อิสราเอล

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยอิหร่าน แผน 15 ข้อจริงบางส่วน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังรุนแรงขึ้น ล่าสุด โฆษกทำเนียบขาวได้ออกมาแถลงข่าวเพื่อยืนยันสถานการณ์ล่าสุด

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินสากลคือปี 2019 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้จัดการแถลงข่าวประจำวัน โดยเธอได้กล่าวถึงประเด็นสงครามกับอิหร่านอย่างละเอียด เพื่อลดทอนความสำคัญของข่าวลือที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับ แผน 15 ข้อ ที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้อิหร่านพิจารณาเพื่อยุติความขัดแย้ง

สถานะการเจรจาระหว่างทรัมป์กับอิหร่าน

โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะออกแถลงการณ์ปฏิเสธแผนสันติภาพจากสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ ลีวิตต์ ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังดำเนินการ “หารืออย่างมีประสิทธิผล” กับทางอิหร่าน เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างหนัก

นอกจากนี้ ลีวิตต์ ยังกล่าวถึงรายงานแผน 15 ข้อที่ถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่าเป็นเพียง “การคาดเดา” ที่มี “องค์ประกอบที่เป็นความจริงปนอยู่บ้าง” เธอหลีกเลี่ยงที่จะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจา เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจสหรัฐ

หนึ่งในประเด็นที่ผู้สื่อข่าวให้ความสนใจมากที่สุดคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ ลีวิตต์ ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามรักษาราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับ “ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้” ท่ามกลางสงครามและการคว่ำบาตรอิหร่าน ผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังร้องเรียนเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม การเจรจานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูงเนื่องจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
  • รัฐบาลทรัมป์มุ่งเน้นการลดราคาเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
  • การเจรจากับอิหร่านคาดว่าจะช่วยคลายล็อกเส้นทางขนส่ง

ประเด็นทหารและกรอบเวลาการยุติสงคราม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งทหารราบเข้าสู่อิหร่าน โฆษกทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะตอบโดยตรง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส หากดำเนินการทางทหารที่จำเป็น สถานการณ์กำลังดำเนินไป “เร็วกว่ากำหนดการ” ตามที่ลีวิตต์ ระบุ โดยชื่นชมปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จของกองทัพสหรัฐ

สำหรับคำถามเรื่องกรอบเวลาที่น้ำมันจะขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี ลีวิตต์ ตอบว่า “ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่เฉพาะเจาะจง” แต่รัฐบาลกำลัง “พยายามดำเนินการ” ให้เกิดขึ้น “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

โดยรวมแล้ว การแถลงครั้งนี้ช่วยคลายความกังวลบางส่วน แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง สถานการณ์ โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของวอชิงตันในการผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อจัดการกับวิกฤตครั้งนี้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง หากการเจรจาประสบความสำเร็จ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – โฆษกทำเนียบขาวยัน รบ.ทรัมป์ยังคุยกับอิหร่าน ชี้แผน 15 ข้อจริงแค่บางส่วน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ออกมาประกาศชัดเจนว่าปฏิบัติการทางทหารต่อต้านอิหร่านจะไม่หยุดยั้ง แม้สหรัฐฯ จะพยายามเจรจาหาทางออกก็ตาม นอกจากนี้ อิสราเอลยังเร่งสร้างเขตกันชนกว้างขึ้นในเลบานอน เพื่อรับมือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เนทันยาฮูกล่าวในการประชุมกับนายกเทศมนตรีและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจากชุมชนชายแดนทางเหนือของอิสราเอลว่า “ปฏิบัติการวงกว้างเพื่อต่อต้านอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง” คำประกาศนี้สร้างความตึงเครียดให้กับภูมิภาค โดยเนทันยาฮูย้ำว่าอิสราเอลจะไม่ยอมให้อิหร่านขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มตัวแทนอย่างฮิซบอลเลาะห์

นอกจากการต่อสู้กับอิหร่านโดยตรง อิสราเอลยังมุ่งเน้นปฏิบัติการในเลบานอน โดยเฉพาะการขยาย “เขตกันชน” (Buffer Zone) ในภาคใต้ของเลบานอน เขตนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักดันนักรบฮิซบอลเลาะห์ให้ห่างจากชายแดนอิสราเอล และปกป้องชาวอิสราเอลในภูมิภาคกาลิลี เนทันยาฮูระบุว่า “เราได้สร้างเขตกันชนด้านความมั่นคงที่แท้จริง ซึ่งป้องกันการรุกรานทางบก และกำลังขยายให้กว้างขึ้นเพื่อเป็นแนวเข็มขัดนิรภัย”

