สหรัฐอเมริกา

ทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตื่นเต้นในวงการข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดสุดขีด ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก กำลังกลายเป็นจุด hotspot ที่ทุกฝ่ายจับตา

ทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาประกาศคำสั่งเด็ดขาดผ่านโพสต์บน Truth Social โดยระบุชัดเจนว่า “ผมได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงทำลายเรือทุกลำ ไม่ว่าจะเป็นเรือเล็กแค่ไหนก็ตาม ที่กำลังวางทุ่นระเบิดในน่านน้ำของช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามมีความลังเลโดยเด็ดขาด” คำสั่งนี้มาท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ทรัมป์ย้ำว่ากองทัพเรืออิหร่านย่อยยับหมดแล้ว โดยเฉพาะเรือรบ 159 ลำที่จมก้นทะเลไปแล้ว

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังสั่งให้เรือกวาดทุ่นระเบิดของสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการเป็น 3 เท่า เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้เรือสินค้าสามารถผ่านได้อย่างปลอดภัย ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ผ่านน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากปิดกั้นได้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

背景และเหตุผลเบื้องหลังทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ทรัมป์เคยขู่ในลักษณะเดียวกัน และตอนนี้ประเด็นนี้กลับมาฮอตอีกครั้งเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ก็ยืนยันว่ากองทัพเรืออิหร่านที่มีราว 150 ลำ ถูกทำลายเกือบหมด แม้ CNN จะรายงานว่า IRGC ยังมีเรือเร็วขนาดเล็กเหลืออยู่ แต่ทรัมป์มองว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่

  • ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ: เป็นประตูสู่ทะเลอาหรับ ลำเลียงน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก
  • ประวัติความขัดแย้ง: อิหร่านเคยขู่วางทุ่นระเบิดเพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรสหรัฐฯ
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่งสูงหากช่องแคบถูกปิด
  • บทบาทสหรัฐฯ: ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือพิฆาตไปคุ้มครอง

สถานการณ์นี้ทำให้ชาติอื่นๆ อย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรปที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางต้องจับตาใกล้ชิด สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเพื่อปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าคำสั่งนี้อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้ง แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่อิหร่านวางไว้ได้จริง ในขณะที่อิหร่านยังเงียบ แต่กองกำลัง IRGC อาจตอบโต้ด้วยวิธี不对称 เช่น โจมตีด้วยโดรนหรือเรือเร็ว

สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าว เราควรตระหนักว่าราคาน้ำมันในประเทศอาจผันผวนตามสถานการณ์นี้ สหรัฐฯ กำลังพยายามเปิดช่องแคบให้ปกติโดยเร็วที่สุด

สรุปแล้ว ทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นกลยุทธ์ที่เด็ดขาดเพื่อความมั่นคงพลังงานโลก คุณคิดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือลุกลาม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์สั่งกองทัพเรือ ยิงเรืออิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเผยรับรายได้ก้อนแรกจากค่าธรรมเนียมเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเผยรับรายได้ก้อนแรกจากค่าธรรมเนียมเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แล้ว สร้างความฮือฮาในวงการพลังงานโลก ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้กดดันคู่แข่ง

อิหร่านเผยรับรายได้ก้อนแรกจากค่าธรรมเนียมเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สำนักข่าวทาสนิม สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า นายฮามิดเรซา ฮาจีบาบาอี รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอิหร่านคนที่ 2 เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลอิหร่านได้รับรายได้งวดแรกจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัญจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซเรียบร้อยแล้ว โดยเงินก้อนนี้ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารกลางอิหร่านทันที แม้ทางการจะไม่เปิดเผยจำนวนเงินหรือสัญชาติเรือที่จ่าย แต่ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าอิหร่านเริ่มบังคับใช้มาตรการใหม่นี้จริง

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กิโลเมตร แต่จุดแคบสุดเหลือเพียง 21 กิโลเมตร เป็นประตูสู่ทะเลอาหรับและมหาสมุทรอินเดีย โดยปกติมีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติประมาณ 20-30% ของการค้าทั่วโลกไหลผ่านที่นี่ หรือราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก หากเกิดการปิดกั้น อาจทำให้ราคาพุ่งสูงได้

