อภิปรายไม่ไว้วางใจ

ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ธนกร มั่นใจนายกฯ แจงได้

เรียกได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีกระแสข่าวว่าฝ่ายค้านเตรียมเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยล่าสุด ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ธนกร มั่นใจนายกฯ แจงได้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากในขณะนี้ โดยคุณธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจนว่า ทางรัฐบาลไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด

ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ธนกร มั่นใจนายกฯ แจงได้

การที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบรัฐบาลนั้น ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถกระทำได้ และในมุมมองของรัฐบาลมองว่านี่เป็นเรื่องที่ดีกว่าการออกมาให้สัมภาษณ์โจมตีผ่านสื่อไปวันๆ โดยไร้เนื้อหาสาระ การเปิดสมัยประชุมสภาในเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้แสดงวิสัยทัศน์และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

เหตุผลที่มั่นใจในการชี้แจง

คุณธนกรได้ย้ำว่ารัฐบาลทำงานด้วยความโปร่งใสและทุ่มเท โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทำให้สถานะของรัฐบาลในสภาชุดนี้มีความเหนียวแน่น และพร้อมที่จะตอบทุกคำถามทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมา โดยมีแนวทางดังนี้:

  • รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบทุกประเด็นอย่างตรงไปตรงมา
  • ต้องการให้ฝ่ายค้านใช้ข้อเท็จจริงมากกว่าวาทกรรมทางการเมือง
  • หากฝ่ายค้านมีหลักฐานการทุจริตจริง สามารถยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ได้ทันที ไม่ต้องรอเวทีอภิปราย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทางรัฐบาลถึงกล้าท้าชนขนาดนี้ คำตอบก็คือความมั่นใจในความถูกต้องของการบริหารราชการแผ่นดินนั่นเอง หากย้อนกลับมาดูสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนเองก็เริ่มเบื่อหน่ายกับการเมืองที่มีแต่วาทกรรมเสียดสีแต่ไร้เนื้อหา ซึ่งหากฝ่ายค้านยังคงทำแบบเดิมก็อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อฝ่ายค้านเองเสียมากกว่า

ในฐานะผู้ติดตามการเมือง สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดไม่ใช่เรื่องว่าใครจะชนะในสภา แต่เป็นเรื่องของประโยชน์ที่จะตกถึงมือประชาชนจากการที่รัฐบาลได้ชี้แจงข้อมูลที่บิดเบือนให้กระจ่าง นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานและความจริงใจ

ที่มา – ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ธนกร” มั่นใจ นายกฯ-รมต. แจงได้

วัชรพงศ์ ฟาดกลับ ณัฐพงษ์ ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาเปิดศึกตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน อย่างดุเดือด หลังจากที่ฝ่ายค้านขู่ว่าจะเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยมองว่าความเคลื่อนไหวนี้เปรียบเสมือน วัชรพงศ์ ฟาดกลับ ณัฐพงษ์ ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู ที่หวังเพียงปั่นกระแสรายวันเท่านั้น

วัชรพงศ์ ฟาดกลับ ณัฐพงษ์ ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายค้านประกาศความมั่นใจว่ามีหลักฐานใบเสร็จทุจริตในมือ งานนี้นายวัชรพงศ์จึงสวนกลับทันควันว่า หากมีหลักฐานเด็ดจริง ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึงสมัยประชุมสภาให้เสียเวลา สามารถนำหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ได้ทันที เพื่อให้กระบวนการกฎหมายทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงการออกมาประกาศผ่านสื่อเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุน หรือการทำ วัชรพงศ์ ฟาดกลับ ณัฐพงษ์ ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู เพื่อกลบข่าวฉาวของคนในพรรคตัวเอง

เปิดมุมมอง สส.ภูมิใจไทยต่อเกมการเมือง

นอกจากเรื่องของหลักฐานทุจริตแล้ว นายวัชรพงศ์ยังได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของรัฐบาลในปัจจุบันว่า:

