ่งเป็นศูนย์บริการทางโทรศัพท์อัตโนมัติที่ใช้โทรศัพท์หลายพันเครื่องและหมายเลขโทรศัพท์มือถือหลายล้านหมายเลขเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินแผนการฉ้อโกงต่างๆ

จำเลยยังมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการ ใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่อยู่ภายในค่ายบังคับใช้แรงงาน และครอบครองรูปภาพวิธีการใช้ความรุนแรงของ Prince Group ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึง การทุบตีและวิธีการทรมานอื่น ๆ จำเลยได้สื่อสารโดยตรงกับผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการทุบตีบุคคลที่ “ก่อปัญหา” โดยในกรณีหนึ่งได้ระบุเจาะจงว่าเหยื่อ ไม่ควรถูก “ทุบตีจนตาย”

เพื่อดำเนินแผนการฉ้อโกงเหล่านี้ จำเลยและเครือข่ายใกล้ชิดของผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ได้ใช้ อิทธิพลทางการเมือง ของตนในหลายประเทศต่าง ๆ เพื่อปกป้ององค์กรอาชญากรรมของตน และได้ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดขวางจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

หลังจากนั้น พวกเขาได้ ฟอกเงินที่ได้จากการฉ้อโกง ผ่านปฏิบัติการฟอกเงินอย่างเป็นมืออาชีพและผ่านเครือข่ายกิจการธุรกิจที่ดูเหมือนจะถูกต้องตามกฎหมายของ Prince Group เอง ซึ่งรวมถึง การพนันออนไลน์และการขุดสกุลเงินดิจิทัล

จำเลยและผู้สมรู้ร่วมคิดนำเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมบางส่วนไปใช้เพื่อ การเดินทางและความบันเทิงต่างๆ ซื้อ ทรัพย์สินฟุ่มเฟือยมากมายเช่น นาฬิกา เรือยอชต์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บ้านพักตากอากาศ ของสะสมราคาสูง และงานศิลปะหายาก ซึ่งรวมถึง ภาพวาดของปิกัสโซ ที่ซื้อผ่านโรงประมูลในนครนิวยอร์ก

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีเหล่านี้ จำเลยจะต้องโทษจำคุกสูงสุด 40 ปี

อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกำหนดให้กลุ่ม Prince Group เป็น องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ ประกาศมาตรการคว่ำบาตร ต่อจำเลย ตลอดจนบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย สำหรับบทบาทของพวกเขาในการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนั้น สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาของสหราชอาณาจักร ก็ประกาศมาตรการคว่ำบาตรด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราควรตระหนักถึงกลโกงเหล่านี้และระมัดระวังในการลงทุนออนไลน์อยู่เสมอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : justice.gov

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ทำการ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group จากการที่บริษัทนี้ได้เข้าไปเปิดศูนย์หลอกลวงในประเทศกัมพูชา

ทำไมสหรัฐฯ ถึงฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group?

การตัดสินใจ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group ของสหรัฐฯ มาจากการที่พบว่าบริษัทนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดการฉ้อโกงและบังคับใช้แรงงาน

สถานการณ์นี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

รู้จัก “แร่หายาก” ชนวนเหตุสงครามการค้า

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเผชิญกับจุดติดขัดครั้งใหญ่ นั่นคือแร่หายาก หรือ “แรร์เอิร์ธ” (rare earth)

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ต.ค. 2568 จีนประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายากของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่จะตอบโต้ทางเศรษฐกิจ รวมถึงตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจีน 100% และจะยกเลิกการพบปะกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ระหว่างเดินทางเยือนเอเชียที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนนี้

การต่อสู้เรื่องแร่หายากระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้น มีมาก่อนรัฐบาลทรัมป์เสียอีก โดยจีนควบคุมแร่ดังกล่าวเกือบทั้งหมดมานานหลายปี ตามนโยบายอุตสาหกรรมของแดนมังกรซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย

การจำกัดการส่งออกแร่หายากเพิ่มของจีนถูกมองว่า เป็นการตอบสนองต่อนโยบาย “ภาษีต่างตอบแทน” ที่นายทรัมป์บังคับใช้กับสินค้าจีนเมื่อเดือนเมษายน แต่หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ทำข้อตกลงสงบศึกทางการค้าร่วมกันที่เมืองเจนีวา ทำให้เกิดความคาดหมายว่า สหรัฐฯ กับจีนจะผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกแร่เหล่านี้