  • น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย 1 ใน 5 ของโลกผ่านที่นี่
  • ก๊าซเหลว (LNG) กว่า 25% ของตลาดโลก
  • เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (VLCC) ต้องผ่านทุกวัน

ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านจำกัดการสัญจรเรือสินค้า ส่งสัญญาณว่าจะไม่กลับสู่สภาวะปกติ รัฐสภาอิหร่านอนุมัติกฎหมายเก็บค่าผ่านทางเมื่อ 30 มีนาคม โดยอ้างเพื่อความมั่นคง

การตอบโต้จากนานาชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กดดันอิหร่านให้เปิดเส้นทางเสรี ขณะที่สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และชาติอื่นๆ กว่า 30 ประเทศ วางแผนภารกิจพหุภาคีคุ้มครองการเดินเรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หากเริ่มปฏิบัติการ อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร

มาตรการนี้ของอิหร่านไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเป็นเครื่องมือต่อรองในสงครามการค้าและการคว่ำบาตรจากสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาจทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่ม 5-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน อินเดีย และยุโรป

นอกจากนี้ อิหร่านยังขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มพันธมิตรอย่างฮูธีในเยเมน ซึ่งโจมตีเรือในทะเลแดง สร้างความปั่นป่วนเพิ่มเติม ช่องแคบฮอร์มุซจึงกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่ทุกฝ่ายจับตา

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจไทย

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 80% ราคาน้ำมันในประเทศอาจผันผวน หากค่าธรรมเนียมนี้ขยายวง ผู้บริโภคต้องจับตาการปรับราคาน้ำมันหน้า ถัง และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้อง

ในมุมมองผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้อาจเร่งให้โลกหันไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติเหลวมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ หากคุณสนใจข่าวเศรษฐกิจโลก แชร์บทความนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้!

ที่มา – อิหร่านเผยรับรายได้ก้อนแรก จาก “ค่าธรรมเนียม” เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังสร้างความตื่นเต้นในแวดวงการเมืองและพลังงานโลก โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้เข้าปฏิบัติการสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดธงอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำ ในบริเวณน่านน้ำใกล้เคียงกับประเทศอินเดีย มาเลเซีย และศรีลังกา สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการปิดล้อมทางทะเลที่เริ่มส่งผลกระทบอย่างหนัก หลังจากวิกฤตพลังงานโลกทวีความรุนแรงจากการปิดเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย: รายละเอียดปฏิบัติการ

แหล่งข่าวจากหน่วยความมั่นคงและอุตสาหกรรมการเดินเรือรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้แทรกแซงและบังคับให้เรือเหล่านี้เปลี่ยนทิศทาง โดยเรือทั้งหมดถูกควบคุมในน่านน้ำเอเชีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าระหว่างประเทศต่ออิหร่าน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมัน

รายชื่อเรือที่ถูกสกัดกั้น

  • เรือดีพซี (Deep Sea): เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ พบสัญญาณครั้งสุดท้ายนอกชายฝั่งมาเลเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน
  • เรือเซวิน (Sevin): เรือบรรทุกน้ำมันขนาดกลาง บรรทุกน้ำมันประมาณ 65% ของความจุ หรือราว 1 ล้านบาร์เรล
  • เรือโดเรนา (Dorena): เรือขนาดใหญ่พิเศษที่บรรทุกน้ำมันดิบเต็มความจุ 2 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือเดอร์ยา (Derya) อาจเป็นเรือลำที่ 4 ที่ถูกสกัด หลังไม่สามารถระบายน้ำมันในอินเดียได้ทันกำหนดเส้นตายที่สหรัฐฯ ผ่อนปรน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันแล้วว่า เรือทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรอินเดีย หลังพยายามฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 เดือน อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงโจมตีและยึดเรือสินค้าที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและวิกฤตพลังงานลุกลามไปทั่ว

กลยุทธ์ของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้น

สหรัฐฯ เลือกปฏิบัติการในน่านน้ำเปิด ห่างจากช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อหลีกเลี่ยงทุ่นระเบิดที่อิหร่านอาจวางไว้ ตั้งแต่เริ่มมาตรการ สหรัฐฯ สั่งให้เรือที่เข้า-ออกท่าเรืออิหร่านหันหลังกลับไปแล้วกว่า 29 ลำ ข้อมูลจากดาวเทียมและข่าวกรองทางทะเลช่วยให้การสกัดกั้นมีประสิทธิภาพสูง