  • รัฐบาลชุดนี้มีความเหนียวแน่นด้วยเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียงในสภา
  • การตั้งใจทำงานของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ
  • การอภิปรายฝ่ายค้านควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่เพื่อมวยล้มต้มคนดู

นายวัชรพงศ์ยังฝากทิ้งท้ายถึงผู้นำฝ่ายค้านด้วยถ้อยคำที่ลึกซึ้งว่า การจะชี้หน้าด่าใครควรหันกลับมาตรวจสอบพฤติกรรมของคนในพรรคตนเองให้ชัดเจนก่อน เพราะเวลาเราชี้ไปที่คนอื่น 1 นิ้ว อีก 3 นิ้วที่เหลือมักจะชี้กลับเข้าหาตัวเองเสมอ การเมืองที่แท้จริงควรเน้นที่การแก้ปัญหาให้ประชาชนมากกว่าการโต้เถียงเพื่อเอาชนะกันในสื่อโซเชียล เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าใครที่ทำงานจริงและใครที่แค่มวยล้มต้มคนดูครับ

ที่มา – “วัชรพงศ์” ฟาดกลับ “ณัฐพงษ์” ขู่ซักฟอกแค่มวยล้มต้มคนดู ท้ามีใบเสร็จทุจริตส่ง ป.ป.ช. ได้

ธนกร โต้ เท้ง มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ล้มไม่ลงแน่นอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน อย่างดุเดือดเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยทางฝั่งนายธนกรยืนยันว่า ธนกร โต้ เท้ง มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ล้มไม่ลงแน่นอน และมองว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

ธนกร โต้ เท้ง มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ล้มไม่ลงแน่นอน

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเสถียรภาพ โดยนายธนกรตั้งคำถามกลับว่าไปนำความมั่นใจมาจากไหน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทุกกระทรวงภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังทำงานกันอย่างหนักและมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างมาก

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นอกจากประเด็นเรื่องเสถียรภาพแล้ว นายธนกรยังได้กล่าวถึงเรื่องการเตรียมยื่น ธนกร โต้ เท้ง มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ล้มไม่ลงแน่นอน โดยมองว่าฝ่ายค้านควรกลับไปทบทวนข้อเท็จจริงให้ดีเสียก่อนที่จะเดินหน้ายื่นซักฟอก ไม่ใช่ยื่นเพียงเพราะเห็นว่าเป็นประเพณีหรือต้องการคะแนนเสียงทางการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยเขามองว่าหากไม่มีข้อมูลของการทุจริตที่ชัดเจน ก็ควรปล่อยให้รัฐบาลได้บริหารประเทศเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ต่อไปจะดีกว่า

  • รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการไทยช่วยไทยพลัส
  • ทุกกระทรวงทำงานประสานงานกันอย่างไหลลื่น
  • ฝ่ายค้านควรเน้นตรวจสอบเชิงข้อมูลที่ชัดเจน
  • รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

นายธนกรย้ำทิ้งท้ายว่า หากฝ่ายค้านมั่นใจว่าจะล้มรัฐบาลได้ ตนก็มั่นใจเช่นกันว่าเสียงสนับสนุนในฝั่งของรัฐบาลนั้นมีความเข้มแข็งและหนียวแน่นมากพอที่จะผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจควรมีประเด็นเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่ชัดเจน ไม่ใช่การตั้งแง่เพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชน ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเป็นสิ่งที่ดีในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและการสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

ที่มา – “ธนกร” โต้ “เท้ง” มั่นใจเสียงรัฐบาลเหนียวแน่น ฝ่ายค้านล้มไม่ลงแน่นอน

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวสำคัญว่า “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว หลังจากที่ได้มีการจัดสัมมนา สส. ของพรรคที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีหลายโครงการถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

การทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยพรรคได้นำแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบใช้งบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเดิมๆ ในการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและโซลาร์เซลล์ที่ใช้งบประมาณมหาศาลจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาท

เจาะลึกกลยุทธ์ “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ได้ย้ำชัดเจนว่า การที่ “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่มุ่งเน้นความโปร่งใส โดยประเด็นหลักที่จะนำมาอภิปรายประกอบไปด้วย:

  • ความผิดปกติในการเพิ่มบัญชีนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการจัดซื้อจัดจ้าง
  • การใช้งบเงินกู้ 400,000 ล้านบาทที่ขาดความชัดเจนและเร่งด่วนเกินความจำเป็น
  • ข้อเสนอแนะในการลดต้นทุนพลังงานเพื่อช่วยประชาชนแทนการแจกเงิน
  • การเปรียบเทียบแผนโครงการ “เซาเทิร์น คอนเนกต์” กับโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล

แม้จะมีจำนวน สส. ในสภาเพียง 21 เสียง แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มกำลัง นายอภิสิทธิ์ยังฝากทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยอมรับข้อเสนอแนะในการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อลดต้นทุนพลังงาน จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการก่อหนี้เพิ่มเพื่อมาหมุนเวียนแจกจ่ายในระยะสั้น การทำหน้าที่ฝ่ายค้านในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาเรื่องโจมตี แต่เป็นการเสนอทางออกเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาวอย่างแท้จริง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

ประธานสภาฯ ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกรณีที่ สส. ตั้งกระทู้ถามสดแล้วรัฐมนตรีไม่มาตอบ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้ หากพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมในปัจจุบัน

ประธานสภาฯ ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้ ตามกฎหมาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐมนตรีเลื่อนการตอบกระทู้อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาฯ ซึ่งนายโสภณได้ชี้แจงว่า กฎหมายและข้อบังคับการประชุมสภาฯ เปิดช่องให้รัฐมนตรีสามารถเลื่อนการตอบกระทู้ได้ตามความเหมาะสม และประธานสภาฯ เองไม่มีอำนาจหน้าที่เชิงบริหารไปบังคับให้รัฐมนตรีต้องมาปรากฏตัวตามคำสั่งได้ทันที

ความท้าทายของการตรวจสอบ: ประธานสภาฯ ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้ จริงหรือ?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า หากประธานสภาฯ ไม่สามารถบังคับฝ่ายบริหารได้ แล้วกระบวนการถ่วงดุลอำนาจจะทำงานอย่างไร? นายโสภณได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า:

  • รัฐมนตรีมีความชอบธรรมในการเลื่อนตอบกระทู้ตามข้อบังคับ
  • การแก้ปัญหาควรใช้กลไกการเจรจาระหว่างวิปสองฝ่าย เพื่อจัดสรรเวลาและกระทู้ได้อย่างเหมาะสม
  • หากพบว่ารัฐมนตรีมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ สส. ยังมีเครื่องมืออื่น เช่น การยื่นสอบจริยธรรม หรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต อาจจำเป็นต้องมีการหารือเพื่อแก้ไขข้อบังคับการประชุมให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างสภาฯ กับรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เกิดช่องว่างที่ทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการรับรู้ข้อมูลสำคัญ

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การมีอยู่ของ 3 เสาหลักคือการถ่วงดุลที่ชัดเจน แต่ละฝ่ายต้องทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย การเรียกร้องให้ประธานสภาฯ ก้าวล่วงอำนาจฝ่ายบริหารอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การปรับปรุงกติกาในสภาฯ ให้ทันต่อเหตุการณ์น่าจะเป็นหนทางที่สร้างสรรค์กว่าครับ

ที่มา – ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้

ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 และ TH-AI Passport

ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport

เรียกได้ว่าเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะฝ่ายค้านที่มุ่งมั่นตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความพร้อมในการเข้าชำแหละ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 ที่กำลังจะเข้าสู่สภาฯ ในวาระที่ 1 ช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ โดยพรรคได้วางแผนผู้อภิปรายให้ครอบคลุมทุกกระทรวง เพื่อให้มั่นใจว่าภาษีของพี่น้องประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ตรวจสอบงบประมาณเชิงรุกและการติดตามพฤติการณ์โครงการรัฐ

