เมียนมา

ไล่ออกแล้ว 6 เมียนมา รุมยำไรเดอร์ ร้านถูกสั่งปิด

กลายเป็นข่าวใหญ่โต เมื่อเกิดเหตุการณ์แรงงานเมียนมารุมทำร้ายไรเดอร์จนได้รับบาดเจ็บถึง 3 ราย ล่าสุดเจ้าของร้านได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการ ไล่ออกแล้ว 6 เมียนมา ที่ก่อเหตุ พร้อมทั้งขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายปกครองได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและสั่งปิดร้านเป็นการชั่วคราวเนื่องจากไม่พบใบอนุญาตประกอบการ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากความขัดแย้งบนท้องถนน เมื่อแรงงานเมียนมาขับรถล้ำเลนและแสดงท่าทีไม่พอใจเมื่อถูกเตือน ไรเดอร์ผู้เสียหายพยายามเข้าไปพูดคุยเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่กลับถูกกลุ่มแรงงานเมียนมาถึง 6 คนรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แถมยังทำลายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอีกด้วย เหตุเกิดที่จังหวัดสมุทรปราการ

ไล่ออกแล้ว 6 เมียนมา รุมยำไรเดอร์ ร้านถูกสั่งปิด

หลังเกิดเหตุ นายสุธีร์ สุภาพ ปลัดอำเภอฝ่ายป้องกัน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านอาหารที่เป็นสถานที่ทำงานของแรงงานเมียนมากลุ่มดังกล่าว พบว่าร้านปิดทำการและไม่มีผู้ดูแล เจ้าหน้าที่จึงได้ติดต่อเจ้าของร้านให้เข้ามาให้ข้อมูล

น.ส.เมย์ หุ้นส่วนร้าน (สัญชาติเมียนมา) ให้ข้อมูลว่า ร้านเปิดมาประมาณ 2 เดือน มีเอกสารขออนุญาตถูกต้อง แต่ยอมรับว่าลูกน้องในร้านก่อเหตุทะเลาะวิวาทจริง ผู้ก่อเหตุคือนายเฮง อายุ 33 ปี ได้ยอมรับว่ามีเรื่องกับไรเดอร์บนท้องถนนจริงและรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป น.ส.เมย์กล่าวว่าได้ ไล่ออกแล้ว 6 เมียนมา ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และขอโทษต่อผู้บาดเจ็บและคนไทยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เจ้าของร้านไล่ออกแล้ว 6 เมียนมาจริงหรือ?

แม้เจ้าของร้านจะอ้างว่าได้ ไล่ออกแล้ว 6 เมียนมา ที่ก่อเหตุ แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังคงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบเอกสารการจ้างงานและสถานะการทำงานของแรงงานต่างด้าวเหล่านี้

นายสุธีร์ สุภาพ ปลัดอำเภอกล่าวว่า แม้เจ้าของร้านจะอ้างว่ามีเอกสารจดทะเบียนถูกต้อง แต่ไม่สามารถนำมาแสดงได้ในขณะตรวจสอบ จึงสั่งปิดร้านไว้ก่อนจนกว่าจะนำเอกสารมายืนยัน

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ประกอบการควรตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของลูกจ้างอย่างละเอียด รวมถึงปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือการเคารพกฎหมายและใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช้ความรุนแรง

ที่มา – ​ไล่ออกแล้ว 6 เมียนมา รุมยำไรเดอร์เจ็บ 3 ราย ร้านถูกสั่งปิดชั่วคราว ไม่โชว์ใบอนุญาต

ไม่พลิกโผ! พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้ง


ในการเลือกตั้งเฟสแรกที่จัดขึ้นในเมียนมา พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายด้วยการคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย กวาดที่นั่งในสภาล่างไปเกือบ 90% ผลลัพธ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของการเลือกตั้ง

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก

ผลคะแนนอย่างเป็นทางการล่าสุดบ่งชี้ว่า พรรค USDP ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยครองเก้าอี้เกือบ 90% ของที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเฟสแรกนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่กองทัพเมียนมาเรียกว่าเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน หลังจากการรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี

อย่างไรก็ตาม นักการทูตตะวันตกและนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยหลายคนมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับระบอบทหารมากกว่าที่จะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ท่ามกลางข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจ การที่พรรคที่สนับสนุนกองทัพได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ในเมียนมายุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคหนุนกองทัพในการเลือกตั้ง

มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อชัยชนะของพรรค USDP ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากกองทัพเมียนมา ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ การที่พรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี ถูกยุบ และผู้นำฝ่ายค้านหลายคนถูกจับกุมหรือจำกัดสิทธิ ก็อาจมีส่วนทำให้พรรค USDP ได้เปรียบในการแข่งขัน

นอกจากนี้ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้กองทัพมีที่นั่งในสภาและตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญโดยอัตโนมัติ ทำให้กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ตาม

จากการรวบรวมข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการพบว่า พรรค USDP ชนะไป 89 จาก 102 ที่นั่งในสภาล่างที่เปิดให้เลือกตั้งในเฟสแรก คิดเป็นมากกว่า 87% ของที่นั่งทั้งหมดในรอบนี้ ส่วนที่นั่งที่เหลือส่วนใหญ่ตกเป็นของพรรคขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ

  • ความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส: การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม

  • การขาดส่วนร่วม: พรรคการเมืองหลายพรรคถูกห้ามเข้าร่วม และผู้นำฝ่ายค้านถูกจำกัดสิทธิ

  • อิทธิพลของกองทัพ: กองทัพยังคงมีอำนาจควบคุมการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์และองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยจำนวนมากมองว่า USDP เป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนอดีตนายทหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากนางอองซาน ซูจี วัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังแบบตัดขาดจากโลกภายนอก, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกยุบ และไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และผู้เห็นต่างจำนวนมากถูกปราบปรามหรือจับกุม

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2020 พรรค NLD เคยชนะถล่มทลายเหนือ USDP ก่อนที่กองทัพจะอ้างว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง และทำรัฐประหารยึดอำนาจในเวลาต่อมา

ซึ่งถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพ กำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาล่าง และตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายกระทรวงยังถูกกันไว้ให้ทหารโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ขณะที่ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการทั้งหมดจะประกาศหลังจบเฟสที่สามและเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม

ทั้งนี้ การรัฐประหารปี 2021 จุดชนวนให้เมียนมาตกอยู่ในสงครามกลางเมือง เมื่อผู้ประท้วงฝ่ายประชาธิปไตยจับอาวุธตั้งกองกำลังต่อต้าน ร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมานาน

กลุ่มกบฏหลายฝ่ายประกาศชัดว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนควบคุม ขณะที่รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ และกำลังเปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน.

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เมียนมาต้องเผชิญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความโปร่งใสในการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนชาวเมียนมาสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างอิสระ

ที่มา – ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

เลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52%

การเลือกตั้งเฟสแรกในเมียนมาภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเพิ่งผ่านพ้นไป ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร เมื่อมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 52% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเงียบเหงาและจำนวนผู้เข้าร่วมที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในยุคของนางอองซานซูจี

เลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ต่ำกว่ายุค “ซูจี”

รัฐบาลภายใต้สภาบริหารแห่งรัฐของเมียนมาได้ออกมาเปิดเผยว่า มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 52.13% ในการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ซึ่งคิดเป็นจำนวนกว่า 6 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมดใน 102 อำเภอ ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำกว่าการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม พลตรี ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหาร กลับระบุว่าอัตราการมาใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ และยังเปรียบเทียบว่าในบางประเทศพัฒนาแล้วก็มีอัตราผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่า 50% เสียอีก

โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมาได้เปิดเผยรายงานผลการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% ที่จัดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงเล็กน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำกว่าการเลือกตั้งสองครั้งล่าสุดอย่างเห็นได้ชัดเจน

ทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้ถึงเงียบเหงา?