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบอิหร่าน แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นกว่า 10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดพลังงาน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การสกัดกั้นครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อกดดันอิหร่านให้หยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการขนส่งน้ำมันครั้งใหญ่

สำหรับผู้อ่านที่สนใจติดตามวิกฤตพลังงานและ geopolitics นี้ แนะนำให้อัปเดตข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในไทยโดยตรง ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าสถานการณ์นี้จะจบลงอย่างไร

ที่มา – สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน นี่คือประเด็นร้อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุด สร้างความสนใจให้กับนักวิเคราะห์การเมืองทั่วโลก ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังยืดเยื้อ สงครามนี้เริ่มต้นมาอย่างดุเดือด แต่ตอนนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 7 แล้ว โดยทรัมป์ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีกำหนดเวลาจำกัดในการยุติ

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับมาร์ธา แมคคัลลัม จาก Fox News โดยระบุว่า “ไม่มีแรงกดดันด้านเวลา” ในข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งขยายออกไป หรือการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ เขาปฏิเสธข่าวลือที่ว่าปัญหาการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอม กำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ “คนพูดกันว่าผมอยากให้มันจบเพราะเลือกตั้ง ซึ่งไม่จริงเลย” ทรัมป์กล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงที่ดีที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยคาดการณ์ว่าสงครามจะจบใน 4-6 สัปดาห์ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไป สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่านต่อไป แม้หยุดยิงจะขยายแล้วก็ตาม ทรัมป์กดดันให้เตหะรานยื่นข้อเสนอที่ชัดเจนเพื่อรื้อฟื้นการเจรจา อย่างไรก็ตาม CNN รายงานว่า ณ ค่ำวันอังคาร สหรัฐฯ ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากอิหร่าน

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวน น้ำมัน Brent พุ่งสูงกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่หุ้นตกหนัก การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านกระทบการส่งออกน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันในไทยและเอเชียแพงขึ้น สถานการณ์นี้ยังลุกลามไปถึงตะวันออกกลาง กลุ่มฮูธีในเยเมนขู่ออกมาเกี่ยวข้อง

  • ผลกระทบหลัก: ราคาน้ำมันพุ่ง 20% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • การตอบสนองของอิหร่าน: ยังเงียบ ไม่ยอมรับข้อเสนอสหรัฐฯ
  • ยุทธศาสตร์ทรัมป์: กดดันทางเศรษฐกิจมากกว่าทางทหาร
  • มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: สงครามอาจยืดเยื้อถึงปีหน้า

นอกจากนี้ สงครามนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งทรัมป์เคยถอนตัวจาก JCPOA มาแล้ว การเจรจาครั้งนี้จึงสำคัญมาก หากล้มเหลว อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่า

วิเคราะห์สถานการณ์: ทรัมป์กำลังเล่นเกมอะไร?

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แสดงถึงกลยุทธ์ “America First” ที่เน้นผลประโยชน์สหรัฐฯ ก่อน เขาเชื่อว่าการรอคอยจะทำให้อิหร่านยอมมากขึ้น โดยไม่สนใจแรงกดดันจากพรรคเดโมแครตหรือสื่อ นักวิเคราะห์บางคนมองว่านี่คือการซื้อเวลาเพื่อเสริมกำลังทหารในอ่าวเปอร์เซีย

สำหรับคนไทย สถานการณ์นี้กระทบตรงๆ ผ่านราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รัฐบาลไทยควรติดตามใกล้ชิด และเตรียมรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผม สงครามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทรัมป์กับอิหร่าน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจโลก ทรัมป์กำลังแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังเป็นมหาอำนาจที่ไม่ยอมแพ้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับกลยุทธ์ของทรัมป์!