นอกจากการพิจารณางบประมาณปี 2570 แล้ว พรรคประชาชนยังเตรียมพร้อมรับมือกับ ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569’ อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทีมงานจะเข้าไปดูรายละเอียดว่ารัฐบาลสามารถโยกงบประมาณที่ไม่จำเป็นมาใช้ใหม่ได้คุ้มค่าเพียงใด โดยสิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นโครงการที่มีข้อพิรุธในทีโออาร์หลายประการ

ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจกันมาก ได้แก่:

  • ความโปร่งใสในการจัดทำ TOR โครงการต่างๆ ว่ามีกลิ่นอายล็อกสเปกหรือไม่
  • ความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport ที่ควรถูกตรวจสอบผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ
  • การติดตามความคืบหน้าการแก้ไขทีโออาร์ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่เคยถูกทักท้วง

สำหรับการเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ นายพริษฐ์ได้ย้ำว่าพรรคไม่ได้มีเจตนาขัดขวางความเจริญของประเทศ แต่เราทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชนเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้งบประมาณรั่วไหล เหมือนกับกรณีโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะที่เคยถูกทักท้วงในอดีตแต่กลับผ่านวาระการอนุมัติไปได้ด้วยเสียงข้างมาก

ในส่วนของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น พรรคประชาชนมองว่าด้วยกรอบเวลาของสมัยประชุมที่ปิดกลางเดือนกรกฎาคมนี้ การดำเนินการอาจต้องยกไปไว้ในสมัยประชุมถัดไป แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ

การตรวจสอบผู้มีอำนาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะงบประมาณทุกบาทคือน้ำพักน้ำแรงจากภาษีของเราทุกคนครับ หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการให้ฝ่ายค้านตรวจสอบประเด็นใดเป็นพิเศษ สามารถร่วมส่งเสียงสะท้อนกันได้เลยครับ

ที่มา – ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport

พรรคประชาชนลุยสร้างอาสาส้มทั่วประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย! วันนี้เรามีข่าวเด็ดจาก พรรคประชาชน ที่กำลัง พรรคประชาชน ลุยสร้างอาสาส้มทั่วประเทศ ให้เวลารัฐบาลทำงานก่อนยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ กันแบบเต็มสูบเลยนะครับ เป็นกลยุทธ์เจ๋งที่ทำให้การเมืองใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น มาฟังรายละเอียดกันเลย

พรรคประชาชน ลุยสร้างอาสาส้มทั่วประเทศ ให้เวลารัฐบาลทำงานก่อนยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ทำการพรรคประชาชนประจำเขตบางแค กรุงเทพฯ มีการจัดกิจกรรมพบปะอาสาส้มครั้งสำคัญ โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นตัวนำร่องเองเลยครับ กิจกรรมนี้มุ่งสร้างเครือข่ายอาสาส้มให้แข็งแกร่งทั่วประเทศ ตั้งเป้าสูงมาก คือครบทุกหมู่บ้านกว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วไทย! เริ่มจากกรุงเทพฯ ที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรค เพราะที่นี่ประชาชนให้การตอบรับดีเยี่ยม

อาสาส้มคืออะไร? คืออาสาสมัครสีส้มของพรรคประชาชนนั่นเองครับ หน้าที่หลักคือเป็นหูเป็นตาในพื้นที่ แจ้งปัญหาชีวิตประจำวัน และช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งประชุมเฉยๆ การเมืองแบบพรรคประชาชนคือ ‘ทำงานเพื่อประชาชนสูงสุด’ อย่างน้อยตอนเลือกตั้งก็มีอาสากระจายเฝ้าคูหา ปกป้องคะแนนเสียงให้คุณทุกคนได้มั่นใจ

