อิสราเอล

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการพลังงานโลก เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านออกมาประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดให้เรือพาณิชย์สัญจรผ่านได้โดยสมบูรณ์แล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการประกาศหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซสอดคล้องกับการหยุดยิงดังกล่าว ทำให้เรือพาณิชย์ทุกลำสามารถเดินทางตามเส้นทางที่กำหนดโดยองค์การท่าเรือและการเดินเรือแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้อย่างเต็มที่ตลอดช่วงหยุดยิง

อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง: ผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน

ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ร่วงลง 8.5% หรือ 8.46 ดอลลาร์ สู่ระดับ 90.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ลดลง 9.4% หรือ 8.87 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 85.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 13.00 น. ตามเวลา GMT ในวันที่ 17 เมษายน 2569

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบราว 20-30% ของการค้าขายน้ำมันทั่วโลก หากปิดกั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

พื้นหลังความขัดแย้งและการหยุดยิง

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นจากข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว แต่การหยุดยิงล่าสุดช่วยคลายความกังวล ทำให้อิหร่านตัดสินใจเปิดเส้นทางดังกล่าว

  • การประกาศหยุดยิง: วันที่ 16 เม.ย. 2569
  • การเปิดช่องแคบ: 17 เม.ย. 2569 โดยนายอับบาส อารักชี
  • ผลกระทบราคาน้ำมัน: ร่วงลงกว่า 9%
  • ความสำคัญ: ลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเคลื่อนไหวของอิหร่านนี้อาจเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพภูมิภาค แต่ยังต้องจับตาการเจรจาต่อเนื่อง หากหยุดยิงยั่งยืน ราคาน้ำมันอาจลดลงอีก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลก

สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันกว่า 80% การลดลงของราคาน้ำมันจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซินที่อาจปรับราคาลดลงตาม หากสถานการณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการบินและ運輸

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ความไม่แน่นอนยังมี หากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีก ช่องแคบฮอร์มุซอาจปิดอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง

สรุปแล้ว อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานโลก ผู้สนใจควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนการลงทุน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอนหยุดยิง

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว ประชาชนเฮ!

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวต่างประเทศ! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันเลย เมื่อ หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว เป็นเวลา 10 วันเต็มๆ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันเดือดร้อนมานานกว่าหนึ่งเดือน ประชาชนเลบานอนหลายหมื่นคนโล่งใจสุดๆ เริ่มทยอยกลับบ้านเกิดในพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกโจมตีหนัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและเสียงฉลองตามท้องถนนเลยครับ

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว

ข้อตกลงนี้ถูกประกาศโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีเลบานอน โจเซฟ อาอูน ออกมาแสดงความยินดีทันที ส่วนนายกฯ อิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ก็บอกว่านี่คือ “โอกาสประวัติศาสตร์สำหรับสันติภาพ” เลยทีเดียว แม้ก่อนหน้านั้นไม่นาน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน จะยังยิงตอบโต้กองทัพอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ทั้งหมดหยุดชะงักแล้ว

ฮิซบอลเลาะห์เองก็ยืนยันว่าจะเคารพข้อตกลงนี้ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบางมากๆ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดพลาด ก็อาจปะทุขึ้นอีกได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังเฝ้ามองด้วยความหวังครับ

ประชาชนเลบานอนฉลองใหญ่ เริ่มกลับบ้าน

หลังจาก หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผล ภาพประชาชนเลบานอนออกมาเต้นรำตามถนนในเบรุตและเมืองอื่นๆ กลายเป็นภาพที่ประทับใจสุดๆ พวกเขาต้องอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่ปลอดภัยมานาน โดยเฉพาะภาคใต้ที่โดนระเบิดอิสราเอลถล่มหนักหน่วง ทำให้บ้านเรือนพังยับเยิน รายงานบอกว่ามีผู้เสียชีวิตนับพันคนและบาดเจ็บอีกมากมาย