ที่มา – ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงข่าวต่างประเทศ ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าอิหร่านยอมเลื่อนการประหารชีวิตผู้หญิง 8 คนที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงออกไปแล้ว หลังจากที่เขาได้ร้องขอโดยตรงต่อผู้นำอิหร่าน

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขออย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ทรัมป์ระบุในโพสต์ของเขาว่า “ข่าวดีมาก! ผมเพิ่งได้รับแจ้งว่าผู้หญิงที่ร่วมประท้วงทั้ง 8 คนซึ่งกำลังจะถูกประหารชีวิตในคืนนี้ที่อิหร่านจะไม่ถูกสังหารแล้ว โดย 4 คนจะได้รับการปล่อยตัวทันที และอีก 4 คนจะถูกตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลาหนึ่งเดือน” เขายังแสดงความซาบซึ้งต่ออิหร่านที่ให้เกียรติคำร้องขอของเขาในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร ทรัมป์ได้โพสต์เรียกร้องให้ผู้นำอิหร่านปล่อยตัวผู้หญิงกลุ่มนี้ โดยแนบภาพหน้าจอจากโพสต์บน X (ทวิตเตอร์เดิม) ของผู้ใช้รายหนึ่งที่อ้างว่าหญิง 8 คนกำลังจะถูกประหารโดยอิหร่าน ขณะที่ประชาคมระหว่างประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนไม่ให้ความสนใจ

ทรัมป์โพสต์เกี่ยวกับอิหร่าน

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน แต่รัฐบาลเตหะรานโต้กลับ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ทันที โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่มีแผนการประหารชีวิตผู้หญิงรายใดเลย ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ ทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข่าวสาร โดยเฉพาะระบบยุติธรรมของอิหร่านที่มักถูกวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวอ้างคล้ายๆ กันเกี่ยวกับคดีประหารชีวิตในอิหร่าน แต่ต่อมาถูกโต้แย้งหรือไม่สามารถตรวจสอบได้ สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการประท้วงภายในประเทศอิหร่าน

การประท้วงในอิหร่าน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิสตรี มักถูกปราบปรามอย่างหนัก เช่น กรณีมาหซา อะมินี ที่จุดชนวนคลื่นประท้วงใหญ่ในปี 2565 ผู้หญิงหลายคนถูกจับกุมและบางรายถูกตัดสินประหารชีวิต ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นจุดสนใจของนานาชาติ

  • จุดเด่นของคำกล่าวอ้างทรัมป์: ใช้ช่องทาง Truth Social เพื่อสื่อสารโดยตรง
  • การตอบสนองของอิหร่าน: ปฏิเสธทันที ไม่มีแผนประหาร
  • บริบทกว้าง: ความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่านที่ตึงเครียด
  • ผลกระทบ: เพิ่มความคลางแคลงใจในข้อมูลข่าวสาร

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าข้อมูลจากโพสต์บน X ที่ทรัมป์อ้างอิงอาจไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกิดคำถามว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังใช้กลยุทธ์ทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยนแปลง

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนชี้ว่า แม้คำกล่าวอ้างนี้จะไม่เป็นจริง แต่ก็ช่วยดึงความสนใจมาสู่ปัญหาการประท้วงและสิทธิสตรีในอิหร่านได้ ในขณะที่อิหร่านยืนยันว่าการดำเนินคดีเป็นไปตามกฎหมายภายใน และปฏิเสธการแทรกแซงจากต่างชาติ

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข่าวต่างประเทศ แนะนำให้ติดตามจากแหล่งข่าวหลายแห่งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเสมอ เพราะในยุคดิจิทัล ข้อมูลปลอมแพร่กระจายได้รวดเร็ว สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการยืนยันข้อมูลก่อนแชร์

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ

ลุฟท์ฮันซาประกาศยกเลิก 20,000 เที่ยวบินถึงต.ค.

ลุฟท์ฮันซาประกาศยกเลิก 20,000 เที่ยวบิน สร้างความฮือฮาในวงการการบินโลก เมื่อ Lufthansa Group ตัดสินใจลดเที่ยวบินจำนวนมากเพื่อรับมือวิกฤตราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงสุดขีด เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้โดยสารนับล้านคนทั่วโลก

ลุฟท์ฮันซาประกาศยกเลิก 20,000 เที่ยวบิน

ลุฟท์ฮันซา กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสายการบินยักษ์ใหญ่ของยุโรป ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ระบุว่าจะยกเลิกเที่ยวบินระยะสั้นของสายการบินในเครือรวมกว่า 20,000 เที่ยวบิน ตั้งแต่เริ่มต้นในวันจันทร์ที่ผ่านมา และดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2569 การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว นับตั้งแต่สงครามปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

