เชียงใหม่

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5 เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่ากำเริบหนัก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จึงสั่งการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้าราชการการเมืองเร่งสร้างผลงานดูแลประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำกับคณะรัฐมนตรีให้ทำงานเต็มที่ สร้างผลงานดูแลประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง นอกจากนี้ ยังขอให้ ครม. และข้าราชการการเมืองลงพื้นที่พบปะประชาชนโดยตรง แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาทำเนียบ เพราะปัญหาความเดือดร้อนมีมากมายในทุกพื้นที่

โอกาสนี้ นายกฯ ยังขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปด้วยดี ประชาชนมีความสุขและได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติในฐานะเจ้าภาพที่ดีเยี่ยม

รายละเอียดมาตรการจากโฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

จากการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อ 17 เมษายน และเชียงใหม่เมื่อ 20 เมษายน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ สั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมสนับสนุนกำลังพล งบประมาณ และเครื่องจักรทุกอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์

ปัญหา PM2.5 ราว 30-40% มาจากหมอกควันข้ามแดน รัฐบาลจะใช้กลไกอาเซียนแก้ไข ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เริ่มมาตรการไม่อนุญาตนำเข้าสินค้าเกษตรจากแหล่งที่เผาตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้การนำเข้าข้าวโพดลดลง 70% นอกจากนี้ เตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างน้ำแล้ง-น้ำท่วมตามคำสั่งนายกฯ

ผลกระทบของไฟป่าและ PM2.5 ต่อประชาชน

ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงทำให้อากาศเป็นพิษ แต่ยังก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งเกินมาตรฐานบ่อยครั้ง ส่งผลให้โรงพยาบาลแออัด นักท่องเที่ยวลดลง รายได้ท้องถิ่นหายไปหลายพันล้าน

  • สุขภาพ: PM2.5 เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เศรษฐกิจ: การท่องเที่ยวเชียงใหม่เสียหายหนัก
  • เกษตรกรรม: พืชผลเสียหายจากควันไฟ
  • สิ่งแวดล้อม: ป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ป่าตายจำนวนมาก

มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลดำเนินการ

  • เพิ่มสรรถนะดับอากาศและเฝ้าระวังไฟป่า
  • มาตรการกระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้าผลผลิตจากการเผา
  • เจรจาอาเซียนลดหมอกควันข้ามแดน
  • เตรียมงบประมาณปี 2570 ตามนโยบายนายกฯ
  • ยกเลิก MOU 2544 โดยรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมเกษตรกร改เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เผาเศษวัสดุทางการเกษตร หันมาใช้เทคโนโลยีชีวภาพแทน เพื่อยั่งยืนในระยะยาว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5 แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน ผู้เขียนเชื่อว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน

เรียกร้องให้ประชาชน: สวมหน้ากาก N95 ออกกำลังกายในร่ม ติดตามแอป AirVisual และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม.- ขรก.การเมือง เร่งสร้างผลงานดูแล ปชช. เดินหน้าแก้ไฟป่า-PM2.5

อดีตผู้ช่วยพยาบาลหึงโหด ทำร้ายเมียท้อง 5 เดือน ตายทั้งกลม

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ อดีตผู้ช่วยพยาบาลหึงโหด ทำร้ายเมียท้อง 5 เดือน ตายทั้งกลม กลายเป็นคดีที่ทำให้สังคมต้องตื่นตัวกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่บ้านพักใน ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ โดยผู้เสียชีวิตคือ นางสาวหยาดรุ้ง อายุ 33 ปี ที่กำลังตั้งท้องได้ 5 เดือน แต่ถูกคนรักลงมือทำร้ายจนเสียชีวิต

