แม่ทัพภาคที่ 2

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตลวดหนามหีบเพลง ลั่น แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดความปลอดภัยกำลังพล แนะรัฐบาลลดขั้นตอนจัดซื้อให้ทันสถานการณ์ ตำหนิ “โรม” ใจแคบมีอคติ ย้อนดูพรรคตัวเองก็เปิดรับบริจาคทำกิจกรรม

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ที่เปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนว่าไม่เหมาะสม ว่า ที่ผ่านมานายรังสิมันต์ก็ได้เห็นภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้ว ซึ่งขณะนี้มีบริเวณพื้นที่ครอบคลุมถึง 7 จังหวัดแล้ว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนพลเรือนต้องบาดเจ็บล้มตายและอพยพหลายแสนคน

นายธนกร ระบุต่อไป การเปิดรับบริจาคของกองทัพภาคที่ 2 ครั้งนี้ เป็นการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อใช้ในพื้นที่สำคัญที่เป็นอธิปไตยของไทยอย่างเร่งด่วน จึงเป็นเหตุผลในการเปิดรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงในครั้งนี้ เนื่องจากความเร่งด่วนฉุกเฉินเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องใช้ทันที หากจะต้องรอระบบราชการ ขั้นตอนการจัดซื้อที่มีความละเอียดรอบคอบซึ่งต้องใช้เวลาราว 1 เดือนจึงไม่ทันการที่จะป้องกันความสูญเสียหรือความเสียหายได้

แต่การออกมาตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าทำเรื่องไม่เหมาะสมนั้น ตนมองว่า นายรังสิมันต์ มองเรื่องนี้ด้วยใจคับแคบ มีอคติ ทั้งที่ควรจะมองถึงความปลอดภัยในชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร การออกมาตำหนิลักษณะนี้ถือว่าไม่สร้างสรรค์ แต่กลับกันเมื่อมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่พรรคประชาชนของนายรังสิมันต์ได้ขับเคลื่อนมาตลอดนั้น พบว่ามีการเปิดระบบรับบริจาคเงินจากประชาชนแบบรายเดือนเพื่อนำไปจัดกิจกรรมพรรคอยู่เป็นระยะ ทั้งที่ก็มีงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่แล้ว จึงขอตั้งคำถามย้อนไปถึงนายรังสิมันต์ว่า การขอรับบริจาคจากพี่น้องประชาชนในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

ขณะเดียวกัน นายธนกร ยังได้ขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในการป้องกันอธิปไตยของไทยมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่งที่คนไทยเราทุกคนจะลุกขึ้นร่วมแรงร่วมใจสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ สิ่งไหนที่สามารถร่วมด้วยช่วยกันได้เราก็พร้อมยินดีสนับสนุน ส่งเสริมให้กองทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องพื้นแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง ตนในฐานะ สส. ขอเป็นอีกแรงสนับสนุนให้มีการปรับยุทธวิธีใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้แทนการเดินลาดตระเวนซึ่งมีความเสี่ยงสูงของเจ้าหน้าที่ทหาร ส่วนจุดไหนที่จะต้องมีการเดินลาดตระเวนก็ควรจะมีอุปกรณ์เคลียร์พื้นที่ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีทุ่นระเบิด จึงขอฝากให้รัฐบาลสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

“กรณีนี้ถือเป็นกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลเองควรมีส่วนเร่งช่วยหาช่องทางลดขั้นตอนการจัดซื้อที่ใช้เวลานานลง และแก้ปัญหาให้กับกองทัพภาคที่ 2 เป็นการเร่งด่วน เพราะแม่ทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นความสำคัญของชีวิตกำลังพลทุกนายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียอีกต่อไป ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่ควรที่จะมีบางพรรคการเมืองออกมาตำหนิ เพราะสิ่งที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำ ไม่ได้ขอรับบริจาคเพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ”

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างทันท่วงที

ทำไมนายธนกรถึงขอบคุณคนไทยที่ซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่มีความตึงเครียด การสนับสนุนจากประชาชนเป็นกำลังใจสำคัญให้กองทัพ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความรักชาติ ความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย การที่นายธนกร “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 จึงเป็นการแสดงความสำนึกในน้ำใจของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนกรยังวิพากษ์วิจารณ์การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายรังสิมันต์ โรม ที่ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยมองว่านายรังสิมันต์มีอคติและใจแคบ ควรจะมองถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นสำคัญ

นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรให้การสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร และควรเร่งแก้ไขปัญหาขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า เพื่อให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 นั้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรวมพลังของคนในชาติเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

การที่นายธนกรออกมาชื่นชมและสนับสนุนการทำงานของกองทัพภาคที่ 2 รวมถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของกองทัพนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 เป็นการส่งสัญญาณว่าทุกภาคส่วนในสังคมจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติ และกองทัพก็เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ดังนั้นการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่กองทัพจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 ขอ รบ.เร่งลดขั้นตอน ติง “โรม” ใจแคบ-อคติ

แม่ทัพภาค 2 ชี้กัมพูชาลอบวางระเบิด พร้อมปกป้องกำลังพล

“แม่ทัพภาคที่ 2” ชี้ “กัมพูชา” แอบลอบวางทุ่นระเบิด ละเมิดเงื่อนไขหยุดยิง หวังยั่วยุ พร้อมใช้สิทธิปกป้องคุ้มครองกำลังพล ปรับแผนการลาดตระเวน

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 เผยว่า เหตุการณ์ที่ทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 เหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาซ้าย 1 นาย คือ ส.อ.ธีรพล เพียขันที ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว

ซึ่งเหตุเกิดในจุดแนววางรั้วลวดหนามทางด้านทิศตะวันตก ถ้าหันหน้าเข้าเขมรจะอยู่ฝั่งขวาของตัวปราสาท และห่างจากตัวปราสาทประมาณ 1 กิโลเมตร เรียกว่าช่องจุ๊บตาโมก สันนิษฐานว่าเขมรลักลอบมาวางกับระเบิดช่วงที่ถอนกำลังทหารออกไป ซึ่งวันนี้ทหารไปตรวจสอบแนววางลวดหนาม ซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทยเป็นเส้นทางที่ใช้ลาดตระเวนประจำอยู่ในฝั่งไทยอยู่แล้ว

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการยั่วยุ ผิดเงื่อนไขการหยุดยิง เพราะการวางทุ่นระเบิด ถือเป็นการยิงเหมือนกัน เราจะมีมาตรการตอบโต้ และรายงานให้รัฐบาลรับทราบตามขั้นตอนแล้ว หลังจากนี้จะนำไปสู่ขั้นตอนการประท้วงในระดับสากล พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ขอข้อมูลเร่งด่วนเพื่อทำการประท้วงฝ่ายเขมรต่อไป แม้จะมีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งต่อไป ไทยจะนำเรื่องทุ่นระเบิดนี้ไปหารือ แต่เชื่อว่ากัมพูชาคงไม่ยอมรับเหมือนที่เขาพูดใน GBC เมื่อเขาปฏิบัติเรื่องนี้เขาก็ไม่พูดถึง

เมื่อถามว่า ทางกัมพูชาไม่ยอมร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดและทหารไทยเหยียบระเบิดแบบนี้ต่อไป พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ถ้าเหตุการณ์สงบ เราก็ต้องให้ศูนย์เก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เข้ามาดำเนินการเก็บกู้ แต่ถ้าไม่สงบ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องตอบโต้ด้วยกำลัง

ถามอีกว่า การที่เราได้เจรจาหยุดยิงไปแล้วมีผลอะไรหรือไม่ แม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องหน้างาน การเจรจาก็เจรจาไป เรามีสิทธิ์ปกป้อง และคุ้มครองกำลังพลของเราเช่นกัน ซึ่งทางเราจะมีการปรับแผนในการลาดตระเวน เพื่อให้กำลังพลจะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงกับทุ่นระเบิดที่ทางเขมรได้วางไว้ ทางเราเพิ่มการใช้กล้องวงจรปิด และใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าทำการเคลียร์เส้นทางลาดตระเวนแทนการใช้บุคคลในการควบคุมแต่ละพื้นที่ เป็นการป้องกันกำลังพล นอกจากนี้จะได้เพิ่มการเฝ้าตรวจในระยะไกลขึ้นมาอีกสเต็ป.