ปัจจัยหลายอย่างอาจส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ การขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง ตลอดจนการที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารไม่มีโอกาสเข้าร่วม ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากตัดสินใจไม่ไปใช้สิทธิ

พลตรี ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหาร แถลงผ่านสื่อของรัฐว่า ในการลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 ธ.ค.) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 102 อำเภอ มีประชาชนมาใช้สิทธิ์กว่า 6 ล้านคน หรือคิดเป็น 52.13% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด

แม้ตัวเลขจะดูน้อยลง แต่โฆษกรัฐบาลทหารกลับยืนยันว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ โดยกล่าวอ้างว่า “แม้แต่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ก็ยังมีสถานการณ์ที่ผู้มาใช้สิทธิไม่เกิน 50%” ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถิติจากการเลือกตั้งปี 2015 และ 2020 ในยุคของนางอองซาน ซูจี พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์สูงถึงประมาณ 70%

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อรัฐประหารในปี 2021 และเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามกลางเมืองที่ยังดุเดือด โดยจะมีการเลือกตั้งรอบต่อไปในวันที่ 11 และ 25 มกราคมนี้ ครอบคลุม 265 เขตจากทั้งหมด 330 เขต เฉพาะพื้นที่ที่รัฐบาลทหารยังพอควบคุมได้

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งมีแกนนำเป็นอดีตนายพลและมีความใกล้ชิดกับกองทัพ ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับชัยชนะและกลับมาครองอำนาจ ขณะที่นางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพยังคงถูกคุมขัง และพรรคพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของเธอถูกประกาศยุบพรรคไปแล้ว

องค์การสหประชาชาติ (UN) พร้อมด้วยประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชน ต่างประสานเสียงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่มีความเสรี เป็นธรรม หรือน่าเชื่อถือ” เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารไม่มีโอกาสได้ลงแข่ง และกฎหมายของรัฐบาลทหารยังระบุว่าการวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ขณะที่เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งที่เสรี (ANFREL) ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายการเลือกตั้งที่ร่างขึ้นโดยรัฐบาลทหารชุดนี้ ไม่มีการระบุเกณฑ์ขั้นต่ำ ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ไว้ ทำให้ไม่ว่าคนจะออกมาใช้สิทธิน้อยเพียงใด การเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะถูกอ้างว่ามีความชอบธรรมตามกฎหมายที่พวกเขาเขียนขึ้นเอง.

ผลการเลือกตั้งเมียนมาเฟสแรกเงียบเหงา ผู้ใช้สิทธิ 52% นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร และความจำเป็นในการสร้างกระบวนการทางการเมืองที่มีส่วนร่วมและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายในเมียนมา การที่ประชาชนไม่มั่นใจและไม่เข้าร่วมในการเลือกตั้งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และรัฐบาลทหารจะต้องพิจารณาถึงแนวทางแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาเผย เลือกตั้งเฟสแรกเงียบเหงา คนใช้สิทธิ 52% ต่ำกว่ายุค “ซูจี”

เมียนมาเริ่มแล้ว! เลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร 5 ปี

เมียนมาเริ่มแล้ว! การเลือกตั้งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีหลังจากการรัฐประหาร ท่ามกลางข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาลทหารที่ประกาศว่านี่คือการหวนคืนสู่ประชาธิปไตย หลังจากการยึดอำนาจเมื่อ 5 ปีก่อนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศ

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนในช่วงเวลาสั้นๆ 10 ปี ที่เต็มไปด้วยความหวังและการปฏิรูป

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเลือกตั้งในปี 2563 ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซานซูจีได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้ทำการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา โดยอ้างว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้ง

นางซูจีถูกจำคุก 27 ปีในข้อหาต่างๆ ซึ่งถูกมองว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง ส่วนพรรค NLD ก็ถูกยุบไป เหล่านักกิจกรรม นักการทูต และผู้แทนจาก UN ต่างประณามการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในช่วงเวลาที่แบ่งแยกนี้ โดยชี้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์แก่พันธมิตรของกองทัพเท่านั้น และมีการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งสนับสนุนกองทัพ ถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงการฟอกเขียวระบอบเผด็จการทหารเท่านั้น