อดีตผู้ช่วยพยาบาลหึงโหด ทำร้ายเมียท้อง 5 เดือน ตายทั้งกลม

นายกันต์ธีร์ หรือ จิ๊บ อายุ 35 ปี แฟนหนุ่มของผู้ตาย ซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยพยาบาล ได้ให้การแรกเริ่มกับตำรวจว่า แฟนสาวลื่นล้มในบ้านเอง แต่เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ เพราะพบรอยฟกช้ำตามร่างกายจำนวนมาก หลังจากสอบสวนอย่างหนัก นายกันต์ธีร์ ก็ยอมรับสารภาพว่า ที่ทำร้ายรุนแรงขนาดนี้เพราะหึงหวงแฟนสาวที่หน้าตาดี มีคนมาตามจีบเยอะ โดยเฉพาะประโยคที่แฟนพูดว่า “ลูกในท้องไม่ใช่ลูกของนาย” ทำให้เกิดความโมโหจนพลั้งมือทุบตีและบีบคอ จนเธอเสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูก

เส้นทางชีวิตคู่ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม

ทั้งคู่คบหากันได้เพียง 8 เดือน ก่อนที่นายกันต์ธีร์จะลาออกจากงานผู้ช่วยพยาบาล หันมาขายเสื้อผ้าออนไลน์และเป็นไรเดอร์แทน แต่ความหึงหวงสะสมจนระเบิดออกมาในคืนเกิดเหตุ เพื่อนบ้านเล่าว่าได้ยินเสียงทะเลาะกันตอนตี 1 กว่าๆ แต่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขั้นฆ่าทั้งกลม

  • สาเหตุหลัก: ความหึงหวงและคำพูดยั่วโมโหจากแฟนสาว
  • อาชีพผู้ต้องหา: อดีตผู้ช่วยพยาบาลที่ควรเข้าใจเรื่องสุขภาพ แต่กลับใช้ความรู้ทำร้าย
  • ผลที่ตามมา: ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และจะถูกฝากขังที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่

ภาพที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวติดกัน หน้าบ้านมีรถเก๋งสีขาว 2 คันของทั้งคู่จอดอยู่ สร้างความตกใจให้ชาวบ้านที่เคยเห็นนายกันต์ธีร์เป็นคนเงียบๆ แต่จริงๆ แล้วอารมณ์ร้อน

หลังถูกจับกุม นายกันต์ธีร์ นั่งร้องไห้สะอื้น บอกผู้สื่อข่าวว่า “ขอโทษ ผมรักเขามาก” แต่ความรักที่แสดงออกด้วยความรุนแรงนั้นไม่มีวันให้อภัยได้ สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับหึงหวงและการตั้งครรภ์ ซึ่งมักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมแบบนี้

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าผู้หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงถูกทำร้ายจากคนใกล้ชิดสูงถึง 20% เราควรตื่นตัวและหาทางป้องกัน เช่น ส่งเสริมการปรึกษานักจิตวิทยา หรือใช้สายด่วน 1300 สำหรับผู้ถูกกระทำ

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความหึงหวงที่ไม่ควบคุมได้อาจนำพาความสูญเสียครั้งใหญ่ ลองคิดดูดีๆ ก่อนลงมือ หากคุณหรือคนรอบตัวกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือทันที แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดเห็นอย่างไรกับคดี อดีตผู้ช่วยพยาบาลหึงโหด ทำร้ายเมียท้อง 5 เดือน ตายทั้งกลม

ที่มา – อดีตผู้ช่วยพยาบาลหึงโหด ทำร้ายเมียท้อง 5 เดือน ตายทั้งกลม

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 ช่วยคนหน้างาน

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาทำให้ชาวไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือต้องเผชิญอีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตนี้ “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมลงมือช่วยเหลือทันที

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวย้ำถึงมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า ไม่จำเป็นต้องรอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะมีการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีแต่ละคนทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในฐานะรองนายกฯ ที่ดูแลภาคเหนือ นายยศชนันมีเครือข่ายที่พร้อมประสานงาน หากพื้นที่ใดขาดแคลนสิ่งของหรืออุปกรณ์ สามารถแจ้งมาได้ทันที

