อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ปชป. ต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” ลงสมุทรสาคร เขต 1

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต้อนรับอย่างอบอุ่น “เอก ภัคเมศฐ์” คนรุ่นใหม่ที่พร้อมเสนอตัวลงสมัคร สส.สมุทรสาคร เขต 1 ภายใต้สโลแกนที่น่าสนใจอย่าง “รีสตาร์ทสมุทรสาคร”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค ได้ให้การต้อนรับ นายภัคเมศฐ์ ธีระศิลาเวทย์ อย่างเป็นทางการ หนุ่มมหาชัยวัย 30 ปี ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาพัฒนาบ้านเกิด

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” ซึ่งเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและความตั้งใจจริง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ นายภัคเมศฐ์ ได้แสดงความจำนงที่จะเข้ารับการคัดเลือกจากพรรค เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต 1 จังหวัดสมุทรสาคร

นายภัคเมศฐ์ เติบโตและมีความผูกพันกับพื้นที่สมุทรสาครมาโดยตลอด และมีความชื่นชมในแนวทางการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นในพรรคฯ และความต้องการที่จะนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาบ้านเกิด

ประวัติการศึกษาของ “เอก ภัคเมศฐ์” ผู้เสนอตัวลงสมุทรสาคร เขต 1

นายภัคเมศฐ์ จบการศึกษาชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน จากนั้นได้ไปศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ (หลักสูตรนานาชาติ) จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

“เอก ภัคเมศฐ์” กับความมุ่งมั่นที่จะ “รีสตาร์ทสมุทรสาคร”

ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง “เอก ภัคเมศฐ์” เตรียมใช้สโลแกน “รีสตาร์ทสมุทรสาคร” เพื่อสื่อถึงความตั้งใจที่จะนำความรู้ ประสบการณ์ และพลังของคนรุ่นใหม่ มาพัฒนาสมุทรสาครให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เขาเชื่อมั่นว่าด้วยความเข้าใจในพื้นที่และความมุ่งมั่นตั้งใจ จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับจังหวัดได้

พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีใจรักประชาธิปไตยและต้องการสร้างสรรค์สังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเมือง

ทำไมต้อง “ปชป. ต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” ลงสมุทรสาคร เขต 1”?

การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้การต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคฯ ที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ และนำเสนอแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน “เอก ภัคเมศฐ์” ถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสมุทรสาครให้ก้าวทันโลก

การตัดสินใจของ “เอก ภัคเมศฐ์” ที่จะลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองไทย ที่คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากขึ้น การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุน “เอก ภัคเมศฐ์” จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างความหวังและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ การที่ “เอก ภัคเมศฐ์” ชูสโลแกน “รีสตาร์ทสมุทรสาคร” ยังเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่จังหวัด การรีสตาร์ทในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการล้มล้างสิ่งเก่า แต่เป็นการนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น โดยอาศัยความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

สรุปแล้ว การที่พรรคประชาธิปัตย์ต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” และสนับสนุนให้ลงสมัคร สส.สมุทรสาคร เขต 1 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคฯ ที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ดังนั้น หากคุณเป็นชาวสมุทรสาคร เขต 1 และกำลังมองหาผู้แทนที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ “เอก ภัคเมศฐ์” อาจเป็นตัวเลือกที่คุณกำลังมองหา

ที่มา – ปชป. ต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” คนรุ่นใหม่ เสนอตัวลงสมุทรสาคร เขต 1

“มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. เปิดตัว สส.กทม.