สถานการณ์ในเมียนมาปัจจุบันยังคงมีความขัดแย้ง ทำให้ไม่มีการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มกบฏ

รายละเอียดการ เลือกตั้งในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งรอบแรกเริ่มในเวลา 6:00 น. ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์

แตกต่างจากอดีตที่นางซูจีสามารถเรียกร้องผู้สนับสนุนได้จำนวนมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดบรรยากาศของการรวมตัวอย่างคึกคัก รัฐบาลทหารยังได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงเพื่อยึดคืนพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง

นางโม โม มยิน กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและยุติธรรม เราจะสนับสนุนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพนี้เป็นผู้ทำลายชีวิตของพวกเรา?”

“เรากลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย” เธอกล่าว

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ยังคงยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหนทางไปสู่การปรองดอง แม้ว่าจะไม่ได้ตอบรับคำขอสัมภาษณ์จาก AFP

การลงคะแนนเสียงรอบที่สองจะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า และรอบสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในเกือบ 1 ใน 5 ของเขตเลือกตั้ง

นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวว่าการเลือกตั้งนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการปราบปราม

นายซอ ตุน จากกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) กล่าวว่า “มีหลายวิธีที่จะสร้างสันติภาพ แต่พวกเขาไม่เลือกวิธีเหล่านั้น กลับเลือกที่จะจัดการเลือกตั้งแทน เราจะสู้ต่อไป”

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าจะนำพาเมียนมาไปในทิศทางใดต่อไปในอนาคต

ที่มา – เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

เมียนมาปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้!

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศยุติแคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง เตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์นี้เป็นครั้งแรกหลังรัฐประหารปี 2564 แต่จัดได้เพียงบางพื้นที่ ท่ามกลางการสู้รบและเสียงคัดค้านจากนานาชาติ

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้ปิดฉากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์  2564

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้น แม้ไม่มีผู้สมัครจากรัฐบาลที่ถูกโค่นล้ม รวมถึงพรรคของนางออง ซาน ซู จี และเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธที่ยังลุกลามในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การที่เมียนมาปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้จึงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ

รายงานระบุว่า การเลือกตั้งจะสามารถจัดขึ้นได้เพียง 102 จาก 330 เมืองและอำเภอทั่วประเทศ เนื่องจากรัฐบาลทหาร ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างน้อย 56 เขต ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธ หรือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารฝ่ายประชาธิปไตย

เมียนมาปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้ ท่ามกลางความขัดแย้ง

สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียดในขณะที่กำลังจะมีการจัดการเลือกตั้ง แม้ว่ารัฐบาลทหารจะพยายามแสดงให้เห็นถึงความมั่นคง แต่การสู้รบระหว่างกองทัพและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง การที่รัฐบาลทหารสามารถจัดการเลือกตั้งได้เพียงบางส่วนของประเทศ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศอย่างแท้จริง การปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้จึงเต็มไปด้วยความกังวล

ผลกระทบต่อประชาชน

ประชาชนชาวเมียนมาจำนวนมากยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวและความไม่แน่นอน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และการขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบาก การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงเป็นความหวังของหลายๆ คนที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม

นานาชาติจับตาการเลือกตั้ง

ประชาคมโลกต่างจับตามองการเลือกตั้งในเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยหลายประเทศได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความชอบธรรมและความเป็นอิสระของการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร ข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง และการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนชาวเมียนมาได้อย่างแท้จริง

  • อนาคตของเมียนมาหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร?
  • บทบาทของประชาคมโลกในการสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมา
  • ความท้าทายในการสร้างความปรองดองในชาติ