กระทรวง อว. กำลังดำเนินการในขอบเขตกํบประมาณที่มี โดยเน้นให้องค์ความรู้เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง เช่น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ได้โพสต์แนวทางการสร้างอุปกรณ์ตรวจวัดและป้องกันฝุ่น PM2.5 ด้วยวัสดุใกล้ตัว เมื่อวานนี้ (20 เม.ย.) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วย

“ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 ในทุกพื้นที่

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้จำกัดแค่เชียงใหม่เท่านั้น แต่ครอบคลุมพื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา และแม้แต่ภาคกลาง นายยศชนันยืนยันว่า อว. จะช่วยเหลือทุกคนที่ได้รับผลกระทบ การลงพื้นที่ของท่านไม่ใช่แค่ตรวจสอบ แต่ยังเพื่อให้กำลังใจอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่หน้างาน ซึ่งมีวอร์รูมติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์อยู่แล้ว

PM2.5 คืออนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หัวใจ และมะเร็งปอด การแก้ปัญหาต้องจัดการทั้งแหล่งกำเนิดในประเทศ เช่น การเผาในที่โล่ง และฝุ่นข้ามแดน โดย อว. ช่วยวิเคราะห์ที่มาของฝุ่นผ่านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์

  • พื้นที่หลักที่ได้รับผลกระทบ: เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, น่าน, แพร่, พะเยา, ภาคกลางบางจังหวัด
  • มาตรการจาก อว.: ให้ความรู้ DIY อุปกรณ์ตรวจวัด, ประสานงบช่วยเหลือ, วิเคราะห์ข้อมูลฝุ่น
  • การประสานงาน: เครือข่ายภาคเหนือ, วอร์รูมติดตาม, ให้กำลังใจอาสาสมัคร
  • ความร่วมมือต่างประเทศ: วิเคราะห์ฝุ่นชายแดน, ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

นายยศชนันยังชี้ว่า บางพื้นที่ฝุ่นมาจากการเผาข้ามแดนจริง แต่หลายพื้นที่สามารถบริหารจัดการได้ภายในประเทศ และหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว อว. จึงเน้นบทบาทสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อให้การแก้ปัญหายั่งยืน

นอกจากนี้ อว. ยังส่งเสริมการวิจัยเครื่องกรองอากาศราคาถูก และแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่าจะออกนอกบ้านหรือไม่ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงการบูรณาการระหว่างรัฐบาล วิทยาศาสตร์ และชุมชน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 แบบนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น แต่ต้องเร่งรัดให้เกิดผลจริงบนพื้นดิน หากคุณกำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 ลองแวะมาอ่านวิธีป้องกันเพิ่มเติมในบล็อกของเรา หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกันนะครับ สนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันลดฝุ่นเพื่ออากาศที่สะอาดยิ่งขึ้น!

ที่มา – “ยศชนัน” ย้ำ อว. หนุนแก้ PM2.5 พร้อมช่วยคนหน้างาน หากขาดแคลนอุปกรณ์

นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ไฟป่า-PM2.5

สวัสดีครับทุกคน ในช่วงฤดูแล้งแบบนี้ ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 กลับมาหลอกหลอนชาวภาคเหนืออีกครั้ง ทำให้อากาศแย่ สุขภาพประชาชนเสี่ยง แต่มีข่าวดีที่ทำให้เรายิ้มได้ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เสียสละเสี่ยงอันตราย ทุ่มเทป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า-PM2.5 อย่างเต็มที่ วันนี้เรามาเล่าเรื่องนี้แบบเป็นกันเองกันนะครับ

นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ไฟป่า-PM2.5

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายกฯ นำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามภารกิจดับไฟป่าแบบแนวคิด “ป่าเปียก” หรือ Wet Fire Break ที่ฉีดน้ำสร้างแนวกันไฟ และใช้โดรน UAV ขนาดใหญ่สำรวจ-ดับไฟ นายกฯ บอกเลยว่าประทับใจมากกับความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ต้องเผชิญความร้อน ควันพิษ เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องป่าและอากาศให้คนไทย