ความคืบหน้าของปฏิบัติการทางทหาร

เนทันยาฮูเปิดเผยว่ากองทัพอิสราเอล (IDF) ได้กำจัดภัยคุกคามจากขีปนาวุธของฮิซบอลเลาะห์ไปเกือบทั้งหมด รวมถึงหน่วยรัดวาน (Radwan Force) ซึ่งเป็นหน่วยพิเศษที่เชี่ยวชาญการบุกทางบก “เราได้ขจัดภัยคุกคามนั้นไปแล้ว มันไม่มีอยู่อีกต่อไป” เขากล่าว แต่ยอมรับว่ายังมีงานต้องทำต่อไป โดยอิสราเอลตั้งใจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในเลบานอนอย่างถอนรากถอนโคน

  • กำจัดขีปนาวุธฮิซบอลเลาะห์: ลดภัยคุกคามทางอากาศได้มาก
  • ปิดการทำงานหน่วยรัดวาน: หยุดการบุกทางบกจากเลบานอน
  • ขยายเขตกันชน: สร้างพื้นที่ปลอดภัยกว้างขึ้นตามชายแดน
  • ต่อต้านอิหร่าน: ปฏิบัติการไม่หยุดแม้มีเจรจาจากสหรัฐฯ

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากการที่อิหร่านสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์มานานหลายสิบปี ทำให้เลบานอนกลายเป็นสมรภูมิหน้าในการต่อกรกับอิสราเอล การขยายเขตกันชนไม่เพียงปกป้องอิสราเอล แต่ยังเป็นกลยุทธ์เพื่อลดอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค สถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ที่พยายามไกล่เกลี่ย แต่เนทันยาฮูยืนกรานว่าจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อความมั่นคง

นักวิเคราะห์เห็นว่าการประกาศของเนทันยาฮูอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหากอิหร่านตอบโต้ผ่านตัวแทนในเลบานอนหรือซีเรีย ชาวอิสราเอลชายแดนเหนือต่างโล่งใจกับเขตกันชนใหม่ แต่กังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของตะวันออกกลางที่การเจรจาอาจไม่เพียงพอ อิสราเอลกำลังวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อความมั่นคง คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของเนทันยาฮู? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – เนทันยาฮูลั่น ทำสงครามกับอิหร่านต่อ เร่งขยายเขตกันชนในเลบานอน

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ตึงเครียดไม่ยอมคลายตัว

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 หรือ 2026 นายนาอิม คาสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีอิทธิพลสูงในเลบานอน ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมเจรจากับอิสราเอล ตราบใดที่เลบานอนยังคงถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง เขาเปรียบเทียบการเจรจาภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ว่าเป็นการ “ยอมจำนน” ต่อศัตรู ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านทาง Telegram นายคาสเซม กล่าวว่า “การเรียกร้องให้ปลดอาวุธเพื่อตอบสนองความต้องการของอิสราเอล ในขณะที่การยึดครองและรุกรานยังดำเนินอยู่ จะนำไปสู่ความพินาศของเลบานอน” เขายังเสริมอีกว่า “การเจรจากับศัตรูอิสราเอลภายใต้การระดมยิง ถือเป็นการบังคับให้ยอมจำนนและพรากขีดความสามารถของเลบานอนไปทั้งหมด”

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างฮิซบอลเลาะห์และอิสราเอล

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน และมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านอิสราเอลมานานหลายทศวรรษ ความขัดแย้งลุกลามขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่งส่งผลให้เกิดการตอบโต้จากนักรบฮิซบอลเลาะห์ นายคาสเซมยืนยันว่านักรบของกลุ่ม “มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีขีดจำกัด” หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี ยังสะท้อนถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อ สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบเลบานอนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาคทั้งหมด รวมถึงอิสราเอลและชาติอาหรับใกล้เคียง