เครือข่ายอาสาส้มช่วยพัฒนานโยบายอย่างไร

เครือข่ายนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่ช่วยเก็บข้อมูลปัญหาจริงจากพื้นดิน ปัจจุบันมีอาสาส้มกว่า 4,000 คนทั่วประเทศ ที่ออกสำรวจวิกฤตพลังงานมาแล้ว สัปดาห์หน้าพรรคจะสรุปข้อมูล ส่งตรงให้รัฐบาลดูว่าประชาชนเดือดร้อนยังไง พร้อมยื่นญัตติด่วนในสภาเลยครับ นอกจากพลังงาน อาสายังช่วยสำรวจปัญหาอื่นๆ เช่น น้ำท่วมในต่างจังหวัด ค่าครองชีพสูงในเมืองใหญ่ หรือการศึกษาไม่ทั่วถึง ทำให้พรรคมีนโยบายที่ตรงจุดจริงๆ

  • ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน: 75,000 แห่งทั่วไทย เริ่มนำร่อง กทม.
  • เฝ้าระวังเลือกตั้ง: ปกป้องสิทธิประชาชน
  • สำรวจปัญหาพื้นที่: ส่งข้อมูลนโยบายและตรวจสอบรัฐ
  • ขับเคลื่อนท้องถิ่น: เปลี่ยนแปลง从小ไปใหญ่

พร้อมลุยเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และ สก.

นอกจากอาสาส้มแล้ว พรรคยังพร้อมสุดๆ สำหรับสนามเลือกตั้งผู้ผู้ว่าฯกรุงเทพฯ ยืนยันส่งผู้สมัครครบทุกเขตทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. นโยบายพร้อมเปิดตัวเร็วๆ นี้เลยครับ ฝากความหวังไว้กับพรรคประชาชนได้เลย แคนดิเดตคุณภาพ ส.ส. 33 เขตของพรรคก็แข็งแกร่ง เชื่อว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดให้คนกรุง

การตรวจสอบรัฐบาล: ให้เวลาแต่ไม่ลดครา

สำหรับเรื่องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคขอให้เวลารัฐบาลทำงานสักระยะตามปฏิทินการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนิ่งนอนใจนะครับ! จะเดินหน้าตรวจสอบเต็มสูบผ่านกระทู้ถาม ญัตติด่วน กรรมาธิการต่างๆ และพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย เพราะอภิปรายไม่ไว้วางใจยื่นได้ปีละครั้ง ถ้ามีประเด็นใหญ่บุกมา พรรคพร้อมลุยทันที ไม่เคยลดระดับการตรวจสอบเลยสักนิด

มุมมองของผมนะครับ การเคลื่อนไหวแบบนี้ของพรรคประชาชนแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่ต่อสู้เพื่อตำแหน่ง แต่สร้างระบบที่ยั่งยืนผ่านเครือข่ายอาสา ทำให้การเมืองไทยมีหวังมากขึ้น ถ้าคุณเบื่อการเมืองเก่าๆ ที่ห่างไกลประชาชน ลองมองพรรคนี้ดูสิ

CTA: สนใจอยากเป็นอาสาส้มไหม? อยากช่วยเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นตัวเอง? ติดต่อพรรคประชาชนได้เลยวันนี้ หรือติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – พรรคประชาชน ลุยสร้างอาสาส้มทั่วประเทศ ให้เวลารัฐบาลทำงานก่อนยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

“จุลพันธ์” จี้ “พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” รับผิดชอบทั้งคู่ หลังฉีก MOA ชิงยุบสภา ลั่นจากนี้ไม่ถามหาความจริงใจรัฐบาล ขอให้ทำตามกฎหมาย หากเลื่อนเลือกตั้งอ้างเหตุชายแดนก็ให้ลองดู เชื่อประชาชนไม่รอ