อนาคตของเมียนมาหลังการเลือกตั้งยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การปิดฉากหาเสียง เลือกตั้งพรุ่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้เช่นกัน ความหวังและความกังวลของประชาชนชาวเมียนมาจึงยังคงอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทหารในการสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตนเอง อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมที่แท้จริงจะต้องมาจากการยอมรับของประชาชน และการเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ที่มา – เมียนมาปิดฉากหาเสียง รื้อถอนป้ายผู้สมัคร เตรียมเลือกตั้งพรุ่งนี้ ท่ามกลางการสู้รบร้อนระอุ

เมียนมาทิ้งระเบิดสะกาย ดับเพียบ ก่อนเลือกตั้ง

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

สถานการณ์ในเมียนมายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกองทัพเมียนมาเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีทางอากาศ โดยมุ่งเป้าไปที่พื้นที่พลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตสะกาย ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

กองทัพเมียนมาได้ยกระดับปฏิบัติการทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการทิ้งระเบิด การยิงจรวด และการกราดยิงจากอากาศยาน โดยเป้าหมายหลักคือพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตสะกาย ความพยายามนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยึดคืนพื้นที่ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

รายงานล่าสุดระบุว่า ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ มีพลเรือนเสียชีวิตหลายสิบรายจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา การโจมตีเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ได้กล่าวยกย่องกองทัพอากาศในพิธีครบรอบ 78 ปี ที่กรุงเนปิดอว์ โดยชื่นชมความเสียสละและความทุ่มเทของกองทัพในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายใน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กองทัพอากาศเมียนมาได้ส่งเครื่องบินขับไล่ 4 ลำ และอากาศยานไจโรคอปเตอร์ 3 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตคินอู โดยหนึ่งในเป้าหมายคือคลังน้ำมันริมถนนและทางแยกใกล้เคียง การโจมตีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่เลือกหน้าในการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารประชาชนในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ระเบิดตกลงบนจุดเก็บถังน้ำมันริมถนน ทำให้เกิดไฟลุกลามไปยังรถยนต์ที่ติดอยู่ในการจราจร บริเวณจุดตรวจมีรถสะสมอยู่จำนวนมาก ทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อการโจมตี เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์

เหตุการณ์โจมตีดังกล่าวทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย โดยไม่มีรายงานการปะทะกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า กองทัพจงใจโจมตีพลเรือนด้วยระเบิด จรวด และปืนกลจากอากาศ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ก่อนหน้านั้นในวันพุธ เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมา 5 ลำ ได้โจมตีท่าเรือ 2 แห่ง ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอิระวดี ด้วยการทิ้งระเบิดอย่างน้อย 30 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่อพยพข้ามแม่น้ำมาจากเมืองซิงกู เขตมัณฑะเลย์ เพื่อหนีการสู้รบ

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในเมืองซิงกูกำลังอพยพจำนวนมาก หลังทหารรัฐบาลเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านในเขตมัณฑะเลย์ สถานการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง

ในวันเดียวกัน เครื่องบินรบจากฐานทัพอากาศเมืองเมกติลา ได้ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านเซตอว์ ในเขตเวตเล็ต ทั้งที่ไม่มีการปะทะภาคพื้นดิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมถึงคู่สามีภรรยาสูงอายุวัยกว่า 70 ปี บ้านเรือนและยานพาหนะหลายคันถูกทำลาย

คืนวันพุธ ยังมีรายงานว่า กองทัพอากาศโจมตีโรงพยาบาลชุมชนในเมืองเย-อู จนตัวอาคารได้รับความเสียหาย แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ การโจมตีโรงพยาบาลถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

สถานการณ์ความรุนแรงก่อนการเลือกตั้ง

ข้อมูลจากรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 กองทัพเมียนมาได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างน้อย 8,281 ครั้ง โดยจำนวนมากพุ่งเป้าไปยังบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในพื้นที่ฝ่ายต่อต้าน โดยยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอยู่ที่อย่างน้อย 4,470 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์

สถานการณ์ในเมียนมาแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การโจมตีทางอากาศที่เพิ่มขึ้นโดยกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมียนมา ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ และความหวังในการคืนสู่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจทำให้กระบวนการนี้เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ประชาคมโลกจำเป็นต้องให้ความสนใจกับสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อยุติความรุนแรง และส่งเสริมการเจรจาเพื่อหาทางออกทางการเมืองที่ยั่งยืน