ผลกระทบต่อเลบานอนและภูมิภาคตะวันออกกลาง

เลบานอนกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ การเมืองที่แตกแยก และการโจมตีทางทหาร การประกาศของนายคาสเซม ทำให้โอกาสในการเจรจาสันติภาพดูริบหรี่ลง ชาวเลบานอนจำนวนมากหวาดกลัวว่าความขัดแย้งจะลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

  • เศรษฐกิจเลบานอนยิ่งทรุดตัวจากความไม่แน่นอน
  • ประชาชนพลัดถิ่นเพิ่มขึ้นจากจุดร้อนทางชายแดน
  • อิสราเอลเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และอิหร่านจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า จุดยืนของฮิซบอลเลาะห์นี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการต่อรอง แต่ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ หากอิสราเอลตอบโต้อย่างรุนแรง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การที่ ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของเลบานอน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจยืดเยื้อความทุกข์ทรมานของประชาชน ทางออกที่ยั่งยืนต้องมาจากการเจรจาผ่านช่องทางนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ

สถานการณ์นี้ยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่ซับซ้อน

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของฮิซบอลเลาะห์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่เจรจากับอิสราเอล ตราบที่เลบานอนยังโดนโจมตี

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน เป็นข่าวร้ายที่กำลังทำให้หลายคนตื่นตัว โดยเฉพาะหลังจากที่ทวีปเอเชียเริ่มรู้สึกถึงแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปแล้ว นี่ไม่ใช่แค่คำเตือนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่อาจพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกทั้งหมด

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ในงานประชุมพลังงาน CERAWeek ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา นายเวล ซาวัน (Wael Sawan) ซีอีโอของบริษัทเชลล์ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักหน่วง เขาระบุว่าภาวะขาดแคลนพลังงานกำลังลุกลามจากเอเชียมาสู่ยุโรป โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป สาเหตุหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยเฉพาะการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ของโลก

ก่อนหน้านี้ เอเชียใต้ได้รับผลกระทบหนักสุด จากนั้นลามไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนนี้ถึงคิวของยุโรปแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเริ่มขาดแคลนไปแล้ว และถัดไปคือน้ำมันดีเซลกับเบนซิน ซึ่งจะทำให้ราคาพุ่งสูงและกระทบอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน

รัฐมนตรีพลังงานเยอรมนียืนยันความเสี่ยง

ในงานเดียวกัน นางคาเทอรินา ไรเชอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี ก็ถูกถามถึงสถานการณ์ เธอตอบชัดเจนว่า “ตอนนี้ยังไม่ขาดแคลนในแง่ปริมาณ แต่ถ้าสงครามกับอิหร่านไม่ยุติ เราอาจเห็นผลกระทบชัดเจนในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม” เยอรมนีซึ่งพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเป็นหลัก กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุด

ผลกระทบจากการโจมตีโรงงานพลังงาน

การโจมตีโรงงานพลังงานในตะวันออกกลางทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันชะงักงัน นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจทะยานสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า ซึ่งจะจุดชนวนเงินเฟ้อและภาวะถดถอยในยุโรป

  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม: โรงงานผลิตหยุดชะงัก สายการบินขึ้นราคาตั๋ว
  • ผลต่อผู้บริโภค: ค่าน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง
  • ผลต่อเศรษฐกิจโลก: GDP ยุโรปอาจหดตัว 1-2% ในไตรมาสที่ 2

ยุโรปเคยผ่านวิกฤตพลังงานจากสงครามยูเครนมาแล้ว แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าเพราะแหล่ง供給หลักถูกตัดขาด 欧盟กำลังเร่งหาแหล่งทางเลือกจากนอร์เวย์และสหรัฐ แต่ก็ไม่ทันการณ์

ไทยควรเตรียมตัวอย่างไรกับวิกฤตนี้

แม้ไทยจะไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางมากเท่ายุโรป แต่ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งจะกระทบโดยตรง คาดว่าราคาน้ำมันในไทยอาจแตะ 45 บาทต่อลิตร รัฐบาลควรสำรองน้ำมันเพิ่ม ส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างด่วน เช่น โซลาร์และลม เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

วิกฤตนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถสั่นคลอนโลกได้ทุกเมื่อ ในมุมมองของผม ยุโรปควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าก่อนสายเกินแก้ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ต้องลงทุนพลังงานสะอาดให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคง

ติดตามข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจโลกได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป เมื่ออิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม โดยยืนกรานเงื่อนไขของตัวเองแทน สื่อของอิหร่านรายงานเหตุการณ์นี้เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของเตหะรานต่อวอชิงตัน

อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

ตามรายงานจาก Press TV สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและการเมืองไม่เปิดเผยนาม เปิดเผยว่า อิหร่านได้ปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐอเมริกาที่มุ่งยุติความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง ข้อเสนอดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยิงและหาทางออกทางการทูต แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำว่า “อิหร่านจะยุติสงครามก็ต่อเมื่ออิหร่านตัดสินใจด้วยตัวเอง และเมื่อเงื่อนไขต่างๆ ของอิหร่านได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น”

อิหร่านเน้นย้ำว่าต้องการการยุติสงครามอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของสาธารณรัฐอิสลามมานาน ขณะที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันการเจรจาผ่านช่องทางการทูตต่างๆ แต่เตหะรานมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ “เกินกว่าเหตุ” โดยก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยยื่นข้อเสนอ 15 ข้อ ซึ่งหลายประเด็นถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับอิหร่าน

5 เงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านยื่นเพื่อยุติสงคราม

เพื่อตอบโต้ อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม โดยเสนอเงื่อนไขของตัวเอง 5 ข้อที่ต้องได้รับการปฏิบัติตาม ดังนี้

  • 1. ยุติ “การรุกรานและการลอบสังหาร” โดยฝ่ายศัตรูอย่างสิ้นเชิง เพื่อป้องกันการโจมตีต่อเนื่องที่อิหร่านเผชิญในช่วงที่ผ่านมา
  • 2. จัดตั้งกลไกที่ชัดเจน เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการกลับมาทำสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีก ซึ่งอาจรวมถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
  • 3. รับประกันและระบุจำนวนการชดเชยค่าเสียหาย จากสงครามและค่าปฏิกรรมสงครามอย่างชัดเจน เพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
  • 4. สงครามในทุกแนวรบต้องสิ้นสุดลง รวมถึงการต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาค เช่น ในเลแวนต์และอ่าวเปอร์เซีย
  • 5. ยอมรับและรับประกันในระดับนานาชาติ เรื่องสิทธิอธิปไตยของอิหร่านในการมีอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางค้าสำคัญที่อิหร่านอ้างสิทธิ์

เงื่อนไขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลหลักของอิหร่านในเรื่องความมั่นคงชายแดน การชดเชย และการยอมรับสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง สงครามอาจยืดเยื้อต่อไป ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

บริบทของความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ มีรากฐานจากหลายปัจจัย เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค และการแทรกแซงของสหรัฐฯ ผ่านพันธมิตรอย่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย สงครามปัจจุบันที่กล่าวถึงครอบคลุมหลายแนวรบ รวมถึงการโจมตีทางอากาศ การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ และการปะทะทางเรือในอ่าวเปอร์เซีย

ในอดีต สหรัฐฯ เคยเสนอข้อตกลงคล้ายกันในการเจรจาปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม ครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ในการต่อรองให้ได้เปรียบ โดยเฉพาะในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านใช้เป็นเครื่องมือกดดัน

สถานการณ์นี้ยังคงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยมีกลุ่มฮูธีในเยเมนและฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน หากไม่มีการเจรจาที่จริงจัง อาจนำไปสู่การขยายวงสงคราม

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปฏิเสธครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเสริมสร้างจุดยืนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ และสหรัฐฯ อาจต้องปรับข้อเสนอให้สมจริงมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตพลังงานโลก

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของอิหร่าน? ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ยื่น 5 เงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก หลังจากสำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายการ ทหารสหรัฐฯ จากกองพลร่มที่ 82 กำลังจะเคลื่อนพลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ากำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง แหล่งข่าวระบุว่ากำลังพลชุดนี้จะมาจากกองพลน้อยที่ 1 (1st Brigade Combat Team) ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหน่วยตอบโต้ฉับพลัน โดยมีพลตรีแบรนดอน เทกต์ไมเออร์ ผู้บัญชาการกองพลร่มที่ 82 นำทีมคณะเสนาธิการ คาดว่าหน่วยแรกจะเคลื่อนพลภายใน 1 สัปดาห์ และหน่วยอื่นๆ จะตามมา