เมื่อเวลา 08.49 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม 2568) ว่า การตัดสินใจยุบสภาฯ ของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกระบวนการธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วก็จะมีแต่ความผิดพลาด สุดท้ายก็ปรากฏชัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยสงสัยมาตลอด ในความจริงใจของรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่รู้พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเห็นหรืออย่างไร เพราะเราพยายามบอกมาตั้งแต่ต้น จนสุดท้ายก็ปรากฏชัดในรัฐสภาที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยกมือให้ ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถคุยกับ สว. ได้ หากจะมีคนเชื่อก็คงมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคการเมืองอื่นรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการของ สว.กลุ่มนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยโยนกันไปมานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ก็ต้องรับผิดชอบกันทั้งคู่ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาล เพราะในสภาวะประเทศแบบนี้ ทั้งการปะทะชายแดน และน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ เลือกที่จะหนีการตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาฯ ทิ้งให้ประชาชนต้องเดือดร้อนต่อไป แม้จะมีกลไกของรัฐในการตรวจสอบ และทหารที่รับผิดชอบสถานการณ์ชายแดน

ขณะที่ความผิดหวังที่ 2 ที่พรรคเพื่อไทยรู้สึกคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตั้งแต่การคุยกันกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีการขอให้ชะลอการยื่นซักฟอก มาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ) แต่ยื่นข้อเสนอว่าหากลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 แล้วแพ้ จะเชื่อว่าความจริงใจของรัฐบาลไม่มี และจะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ตนมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยเป็นการปล่อยหนูเข้าป่า เปิดโอกาสให้รัฐบาลยุบสภาฯ หนีโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไป ตนไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ตามเกมพรรคภูมิใจไทยไม่ทัน หรือคิดว่าวิธีการนี้จะดีกว่าหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อยากจะให้ยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้ง แทนการตรวจสอบรัฐบาล เพราะหากตรวจสอบจะมีหลายเรื่อง ทั้งเขากระโดง การฮั้ว สว. การทุจริตคอร์รัปชัน MotoGP ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อะไรเลย แต่คนที่ได้เต็มๆ คือพรรคภูมิใจไทย ที่ได้สั่งสมกำลังความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญคือได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง แต่คนไทยได้รัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ตั้งแต่น้ำท่วมยันชายแดน และขอให้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการยุบสภาฯ ในสถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหนูหรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้งแล้ว วันนี้ขอแจ้งกับประชาชนว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง และจะใช้วิธีการเลือกตั้งนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

ส่วนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะมีกระแสคลั่งชาติจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายจุลพันธ์ ระบุ ไม่ว่ากระแสใดก็ต้องฝ่าฟันไป และขอย้ำถึงจุดยืนที่มั่นคงของพรรค ในประเด็นคำถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่ามีการพูดคุยกันว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในกรณีที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม) สส.พรรคภูมิใจไทยพยายามพูดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากลไกของรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรที่ทำให้สะดุดหรือติดขัด รัฐธรรมนูญกำหนดชัดต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน โดยตามกำหนดแล้วอาจจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ทันต่อกรอบเวลาและคำถามประชามติ ก็คาดว่าจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายการเลือกตั้งก็กำกับไว้ว่า ในกรณีที่พื้นที่ใดมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น สงคราม มีการปะทะ หรือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉินเหล่านั้นจะสามารถทำให้หน่วยการเลือกตั้งของพื้นที่เลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะพื้นที่นั้นได้ จะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เผยต่อไป ตนยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการเลือกตั้งอย่างไร จะใช้ช่องกฎหมายใด ซึ่งต่อให้มีการดำเนินการจริง ตนก็ขอย้ำว่าการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อได้ตามกฎหมาย แต่หากพรรคภูมิใจไทยจะทำก็เรียนเชิญหาช่องทางทางกฎหมายทำเลย แต่มันคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนจะไม่รอด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีการตั้งข้อสงสัยหรือไม่กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ในประเด็นนี้ขอทุกคนอย่าคิดมาก นาทีนี้ควรส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทหารชายแดนและประชาชนในพื้นที่ที่อพยพไปยังศูนย์ลี้ภัยแล้ว พรรคเพื่อไทยก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการยุบสภาฯ จะมีผลต่อการปราบสแกมเมอร์ให้หยุดชะงักหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้การดำเนินการของภาครัฐก็ดำเนินการต่อไปอย่าให้สะดุดหรือติดขัด ส่วนของรัฐบาลรักษาการก็ดำเนินการบริหารได้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ทำงานต่อ ไม่ได้ทำให้การแก้ไขปัญหาใดๆ ยุติลง โดยผู้สื่อข่าวถามต่อหลังจากนี้จะมองเห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร สุดท้ายแล้วสมาชิกสภาต้องคุยกัน เพื่อเร่งให้มีการผ่านญัตติคำถามที่ 1 ว่าเห็นควรที่จะมีการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้เร่งผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามถึงความจริงใจของรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลจะต้องดำเนินการ ไม่ใช่ถามหาความจริงใจ เพราะว่าความจริงใจของเขาหมดไปตั้งแต่เข้าสู่ MOA และการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อวานนี้.