แต่สถานการณ์ล่าสุดส่งผลให้ทุกอย่างกลับมาไม่แน่นอนอีกครั้ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

“แร่หายาก” คืออะไร ทำไมเป็นชนวนเหตุ

แร่หายาก (Rare earths) ประกอบด้วย ธาตุโลหะ 17 ชนิดในตารางธาตุ ซึ่งได้แก่ สแกนเดียม (scandium) อิตเทรียม (yttrium) และแลนทาไนด์ (lanthanides)

ชื่อ “แร่หายาก” อาจไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากวัสดุเหล่านี้สามารถพบได้ทั่วเปลือกโลก มันมีปริมาณที่อุดมสมบูรณ์กว่าทองคำ แต่การสกัดและแปรรูปนั้นยากกว่าและมีค่าใช้จ่ายที่สูง และยังสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ทำไม “แร่หายาก” ถึงสำคัญต่อเทคโนโลยี

แร่หายากเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงกังหันลม, ไฟ LED และโทรทัศน์จอแบน แร่เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนเครื่องสแกนร่างกายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และการรักษาโรคมะเร็ง

แร่หายากยังมีความจำเป็นต่อกองทัพสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน จากรายงานการวิจัยในปี 2025 ของศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) ระบุว่า แร่เหล่านี้ถูกใช้ในเครื่องบินขับไล่ F-35, เรือดำน้ำ, เลเซอร์, ดาวเทียม, ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก และอื่น ๆ อีกมากมาย

คนงานฉีดน้ำใส่ดินที่เหมืองแร่หายากในเขตหนานเฉิง มณฑลเจียงซี
คนงานฉีดน้ำใส่ดินที่เหมืองแร่หายากในเขตหนานเฉิง มณฑลเจียงซี

ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ร้อยละ 61 ของผลผลิตแร่หายากที่ถูกขุดได้มาจากประเทศจีน และแดนมังกรก็ควบคุมผลผลิตทั่วโลกถึงร้อยละ 92 ในขั้นตอนการแปรรูป

แร่หายากแบ่งออกเป็นสองประเภทตามน้ำหนักอะตอม คือ แร่หายากชนิดหนัก (heavy rare earths) และ แร่หายากชนิดเบา (light rare earths) แร่หายากชนิดหนักหายากกว่า และสหรัฐฯ ก็ไม่มีขีดความสามารถในการแยกแร่หายากหลังจากการสกัด

น.ส.เกรซลิน บาสคาราน ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงด้านแร่ธาตุวิกฤตที่ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า “จนกระทั่งถึงต้นปีนี้ ไม่ว่าเราจะขุดแร่หายากชนิดหนักได้เท่าไรในแคลิฟอร์เนีย เราก็ยังต้องส่งไปที่ประเทศจีนเพื่อทำการแยกอยู่ดี”

อย่างไรก็ตาม การประกาศขึ้นภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงลิ่วของรัฐบาลทรัมป์ต่อประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนได้ทำให้กระบวนการนี้หยุดชะงักลง ซึ่ง น.ส.บาสคารานกล่าวว่า จีนเต็มใจที่จะใช้การที่สหรัฐฯ พึ่งพาจีนในการแยกแร่หายากเป็นอาวุธ

และสหรัฐฯ มีเหมืองแร่หายากที่เปิดดำเนินการอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในแคลิฟอร์เนีย

คนงานขนส่งดินที่มีแร่หายากไปยังเพื่อส่งออกที่ท่าเรือในเมืองเหลียนอวิ๋นกัง มณฑลเจียงซู
คนงานขนส่งดินที่มีแร่หายากไปยังเพื่อส่งออกที่ท่าเรือในเมืองเหลียนอวิ๋นกัง มณฑลเจียงซู

จีนกำลังใช้แร่หายากเป็นอำนาจต่อรองสำคัญในสงครามการค้า และมาตรการจำกัดล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ นายสี จิ้นผิง และ นายทรัมป์ มีกำหนดจะพบกันในการประชุมสุดยอดเอเปคที่เกาหลีใต้ช่วงปลายเดือนนี้