โดยเริ่มต้น Lufthansa ได้ยกเลิกเที่ยวบินรายวัน 120 เที่ยวแรกไปแล้ว ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 40,000 เมตริกตัน นอกจากนี้ ยังเป็นมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในยุโรป ที่พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 70% โดยเฉพาะหลังจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันถูกกระทบหนัก

สาเหตุหลักจากราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูง

ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปะทะระหว่างอิหร่านกับชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลาง สงครามครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ยังกระทบการขนส่งทางทะเล ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับน้ำมันอากาศยานแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลักของ Lufthansa ต้องเผชิญความเสี่ยงการจัดสรรน้ำมัน (rationing) ในสัปดาห์หน้า หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย

สายการบินในเครือที่ได้รับผลกระทบ

  • ลุฟท์ฮันซา (Lufthansa): สายการบินหลัก ยกเลิกเที่ยวบินยุโรปภายในจำนวนมาก
  • สวิส อินเตอร์เนชันแนล แอร์ไลน์ (Swiss International Air Lines): ลดเส้นทางสวิส-ยุโรป
  • ออสเตรียน แอร์ไลน์ (Austrian Airlines): ตัดเที่ยวบินจากเวียนนา
  • สายการบินย่อยอื่นๆ เช่น Eurowings และ Brussels Airlines

การยกเลิกเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่เส้นทางระยะสั้นที่เคยทำกำไรในยุคน้ำมันราคาถูก แต่ปัจจุบันกลายเป็นภาระขาดทุน สายการบินทั่วโลกอย่าง Delta, United และ Air France-KLM ก็เริ่มปรับตารางบินคล้ายกัน เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน

ผลกระทบต่อผู้โดยสารและอุตสาหกรรมการบิน

สำหรับผู้โดยสาร นี่หมายถึงตารางบินที่แน่นแฟ้นขึ้น ราคาตั๋วที่สูงขึ้น และความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่พึ่งพาเที่ยวบินยุโรป อุตสาหกรรมการบินซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากโควิด-19 ต้องเผชิญความท้าทายใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อและต้นทุนดำเนินงานที่พุ่งปรี๊ด ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจมี layoffs พนักงานหากยืดเยื้อ

อย่างไรก็ตาม Lufthansa มองว่านี่เป็นกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรักษาความยั่งยืนในระยะยาว โดยบริษัทได้ลงทุนในเชื้อเพลิงยั่งยืน (SAF) เพิ่มขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดั้งเดิม

คำแนะนำสำหรับนักเดินทางในช่วงวิกฤต

  • ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินล่วงหน้าผ่านแอปหรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • เลือกจองตั๋วแบบยืดหยุ่น (flexible fares) เพื่อปรับเปลี่ยนได้ง่าย
  • พิจารณาทางเลือกอย่างรถไฟความเร็วสูงหรือรถบัสสำหรับเส้นทางระยะสั้นในยุโรป
  • ติดตามข่าวสารราคาน้ำมันและสถานการณ์สงคราม เพื่อวางแผนการเดินทาง
  • ซื้อประกันการเดินทางที่ครอบคลุมการยกเลิกเที่ยวบิน

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของ ลุฟท์ฮันซาประกาศยกเลิก 20,000 เที่ยวบิน ถือเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและฉลาด ป้องกันไม่ให้บริษัทล้มละลายเหมือนบางรายในอดีต แต่นักเดินทางควรเตรียมตัวให้พร้อม เพราะผลกระทบอาจลามไปยังสายการบินอื่นๆ ติดตามข่าวอัปเดตและวางแผนการเดินทางของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย!