ตอนนี้ขบวนรถยนต์และรถบัสเริ่มเคลื่อนขบวนกลับภูมิลำเนาแล้วครับ บางครอบครัวถึงกับร้องไห้ดีใจที่ได้กลับบ้านเกิด แม้บ้านจะเสียหายแต่ก็ยังดีกว่าอยู่ในที่หลบภัย

ที่มาของความขัดแย้งและบทบาทของสหรัฐฯ

ย้อนกลับไป สงครามรอบนี้ปะทุขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชิอะห์ในเลบานอน อิสราเอลกล่าวหาว่าฮิซบอลเลาะห์วางยิงข้ามชายแดน และบุกโจมตีทางอากาศทางบกอย่างหนัก สหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดอิสราเอล เลยเข้าไกล่เกลี่ยจนได้ข้อตกลงหยุดยิงนี้มา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับที่ตะวันออกกลางมีไฟหยุดไฟต่อ แต่คราวนี้ทรัมป์ดูมั่นใจมาก

  • ประโยชน์ของข้อตกลง: ลดการสูญเสียชีวิตทหารและพลเรือน
  • ความเสี่ยง: ฮิซบอลเลาะห์อาจไม่ยอมถอนกำลังตามกำหนด
  • โอกาส: เปิดทางเจรจาสันติภาพระยะยาว

สถานการณ์หลังจากนี้ต้องจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะว่าจะครบ 10 วันได้หรือไม่ และจะต่ออายุหรือไม่ ประชาคมโลกอย่าง UN และ EU ก็กำลังกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นครับ

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวแรกที่สำคัญมาก ถ้าทุกฝ่ายแสดงเจตนาดีจริง สันติภาพในตะวันออกกลางอาจใกล้เข้ามาแล้ว ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีสงคราม ผู้คนจะได้ใช้ชีวิตปกติ 孩子ได้ไปโรงเรียน เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เลย

คุณคิดยังไงกับ หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ ติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวต่างประเทศล่าสุดนะ!

ที่มา – หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน

โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกถูกทรราชทำลายด้วยสงคราม

โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม คำกล่าวที่หนักแน่นจากพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทำให้โลกต้องสะดุ้ง เมื่อพระองค์ทรงวิพากษ์ผู้นำบางคนที่เมินเฉยต่อความทุกข์ภัยของมนุษยชาติ หันไปทุ่มเงินก้อนโตให้กับอาวุธและการเข่นฆ่าแทนที่จะแก้ปัญหาความยากจนและความขัดแย้ง

โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม

ในวันที่ 17 เมษายน 2569 ระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการที่เมืองบาเมนดา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคเมอรูน พื้นที่ที่กำลังเผชิญความรุนแรงจากกลุ่มกบฏมานานเกือบ 10 ปี พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงมีพระดำรัสที่ตรงไปตรงมา พระองค์ตรัสว่า ผู้นำเหล่านี้ “เมินเฉยต่อความจริง” โดยใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการทำลายล้าง ขณะที่งบสำหรับการศึกษา สุขภาพ และการฟื้นฟูกลับแทบไม่มี

“เจ้าแห่งสงครามทำเหมือนไม่รู้ว่า การทำลายล้างใช้เวลาเพียงชั่วขณะ แต่การสร้างขึ้นใหม่ บางครั้งใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่พอ” พระดำรัสนี้สะท้อนถึงความกังวลลึกซึ้งต่อสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

สถานการณ์รุนแรงในแคเมอรูนและการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากร

แคเมอรูนกำลังเผชิญวิกฤตหนักหน่วงจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6,000 ราย และประชาชนนับแสนต้องพลัดถิ่น พระสันตะปาปายังทรงประณามผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยชี้ว่าผู้ปล้นสะดมเหล่านี้เอาเงินกำไรไปซื้ออาวุธ เพิ่มวงจรแห่งความตายและความไม่มั่นคงให้ยืดเยื้อ