คำสั่งเคลื่อนกำลังพลได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษณ์เมื่อวันอังคาร โดยหน่วยนี้จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยเตรียมพร้อม” ในตะวันออกกลาง สามารถปฏิบัติการได้ทันทีหากจำเป็น สถานการณ์คล้ายกับปี 2563 ที่สหรัฐฯ ส่งกองพลร่มที่ 82 หลังสังหารนายพลคาเซม โซเลมานี

รายละเอียดกำลังพลและหน่วยสนับสนุน

นอกจาก สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง แล้ว ยังมีกำลังพลสหรัฐฯ หลายพันนายมุ่งหน้ามายังภูมิภาค เช่น:

  • หน่วยปฏิบัติการทางทะเล (MEU) ที่ 11 ร่วมกับกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) “บ็อกเซอร์” (Boxer)
  • หน่วย MEU ที่ 31 ร่วมกับ ARG “ตริโปลี” (Tripoli)

แต่ละหน่วย ARG-MEU ประกอบด้วยนาวิกโยธินและลูกเรือราว 4,500 นาย มีขีดความสามารถครบวงจร ทั้งสนับสนุนภาคพื้นดิน การบิน และการส่งกำลังบำรุง

สถานการณ์การเจรจากับอิหร่าน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงกันได้ 15 ประเด็นแล้ว โดยอิหร่าน “กระตือรือร้น” ที่จะทำข้อตกลง ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธในเบื้องต้น แต่แหล่งข่าวอิหร่านยืนยันกับ CNN ว่ามีการ “ติดต่อประสานงาน” และพร้อมรับฟังข้อเสนอที่ “ยั่งยืน” เพื่อยุติสงคราม

การเคลื่อนไหวทางทหารนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ผสมผสานระหว่างการทูตและกำลังทหาร เพื่อกดดันอิหร่านให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปราะบางจากความขัดแย้งหลายด้าน เช่น สงครามในซีเรีย ยemen และปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมมักเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจา เช่น ในช่วงสงครามเย็นหรือวิกฤตอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเพื่อเสริมอิทธิพลและปกป้องผลประโยชน์ทางพลังงาน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าการเพิ่มทหารอาจยืดเยื้อความตึงเครียด แทนที่จะคลี่คลาย หากอิหร่านมองว่าเป็นการข่มขู่ ประชาคมโลกจึงจับตาการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทย การติดตามสถานการณ์นี้สำคัญเพราะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงพลังงาน หากความขัดแย้งลุกลาม อาจกระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

คุณคิดว่าการส่งทหารเพิ่มครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพหรือยืดเยื้อสงคราม? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปเสริมกำลังในตะวันออกกลาง

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ตึงเครียดมาอย่างยาวนาน

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมากล่าวระหว่างพิธีสาบานตนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิคนใหม่ที่ทำเนียบขาว โดยยืนยันว่าทีมเจรจาของสหรัฐกำลังติดต่อกับบุคคลที่เหมาะสมจากฝั่งอิหร่าน และอ้างว่าอิหร่านแสดงท่าทีอยากทำข้อตกลงอย่างจริงจัง

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

ทรัมป์เน้นย้ำถึงความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐและพันธมิตรอย่างอิสราเอลได้ดำเนินการ โดยอ้างว่าอิหร่านสูญเสียกองทัพเรือ ผู้นำ และระบบเรดาร์ไปเกือบหมดสิ้นแล้ว เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มหาศาล” ซึ่งเป็นการโจมตีที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองในอิหร่าน

ในส่วนของการเจรจา ทรัมป์ระบุว่า “เรากำลังคุยกับคนที่ใช่ และพวกเขาก็ต้องการทำข้อตกลงใจจะขาด” โดยมีรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เข้าร่วมด้วย นอกจากนี้ เขายังอ้างว่ารัฐบาลอิหร่านตกลงแล้วว่าจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาเคยกล่าวซ้ำหลายครั้ง

รายละเอียด “รางวัลใหญ่” จากอิหร่านที่ทรัมป์ไม่ยอมเปิดเผย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัมป์บอกว่าคณะเจรจาอิหร่านมอบ “รางวัลที่สำคัญยิ่ง” ให้สหรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานโลก แต่เขาไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ทำให้เกิดคำถามมากมายจากสื่อ