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

สรุปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความร้อนแรง และพรรคเพื่อไทยก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องไม่สิ้นหวัง และร่วมกันนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

อนาคตจะเป็นอย่างไร หลัง “จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

การที่นายจุลพันธ์ออกมาจี้ให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายจุลพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำมาปรับปรุงนโยบายของพรรคให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่สิ่งที่แน่นอนคือพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไปในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ และการที่พรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พรรคเพื่อไทยจะยังคงยืนหยัดในหลักการธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนต้องออกมาใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ ปชน.-ภท. ต้องรับผิดชอบ ปมฉีก MOA ชิงยุบสภา ย้ำเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้ง

“แนน บุณย์ธิดา” ยัน ภูมิใจไทย ไม่พลิก MOA

“แนน บุณย์ธิดา” ลั่น “ภูมิใจไทย” ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว ย้ำเรายังยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงทุกอย่าง อย่ากล่าวหาผิดๆ พอไม่ได้ดั่งใจ ก็อย่ามางอแงจะเอาทุกอย่าง

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก แนน สมชัย ระบุว่า “ภูมิใจไทย ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว เรายังยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงทุกอย่าง อย่ากล่าวหาเราผิดๆ พอไม่ได้ดั่งใจ ก็อย่ามางอแงจะเอาทุกอย่าง”

“แนน บุณย์ธิดา” ลั่น ภูมิใจไทย ไม่พลิก MOA

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของข้อตกลงหรือ Memorandum of Agreement (MOA) ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารประเทศ หลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสังเกตต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวลือหรือกระแสข่าวที่ไม่เป็นความจริงแพร่สะพัดออกไป อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในหมู่ประชาชนได้

ล่าสุด นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีการพลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว และยังคงยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ นางสาวแนน บุณย์ธิดา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อสื่อสารไปยังประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเนื้อหาที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ความสำคัญของการรักษาข้อตกลง MOA

การรักษาข้อตกลง MOA ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาแสดงความยืนยันว่าจะยึดมั่นในข้อตกลงเดิม จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคให้ความสำคัญกับการรักษาคำมั่นสัญญาและพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้

อย่างไรก็ตาม การออกมาปฏิเสธและยืนยันความบริสุทธิ์ของพรรค อาจยังไม่เพียงพอที่จะคลายความสงสัยของประชาชนได้ทั้งหมด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นรูปธรรม และสามารถพิสูจน์ได้ว่าการดำเนินงานของพรรคเป็นไปตามข้อตกลง MOA อย่างแท้จริง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชน และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและคลายความกังวลของประชาชนได้

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป: การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร จะมีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยืนยันถึงการปฏิบัติตาม MOA อย่างแท้จริงหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ประชาชนจะให้การตอบรับต่อท่าทีและการดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

บทสรุป: เรื่องราวของข้อตกลง MOA และท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการรักษาคำมั่นสัญญาในทางการเมือง การที่พรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนได้ จะนำไปสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพและสามารถพัฒนาประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ “แนน บุณย์ธิดา” จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไรต่อไป

ที่มา – “แนน บุณย์ธิดา” ลั่นอย่ากล่าวหาผิดๆ “ภูมิใจไทย” ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว

Scroll to top