  • ความรุนแรงดำเนินมานานเกือบ 10 ปี
  • ผู้เสียชีวิตกว่า 6,000 ราย
  • ประชาชนพลัดถิ่นจำนวนมาก
  • การเอารัดเอาเปรียบทรัพยากรธรรมชาติสนับสนุนสงคราม

พระองค์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน แทนการยึดติดกับผลประโยชน์ระยะสั้น

วิวาทะล่าสุดกับทรัมป์และจุดยืนสันติภาพ

ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มีวิวาทะกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์โจมตีผ่าน Truth Social หลังพระองค์เรียกร้องสันติภาพและวิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน โดยเฉพาะคำขู่ของทรัมป์ที่ว่า “อารยธรรมทั้งหมดจะถูกทำลายในคืนนี้” หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แม้เผชิญแรงกดดัน พระสันตะปาปายืนยันว่าไม่ต้องการเปิดศึกโต้เถียง แต่จะเดินหน้าส่งสารแห่งสันติภาพต่อไป โดยเฉพาะในการเยือนทวีปแอฟริกาครั้งนี้

คำประกาศของโป๊ปเลโอ ที่ 14 ไม่เพียงเป็นคำเตือนถึงผู้นำโลก แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจแก่เราทุกคนว่า สงครามไม่เคยนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาให้ การลงทุนในมนุษยธรรมและการศึกษาเท่านั้นที่จะสร้างโลกที่ดีกว่าได้ ในยุคที่ความขัดแย้งลุกลามไปทั่ว เราควรสนับสนุนเสียงแห่งสันติภาพเช่นนี้มากขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับพระดำรัสของโป๊ปเลโอ ที่ 14? สงครามคือทางออกหรือทางตัน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อความสันติภาพกันเถอะ!

ที่มา – โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สร้างความประหลาดใจให้กับโลกด้วยการประกาศว่า ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที หลังจากที่เขาได้มีการหารืออย่างลับๆ กับผู้นำทั้งสองประเทศ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของตัวเอง โดยระบุว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน ได้เห็นพ้องกันในการเริ่ม “หยุดยิงอย่างเป็นทางการ” เป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ หรือประมาณเช้าวันศุกร์ตามเวลาประเทศไทย

รายละเอียดการหยุดยิงที่ทรัมป์ประกาศ

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่าน ทรัมป์ยังได้เผยแผนการเชิญผู้นำทั้งสองฝ่ายเดินทางเยือนทำเนียบขาว เพื่อจัดการหารืออย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2526 หรือกว่า 40 ปีมาแล้ว นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่สันติภาพในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงเปราะบาง แม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่านก่อนหน้านี้ แต่การปะทะบริเวณชายแดนอิสราเอล-เลบานอนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่รัฐบาลเลบานอนรายหนึ่งเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ไม่ยอมพูดคุยโดยตรงกับเนทันยาฮู แม้สหรัฐฯ จะพยายามไกล่เกลี่ย

บริบทความขัดแย้งอิสราเอล-เลบานอน

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอนมีรากเหง้าที่ยาวนาน โดยเฉพาะการทำสงครามในปี 2549 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้กลายเป็นภัยคุกคามหลักต่ออิสราเอล การหยุดยิง 10 วันครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาสันติภาพที่ยั่งยืน

  • การโจมตีขีปนาวุธจากฮิซบอลเลาะห์ใส่อิสราเอล
  • การตอบโต้ทางอากาศของอิสราเอลในเลบานอน
  • บทบาทของสหรัฐฯ ในการไกล่เกลี่ย
  • ผลกระทบต่อพลเรือนในทั้งสองประเทศ