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ นี่คือโศกนาฏกรรมที่ประชาคมโลกไม่อาจมองข้ามได้

ที่มา – กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ ต้านเลือกตั้ง

สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียด เมื่อทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี ซึ่งเป็นแกนนำในการชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น การจับกุมครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของนักกิจกรรมในประเทศ

ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเต็ต เมียต ออง นักกิจกรรมหนุ่ม วัย 24 ปี จากเมืองมัณฑะเลย์ ถูกทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์และควบคุมตัวไว้โดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก การกระทำดังกล่าวสร้างความวิตกอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยเเละสวัสดิภาพของเขา

นายเต็ต เมียต ออง อดีตประธานสหภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยยาดานาบน ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม หลังจากที่เขาถูกออกหมายจับและตั้งค่าหัวอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหาร เครือข่ายฝ่ายต่อต้านออกมาเเถลงว่ามีความเสี่ยงร้ายเเรงเเละเร่งด่วนที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตของเขา

การเคลื่อนไหวก่อนถูกจับกุมของนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายเต็ต เมียต ออง เป็นหนึ่งในเเกนนำนักกิจกรรมชื่อดังหลายคนที่ร่วมจัดการชุมนุมในเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง คว่ำบาตรการเลือกตั้ง เเละยุติการเกณฑ์ทหารโดยใช้กำลัง ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลทหารได้ตั้งข้อหาเขาเเละผู้ร่วมชุมนุมอีก 9 คน ภายใต้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง มาตรา 24 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการกดขี่ประชาชน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี

นับตั้งเเต่กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้ถูกจับกุมเเล้วอย่างน้อย 318 คน ซึ่งรวมถึงบุคคลในวงการบันเทิงเเละภาพยนตร์หลายราย สะท้อนให้เห็นถึงการปราบปรามที่ทวีความรุนเเรงมากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลทหารในการจัดการเลือกตั้งภายใต้เสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก

การจับกุมทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ครั้งนี้ เป็นเครื่องตอกย้ำถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในเมียนมา การปราบปรามผู้เห็นต่าง การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อประเทศ

สถานการณ์ในเมียนมายังคงน่ากังวลและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประชาคมโลกควรให้ความสนใจและหาทางช่วยเหลือประชาชนเมียนมาที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – ทหารเมียนมาจับกุมนักเคลื่อนไหวมัณฑะเลย์ วัย 24 ปี แกนนำชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้ง

หลิว จงอี้ ซัดกัมพูชา พัวพันสแกมเมอร์

“หลิว จงอี้” เข้า บก.ทบ. ซัดรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์ ชม 3 ชาติกวาดล้างเมียวดี จับผู้ต้องหาจีน 6,600 คน ชี้ รบ.เมียนมา ตั้ง คกก.เฉพาะกิจ ตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่ง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กองทัพบก เผยแพร่เอกสารข่าว ว่าวานนี้ (17 ธันวาคม 2568) พล.อ.ดิเรก บงการ หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้การต้อนรับ นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ในระหว่างการหารือ พล.อ.ดิเรก กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ากลุ่มสแกมเมอร์ที่ถูกปราบปรามอาจหลบหนีไปยังพื้นที่อื่น และอาจใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 โดยใช้การแฝงตัวเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือนักลงทุน ส่งผลให้การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการดำเนินการของกองทัพบกที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการคัดกรองและระบุตัวผู้ต้องสงสัยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสของขบวนการสแกมเมอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำให้การสกัดจับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.ดิเรก ยังกล่าวถึงขั้นตอนการส่งมอบผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนการผลักดันออกนอกประเทศ ที่ทางกองทัพบกมีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะสามารถลดเวลาในขั้นตอนเหล่านี้ได้

ทางด้าน นายหลิว จงอี้ ได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และจีน ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี ซึ่งสามารถจับกุมและส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนกว่า 6,600 คน พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจในการแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่งแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทยเพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิดที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งกล่าวว่าอุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม จึงต้องมีการดำเนินการเก็บวัตถุพยานอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางจีนยังได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

ดังนั้น จึงขอให้ทั้ง 2 ประเทศได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในการดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค.