ที่มา – ลุฟท์ฮันซาประกาศ ยกเลิก 20,000 เที่ยวบินจนถึง ต.ค. เหตุราคาเชื้อเพลิงพุ่ง

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียนแล้วนะคะ! นครใหญ่ในสหรัฐอเมริกาแห่งนี้เพิ่งผ่านมติสำคัญ เพื่อปกป้องสุขภาพเด็กๆ จากปัญหาโรคอ้วน ซึมเศร้า และพัฒนาการล่าช้า หลังจากกังวลว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังกลายเป็นดาบสองคมในห้องเรียน

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน

เขตการศึกษาลอสแอนเจลิส ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐฯ มีนักเรียนกว่า 500,000 คน ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการด้วยคะแนน 6 ต่อ 0 (งด 1 เสียง) นโยบายนี้จะกำหนดเวลาการใช้แล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือหน้าจออื่นๆ ในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ แยกตามวัย เช่น เด็กเล็กจำกัดน้อยกว่าเด็กโต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้ดิจิทัลกับกิจกรรมจริง

คุณนิค เมลวอน ผู้เสนอมาตรการ บอกว่านี่จะทำให้ลอสแอนเจลิสเป็นผู้นำระดับชาติ ต่อจากกฎห้ามใช้มือถือในโรงเรียนปี 2567 หลังโควิด-19 เร่งให้โรงเรียนใช้หน้าจอหนักขึ้น ส่งผลให้เด็กๆ เสี่ยงสุขภาพจิตและกาย

ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า จากการใช้หน้าจอเกิน

ข้อมูลจาก American Academy of Pediatrics ชี้ชัดว่าหน้าจอมากเกินไปเชื่อมโยงกับปัญหาเพียบ ไม่ใช่แค่สายตาแห้ง แต่รวมถึงความวิตกกังวล ซึมเศร้า เสพติด สมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และเกรดตก เด็กวัย 8-11 ปีที่ใช้เกินคำแนะนำ มีโอกาสอ้วนสูงขึ้น และคะแนนสมองต่ำกว่าเพื่อน

  • โรคอ้วน: นั่งจ้องจอนาน ลดการเคลื่อนไหว น้ำหนักพุ่ง
  • ซึมเศร้าและวิตกกังวล: ขาดปฏิสัมพันธ์สังคมจริง สมองพัฒนาไม่เต็มที่
  • สมาธิสั้น: สลับแอปบ่อย 注意力กระจาย
  • ผลการเรียนตก: งานวิจัยยืนยัน หน้าจอรบกวนการจดจำ

นโยบายนี้ยังไม่ห้ามเด็ดขาด แต่ให้เจ้าหน้าที่ร่างแนวทางเฉพาะวัย รับฟังครู ผู้ปกครอง และหมอ ระหว่างนี้โรงเรียนใช้กฎเดิม โรงเรียนจะปรับทีละขั้น เพื่อไม่กระทบเด็กพิเศษที่ต้องการเทคโนโลยีช่วยเรียน

ประโยชน์ของการจำกัดหน้าจอในห้องเรียน

ฝ่ายสนับสนุนเห็นตรงกันว่านี่ช่วยฟื้นสมาธิ พัฒนาทักษะสังคม และส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง ลอสแอนเจลิสกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ตาม ในไทยเราก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน เด็กไทยใช้หน้าจอเฉลี่ยวันละ 7-8 ชม. สูงกว่ามาตรฐาน WHO ที่แนะเด็กเล็กไม่เกิน 1-2 ชม.

ลองนึกภาพห้องเรียนที่เด็กๆ คุยกัน อ่านหนังสือจริง วาดรูป แทนการจ้องแท็บเล็ตทั้งวัน มันจะช่วยพัฒนาสมองส่วนสร้างสรรค์และอารมณ์ได้ดีกว่าเยอะ งานวิจัยจาก Harvard ยืนยันว่าเด็กที่เล่นกลางแจ้งมี IQ สูงกว่า และสุขภาพจิตดี

แต่ต้องระวังนะคะ ฝ่ายค้านเตือนว่าต้องไม่ตัดเทคโนโลยีทิ้งหมด เพราะบางวิชาเช่น coding หรือ virtual lab ต้องใช้หน้าจอ ต้องหาจุดกึ่งกลาง

ไทยควรเรียนรู้จากลอสแอนเจลิสไหม?