ทรัมป์ซึ่งมีชื่อเสียงในการทำข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลาง เช่น ข้อตกลงอับราฮัม อาจใช้โอกาสนี้สร้างมรดกทางการทูตอีกครั้ง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากหยุดยิงสำเร็จ จะช่วยลดความสูญเสียทางชีวิตและเศรษฐกิจ โดยเลบานอนที่กำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหนัก อาจได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติเพิ่มเติม อิสราเอลเองก็ต้องการความมั่นคงบริเวณชายแดนเหนือเพื่อโฟกัสปัญหากับปาเลสไตน์

นอกจากนี้ การเชิญผู้นำทั้งสองมาพบกันที่วอชิงตัน จะเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความไม่แน่นอนในภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การหยุดยิง 10 วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากไม่มีการเจรจาต่อเนื่อง อาจกลับสู่สงครามได้ง่าย อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์เข้าแทรกแซงโดยตรง แสดงให้เห็นถึงบทบาทผู้นำของสหรัฐฯ ในเวทีโลก

ในมุมมองของเรา การประกาศ ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที เป็นข่าวดีที่โลกกำลังรอคอย แต่ต้องติดตามผลการปฏิบัติจริง ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลของตัวเอง โดยระบุว่าผู้นำทั้งสองประเทศจะมีการพูดคุยกันโดยตรงในวันนี้ (16 เม.ย.) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์สำคัญในอดีต ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตสงครามที่รุนแรงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

ทรัมป์โพสต์ข้อความว่า “พยายามสร้างพื้นที่หยุดพักเล็กน้อยระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ผู้นำทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมานานแล้ว ประมาณ 34 ปี การสนทนาจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เยี่ยมไปเลย!” แม้จะไม่ได้ระบุชื่อผู้นำหรือรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะอาจนำไปสู่การหยุดยิงและคลี่คลายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

背景ของความขัดแย้งและการเจรจาล่าสุด

ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและเลบานอนทวีขึ้นหลังจากอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มเฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านมาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ คณะรัฐมนตรีอิสราเอลเพิ่งประชุมหารือเรื่องหยุดยิงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่นางคาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่า “เรามีความรู้สึกที่ดีต่อโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลง” การเจรจาดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง

พลเอกอัสซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน ได้เดินทางถึงกรุงเตหะรานเพื่อลดช่องว่างระหว่างคู่ขัดแย้ง แม้การเจรจาครั้งก่อนยังไม่สรุป แต่ครั้งนี้มีความหวังสูง โดยมุ่งหาข้อยุติในเลบานอนและอาจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

สถานการณ์ภาคสนามที่ยังวิกฤต

แม้ข่าวดีด้านการทูต แต่การปะทะยังรุนแรง โดยเฉพาะในเมืองบินต์จเบลทางตอนใต้เลบานอน นักรบเฮซบอลลาห์สู้กับกองกำลังอิสราเอลด้วยเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่าเครื่องบินเจ็ตอิสราเอลทิ้งระเบิดที่เมืองเทบนีน ส่งผลให้โรงพยาบาลเสียหายหนัก อิสราเอลยังสร้าง “เขตกันชน” ทางภาคพื้นดิน สงครามนี้คร่าชีวิตกว่า 2,000 ราย และทำให้พลัดถิ่นกว่า 1 ล้านคน

  • ผู้เสียชีวิต: กว่า 2,000 ราย
  • ประชาชนพลัดถิ่น: มากกว่า 1 ล้านคน
  • เป้าหมายอิสราเอล: สร้างเขตกันชนชายแดน
  • การสนับสนุนเฮซบอลลาห์: จากอิหร่าน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจโลก

ความหวังเรื่องหยุดยิงส่งผลบวกต่อตลาด ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อ 15 เม.ย. เนื่องจากนักลงทุนมองว่าสงครามที่เริ่ม 28 ก.พ. อาจสิ้นสุด ราคาน้ำมันดิบทรงตัวจากความหวังคลี่คลายในอ่าวเปอร์เซีย หากการหารือสำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าเมดเดิลอีสต์ ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือโอกาสทองในการสร้างสันติภาพยั่งยืน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ผู้แทนจากอิสราเอลและเลบานอนได้เข้าร่วมการเจรจาทางการทูตโดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี การประชุมนี้จัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา โดยมีนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นตัวกลางสำคัญ เขาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ที่จะช่วยลดอิทธิพลของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และนำไปสู่การยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

รายละเอียดการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์

แถลงการณ์จากสหรัฐฯ ระบุว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเริ่มการเจรจาโดยตรงเพิ่มเติมในอนาคต แม้ยังไม่กำหนดวันเวลาและสถานที่ที่ชัดเจน อิสราเอลยืนกรานจุดยืนที่ต้องการให้ปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐทั้งหมด โดยเฉพาะฮิซบอลเลาะห์ที่ถือเป็นภัยคุกคามหลัก ส่วนเลบานอนเรียกร้องให้หยุดยิงทันที และเสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาวิกฤตมนุษยธรรมในประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและการขาดแคลน

  • อิสราเอลเน้นการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์
  • เลบานอนขอหยุดยิงและช่วยเหลือมนุษยธรรม
  • สหรัฐฯ เป็นตัวกลางสำคัญ
  • การเจรจาเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 30 ปี นับจากปี 2536

ทั้งอิสราเอลและเลบานอนไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ การเจรจาระดับสูงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2536 ก่อนหน้านี้ การติดต่อส่วนใหญ่ต้องผ่านตัวกลางจากนานาชาติ

สถานการณ์ตึงเครียดในพื้นที่

แม้จะมีการเจรจา แต่สถานการณ์ชายแดนยังคงรุนแรง นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนเมื่อ 2 มีนาคม 2569 มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 ราย ในวันเจรจาเดียวกัน ฮิซบอลเลาะห์อ้างว่าทำการโจมตีอิสราเอลถึง 24 ครั้ง ระบบเตือนภัยอากาศในภาคเหนือของอิสราเอลดังขึ้นตลอดวัน สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน

สหรัฐฯ มองว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยาวนาน นายโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน แสดงความหวังว่าจะนำไปสู่การยุติความทุกข์ยาก โดยเฉพาะในภาคใต้ของเลบานอนที่ได้รับผลกระทบหนัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเลบานอนควบคุมฮิซบอลเลาะห์ได้ไม่เต็มที่ ตัวแทนกลุ่มยืนยันว่าจะไม่ผูกพันกับข้อตกลงใดๆ จากการเจรจานี้

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ นี้เผชิญอุปสรรคมากมาย เช่น อิทธิพลของอิหร่านที่หนุนหลังฮิซบอลเลาะห์ การเมืองภายในเลบานอนที่แตกแยก และความไม่ไว้วางใจระหว่างสองฝ่าย แต่หากประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่สันติภาพยั่งยืน ลดการสูญเสียชีวิต และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอนย้อนไปไกล สงครามปี 1982 และ 2006 สร้างบาดแผลลึก กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านอิสราเอล และกลายเป็นพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลในเลบานอน การเจรจาครั้งนี้จึงเป็นแสงสว่างที่หายาก

นอกจากนี้ ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และชาติอาหรับบางแห่งกำลังผลักดันให้เกิดข้อตกลงสันติภาพ การมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้การเจรจา หากทั้งสองฝ่ายยืดหยุ่นมากขึ้น โอกาสยุติสู้รบจะสูงขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเจรจานี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประชาคมโลกควรสนับสนุนเพื่อป้องกันการลุกลามเป็นสงครามใหญ่

คุณคิดอย่างไรกับ อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารตะวันออกกลางเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย สงครามยืดเยื้อ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยังคงยืดเยื้อต่อไป โลกของเราอาจเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุดยั้ง สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ข่าวร้ายไกลตัว แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคนในประเทศไทยด้วยนะครับ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