ในการเคลื่อนไหวล่าสุด จีนได้ “เพิ่มธาตุแร่หายาก 5 ชนิด” ได้แก่ โฮลเมียม (holmium), เออร์เบียม (erbium), ทูเลียม (thulium), ยูโรเพียม (europium), อิตเทอร์เบียม (ytterbium) รวมถึงแม่เหล็กและวัสดุที่เกี่ยวข้อง เข้าไปในรายการควบคุมที่มีอยู่เดิม โดยกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตส่งออก ทำให้จำนวนแร่หายากที่ถูกจำกัดทั้งหมดเพิ่มเป็น 12 ชนิด

จีนยังกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตในการส่งออกเทคโนโลยีการผลิตแร่หายากออกนอกประเทศด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในปีนี้ที่ข้อจำกัดของจีนเกี่ยวกับแร่หายากได้สร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนมิถุนายน นายทรัมป์ระบุบน Truth Social ว่า จีน “ละเมิดข้อตกลงสงบศึกทางการค้า” เนื่องจาก ปักกิ่งยังคงควบคุมการส่งออกแร่หายาก 7 ชนิดและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

การควบคุมการส่งออกอาจมีผลกระทบสำคัญ เนื่องจาก สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาจีนอย่างมากสำหรับแร่หายาก โดยตามรายงานของสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า ระหว่างปี 2563 ถึง 2566 สหรัฐฯ นำเข้าสารประกอบและโลหะแร่หายากจากประเทศจีนถึง ร้อยละ 70 ของทั้งหมด

แต่ข้อจำกัดล่าสุดของจีนนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ยกระดับอย่างรุนแรง” ในสงครามการค้าของทรัมป์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้

ทรัมป์เขียนบน Truth Social เมื่อวันศุกร์ว่า “ขึ้นอยู่กับว่าจีนจะพูดอย่างไรเกี่ยวกับ ‘คำสั่ง’ ที่เป็นปรปักษ์ที่พวกเขาเพิ่งประกาศออกมา ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ผมถูกบังคับให้ต้องตอบโต้ทางการเงินต่อการเคลื่อนไหวของพวกเขา”

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “แร่หายาก” ในเศรษฐกิจโลก และความจำเป็นที่ประเทศต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงความมั่นคงทางทรัพยากรของตนเอง รวมถึงหาทางลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าจากภายนอก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – “แร่หายาก” คืออะไร? ทำไมเป็นชนวนเหตุ ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีจีน 100%

สหรัฐฯ สอบสวน “เทสลา” ระบบขับผิดเลน-ไม่จอดไฟแดง

ทางการสหรัฐฯ สืบสวนความปลอดภัยของรถยนต์ “เทสลา” เพิ่มเติม หลังมีรายงานหลายสิบฉบับว่า ระบบขับอัตโนมัติทำให้รถยนต์ขับผิดเลนและไม่จอดเมื่อเจอไฟแดง เรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการรถยนต์ไฟฟ้าเลยทีเดียว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนบริษัท เทสลา หลังจากมีรายงานว่า รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของบริษัทละเมิดกฎหมายจราจรหลายข้อ รวมถึงการขับรถผิดเลนและการไม่หยุดรถเมื่อเจอไฟแดง การสอบสวนนี้จะเข้มข้นแค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป

สำนักงานจัดการความปลอดภัยจราจรทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHTSA) ระบุในเอกสารการสืบสวนว่า พวกเขาทราบว่ามีรายงานอย่างน้อย 58 ฉบับที่ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ได้กระทำการละเมิดจราจรดังกล่าว นั่นหมายความว่าปัญหา “เทสลา” ระบบอัตโนมัติขับผิดเลน-เจอไฟแดงไม่จอด อาจจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือ

คาดกันว่า มีรถยนต์ประมาณ 2.9 ล้านคันที่ติดตั้งเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่จะอยู่ภายใต้การสอบสวนนี้ นี่เป็นจำนวนที่มหาศาล และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยรวม

NHTSA ระบุว่า การประเมินเบื้องต้นของพวกเขาจะตรวจสอบขอบเขต, ความถี่ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัย ของโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบภายใต้การควบคุมดูแล (Full Self-Driving (Supervised))