แม่ทัพภาค 2 ชี้ กัมพูชาแอบลอบวางทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดเหตุทหารพรานเหยียบกับระเบิด ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความปลอดภัยของกำลังพล และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แม่ทัพภาค 2 ยัน! พร้อมปกป้องกำลังพล

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้สิทธิในการปกป้องและคุ้มครองกำลังพลอย่างเต็มที่ โดยจะมีการปรับแผนการลาดตระเวนใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกับระเบิด

มาตรการป้องกันและตอบโต้

  • ปรับแผนการลาดตระเวน: หลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง และเพิ่มการลาดตระเวนด้วยเครื่องจักร
  • เพิ่มการเฝ้าตรวจระยะไกล: ใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับความเคลื่อนไหว
  • รายงานรัฐบาล: แจ้งสถานการณ์ให้รัฐบาลทราบเพื่อดำเนินการทางการทูต
  • ตอบโต้ด้วยกำลัง: หากสถานการณ์ไม่สงบ จะใช้กำลังตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย

ผลกระทบและความกังวล

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา และเจรจากับกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ในขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องกำลังพลและอธิปไตยของชาติ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียด และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทางกองทัพและรัฐบาลไทย จะต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

ถึงเเม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่เราต้องมีความเชื่อมั่นในการทำงานของกองทัพและภาครัฐที่จะสามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – “แม่ทัพภาค 2” ชี้ “กัมพูชา” แอบลอบวางทุ่นระเบิดหวังยั่วยุ พร้อมใช้สิทธิปกป้องกำลังพล

ทบ.โต้! แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้รุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องปราสาทตาควาย ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา อย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวถึงนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และในช่วงที่มีการปะทะกันในอดีต ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปยึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้มีการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวว่าในอนาคต จะต้องพยายามนำปราสาทตาควายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม

แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการเตรียมการนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเจรจาในวงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า จะไม่ถอยออกจากแนวการวางกำลังเดิม

เพื่อเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.ต.วินธัย กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีความพยายามที่จะยั่วยุ หรือมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย จึงไม่เป็นความจริง

ทำไมการยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาจึงสำคัญ

การที่กองทัพบกต้องออกมาตอบโต้และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ
  • ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด
  • สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ การที่กองทัพบกออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นนี้ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศจะสามารถพูดคุยและเจรจากันด้วยเหตุผลและสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุดในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – สวนกลับ “มาลี” ทบ. ยันแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่: เจาะลึกประเด็น

รักษาการนายกฯ ส่งเรื่องให้กองทัพพิจารณาการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พร้อมเผยเตรียมยุบ ศบ.ทก. หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการต่ออายุราชการหลังจากที่จะเกษียณในอีก 50 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการต่ออายุราชการนั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ของกองทัพ

“ถ้ากองทัพเห็นความจำเป็นก็คงจะเสนอมา แต่ถ้าโดยปกติไม่มี ทางเราเชื่อมั่นในความสามารถซึ่งจะต้องให้กองทัพพิจารณา เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะท่านทำผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว คิดว่าถ้ามีช่องทางกองทัพจะเสนอเข้ามา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นเรื่อง กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ นั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ท่าทีต่อกรณีปราสาทตาควายและการยุบ ศบ.ทก.

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงการยึดปราสาทตาควายคืนเนื่องจากอยู่ในเขตไทย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง และกองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามนั้น

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยและกัมพูชาจะเปิดฉากรบกันอีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม และขอให้ติดตามการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 13-14 สิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะยุติบทบาท

“ขอให้จับตาดูการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13-14 สิงหาคมนี้ ทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทแล้ว ให้กลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นเฟกนิวส์ เพราะทุกวันนี้สู้กันก็เพราะเฟกนิวส์สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกทำให้งงกันไปหมดจนเป็นปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

สำหรับการยุบ ศบ.ทก. นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพและฝ่ายข่าวประเมินสถานการณ์แล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อน

การพิจารณา กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์ชายเเดนเเละการจัดการข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของชาติเเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของ กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพในอนาคต รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ที่มา – โยนกองทัพพิจารณาต่ออายุราชการ มทภ.2 หรือไม่ เผยจ่อยุบ ศบ.ทก. หากเข้าภาวะปกติ

Scroll to top