จากรายงาน World Economic Outlook ล่าสุดของ IMF เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 เผยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูง หากสงครามดังกล่าวไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และอาหารอาจพุ่งทะยานต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการเติบโต GDP โลกในปี 2569 ต่ำกว่า 2% ซึ่งถือเป็นระดับใกล้เคียงภาวะถดถอยเต็มตัว นับตั้งแต่ปี 2523 ที่เคยเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้น ล่าสุดคือวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ทุกคนลำบากกันถ้วนหน้า

สาเหตุหลักมาจากการปะทุของสงครามที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 20% ของโลก ถูกปิดกั้น ส่งผลให้ราคาพลังงานทะลุเพดานในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็ล้มเหลวไร้ผล ทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรง

ผลกระทบรุนแรงจากราคาพลังงานพุ่ง

นายปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF เตือนว่า แม้สงครามจะหยุดทันที ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันก็ยังรุนแรงใกล้เคียงกับวิกฤตน้ำมันปี 1970s แม้โลกเราจะลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลลงบ้างแล้วก็ตาม ในシナリオเลวร้าย ราคาน้ำมันอาจเฉลี่ย 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลปีนี้ และพุ่งเป็น 125 ดอลลาร์ในปี 2570

  • เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงถึง 6% ในปีหน้า
  • อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นทั่วทุกมุมโลก
  • ปัญหาความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ
  • ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยหนักขึ้น บีบเศรษฐกิจให้ชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดีขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ การผลิตพลังงานกลับปกติกลางปี เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ 3.1% แม้ต่ำกว่าคาดเดิมที่ 3.3% แต่ IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย ยังคงเป็นภัยร้ายที่ต้องจับตา

ผลกระทบต่อประเทศไทยและทางรับมือ

สำหรับประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด สถานการณ์นี้จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินแพงขึ้นทันที ส่งผลต่อค่าขนส่ง อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด เงินเฟ้ออาจกลับมาพุ่งอีกครั้ง รัฐบาลอาจต้องปล่อยน้ำมันสำรองstrategic หรือเจรจากับ OPEC เพื่อบรรเทา

แต่ละประเทศรับมือต่างกัน ขึ้นกับปัจจัยเช่น ความเสียหายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และทางเลือกส่งออก เช่น รัสเซียหรือซาอุฯ ที่อาจเพิ่มกำลังผลิตได้

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เตือนใจให้เราต้องเร่งพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เช่น โซลาร์และลม เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้ นักลงทุนควรกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือพันธบัตร

สุดท้ายนี้ หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือนักลงทุน สนใจติดตามอัปเดตเศรษฐกิจโลกและเคล็ดลับรับมือวิกฤตได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ!

ที่มา – IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา สหรัฐฯ ผลักดัน

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐอเมริกาผลักดันอย่างหนัก โดยชี้ว่ามันเอนเอียงเข้าข้างอิสราเอลอย่างชัดเจน ล่าสุดกลุ่มฮามาสยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาเฟส 2 จนกว่าอิสราเอลจะทำตามข้อตกลงเฟสแรกครบถ้วน สถานการณ์ในกาซายังคงตึงเครียด สร้างความกังวลให้กับนานาชาติที่ติดตามการเจรจาสันติภาพอย่างใกล้ชิด

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน

ตามรายงานของ BBC เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 กลุ่มฮามาสได้แจ้งปฏิเสธแผนปลดอาวุธในกาซาที่เสนอโดยนายนิโคไล มลาเดนอฟ ผู้แทนพิเศษด้านกาซาของคณะกรรมการสันติภาพที่นำโดยสหรัฐอเมริกา แผนดังกล่าวกำหนดให้ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่นๆ ต้องปลดอาวุธทั้งหมด เพื่อแลกกับการเริ่มฟื้นฟูพื้นที่กาซาหลังสงครามทันที อย่างไรก็ตาม ฮามาสมองว่าแผนนี้ไม่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ให้อิสราเอลมากเกินไป