“อภิสิทธิ์” กระตุก “นายกฯ อนุทิน” ควรเป็นแบบอย่างผู้นำประชาธิปไตย แง้ม 10 พ.ย. จ่อเปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ยัน “กาญจน์ ตั้งปอง – ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังอยู่ประชาธิปัตย์

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีหลายพรรคการเมืองเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถือเป็นสัญญาณชัดเจนเรื่องยุบสภา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เตรียมตัวผู้สมัครถึงไหนแล้ว ว่า เราเร่งทำเต็มที่ ทั้งการเริ่มรณรงค์ให้คนมาร่วมงานโดยสมัครเข้าพรรคกับเราที่ต้องการเปิดกว้าง แต่ขั้นตอนทางกฎหมายยังต้องรอการรับรองคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน เพราะทราบดีว่า เดิมนายกรัฐมนตรีพูดไว้ การยุบสภาน่าจะเกิดสิ้นเดือนมกราคม 2569 แต่เราไม่หวั่นไหว หากเร็วขึ้น เพราะคิดว่ามีคนจำนวนมากในขณะนี้มองการเมืองแล้วยังไม่ถูกใจ เมื่อไม่ถูกใจตนพยายามบอกกับทุกคนว่า “อย่าไปรอใครนะ อยากทำการเมืองที่ถูกใจให้เข้ามาเอง สส.คุณเองก็เป็นได้นะ เข้ามาเพื่อช่วยกันเปลี่ยนการเมืองด้วยกัน”

ส่วนการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสมมติเกิดเหตุอะไรขึ้นเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้ เชื่อว่า สามารถที่จะส่งผู้สมัครได้ เร่งทำนโยบายเพื่อหาคำตอบให้ประชาชน เวลาในการรณรงค์การเลือกตั้ง หลังยุบสภามีเวลาราว 2 เดือนต้องทำให้สำเร็จ ทำให้คนมั่นใจว่านโยบายพรรคเรา คนที่อยู่กับเรา และทิศทางของเราคืออะไร เพียงแต่จากที่ฟังนายกรัฐมนตรีพูดว่าจะยุบสภา เพราะไม่อยากถูกด่าฟรี

“อยากบอกท่านว่าจริงๆ อยากจะให้ท่านเป็นแบบอย่างของนายกฯ ในระบบรัฐสภา อย่ามองว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการมาด่ากันหรือถูกด่าฟรี นั่นคือความสง่างามของผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่รับการตรวจสอบจากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านทำ ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านเป็น มันไม่มีเหตุผลที่จะไปสร้างประเพณีของการยุบสภา เพราะไม่ยอมรับกระบวนการไม่ไว้วางใจ และท่านเพิ่งเข้ามาทำงานสั้นมาก น่าจะมีความพร้อมที่จะตอบในหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะในฐานะที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้ง คนเพิ่งเริ่มทำงานนี่ไม่ง่ายที่จะไปหาเรื่องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. แต่ในทางกฎหมายเราต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เพราะเมื่อมีผู้แสดงความจำนงเข้ามาสมัครแล้ว ตามกฎหมายต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้ กก.บห.พรรค สรุปอีกครั้ง จึงจะครบถ้วนตามกฎหมายพรรคการเมือง ที่ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม แต่ตนดูข่าวแล้วยังตกใจว่าทำไมเปิดตัวกันง่าย ได้ทำตามขั้นตอน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมหรือไม่ และก็ยังรู้สึกงงๆ ด้วยว่า พอเปิดตัวเสร็จก็ไปใส่เสื้ออีกพรรคหนึ่งได้ ดังนั้น สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่นิ่ง ตนพูดหลายครั้งแล้วว่าของพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอีกหลายคนที่จะเตรียมย้ายไปอีก จึงยังมีเวลาที่จะสรรหาผู้สมัคร โดยเฉพาะคนที่เชื่อมั่นในแนวทางที่เราประกาศออกไปให้มาร่วมกับเรา

เมื่อถามว่า สส.เก่าทั้ง นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ประกาศตัวว่ายังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกาญจน์ มาพบตนเพื่อยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่มีโอกาสพบกัน แต่ทราบจากข่าว ซึ่งใครที่ตัดสินใจอยู่กับเราก็ต้องเดินตามแนวทางที่เรากำหนดไว้ และขอบคุณที่ยังตัดสินใจมาร่วมกันตรงนี้ ยืนยันว่าเรายังเปิดกว้างมากสำหรับผู้ที่สนใจจะมาร่วมกับเรา.