ล่าสุด นายหลิว จงอี้ ได้มีการหารือถึงประเด็นสำคัญที่ว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

หลิว จงอี้ ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

จากกรณีที่นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้าพบกองทัพบกไทย เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายหลิว จงอี้ ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมากล่าวถึงความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของทางการจีนต่อปัญหาดังกล่าว และอาจนำไปสู่การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนเช่นนี้

ประเด็นที่นายหลิว จงอี้ ยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งต้องมีการดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ

สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกประเทศในการดำเนินการดังกล่าว

ที่มา – ทบ. เผยประเด็นวงหารือ “หลิว จงอี้” ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

เมียนมายัน อองซาน ซูจี ไม่เสียชีวิต จริงหรือ?

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ยืนยันยังมีชีวิต ท่ามกลางความกังขาจากหลายฝ่าย ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานะของอดีตผู้นำคนนี้เป็นอย่างไร และทำไมข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของเธอจึงแพร่สะพัด?

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต”

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์นี้ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ มายืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าว

การออกมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” เกิดขึ้นหลังจากที่นายคิม แอริส บุตรชายของนางซูจี ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของมารดา เนื่องจากครอบครัวไม่ได้รับการติดต่อหรือพบกับนางซูจีมานานกว่า 2 ปี โดยระบุว่านางซูจีมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลายประการ และไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับทีมกฎหมายหรือสมาชิกในครอบครัวเลย

องค์กรสิทธิมนุษยชนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารต่างตั้งข้อสงสัยว่า หากนางซูจียังมีสุขภาพดีจริง รัฐบาลควรอนุญาตให้ครอบครัวหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือเข้าพบเพื่อคลายความกังวลของประชาชน

นายอู ตุน เมียะ แกนนำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัวหรือสภาพความเป็นอยู่ของนางซูจี และกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารพยายามใช้การโฆษณาชวนเชื่อและปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัด

ภาพล่าสุดที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนของนางซูจี คือภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ระหว่างการนำตัวเธอขึ้นศาล ส่วนการพบปะครั้งล่าสุดที่มีการยืนยันคือการพบกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 เป็นเวลาราว 90 นาที

นางอองซาน ซูจี ถูกควบคุมตัวตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 และถูกตัดสินจำคุกรวม 33 ปี จาก 19 ข้อหา ซึ่งนานาชาติมองว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง และนับแต่นั้นมา เธอถูกควบคุมตัวโดยตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข่าวลือ “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” จึงยังคงเป็นที่น่าติดตาม

ทำไมข่าวลือเรื่อง อองซาน ซูจี เสียชีวิต ถึงแพร่สะพัด?

การที่ข่าวลือเรื่อง “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความไม่ไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงความห่วงใยต่อชะตากรรมของนางอองซาน ซูจี ที่ถูกกักบริเวณและตัดขาดจากโลกภายนอกมาเป็นเวลานาน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความต้องการข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากรัฐบาล เพื่อยืนยันสถานะและความเป็นอยู่ของนางซูจีอย่างแท้จริง การขาดข้อมูลและความคลุมเครือทำให้ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนักโทษการเมืองและความเป็นอยู่ของผู้ที่ถูกควบคุมตัว

แม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของนางอองซาน ซูจี แต่ความคลางแคลงใจและความกังวลยังคงอยู่ การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงและโปร่งใส รวมถึงการอนุญาตให้มีการเข้าพบและตรวจสอบความเป็นอยู่ของนางซูจีเท่านั้น ที่จะสามารถคลายความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ย้ำยังมีชีวิต แต่ไร้หลักฐานยืนยัน

Scroll to top