ในมุมผู้เขียน คิดว่านโยบายแบบนี้เหมาะกับไทยมาก โดยเฉพาะหลังโควิดที่ E-Learning กลายเป็น norm พ่อแม่ควรเริ่มจำกัดหน้าจอที่บ้านด้วย เช่น กำหนดเวลา 1 ชม./วัน สนับสนุนกีฬาและอ่านหนังสือ ลองใช้แอป parental control ช่วยได้

สุดท้าย ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน เป็นสัญญาณดีว่าสุขภาพเด็กสำคัญกว่าอุปกรณ์ไฮเทค คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์การจัดการหน้าจอให้ลูกในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ พ่อแม่ด้วยนะคะ จะได้ช่วยกันสร้างอนาคตเด็กไทยให้แข็งแรงทั้งกายใจ!

ที่มา – ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองระหว่างประเทศ โดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายที่สนับสนุนการผลิตอาวุธของอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น คราวนี้มุ่งเป้าไปยังบุคคล บริษัท และอากาศยานจำนวน 14 รายการ ในประเทศอิหร่าน ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหา ขนส่งอาวุธ ชิ้นส่วนอาวุธ และส่วนประกอบสำหรับโดรน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า มาตรการนี้ nhằmกดดันระบอบการปกครองอิหร่านที่ถูกกล่าวหาว่าบีบบังคับตลาดพลังงานโลก และโจมตีพลเรือนด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างไม่เลือกหน้า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ระบอบการปกครองของอิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านี้”

รายละเอียดเป้าหมายของการคว่ำบาตร

หนึ่งในเป้าหมายหลักคือบุคคล 3 รายที่เชื่อมโยงกับบริษัทอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรก่อนหน้า บริษัทเหล่านี้จัดหาเซอร์โวมอเตอร์นับพันตัว ซึ่งใช้ในโดรนพลีชีพรุ่น Shahed-136 ของอิหร่าน ชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกพบในซากโดรนที่ถูกยิงตกในหลายเหตุการณ์

  • โดรน Shahed-136 ถูกอิหร่านใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย
  • รัสเซียนำโดรนรุ่นนี้ไปใช้อย่างกว้างขวางในการรบกับยูเครน
  • เพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงระดับโลก

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในตุรกีที่ถูกกล่าวหาว่าขนส่งใยฝ้ายสั้น (cotton linter) จำนวนมากให้บริษัทอิหร่าน ใยฝ้ายสั้นนี้ถูกนำไปแปรรูปเป็นไนโตรเซลลูโลส ซึ่งใช้เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง และนำไปใช้ในขีปนาวุธนำวิถี

การคว่ำบาตรยังครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน Mahan Air ของอิหร่าน ซึ่งสนับสนุนกองกำลังคุดส์ (Quds Force) สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรก่อนแล้ว

ผลกระทบและบริบทกว้างขึ้น

มาตรการ สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม นี้เกิดขึ้นท่ามกลางอนาคตการเจรจาที่ไม่แน่นอน และข้อตกลงหยุดยิงที่ใกล้หมดอายุ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงจากกิจกรรมของอิหร่านที่ขยายอิทธิพลผ่านตัวแทน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจลุกลามไปยังตลาดพลังงานโลก เนื่องจากอิหร่านถูกมองว่าเป็นตัวการบีบราคาน้ำมัน นอกจากนี้ การหยุดยั้งการผลิตโดรนและขีปนาวุธจะช่วยลดภัยคุกคามต่อพันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกดดันสูงสุด (maximum pressure) เพื่อบังคับให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาเรื่องนิวเคลียร์และกิจกรรมก่อการร้าย

มุมมองอนาคตและคำแนะนำ

สถานการณ์ยังคงน่าจับตา หากอิหร่านไม่ยอมถอย อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น ในขณะที่ชาติตะวันตกควรติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายอาวุธ

สำหรับนักลงทุนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลาง ควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยตรวจสอบพันธมิตรให้ดี เพื่อไม่ให้ติดอยู่ในเครือข่ายที่ถูกคว่ำบาตร

ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการรักษาความมั่นคงโลก แต่จำเป็นต้องมี外交ที่ชาญฉลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ ชวนคุณผู้อ่านแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล-บริษัท ที่มีส่วนช่วยอิหร่านเพิ่ม

นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังพบศพเด็กหญิงในรถของเขา

นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม โดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน สร้างความตกใจให้แฟนเพลงทั่วโลก หลังจากพบศพเด็กหญิงวัย 14 ปีในรถเทสลาของเขา คดีนี้กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงสหรัฐฯ และกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนพูดถึง

นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังพบศพเด็กหญิงในรถของเขา

สำนักงานอัยการเขตลอสแอนเจลิสประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 ว่า เดวิด เบิร์ก หรือที่รู้จักในนาม d4vd นักร้องวัย 21 ปีชื่อดังจากเพลงฮิตอย่าง “Here With Me” และอัลบั้ม “Withered” ถูกตั้งข้อหาหนักหลายกระทง อันเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ เด็กหญิงวัย 14 ปีที่หายตัวไปนานนับปี ร่างของเธอถูกพบในสภาพเน่าเปื่อยภายในรถเทสลาที่จอดทิ้งไว้เมื่อ 7 เดือนก่อน

นักร้องหนุ่มถูกจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากตำรวจค้นพบศพในรถของเขา ซึ่งจอดทิ้งไว้ใกล้บ้านพักในย่านฮอลลีวูดฮิลส์ พนักงานอู่ลากรถแจ้งตำรวจเพราะกลิ่นเหม็นรุนแรง นี่คือจุดเริ่มต้นของคดีที่สะเทือนขวัญ

รายละเอียดข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน

นายนาธาน ฮอคแมน อัยการเขตฯ แถลงว่า d4vd ถูกตั้งข้อหาดังนี้:

  • ฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนภายใต้สถานการณ์พิเศษ
  • การกระทำชำเราอย่างต่อเนื่อง
  • การกระทำลามกอนาจารกับบุคคลอายุต่ำกว่า 14 ปี
  • การทำลายศพ

คดีนี้อยู่ภายใต้แผนกอาชญากรรมรุนแรง ซึ่งตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดก่อนสั่งฟ้อง d4vd ถูกควบคุมตัวในเรือนจำโดยไม่อนุญาตประกันตัว

ภาพของ เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ ในงานแถลงข่าวของตำรวจลอสแอนเจลิสเมื่อ 20 เม.ย. 2569
ภาพของ เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ ในงานแถลงข่าว

ไทม์ไลน์คดีเริ่มจากเซเลสเตหายตัวไปตั้งแต่ปี 2567 ตอนอายุ 13 ปี ครอบครัวแจ้งคนหายหลายครั้ง จนเดือนกันยายน 2568 พบศพในรถเทสลาขณะ d4vd ทัวร์คอนเสิร์ตที่มินนีแอโพลิส เจ้าหน้าที่ยังไม่ระบุเวลาตายแน่ชัด แต่ภาพถ่ายบ่งชี้ว่าเธอมีชีวิตอยู่หลังแจ้งหายครั้งแรกเกือบปี

ความสัมพันธ์ลึกลับระหว่าง d4vd กับเซเลสเต

มีเบาะแสหลายอย่าง เช่น:

  • มกราคม 2567: สตรีม Twitch ร่วมกัน หยอกล้อจนเช้า d4vd พูด “ลบทุกอย่างออกให้หมด”
  • มกราคม-มีนาคม 2567: ภาพ d4vd ลงจากรถเทสลาใกล้บ้านเซเลสเต โพสต์ TikTok
  • มิถุนายน 2567: เซเลสเตหลังเวทีคอนเสิร์ต The Fonda
  • ธันวาคม 2567-มกราคม 2568: รูปภาพเพิ่มเติมจากนักสืบเอกชน

ทีมทนาย d4vd แถลงปกป้องความบริสุทธิ์ ยืนยันว่าเขาถูกจับเพราะเป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้น ยังไม่ฟ้องโดยลูกขุนใหญ่ และพยานหลักฐานจะพิสูจน์ว่าเขาไม่เกี่ยวข้อง

คดี นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังพบศพเด็กหญิงในรถของเขา ยังคงมีปริศนามากมาย d4vd ที่เคยเป็นไอดอลวัยรุ่น อาจจบอาชีพเพราะคดีนี้ แฟนๆ ต่างตั้งคำถามถึงภาพลักษณ์ที่เคยสดใส

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและติดตามอัปเดตข่าวต่างประเทศจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังพบศพเด็กหญิงในรถของเขา

Scroll to top