อภิสิทธิ์เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 10 พ.ย. นี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรคต่างๆ พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการเป็นแบบอย่างผู้นำในระบอบประชาธิปไตย

ในการให้สัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยย้ำว่าพรรคกำลังเร่งดำเนินการในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมงานกับพรรค การเตรียมผู้สมัคร และการจัดทำนโยบายที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์กับการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. รอบใหม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ แต่ในทางกฎหมาย พรรคจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณา ก่อนที่จะสรุปและประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ สส.เก่าของพรรคบางส่วนได้ประกาศตัวว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป โดยกล่าวขอบคุณ สส. เหล่านั้นที่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางของพรรค และพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เขาได้ย้ำว่าพรรคยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับพรรค และพร้อมที่จะพิจารณาผู้สมัครที่มีความสามารถและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะนำเสนอนโยบายและผู้สมัครที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จับตาดูวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ ใครบ้าง และจะมีนโยบายอะไรที่น่าสนใจ สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. แง้ม 10 พ.ย. เปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.

ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมเรียกรับเงิน

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” อดีตรัฐมนตรีและอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเวลา 3 ปี ในคดีเรียกรับเงิน 30 ล้านบาท แลกกับงานก่อสร้างของรัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เหตุเกิดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณปี 2556-2557 คดีนี้เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักการเมือง

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอดีต สส.อุบลราชธานี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จำเลยที่ 1 พร้อมพวกอีก 4 ราย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

คดีนี้มีมูลเหตุจากการที่นายวิฑูรย์ นามบุตร ขณะดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึง 2557 ได้เรียกรับเงินจากผู้เสียหาย จำนวน 30,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับการแบ่งโควตาโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐในภาคอีสานและภาคใต้ ผู้เสียหายหลงเชื่อและจ่ายเงินให้นายวิฑูรย์และพวกหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงพฤษภาคม 2557 รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท ซึ่งเป็นการกระทำโดยทุจริตและใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เหตุเกิดในหลายพื้นที่ ได้แก่ ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน, ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี, ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ, จังหวัดนนทบุรี และกรุงเทพฯ จำเลยทั้ง 5 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมเรียกรับเงิน

ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสจากการมีอำนาจหน้าที่เรียกรับเงิน และเสนอผลตอบแทนให้แก่ผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายยอมจ่ายเงินให้หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท ถือเป็นการหาประโยชน์ให้ตนเองโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของนายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และเป็นการกระทำโดยทุจริต การกระทำของนายวิฑูรย์จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ส่วนจำเลยที่ 2-5 แม้จะเป็นเครือญาติของนายวิฑูรย์ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ถึง 5 แต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

ศาลจึงพิพากษาว่า นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นควรลงโทษจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2-5

ทั้งนี้นายวิฑูรย์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างการอุทธรณ์

ผลกระทบจากคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” กับความเชื่อมั่นทางการเมือง

คดีของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการเมืองไทยเป็นอย่างมาก การที่นักการเมืองระดับสูงถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกผิดหวังและสิ้นหวังในระบบการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกในวงการการเมืองไทย และความจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของความโปร่งใส: คดีนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • การตรวจสอบที่เข้มงวด: กลไกการตรวจสอบการทุจริตต้องมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • บทบาทของประชาชน: ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อป้องกันการทุจริต

การตัดสินคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองไทยทุกคน ว่าการใช้อำนาจในทางที่ผิดและการทุจริต จะนำมาซึ่งผลเสียต่อตนเองและสังคมโดยรวม การสร้างความโปร่งใสและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับวิฑูรย์ นามบุตร สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และการกระทำใดๆ ที่ไม่โปร่งใส ย่อมถูกตรวจสอบและลงโทษได้ในที่สุด

ที่มา – ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมใช้ตำแหน่งเรียกรับเงิน 30 ล้าน แลกรับงานรัฐ

อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ

“อภิสิทธิ์” ติงนายกฯ พูดง่ายหลังบอก “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” ชี้ประชาชนควรรู้ก่อน ไม่ใช่มารู้ทีหลัง เตือนไทยต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ความร่วมมือแร่หายากของโลก (Rare Earth)” กับสหรัฐอเมริกาว่า การที่สหรัฐฯ ต้องการเข้ามาและมีเงื่อนไขให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นโอกาส แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ไทยต้องได้รับความเป็นธรรมในเชิงผลประโยชน์และต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น เช่น สิ่งแวดล้อม

นายอภิสิทธิ์กล่าวเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ทำให้ MOU นี้แปลว่าสหรัฐฯ มีสิทธิ์ที่จะผูกขาด เพราะประเทศอื่น ๆ อย่างจีนก็คงมีความปรารถนาที่จะเข้ามาร่วมทำงานกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่แหลมคมอยู่แล้ว ประเทศไทยจึงควรต้องรักษาความสมดุลในเรื่องความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดทั้งอันดับหนึ่งและสองของโลก และต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ว่าเราพร้อมจะร่วมมือกับประเทศอื่นด้วย

สำหรับกรณีที่รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้มาก่อน นายอภิสิทธิ์ระบุว่า แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วแต่ความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเปิดเผยให้กับประชาชน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของการเจรจาแต่ประชาชนควรจะมีสิทธิ์รู้ก่อนหน้านี้ว่าสิ่งที่รัฐบาลไปดำเนินการแลกเปลี่ยนเพื่อเจรจาต่อรองมีประเด็นอะไรบ้าง และวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระหว่างที่ไปเจรจารายละเอียดหรือนำสิ่งเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ เพราะคนที่มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบมีหลายด้านมาก

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า การเปิดเผยกรอบความร่วมมือที่ผ่านมาคงทำให้หลายคนได้เห็นว่ามันครอบคลุมเกือบทุกภาคส่วนจริง ๆ โดยที่เขาไม่มีโอกาสได้มาแสดงความคิดเห็นเลย และถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอะไรแล้วกระทบกับคนเหล่านั้น ต้องมีความชัดเจนว่าจะมีแผนในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทั้งรัฐบาลที่แล้วหรือรัฐบาลนี้ต่างพูดถึงประเด็นนี้เฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบจากภาษี 19% แต่ยังไม่ได้พูดถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ไปแลกเพื่อได้ลดภาษีมาเหลือ 19% ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยข้อเท็จจริงและต้องบอกให้ชัดว่าช่องทางหรือความสามารถในการเจรจารายละเอียดมีมากน้อยแค่ไหน

นายอภิสิทธิ์กล่าวติงนายกรัฐมนตรีที่ตอบง่ายเกินไปเล็กน้อยว่า “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” พร้อมระบุว่า เรื่องนี้คนไทยรู้เป็นครั้งแรกเมื่อถูกเปิดเผยออกมาในตอนนี้ รัฐบาลจึงมีหน้าที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและทำความเข้าใจว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ส่วนข้อตกลงการค้านั้น ในที่สุดแล้วก็ต้องเอาเข้าที่ประชุมสภาอยู่แล้ว แต่ก็ต้องดูข้อกฎหมายอีกทีว่าเข้าข่ายหรือไม่ แต่ยังมีรายละเอียดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติอีกเยอะ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าระดับของการที่จะได้รับอนุมัติ อย่าว่าแต่ไปถึงสภาเลย หน่วยงานต่าง ๆ ตามกฎหมายก็ยังมีอีกมากมายที่ต้องพิจารณา.

อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยู “แรร์เอิร์ธ” ไม่บอกประชาชนก่อน

การลงนามในเอ็มโอยูความร่วมมือแร่หายาก (Rare Earth) ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาติงการกระทำดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบก่อนการตัดสินใจ

ทำไมการเซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธจึงเป็นประเด็น?