เมื่อถูกถามว่ากำลังเจรจากับใคร ทรัมป์ตอบแบบขบขันว่า “เราสังหารผู้นำของพวกเขาทั้งหมด จากนั้นพวกเขาก็เลือกผู้นำใหม่ แล้วเราก็สังหารอีก… ตอนนี้เรามีกลุ่มใหม่แล้ว” เขายังเตือนว่า “ผมไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น” แสดงถึงความระมัดระวังในการเจรจาครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ สื่ออิหร่านเคยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ โดยชี้ว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อกดราคาน้ำมันโลก แต่ทรัมป์ยืนยันว่าสงครามนี้ “ได้รับชัยชนะแล้ว” และทีมชาติอ่าวอย่าง UAE กับกาตาร์ก็ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงนโยบาย “America First” ของทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังทหารเพื่อบังคับให้คู่เจรจายอมรับเงื่อนไข โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การเจรจาครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงที่เปลี่ยนโฉมตะวันออกกลาง หากสำเร็จจริง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่าคำพูดของทรัมป์อาจเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเสริมภาพลักษณ์ก่อนการเลือกตั้ง แต่หากอิหร่านยอมรับเงื่อนไขจริง คงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

  • จุดเด่นของปฏิบัติการสหรัฐ: ทำลายโครงสร้าง指挥อิหร่าน
  • ประเด็นเจรจา: นิวเคลียร์ น้ำมัน ช่องแคบฮอร์มุซ
  • บทบาททีมทรัมป์: แวนซ์และรูบิโอ

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะ

ที่มา – ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ “คุยถูกคนแล้ว” อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลงใจจะขาด

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจและจุดประกายความกังวลเรื่องความปลอดภัยของพลเรือนในพื้นที่ชายแดนทางตอนเหนือของประเทศ

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

หน่วยกู้ชีพฉุกเฉินของอิสราเอลรายงานเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ว่ามีหญิงวัย 30 ปีคนหนึ่งในพื้นที่ทางตอนเหนือเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยจรวดของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ยิงมาจากเลบานอน นี่ถือเป็นพลเรือนอิสราเอลรายแรกที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ นับตั้งแต่ความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีพลเรือนอีก 2 รายที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากสะเก็ดระเบิดในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่กัลลีลีตอนบน (Upper Galilee) หน่วยกู้ชีพยืนยันว่าพวกเขาได้รับการรักษาแล้วและปลอดภัย

สถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์

ความรุนแรงรอบนี้ปะทุขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ตอบโต้ด้วยการยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลอย่างหนักหน่วง เจ้าหน้าที่กองทัพอิสราเอล (IDF) ระบุว่าฮิซบอลเลาะห์ยิงอาวุธโจมตีเฉลี่ยวันละ 90-110 ชุด โดย 60-70% มุ่งเป้ากองกำลัง IDF ในเลบานอน และส่วนที่เหลือเล็งไปยังชุมชนพลเรือนทางตอนเหนือ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอิสราเอลที่อาศัยใกล้ชายแดนเลบานอน หลายครอบครัวต้องอพยพหนีภัย และระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่าง Iron Dome ถูกใช้งานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นจรวดเหล่านี้

ผลกระทบในเลบานอนและตัวเลขผู้เสียชีวิต

ด้านเลบานอน กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลนับตั้งแต่ 2 มีนาคม เพิ่มขึ้นเป็น 1,072 ราย โดยเพิ่ม 33 รายใน 24 ชั่วโมงล่าสุด และมีผู้บาดเจ็บอีก 2,966 ราย สถานการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรงในเลบานอน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ฮิซบอลเลาะห์มีอิทธิพล

  • พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิต 1 ราย (รายแรก)
  • บาดเจ็บ 2 ราย จากจรวดฮิซบอลเลาะห์
  • เลบานอนเสียชีวิต 1,072 ราย จากการตอบโต้ของอิสราเอล
  • จรวดยิงวันละ 90-110 ชุด

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากประเด็นดินแดนชายแดน การสนับสนุนจากอิหร่าน และความตึงเครียดที่สะสมมานานหลายทศวรรษ นักวิเคราะห์มองว่าอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หากไม่มีการเจรจาสันติภาพ

อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์ ทำให้รัฐบาลอิสราเอลต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การแจกจ่ายที่พักหลบภัยและการฝึกซ้อมอพยพ สถานการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยโรงเรียนและธุรกิจในภาคเหนือต้องปิดตัวลง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความสูญเสียของพลเรือนรายนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าความขัดแย้งกำลังลุกลามสู่ระดับที่กระทบประชาชนโดยตรง ไม่ใช่แค่ทหาร รัฐบาลนานาชาติควรเร่งแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งวงจรแห่งความรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อสร้างความตระหนักรู้

ที่มา – อิสราเอลเผย พบพลเรือนดับศพแรก จากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือสงคราม

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม ในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อรับมือวิกฤตนี้ โดยตั้งคณะกรรมการพิเศษดูแลการจัดหาและกระจายเชื้อเพลิง สินค้าจำเป็นต่าง ๆ ให้มีเสถียรภาพ

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดีมาร์กอสประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติทันที เพื่อตอบโต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก สงครามครั้งนี้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงพลังงานของฟิลิปปินส์

คำสั่งดังกล่าวมอบอำนาจให้รัฐบาลจัดซื้อเชื้อเพลิงล่วงหน้า จ่ายเงินบางส่วนล่วงหน้าได้หากจำเป็น และข้ามขั้นตอนปกติบางอย่างเพื่อความรวดเร็ว โดยมีผลบังคับใช้ 1 ปีเต็ม

สาเหตุหลักของการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่งฟิลิปปินส์นำเข้ากว่า 90% ของความต้องการพลังงาน รัฐมนตรีพลังงานชารอน การิน ระบุว่าประเทศมีสำรองเชื้อเพลิงเพียง 45 วันตามอัตราการใช้ปัจจุบัน รัฐบาลจึงเร่งซื้อน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลจากทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมคลังสำรอง

มาตรการที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ดำเนินการ

  • ตั้งคณะกรรมการกำกับการเคลื่อนย้าย จัดหา กระจาย และจัดสรรเชื้อเพลิง อาหาร ยา และสินค้าจำเป็น
  • ให้อำนาจจัดซื้อปิโตรเลียมล่วงหน้าและจ่ายเงินล่วงหน้า
  • ประสานกระทรวงการคลังกับธนาคารกลาง เฝ้าระวังผลต่อค่าเงินเปโซและเงินโอนจากต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ วุฒิสมาชิกวิจารณ์รัฐบาลว่าขาดเอกภาพในการรับมือราคาน้ำมันที่พุ่ง รัฐมนตรีเศรษฐกิจเตือนว่าอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี และเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่กลุ่มขนส่งและผู้บริโภคเตรียมประท้วง 2 วันตั้งแต่วันพฤหัสบดี เพื่อคัดค้านราคาน้ำมัน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจฟิลิปปินส์และภูมิภาค

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนพลังงาน แต่ยังต้องเผชิญความท้าทาย เช่น ค่าเงินอ่อนตัวและเงินเฟ้อ สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับหลายประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า ทำให้ต้นทุนการขนส่งและสินค้าพุ่งสูง

ในมุมกว้าง สงครามตะวันออกกลางไม่เพียงกระทบฟิลิปปินส์ แต่ยังส่งผลต่อไทยและอาเซียนทั้งหมด ราคาน้ำมันที่ผันผวนอาจทำให้ CPI ของไทยเพิ่มขึ้น รัฐบาลไทยควรติดตามใกล้ชิดและเสริมสำรองพลังงานให้เพียงพอ

นอกจากนี้ การประกาศดังกล่าวยังเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ proactive ในการจัดการวิกฤต หากดำเนินการได้ดี อาจช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจได้

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

จากกรณีฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม ไทยควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน ส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าจากโซลาร์และลม รวมถึงลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ควรวางแผนรับมือราคาน้ำมันที่อาจขึ้นต่อเนื่อง ลองคำนวณต้นทุนใหม่และหาทางลดการใช้พลังงาน

สุดท้าย สถานการณ์นี้เตือนใจว่าความมั่นคงพลังงานคือหัวใจเศรษฐกิจ คุณคิดอย่างไรกับมาตรการของฟิลิปปินส์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม!

ที่มา – ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

Scroll to top