ในโหมดดังกล่าว รถยนต์จะสามารถเปลี่ยนเลนและเลี้ยวได้โดยอัตโนมัติ แต่ผู้ขับขี่ต้องตื่นตัวเตรียมพร้อมที่จะเข้าควบคุมรถได้ตลอดเวลา ดังนั้นถึงแม้จะเป็นระบบอัตโนมัติ ผู้ขับขี่ก็ยังต้องมีสติอยู่เสมอ

ตามรายงานของ NHTSA มีอุบัติเหตุ 6 ครั้งที่เกิดจากรถยนต์หยุดที่สัญญาณไฟจราจรก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกไปในขณะที่ไฟยังเป็นสีแดงอยู่ และมีอุบัติเหตุ 4 ครั้งที่ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งนี่เป็นข้อมูลที่น่าตกใจและบ่งชี้ถึงความผิดพลาดของระบบ

NHTSA ระบุว่า เทสลาได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ที่ฝ่าไฟแดง บริเวณสี่แยกแห่งหนึ่งในรัฐแมรีแลนด์ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นว่าเทสลากำลังพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

NHTSA จะสืบสวนรายงานเรื่องที่รถยนต์ขับเข้าไปในเลนสวนขณะเลี้ยวด้วย โดยรายงานบางฉบับระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีการแจ้งเตือนผู้ขับขี่หรือให้โอกาสเข้าแทรกแซงเลย เรื่องนี้ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้

ทั้งนี้ เทสลากำลังถูก NHTSA สืบสวนเรื่องกลไกการล็อกประตูของรถยนต์อยู่แล้ว หลังเกิดเหตุเด็กถูกขังอยู่ภายในรถยนต์รุ่น Model Y หลายครั้ง และบางกรณี เจ้าของรถต้องเลือกที่จะทุบกระจกเพื่อนำเด็กออกมา นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เทสลาต้องเร่งแก้ไข

สหรัฐฯ สอบสวน “เทสลา” ระบบอัตโนมัติขับผิดเลน-เจอไฟแดงไม่จอด

การสอบสวนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลต่ออนาคตของเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ และความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

ทำไม สหรัฐฯ ต้องสอบสวน “เทสลา” ระบบอัตโนมัติขับผิดเลน-เจอไฟแดงไม่จอด?

เหตุผลหลักคือความปลอดภัยของผู้ใช้งานและผู้ร่วมถนน หากระบบอัตโนมัติทำงานผิดพลาด อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

ผลการสอบสวนนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามข่าวสารกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ เทสลาต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่ารถยนต์ของพวกเขามีความปลอดภัย

  • ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ
  • เทคโนโลยีต้องพัฒนาควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ
  • ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส

การที่ NHTSA เข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัย และความรับผิดชอบของผู้ผลิตรถยนต์ ที่ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของระบบ

ในฐานะผู้บริโภค เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้รับความปลอดภัยสูงสุด

ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ใช่สร้างความเสี่ยงภัย การพัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติจึงจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

ที่มา – สหรัฐฯ สอบสวน “เทสลา” ระบบอัตโนมัติขับผิดเลน-เจอไฟแดงไม่จอด

ฮือฮา! สร้างตัวอ่อนมนุษย์ จาก DNA ผิวหนังสำเร็จครั้งแรก

ฮือฮา! นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ สร้างตัวอ่อนมนุษย์ จาก DNA ผิวหนังได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ชวนให้โลกต้องตื่นเต้นกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด ที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตของการสืบพันธุ์มนุษย์ไปตลอดกาล

ในยุคที่เทคโนโลยีชีวภาพก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การค้นพบครั้งนี้จากทีมนักวิจัยสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเปิดประตูสู่การแก้ไขปัญหาภาวะมีบุตรยากที่ส่งผลกระทบต่อคู่อื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่เผชิญกับอายุที่เพิ่มขึ้นหรือโรคเรื้อรังที่ขัดขวางการมีบุตรตามธรรมชาติ

สร้างตัวอ่อนมนุษย์ จาก DNA ผิวหนัง: เทคนิคปฏิวัติที่เริ่มจากเซลล์ผิวหนัง

รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 เผยว่านักวิทยาศาสตร์ได้ประสบความสำเร็จในการสร้าง “ตัวอ่อนมนุษย์ระยะเริ่มต้น” โดยใช้ DNA จากเซลล์ผิวหนัง ปฏิสนธิกับอสุจิเป็นครั้งแรกของโลก เทคนิคนี้เรียกว่าเทคนิคการโคลนที่ดัดแปลงมา ซึ่งคล้ายกับการสร้างแกะดอลลีในปี 2539