เหตุผลหลักที่นายอภิสิทธิ์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คือ การที่รัฐบาลไม่ได้แจ้งให้ประชาชนทราบถึงรายละเอียดของเอ็มโอยู อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ ก่อนที่จะทำการลงนาม ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในวงกว้าง การที่ประชาชนไม่ได้รับทราบข้อมูลล่วงหน้า ทำให้ขาดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน การทำข้อตกลงใดๆ ก็ตาม ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยงการผูกขาดที่อาจนำไปสู่ความเสียเปรียบในระยะยาว

การที่นายกรัฐมนตรีตอบว่า “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” นั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป เนื่องจาก อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรรับทราบ และรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความโปร่งใสในการดำเนินการ

สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเอ็มโอยูให้ประชาชนได้รับทราบอย่างละเอียด รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ เป็นสัญญาณเตือนใจให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “มาร์ค” ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยู “แรร์เอิร์ธ” ไม่บอกประชาชนก่อน

อภิสิทธิ์เชิดชู “สมเด็จพระพันปีหลวง” ต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์

ในยุคที่ Soft Power กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ “อภิสิทธิ์” ได้ออกมาเชิดชูพระราชจริยวัตร “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในฐานะต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีที่สุดของชาติ บนเวที BITKUB SUMMIT 2025

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานเสวนาหัวข้อ “THAILAND GAME CHANGER 2026: ความหวัง? เศรษฐกิจ สังคม ประชาชน ประเทศไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน BITKUB SUMMIT 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานเสวนาดังกล่าวนับเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำทางการเมืองจากหลายพรรคมาเเลกเปลี่ยนความคิดเห็น

“สมเด็จพระพันปีหลวง” ต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์ของชาติ

นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวย้ำถึงรากฐานของการพัฒนาประเทศ โดยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โครงการที่สร้างทักษะใหม่และผลักดันสินค้าชุมชนตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว การที่ “อภิสิทธิ์” กล่าวถึงพระองค์ท่าน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสืบสานพระราชดำริเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้อัญเชิญพระราชดำรัสที่ตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาที่สมดุลว่า “ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า…” ที่ทำให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาที่สมดุล พร้อมกันนี้ยังได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในพระราชจริยวัตร การแย้มพระสรวลเมื่อทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดของซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย จากคำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ ถือเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง (Game Changer) สำหรับประเทศไทยในปี 2569 ทั้งเป็นการตอกย้ำว่า การขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่โอกาสใหม่ๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่คำนึงถึงความยั่งยืนและความสมดุลอันมีรากฐานมรดกทางวัฒนธรรม และการน้อมนำพระราชจริยวัตรอันเป็นที่ประจักษ์ จะเป็นการสร้างสรรค์ภาพลักษณ์และโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างแท้จริง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ทำไมต้อง “สมเด็จพระพันปีหลวง” กับซอฟต์พาวเวอร์?

การที่นายอภิสิทธิ์ยกย่อง “สมเด็จพระพันปีหลวง” ในฐานะต้นแบบของซอฟต์พาวเวอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทยในการสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดใจในระดับนานาชาติ พระราชจริยวัตรที่งดงามและการทรงงานเพื่อประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ประเทศไทยได้รับความชื่นชมและยอมรับจากทั่วโลก

ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่แค่การส่งออกวัฒนธรรมป๊อป แต่ยังรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ การมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาระดับโลก การน้อมนำพระราชจริยวัตรของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างซอฟต์พาวเวอร์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้

การที่ผู้นำทางการเมืองให้ความสำคัญกับซอฟต์พาวเวอร์เป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศไทย การลงทุนในวัฒนธรรม การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

ดังนั้น การเชิดชูและน้อมนำพระราชจริยวัตรของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริงของประเทศไทย

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เชิดชูพระราชจริยวัตร “สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงเป็นต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์ของชาติ

“ศศิธร” ไม่หวั่น “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวังภูมิใจไทยชนะกระบี่

“ศศิธร” เมินกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง ย้ำผลงานคือแต้มต่อ ลั่นไม่หวั่นไหว โยนประชาชนตัดสินใจ หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ที่บ้านเลขที่ 1 จังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ว่า มีการทำการบ้านอยู่ตลอด ไม่ได้ห่างหายจากประชาชน แม้ว่าตนจะติดภารกิจ ร่วมกับคณะรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมาย และมี สส. ทั้ง 3 เขต ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยอยู่