แหล่งข่าวจากฮามาสระบุว่า พวกเขาจะไม่ยอมรับการปลดอาวุธแบบ односторонний หรือฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงใหญ่ที่ครอบคลุมสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง นอกจากนี้ ฮามาสยังย้ำจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เจรจาเฟส 2 จนกว่าจะมีเงื่อนไขครบถ้วนจากเฟส 1

เงื่อนไขสำคัญก่อนฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา และเจรจาเฟส 2

ก่อนเข้าสู่การเจรจาระยะที่ 2 ฮามาสเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการละเมิดข้อตกลงทั้งหมด หยุดโจมตี และแก้ปัญหาความอดอยากในกาซาอย่างสิ้นเชิง โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้

  • ถอนกองทัพอิสราเอลออกจากกาซาทั้งหมด
  • เปิดจุดผ่านแดนราฟาห์เต็มรูปแบบ
  • อนุญาตให้ความช่วยเหลือมนุษธรรมและสินค้าจำเป็นเข้าสู่กาซาโดยไม่มีข้อจำกัด
  • เริ่มฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำสะอาด
  • ปฏิบัติตามข้อตกลงเฟส 1 อย่างครบถ้วน ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวประกันและนักโทษ

ด้านอิสราเอลยืนกรานว่าจะไม่เจรจาเฟสต่อไป หากฮามาสไม่ยอมปลดอาวุธ ส่งผลให้การพูดคุยหยุดชะงัก สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเฟส 1 ของแผนสันติภาพที่อ้างอิงจากแนวคิดทรัมป์ ซึ่งประสบความสำเร็จบางส่วน โดยยุติการสู้รบชั่วคราว ปล่อยประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด แลกกับนักโทษปาเลสไตน์ และถอนกำลังบางส่วน

บริบทความขัดแย้งกาซา-อิสราเอล

ความขัดแย้งรอบล่าสุดปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2566 เมื่อฮามาสโจมตีอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ราย และจับตัวประกัน 251 คน จากนั้นกองทัพอิสราเอลตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทนีที่รุนแรง คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ในกาซากว่า 72,330 ราย ตามข้อมูลหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่น ปัจจุบันกาซาตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ขาดแคลนอาหาร น้ำ และยารักษาโรค

การเจรจาเฟส 2 มีเป้าหมายยุติสงครามถาวร ถอนทหารทั้งหมด และปลดอาวุธฮามาส แต่ความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ผู้ไกล่เกลี่ยจากตะวันออกกลางและสหรัฐฯ พยายามหาทางออก แต่ฮามาสมองว่าสหรัฐฯ ขาดความเป็นกลาง เนื่องจากเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอล

นอกจากนี้ แผนปลดอาวุธยังถูกวิจารณ์จากนักวิเคราะห์ว่า อาจทำให้ปาเลสไตน์อ่อนแอโดยไม่ได้รับการรับประกันความมั่นคงจากอิสราเอล ในอดีต การเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางมักล้มเหลวเพราะขาดข้อตกลงที่ยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าต้องมีบทบาทจากนานาชาติที่เป็นกลางมากขึ้น เช่น สหประชาชาติหรือสหภาพอาหรับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ผลกระทบหากฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา

หากการเจรจายืดเยื้อ ชาวกาซาจะได้รับผลกระทบหนักสุด วิกฤตมนุษธรรมอาจเลวร้ายลง ส่งผลให้เกิดกระแสอพยพครั้งใหญ่และความไม่มั่นคงในภูมิภาค การตัดสินใจของฮามาสครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันอิสราเอลให้ยอมรับเงื่อนไข แต่ก็เสี่ยงทำให้เสียโอกาสฟื้นฟู

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษ การปลดอาวุธต้องมาพร้อมการรับประกันความปลอดภัยและรัฐปาเลสไตน์ที่แท้จริง มิเช่นนั้นจะไม่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของฮามาส? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์ สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก โดยกลุ่มพันธมิตรยืนยันว่าจะแทรกแซงก็ต่อเมื่อสงครามสิ้นสุดลงเท่านั้น ข่าวนี้ไม่เพียงเพิ่มความตึงเครียดใน NATO แต่ยังกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกอีกด้วย