“เราต้องเน้นป้องกันมากกว่าแก้” นายกฯ กล่าว พร้อมขอบคุณทุกคนที่เป็นด่านหน้าดูแลป่าและสภาพอากาศ รัฐบาลจะทำทุกทางสนับสนุน ไม่ว่าจะภูมิปัญญาชาวบ้านหรือเทคโนโลยีไฮเทค ห้ามเผาเด็ดขาด งดซื้อสินค้าจากการเผา บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดจากตำรวจ ทหาร ป่าไม้ ทุกฝ่ายช่วยกัน ลดความเสียหายจากมนุษย์ที่ซ้ำเติมธรรมชาติ

นายกฯ ลงพื้นที่ดับไฟป่า

นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ไฟป่า-PM2.5 เน้นไม่เสี่ยงชีวิต

นายกฯ ย้ำชัด “ต้องไม่เสี่ยงชีวิต ลั่นไม่สามารถเสียกำลังพลคนใดไปได้” ให้ระดมสมอง โดยนายอำเภอเป็นหัวหน้า ผู้ว่าฯ เป็น Single Command ติดตามใกล้ชิด ใช้ดุลยพินิจสูงสุด หากจุดร้อนอันตรายก็ลดผลกระทบแทนบุกเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังสั่งถ่ายทอดนโยบายผ่านวิทยุสื่อสารดิจิทัลไปยัง 17 จังหวัดเหนือ 196 อำเภอ 1,559 ตำบล 14,496 หมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนรับรู้และช่วยกัน

คณะที่ร่วมลงพื้นที่เพียบ ทั้งรองนายกฯ ทรงศักดิ์ (ประธานฯ สาธารณภัยเหนือ), ศุภจี รองนายกฯ, สุริยะ เกษตร, สุชาติ ทส., ไชยชนก ดีอี, เจเศรษฐ์ มท. ช่วยฯ, และผู้บริหารสูงสุดอีกมากมาย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังขนาดไหน

ภาพเจ้าหน้าที่ดับไฟ
โดรนดับไฟป่า
  • มาตรการหลัก: สร้างแนวป่าเปียก, ใช้โดรน UAV สำรวจ
  • ป้องกัน: ห้ามเข้าป่า, งดเผา, บังคับกฎหมาย
  • สนับสนุน: เทคโนโลยีดิจิทัลกระจายข่าว
  • เป้าหมาย: ลด PM2.5 ฟื้นท่องเที่ยวเชียงใหม่-เชียงราย

นายกฯ ยังกังวลเรื่องเศรษฐกิจ จากที่เชียงรายนักท่องเที่ยวหาย สนามบินโล่ง รายได้ท่องเที่ยวเสียหายหนัก แม้ฤดูฝนจะมาใน 2 เดือน แต่ต้องรีบแก้ก่อนน้ำท่วมซ้ำ นี่คือการแสดงออกว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมและประชาชนจริงๆ

ในฐานะคนไทย เราควรช่วยกันงดเผา垃圾 ช่วยแจ้งเบาะแสไฟป่า และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ไฟป่า-PM2.5 แบบนี้ ทำให้เรามีความหวังมากขึ้น คุณล่ะคิดยังไง? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ ช่วยกันลดไฟป่า PM2.5 ได้ตั้งแต่วันนี้!

คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่
นายกฯ ให้กำลังใจ

ที่มา – นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่เสียสละเสี่ยงอันตราย ทำทุกทางป้องกัน แก้ปัญหาไฟป่า-PM2.5

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นไฟป่าเสียโอกาส

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส เป็นข่าวร้อนที่ทุกคนในภาคเหนือกำลังจับตามอง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางลงพื้นที่เชียงใหม่เพื่อเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยมีนายสุชาติ ชุมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส

การประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นายอนุทิน เน้นย้ำว่าปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังทำให้ภาคเหนือเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น การท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก เกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตได้เต็มที่ และประชาชนขาดรายได้

สาเหตุหลักของปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ

จากที่นายอนุทินวิเคราะห์ ปัจจัยหลักมาจาก 3 ส่วน คือ การเผาในประเทศ การเผาแปลงจากประเทศเพื่อนบ้าน และสภาพอากาศที่เป็นลมอ่อนความกดอากาศสูง ซึ่งเราสามารถควบคุมได้ 2 อย่างแรก โดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้เผาไหม้ในพื้นที่ ขณะที่การเผาข้ามพรมแดนต้องใช้มาตรการทางการทูตเพื่อกดดันให้ประเทศเพื่อนบ้านตระหนักถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์

นอกจากนี้ นายอนุทินยังสั่งให้เตรียมรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง โดยถอดบทเรียนจากปีก่อนเพื่อลดความเสียหายทั้งต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

  • มาตรการป้องกันไฟป่า: เพิ่มการลาดตระเวน กวดขันกฎหมาย และใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน
  • ลดฝุ่น PM2.5: ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ห้ามเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และแจกจ่ายหน้ากากอนามัย
  • บูรณาการหน่วยงาน: รัฐบาลกลาง-ท้องถิ่น-เอกชน ร่วมมือกันสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว
  • ดูแลสุขภาพ: เปิดคลินิกเฉพาะทาง รีบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ และติดตามผลกระทบระยะยาว

นายอนุทิน ย้ำชัดว่าปัญหานี้ทำให้ภาคเหนือตอนบนเสียโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาล หากปล่อยไว้จะนำไปสู่ความยากจนและขาดความเชื่อมั่นจากภายนอก เขาจึงเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานทุ่มเท บูรณาการทั้งภาพรวมและเจาะจง เพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็วและยั่งยืน พร้อมรับฟังข้อเสนอและสนับสนุนเต็มที่

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหาไฟป่าและหมอกควันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปีนี้รัฐบาลดูจริงจังมากขึ้น หากทำได้ตามที่สั่ง จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคเหนือได้แน่นอน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เป็นจุดขายหลัก

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? มีไอเดียแก้ PM2.5 เพิ่มเติมไหม คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนกันเถอะ และอย่าลืมแชร์เพื่อสร้างความตระหนัก!

ที่มา – นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กำลังรุนแรงในภาคเหนือของประเทศไทย วันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่เมืองทองธานี

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงงานประชุม สื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์ต่างพากันถามถึงปัญหา PM2.5 ที่กำลังเป็นวิกฤตในภาคเหนือ แต่ท่านนายกฯ กลับทำท่ารูดซิปปากอย่างขำๆ ก่อนตอบสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวไปเชียงใหม่ก่อน” การกระทำนี้สะท้อนถึงสไตล์การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและเน้นการลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงมากกว่าการให้สัมภาษณ์ยาวเหยียด

กำหนดการลงพื้นที่เชียงใหม่แก้ปัญหา PM2.5

หลังจากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการบินตรงไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีกิจกรรมสำคัญดังนี้:

  • เวลา 13.30 น. เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
  • เวลา 15.30 น. ลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ตรวจการดำเนินงานตามแนวคิด “ป่าเปียก (Wet Fire Break)” ซึ่งเป็นการสร้างแนวกันไฟด้วยความชื้น และติดตามการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ (LAI) เพื่อสำรวจและดับไฟป่า

ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เป็นภัยคุกคามสุขภาพที่เกิดจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษข้ามพรมแดน ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยและเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง รัฐบาลจึงเร่งรัดมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการเผา การใช้โดรนดับไฟ และส่งทีมแพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยทางเดินหายใจ

การที่นายกฯ เลือกไปเชียงใหม่ก่อน แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ แทนการตอบคำถามสื่อเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น โดรน LAI ที่สามารถสำรวจพื้นที่ยากเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ดับไฟ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแก้ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ลดการเผาไหม้ฟาง ชาวบ้านที่ช่วยเฝ้าระวังไฟป่า และหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด นโยบายจากนายกรัฐมนตรีครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ติดตามแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศ เช่น AirVisual หรือเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ และเตรียมหน้ากาก N95 ไว้ใช้ สวมเสื้อผ้าปิดมิดชิด และดื่มน้ำมากๆ เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น