ส่วน 4 เดือนที่เหลือของการทำงานจะเป็นแต้มต่อให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นางสาวศศิธรย้อนถามว่า แต้มต่อหรือ จริงๆ อยู่ที่การทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก จะแต้มต่ออย่างไรก็ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เรามองว่าการบูรณาการเป็นส่วนสำคัญมากๆ ที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่จะต้องร่วมมือกัน ส่วนรอบหน้าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต ในพื้นที่จังหวัดกระบี่หรือไม่ นางสาวศศิธรกล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต แต่ส่วนตัวตั้งแต่ทำงานมา อยู่เป็นเบื้องหลัง เราชอบปิดทองหลังพระ แต่เมื่อผู้ใหญ่เห็นความสามารถ และให้โอกาส เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลกรมพัฒนาชุมชน องค์การจัดการน้ำเสีย และองค์การตลาด ก็จะทำช่วงเวลานี้ให้มีคุณภาพ

ส่วนจะมีกลุ่มการเมืองใดในพื้นที่มาเสริมอีกหรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า เป็นลักษณะเครือข่ายพันธมิตรที่ดีกันมากกว่า เพราะเน้นสร้างสังคมที่แข็งแรง เนื่องจากเราอยู่ด้วยกันเพราะผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะสามารถชนะยกจังหวัดกระบี่หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า หวังว่าเป็นอย่างนั้น

ส่วนการกลับมาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะช่วยตัดคะแนนเสียงในพื้นที่ได้หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการทำงานของเราว่าตอบโจทย์ประชาชนมากน้อยเพียงใด เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน มีข้อจำกัดมากมาย แต่ตนมีเครือภาคีเครือข่ายค่อนข้างครอบคลุม และทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่เรียนจบ ขณะเดียวกันนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล บิดาก็เป็นนายกฯ อบจ. กระบี่ 8 สมัย ทำให้ซึมซับมาโดยตลอด ยืนยันว่าไม่หวั่นไหวกับกระแสของนายอภิสิทธิ์แต่อย่างใด เพราะทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ ที่จะลงสมัครรับการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน

เมื่อถามว่า เชื่อว่าฟ้าจะไม่สามารถหักน้ำเงินได้หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า เราไม่ยึดติด การที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลก็มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว การที่เข้ามาอยู่ในระยะเวลา 4 เดือน ทำให้มองว่าตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

“ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

ศศิธร มั่นใจ ผลงานที่ผ่านมาคือแต้มต่อ

นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความมั่นใจว่าผลงานที่ผ่านมาจะเป็นแต้มต่อสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ว่าจะมีกระแสการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะลงชิงชัยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ด้วยเช่นกัน นางสาวศศิธร ย้ำว่าการทำงานเพื่อประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด และเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

นางสาวศศิธร กล่าวว่า ตนเองทำงานในพื้นที่จังหวัดกระบี่มาโดยตลอด และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ การที่บิดาของตนคือนายกฯ อบจ. กระบี่ถึง 8 สมัย ทำให้ตนเองซึมซับการทำงานการเมืองมาตั้งแต่เด็ก และมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

เมื่อถามถึงโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะชนะการเลือกตั้งยกจังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น และเชื่อว่าด้วยผลงานที่ผ่านมาและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน จะทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวกระบี่อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์การเมืองในจังหวัดกระบี่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สร้างความท้าทายให้กับทุกพรรคการเมือง แต่ถึงกระนั้น นางสาวศศิธรยังคงมั่นใจในศักยภาพของตนเองและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถ “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เเละเน้นย้ำว่า “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ ต้องอาศัยการตัดสินใจของประชาชนเป็นสำคัญ หากประชาชนเห็นว่าการทำงานที่ผ่านมาของพรรคเป็นประโยชน์ เเละตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนก็ย่อมได้รับความไว้วางใจอย่างเเน่นอน

ดังนั้นการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จึงเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับทุกพรรคการเมือง เเละ “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ จะเป็นจริงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคภูมิใจไทย

ที่มา – ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

ปชป. แจง อภิสิทธิ์ ไม่ได้วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

“โฆษก ปชป.” ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์ “โครงการคนละครึ่ง” เชิงลบ มองเป็นสิ่งที่ดี แต่ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น ย้ำ ประชาธิปัตย์ เตรียมเสนอพิมพ์เขียว สร้างเศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวชี้แจงกรณีมีการตีความคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นการวิจารณ์โครงการคนละครึ่งของรัฐบาล ว่า ยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบต่อโครงการดังกล่าว หัวหน้าพรรคมีความเห็นว่าโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนคือ หากประเทศพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยปราศจากการต่อยอดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจเป็นผลให้ประเทศไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว สำหรับแนวทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรและยั่งยืนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แสวงหาแนวทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัยด้วยการใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ซึ่งแนวทางเหล่านี้สิ่งที่พรรคฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยต่อยอดจากโครงการช่วยเหลือชั่วคราวอย่างคนละครึ่งได้ดี และจะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงภารกิจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองที่ต้องมุ่งเน้นไปยังปัญหาและภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมจัดเวทีฟอรัมใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ 3 ท่าน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารของดับบลิวเอชเอ (WHA) คอร์ปอเรชั่น ทั้งนี้ พรรคมั่นใจว่าทั้งสามท่านจะเข้ามาช่วยบอกกับสังคมถึงสถานะที่แท้จริงของประเทศ และเป็นโอกาสให้พรรคได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์นโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างที่ปรากฏอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคการเมืองควรทำ

ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

ทำไม ปชป. ถึงมองว่าคนละครึ่งไม่ยั่งยืน?

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าแม้โครงการคนละครึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่การพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้ พวกเขาจึงเสนอแนวทางที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล, ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, และยกระดับภาคเกษตรกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและเป็นธรรมในระยะยาว

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: สร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ
  • การค้าระหว่างประเทศ: ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
  • ภาคเกษตรกรรม: ใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้เกษตรกร

นอกจากนี้ พรรคยังได้จัดเวทีฟอรัมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็นและชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การมองไปข้างหน้าและการวางแผนระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การพึ่งพาโครงการระยะสั้นอาจช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่การสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนเท่านั้นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ แค่ชี้ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น

พลิก! เมฆินทร์ ชนะ สาธิต นั่งรองหัวหน้าภาคกลาง

การเลือกตั้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งล่าสุดสร้างความฮือฮา เมื่อ “สาธิต ปิตุเตชะ” พลาดท่าให้กับ “เมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด” ในการชิงตำแหน่งรองหัวหน้าภาคกลาง พรรคประชาธิปัตย์ อย่างไม่คาดฝัน ในขณะที่ “สกลธี ภัททิยกุล” คว้าตำแหน่งรองหัวหน้า กทม. ไปครอง และ “ชัยชนะ เดชเดโช” ได้รับเลือกให้เป็นรองหัวหน้าภาคใต้

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการเลือกตั้งรองหัวหน้าพรรคในแต่ละภาค โดยผลการลงคะแนนเสียงเป็นดังนี้:

  • นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร อดีต สส.นครสวรรค์ ได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าภาคเหนือ
  • นายธนพร สมศรี อดีตเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าภาคอีสาน
  • นายชัยชนะ เดชเดโช ได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าภาคใต้
  • นายสกลธี ภัททิยกุล ได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้า กทม.