กระบวนการเริ่มต้นด้วยการนำ “นิวเคลียส” ซึ่งเป็นส่วนที่เก็บรหัสพันธุกรรมทั้งหมดจากเซลล์ผิวหนังออกมา จากนั้นใส่เข้าไปในไข่ของผู้บริจาคที่ถูกกำจัดคำสั่งพันธุกรรมออกแล้ว ไข่ที่ได้นี้ยังไม่พร้อมปฏิสนธิ เพราะมีโครโมโซมครบ 46 ชุด ดังนั้นจึงต้องกระตุ้นให้ไข่กำจัดโครโมโซมออกครึ่งหนึ่ง เหลือ 23 ชุด ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “ไมโตไมโอซิส” (mitomeiosis) ก่อนนำไปผสมกับอสุจิ

ผลลัพธ์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications แสดงให้เห็นว่าสามารถสร้างไข่ที่ใช้งานได้ถึง 82 ฟอง โดยบางส่วนพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะเริ่มต้นได้ แต่ยังไม่เกิน 6 วัน แม้จะมีข้อจำกัด แต่ศาสตราจารย์ชุคห์รัท มิตาลิปอฟ ผู้อำนวยการศูนย์บำบัดเซลล์ตัวอ่อนและยีนแห่งมหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยาศาสตร์แห่งรัฐออริกอน ยืนยันว่า “เราบรรลุสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้”

ประโยชน์ของการสร้างตัวอ่อนมนุษย์ จาก DNA ผิวหนัง

เทคนิคสร้างตัวอ่อนมนุษย์ จาก DNA ผิวหนังนี้มีศักยภาพมหาศาล โดยเฉพาะในการช่วยคู่รักที่เผชิญภาวะมีบุตรยาก เช่น ผู้หญิงวัยสูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาไข่เสื่อมโทรม นอกจากนี้ ยังอาจช่วยให้คู่รักเพศเดียวกันมีบุตรที่เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมได้ โดยใช้เซลล์จากทั้งสองฝ่าย

  • แก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากจากอายุหรือโรค
  • เพิ่มโอกาสให้คู่รักเพศเดียวกัน
  • ใช้เซลล์จากร่างกายส่วนอื่นๆ แทนไข่เดิม
  • ลดการพึ่งพาผู้บริจาคไข่

อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ อัตราความสำเร็จอยู่ที่เพียง 9% และมีปัญหาเรื่องการเลือกโครโมโซมที่สุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดปกติ เช่น มีโครโมโซมบางชนิดซ้ำหรือขาดหาย นอกจากนี้ ยังขาดกระบวนการ “ครอสซิงโอเวอร์” ที่ช่วยจัดเรียง DNA ใหม่ ทำให้เสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรม

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีในการปรับปรุงให้พร้อมใช้งานในคลินิก นี่คือความก้าวหน้าที่น่าประทับใจ แต่จำเป็นต้องมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางกับสังคม เกี่ยวกับจริยธรรมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

จากอดีตที่การสืบพันธุ์มนุษย์ต้องอาศัยอสุจิพบไข่ตามธรรมชาติ สู่ยุคใหม่ที่เซลล์ผิวหนังสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงท้าทายกฎเกณฑ์เดิม แต่ยังจุดประกายความหวังให้กับผู้ที่ใฝ่ฝันอยากมีครอบครัว

ในมุมมองของผู้เขียน ความก้าวหน้านี้แสดงให้เห็นถึงพลังของวิทยาศาสตร์ในการเอาชนะขีดจำกัดทางธรรมชาติ แต่เราต้องระมัดระวังไม่ให้เทคโนโลยีวิ่งนำหน้าจริยธรรม หากคุณสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ลองติดตามบทความอื่นๆ ในบล็อกของเราเพื่ออัปเดตความรู้ใหม่ๆ และแบ่งปันความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ฮือฮา นักวิทย์สร้างตัวอ่อนมนุษย์ จาก DNA ผิวหนังได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

Scroll to top