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 กลุ่มพันธมิตร NATO ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมแผนการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอ โดยระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือหลังจากสถานการณ์การสู้รบคลี่คลายแล้วเท่านั้น การตัดสินใจนี้คาดว่าจะทำให้ทรัมป์ไม่พอใจอย่างมาก และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในพันธมิตรทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่ขนส่งน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลก หากถูกปิดกั้น จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ทรัมป์ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ จะร่วมกับชาติพันธมิตรเพื่อสกัดกั้นเรือที่เข้าออกท่าเรืออิหร่าน หลังการเจรจาล้มเหลวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

背景ของความขัดแย้งและแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

ความขัดแย้งยืดเยื้อมานาน 6 สัปดาห์นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยอิหร่านปิดกั้นช่องแคบเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรือของตน และมีแผนควบคุมถาวรพร้อมเรียกเก็บค่าผ่านทาง ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “การปิดล้อมจะเริ่มต้นเร็วๆ นี้ และชาติอื่นๆ จะร่วมด้วย” แผนนี้กำหนดเริ่ม 14:00 GMT (21:00 น. ไทย) ของวันจันทร์ โดยมุ่งเป้าเฉพาะเรืออิหร่าน

  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลให้เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น
  • ความเสี่ยงทางทหาร: อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง
  • การตอบโต้จากอิหร่าน: ขู่ว่าจะโจมตีเรือสินค้าทุกชาติ

อย่างไรก็ตาม พันธมิตร NATO อย่างอังกฤษและฝรั่งเศสปฏิเสธอย่างหนักแน่น นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษบอก BBC ว่า “เราจะไม่ถูกดึงเข้าสู่สงครามนี้ แม้มีแรงกดดันมหาศาล” ขณะที่เลขาธิการ NATO มาร์ก รุตเต้ แจ้งสมาชิกยุโรปว่าทรัมป์ต้องการความช่วยเหลือรูปธรรม แต่หลายชาต้ายินดีช่วยหลังสงครามสิ้นสุดและมีข้อตกลงกับอิหร่าน

ท่าทีของผู้นำยุโรปต่อแผนปิดล้อม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส โพสต์บน X ว่าจะเป็นเจ้าภาพประชุมพหุภาคีกับอังกฤษและชาติอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือ โดยเน้นการป้องกันและแยกจากคู่ขัดแย้ง “เราจะส่งกำลังทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย” มาครงกล่าว

การปฏิเสธนี้เป็นชนวนขัดแย้งเพิ่ม ทรัมป์เคยขู่ออกจาก NATO และถอนทหารสหรัฐฯ จากยุโรป หลังหลายชาตาปฏิเสธให้ใช้เขตน่านฟ้าโจมตีอิหร่าน สถานการณ์นี้สะท้อนรอยร้าวในพันธมิตรที่ทรัมป์วิจารณ์มานานว่า “ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายพอ”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น:

  • อังกฤษกำลังริเริ่มเปิดเส้นทางเดินเรือ
  • ฝรั่งเศสเตรียมภารกิจพหุภาคี
  • เยอรมนีและชาติอื่นๆ รอข้อตกลงสันติภาพ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของ NATO เป็นการรักษาความเป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ แต่ก็เสี่ยงให้สหรัฐฯ เดินหน้าเดี่ยว ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในโลกตะวันตก ทรัมป์มุ่งเน้น ‘อเมริกาตัวเหนือก่อน’ ขณะที่ยุโรปให้ความสำคัญกับสันติภาพและเศรษฐกิจ หากไม่มีการประนีประนอม ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบหนักต่อไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด

CTA: ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์ geopolitical ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

Scroll to top