“สาธิต” ร่วง “เมฆินทร์” พลิกชนะ ได้นั่งรองหัวหน้าภาคกลาง พรรคประชาธิปัตย์

สำหรับการแข่งขันในตำแหน่งรองหัวหน้าภาคกลาง ซึ่งรวมถึงภาคตะวันออกด้วยนั้น เป็นที่จับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างนายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรองหัวหน้าภาคกลางและตะวันออก และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด อดีตกรรมการบริหารพรรค ผลปรากฏว่านายสาธิตได้รับคะแนนเสียง 35% ในขณะที่นายเมฆินทร์ได้รับคะแนนเสียงถึง 65% ทำให้นายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าภาคกลาง พรรคประชาธิปัตย์ไปในที่สุด ถือเป็นการพลิกโผที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย

การเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์: “สาธิต” ร่วง “เมฆินทร์” พลิกชนะ ได้นั่งรองหัวหน้าภาคกลาง พรรคประชาธิปัตย์

การเปลี่ยนแปลงผู้นำในระดับภาคเช่นนี้ อาจส่งผลต่อทิศทางและนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก การเข้ามาของนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด อาจนำมาซึ่งแนวทางการทำงานใหม่ๆ และการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มความนิยมของพรรคในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่นายสาธิต ปิตุเตชะ พลาดตำแหน่งรองหัวหน้าภาคกลางไปนั้น อาจส่งผลต่อบทบาทของท่านในพรรคฯ ในอนาคต อย่างไรก็ตาม นายสาธิตยังคงเป็นบุคคลสำคัญในพรรคประชาธิปัตย์ และคาดว่าจะยังคงมีบทบาทในการสนับสนุนและผลักดันนโยบายต่างๆ ของพรรคต่อไป

ความพ่ายแพ้ของนายสาธิตและการขึ้นมาของนายเมฆินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายทางการเมืองในปัจจุบัน พรรคฯ จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และวางแผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรักษาความเข้มแข็งและความนิยมของพรรคต่อไป

การเลือกตั้งภายในพรรคครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่ “สาธิต” ร่วง “เมฆินทร์” พลิกชนะ ได้นั่งรองหัวหน้าภาคกลาง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่มีใครสามารถประมาทได้ในเวทีการเมือง และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อะไรในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป!

ที่มา – “สาธิต” ร่วง “เมฆินทร์” พลิกชนะ ได้นั่งรองหัวหน้าภาคกลาง พรรคประชาธิปัตย์

เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์น หวัง ปชป. สู้สร้างสรรค์

แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงความยินดีกับการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้ร่วมต่อสู้กันอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากอคติ เพื่อให้ประเทศชาติก้าวเดินไปข้างหน้า

เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์นหัวหน้า ปชป. หวังสู้กันอย่างสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง โดย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ การที่บุคคลที่มีเจตจำนงที่ดีกลับเข้ามาสู่การเมือง จะส่งผลให้ภาพรวมทางการเมืองนั้นดีขึ้นอย่างแน่นอน การกลับมาในครั้งนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังคงดำรงความเป็นสถาบันทางการเมืองที่เก่าแก่ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่อาจจะช่วยดึงดูดให้ผู้ที่เคยศรัทธาและห่างหายไป กลับมาร่วมสนับสนุนพรรคได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่าน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองในยุคปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองว่าความเป็นประชาธิปัตย์ในรูปแบบเดิม ๆ นั้น จะยังสามารถตอบโจทย์ความนิยมและความเชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่

อนุสรณ์ชี้ เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์น หวังสร้างการเมืองสร้างสรรค์

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทย เคารพทุกพรรคการเมืองที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย และมีความเห็นว่าการแข่งขันทางการเมืองนั้นควรเป็นการแข่งขันกันด้วยนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันด้วยอำนาจหรืออคติ เพราะยิ่งพรรคการเมืองมีคุณภาพมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะยิ่งมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ประเทศไทยต้องการการเมืองที่สร้างสรรค์ ต้องการประชาธิปไตยที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ และต้องการการเมืองที่รับฟังกันมากกว่าการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ดังนั้น การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ อาจจะเป็นทั้งการทบทวนอดีตและเป็นการเริ่มต้นใหม่ ขออวยพรให้นายอภิสิทธิ์ สามารถสร้างพรรคให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการนำพาพรรคประชาธิปัตย์ก้าวข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กับพรรคในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความยินดีและพร้อมที่จะแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – เพื่อไทยยินดี “มาร์ค” รีเทิร์นหัวหน้า ปชป. หวังสู้กันอย่างสร้างสรรค์

Scroll to top