สุดท้ายนี้ การลงพื้นที่ของนายกฯ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าปัญหา PM2.5 จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ลองติดตามผลการประชุมและนโยบายใหม่ๆ ที่จะออกมา คุณคิดว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลด PM2.5 ได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

20 เม.ย. อนุทินยกทีมรมต.เชียงใหม่ แก้ไฟป่า PM2.5

ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่น รัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้อย่างยิ่ง โดยในวันที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และยกระดับมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ว่า หลังเสร็จสิ้นการเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบภาคเหนือตอนบน

ภารกิจครั้งนี้มุ่งเน้นการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน มอบนโยบายเชิงรุก และกำหนดมาตรการที่ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

คณะรัฐมนตรีที่ร่วมลงพื้นที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่

  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

คณะนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ทำให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

มาตรการหลักที่คาดว่าจะยกระดับในการติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

นอกจากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่แล้ว ยังมีมาตรการสำคัญที่นายกรัฐมนตรีจะสั่งการ ได้แก่

  • มาตรการเกษตรในพื้นที่สูง: ส่งเสริมการเกษตรที่ไม่ต้องเผาไหม้เพื่อลดแหล่งกำเนิดไฟป่า
  • การควบคุมนำเข้าสินค้าเกษตรจากเพื่อนบ้าน: ห้ามหรือลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการเผาไหม้
  • มาตรการด้านสุขภาพ: จัดสรรอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก N95 และยาแก้แพ้ให้ประชาชน
  • การสนับสนุนควบคุมไฟป่า: เพิ่มกำลังพล เทคโนโลยีโดรน และงบประมาณสำหรับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ

โฆษกรัฐบาลย้ำว่านายกรัฐมนตรีห่วงใยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างยิ่ง จึงรวบรวมทีมใหญ่เพื่อประเมินและยกระดับมาตรการให้ครอบคลุมภัยพิบัติทั้งระบบ

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ: สาเหตุ ผลกระทบ และทางแก้

ฝุ่น PM 2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กที่เข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย สาเหตุหลักมาจากไฟป่า การเผาในที่โล่งทางการเกษตร และมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ในฤดูแล้งทุกปี จังหวัดเชียงใหม่มักมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ประชาชนมีอาการทางเดินหายใจ ผู้สูงอายุและเด็กเสี่ยงสูง นอกจากนี้ยังกระทบการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของภาคเหนือ

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ แต่ปัญหายังไม่หมดสิ้น การลงพื้นที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5 จึงเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 อย่างจริงจัง หากมาตรการใหม่ๆ ได้รับการขับเคลื่อนเต็มที่ คาดว่าจะลดผลกระทบได้มากในฤดูแล้งปีนี้และปีต่อๆ ไป หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย ติดตามแอปพลิเคชันตรวจวัดอากาศ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สนับสนุนรัฐบาลโดยแบ่งปันข้อมูลนี้เพื่อสร้างความตระหนักร่วมกัน

ที่มา – 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

“ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 หนักเหนือ-อีสาน จี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องปัญหาที่กำลังรุนแรงมากในบ้านเรา นั่นคือฝุ่นพิษ PM2.5 ที่กำลังครอบคลุมภาคเหนือและอีสานตอนบน “‘ภัทรพงษ์’ ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน” นี่คือข้อความที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เตือนผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะครับ เพราะตอนนี้ค่าฝุ่นทะลุเกณฑ์ภัยพิบัติหลายพื้นที่ รัฐบาลต้องขยับตัวด่วน!

“ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน

จากที่ ‘ภัทรพงษ์’ ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน เราจะเห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดแค่ภาคเหนืออย่างเดียว แต่ขยายไปถึงอีสานตอนบนแล้ว จังหวัดอย่างนครพนม เลย หนองคาย และบึงกาฬ ตอนนี้เจอฝุ่นหนักหน่วง ทะลุมาตรฐานทั้งนั้น รัฐบาลกลับนิ่งเฉย เหมือนหมอที่เอาแต่จ่ายยาแก้ปวด ทั้งที่ต้องผ่าตัดรักษาต้นตอซะที

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือและอีสานตอนบน

เพื่อให้เห็นภาพชัด ‘ภัทรพงษ์’ ใช้ Google Earth Engine ดึงข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-5P แสดงควันและฝุ่นละอองเป็นสีดำ และ Hotspot จาก NASA เป็นสีแดง ข้อมูลวันที่ 8-16 เมษายน 2569 ชี้ให้เห็นควันสะสมหนาแน่นในภาคเหนือและอีสานตอนบน โดยเฉพาะจุดเผาไหม้ในลาวที่ลมพัดมาทับไทย ทำให้จังหวัดติดแม่น้ำโขงอย่างหนองคาย บึงกาฬ อ่วมหนัก พรรคประชาชนเตือนไว้แล้ว แต่รัฐบาลละเลย จนวันนี้ประชาชนเสี่ยงสุขภาพระยะยาว

ฝุ่น PM2.5 คืออะไร และอันตรายยังไง?

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรเผาไร่ การเผาป่า และมลพิษข้ามพรมแดน ผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงมากครับ

  • ระคายเคืองตา จมูก คอ
  • โรคทางเดินหายใจ หอบหืดกำเริบ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนกลุ่มเปราะบาง

ถ้าสูดดมต่อเนื่อง อาจไม่เห็นผลทันที แต่สะสมนานๆ เสี่ยงตายก่อนวัยอันควรได้เลย

วิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 ในชีวิตประจำวัน

ระหว่างรอรัฐบาลแก้ปัญหา เราต้องปกป้องตัวเองก่อนนะครับ นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ

  • สวมหน้ากากอนามัย N95 หรือสูงกว่า กรองฝุ่นได้ดี
  • อยู่แต่ในห้อง ปิดประตูหน้าต่าง ใช้เครื่องฟอกอากาศ HEPA
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเช้าและเย็น
  • ดื่มน้ำเยอะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  • สำหรับกลุ่มเสี่ยง ติดตั้งห้อง Positive Pressure Room หรือมุ้งกันฝุ่น

‘ภัทรพงษ์’ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการต้นตอ เช่น ดับไฟป่า เร่งติดตั้งห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชน และใช้งบด่วนช่วยเหลือ เพราะชีวิตคนสำคัญที่สุด

สุดท้าย พรรคประชาชนย้ำว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องกลับมาพิจารณาด่วน กฎหมายนี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานอากาศ บังคับรับมือปัญหาอย่างเป็นระบบ ถ้ารัฐบาลใส่ใจจริง ไม่ควรปล่อยให้ลากยาวแบบนี้

คุณล่ะครับ คิดว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ควรแก้ยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลขยับตัว มาช่วยกันปกป้องอากาศสะอาดให้ลูกหลานกันเถอะ!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน

รุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ 226 ปี

สวัสดีครับชาวเชียงใหม่และคนรักต้นไม้ทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและชวนให้ตื่นเต้นใจสั่นมาฝากกัน นั่นคือกรณีรุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ อายุกว่า 226 ปี หลังจากกิ่งใหญ่หักโค่นลงมาในวันพญาวันที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ ทำให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวหลายคนเกิดความกังวล โดยเฉพาะเมื่อมันตรงกับวันสำคัญทางปฏิทินล้านนา

รุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ หลังกิ่งหักวันพญาวัน

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 เมษายน 2569 กิ่งขนาดใหญ่ของต้นยางนา ซึ่งเป็นต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หักโค่นลงมาทับเสาไฟฟ้าแรงสูง ทำให้เกิดความเสียหาย เทศบาลนครเชียงใหม่รีบระดมกำลังเข้าจัดการขนย้ายกิ่งไม้ทันที ล่าสุดวันที่ 17 เมษายน รุกขกรผู้เชี่ยวชาญได้ลงมือรุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ โดยการตัดแต่งแผลและตรวจสอบลำต้น พบว่า里面มีโพรงขนาดใหญ่จากการผุกร่อนของน้ำฝนที่ซึมเข้าไปสะสมมานานหลายสิบปี กิ่งที่หักมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 50 เซนติเมตร น้ำหนักมากเกินกว่าลำต้นที่อ่อนแอจะรับไหว

ทีมรุกขกรกำลังตกแต่งแผลให้เรียบร้อยและอุดโพรงเพื่อป้องกันน้ำฝนเข้าไปเพิ่ม โดยเฉพาะช่วงใกล้ฤดูฝนนี้ หลังจากนี้ วัดเจดีย์หลวง เทศบาลนครเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญจะร่วมกันวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เช่น ตัดแต่งกิ่งเสี่ยง และปกป้องสิ่งปลูกสร้างสำคัญรอบๆ อย่างหอพระอินทร์ ท้าวเวสสุวรรณ วิหาร และเสาอินทขิลที่เป็นเสาหลักเมืองเชียงใหม่

สาเหตุหลักที่ทำให้กิ่งต้นยางนาหัก

  • อายุมาก: ต้นไม้มีอายุกว่า 226 ปี โพรงภายในลำต้นเกิดจากการผุพังตามธรรมชาติ
  • น้ำฝนซึม: น้ำฝนสะสมทำให้เนื้อไม้กร่อนและอ่อนแอ
  • น้ำหนักกิ่ง: กิ่งใหญ่รับน้ำหนักไม่ได้ ส่งผลให้หักโค่น

นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายสุนทร ยามศิริ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ คาดว่าการเคลียร์พื้นที่จะเสร็จสิ้นในวันเดียวกัน

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่

ต้นยางนาต้นนี้เป็นหนึ่งใน 3 ต้นที่พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทรงปลูกเมื่อ พ.ศ. 2339 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ใจกลางเมือง คู่กับเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง ทำหน้าที่เป็นหมุดหมายอาณาเขตและที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเมืองตามความเชื่อล้านนา ปัจจุบันเหลือเพียงต้นเดียว จึงยิ่งทรงคุณค่า ใครมาเชียงใหม่ต้องแวะมาชม!

วันพญาวันกับความกังวลลางร้าย

ที่น่าตกใจคือเหตุการณ์เกิดในวันพญาวัน หรือวันแรกของจุลศักราช 1388 ทำให้ชาวบ้านหลายคนมองว่าเป็นลางไม่ดี เพราะต้นไม้หมายเมืองเชื่อว่ามีรุกขเทวดาและพญายักษ์สิงสถิต นายวัลลภ นามวงศ์พรหม ผู้ทรงคุณวุฒิสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ แนะนำว่า ในทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องปกติของต้นไม้เก่าแก่ แต่เพื่อความสบายใจ ควรทำพิธีขอขมาลาโทษรุกขเทวดา ซึ่งเป็นประเพณีล้านนาที่ดีงาม ไม่เสียหายอะไร

การรุกขกรรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ซ่อมแผล แต่เป็นการผสานวิทยาศาสตร์กับวัฒนธรรม สะท้อนถึงความรักและเคารพมรดกของเชียงใหม่ ในฐานะคนล้านนา ผมเชื่อว่าการดูแลต้นไม้โบราณต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รุ่นหลังได้ชื่นชมต่อไป

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? เป็นลางร้ายหรือแค่ธรรมชาติ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการรักษาต้นไม้หมายเมืองเชียงใหม่จากเรา!

ที่มา – รุกขกรรักษา “ต้นไม้หมายเมือง” อายุกว่า 226 ปี เชียงใหม่ หลังกิ่งหักวันพญาวัน

Scroll to top