โครงการคนละครึ่ง

อนุทิน ดักคอคนหวัง โครงการคนละครึ่งตก

“อนุทิน” หวัง แถลงนโยบาย 29 ก.ย.ผลักดัน “โครงการคนละครึ่ง” ดักคอคนเล่นการเมืองหวังให้โครงการนี้ตกไป บอกว่าไม่มีทาง ขอทุกคนสนับสนุน เพราะเป็นผลงานร่วมกัน ไม่ใช่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว

เวลา 12.10 น. วันที่ 25 ก.ย. 2568 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นที่ต้องการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 เป็นเพราะสาเหตุอะไร รัฐบาลมีเวลาทำงาน 4 เดือน จึงต้องการเร่งทำงาน

ส่วนที่ต้องแถลงนโยบายก่อนวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้ทันในการผลักดันงบประมาณในปี 2568 ใช่หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นบางงบประมาณอาจจะตกไป นายอนุทิน กล่าวว่าอะไรที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองก็ทำทั้งหมด เราจะทิ้งงบไว้ทำไม ถ้าเกิดเราไม่เร่ง งบนี้ก็ตกไป ก็จะเอางบประจำไปใช้แทน ซึ่งงบประจำในเรื่องนโยบายคนละครึ่งต้องทำอยู่ดี ถ้าใครจะมาคิดเล่นการเมืองก็ให้ข้ามเดือนนี้ เดี๋ยวโครงการนี้จะตกไป ซึ่งไม่มีทาง

นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ตกหรอก ตกไม่ได้ เพราะจะไปใช้งบอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ช้า เราเตรียมตัวอยู่แล้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมการเรื่องนี้เป็นอย่างดี ซึ่งเราคิดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย จะได้ถือว่าทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลมีส่วนร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน แก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน ตนเองจะไม่มาบอกว่าเป็นผลงานฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นผลงานของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่ตระหนักถึงความเดือดร้อนและต้องการที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ส่วนงบประมาณปี 2568 ที่เหลืออยู่คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน บอกเพียงว่า เดี๋ยวรายละเอียดให้ไปสอบถาม

อนุทิน ดักคอคนหวัง โครงการคนละครึ่งตก

จากสถานการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ โครงการคนละครึ่ง ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้างเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนี้ เรามาเจาะลึกถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้กัน

อนุทินย้ำ! โครงการคนละครึ่งไม่ตกแน่นอน

มีการยืนยันจากนายอนุทินว่า โครงการคนละครึ่ง จะไม่ถูกยกเลิกอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีความพยายามจากฝ่ายการเมืองบางส่วนที่ต้องการให้โครงการนี้สิ้นสุดลง โดยนายอนุทินได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน

สิ่งที่นายอนุทินกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายที่ส่งผลดีต่อประชาชนอย่างแท้จริง การที่โครงการคนละครึ่งยังคงดำเนินต่อไปได้นั้นถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นประชาชนจึงมั่นใจได้ว่า โครงการคนละครึ่ง จะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุนโครงการนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโครงการคนละครึ่งไม่ใช่เพียงแค่ผลงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ต้องการเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจยังคงมีความท้าทาย การมีโครงการอย่างคนละครึ่งจึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถประคับประคองชีวิตและธุรกิจของตนเองให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การที่นายอนุทินออกมาดักคอคนเล่นการเมืองที่หวังให้ โครงการคนละครึ่ง ตกไปนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและไม่ยอมให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น เราทุกคนจึงควรสนับสนุน โครงการคนละครึ่ง และร่วมกันผลักดันให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “อนุทิน” ดักคอคนเล่นการเมืองหวังให้โครงการ “โครงการคนละครึ่ง”ตก หวังแถลงนโยบาย 29 ก.ย.นี้

อัปเดต! เงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” ใครได้บ้าง?

อัปเดตความคืบหน้า “คนละครึ่ง 2568” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เช็กเงื่อนไขล่าสุด แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ใครมีสิทธิบ้าง

ภายหลัง “รัฐบาลอนุทิน” ประกาศฟื้นคืน โครงการคนละครึ่ง หรือ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งคนละครึ่งในรอบใหม่อาจจะมีเรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น

โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงโครงการคนละครึ่ง ระบุว่า มีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ

อัปเดตเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” หรือ “คนละครึ่ง 2568”

หากย้อนกลับก่อนหน้านี้ “โครงการคนละครึ่ง” ที่ผ่านมา จะกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายคือ ประชาชนจะได้รับสิทธิภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 50 สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และค่าบริการ (นวด สปา ทำผม ทำเล็บ ค่าเดินทางโดยบริการขนส่งสาธารณะหรือขนส่งมวลชนสาธารณะ) ยกเว้นสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ โดยใช้สิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” จำกัดสิทธิไม่เกิน 150 บาท/วัน

โดยผู้ที่สามารถลงทะเบียน คนละครึ่ง ได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
  • มีสัญชาติไทย
  • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“คนละครึ่งรอบใหม่” แบ่งสิทธิเป็น 2 กลุ่ม

สำหรับโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคน โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

  • ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน
  • ส่วนประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือรูปแบบ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

นอกจากนี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยถึง นโยบายคนละครึ่งล่าสุด ระบุว่า แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

ขณะเดียวกันยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

อย่างไรก็ตามโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ยังอยู่ภายใต้แนวคิดปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไร “ไทยรัฐออนไลน์” จะรีบรายงานให้ทราบต่อไป.

จับตาเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของ “คนละครึ่งพลัส”

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กำลังจะมาถึงนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ควรรอติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ที่ท่านพึงจะได้รับ โครงการคนละครึ่งพลัสนี้ มีเงื่อนไขที่แตกต่างจากเดิมพอสมควร โดยเฉพาะการแบ่งกลุ่มผู้มีสิทธิออกเป็นสองกลุ่ม ซึ่งจะทำให้ผู้เสียภาษีได้รับสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น แต่ก็ต้องรอดูรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ เพิ่มเติม

หากคุณเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้เสียภาษี อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษจากโครงการ”คนละครึ่งพลัส” นี้ เพราะอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ต้องพิจารณา เช่น เกณฑ์รายได้ หรือเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีประจำปี

สำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะรัฐบาลจะเติมเงินให้เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่น้อยกว่าประชาชนทั่วไป ถือเป็นข่าวดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม การวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เงินที่ได้รับจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” นี้ สามารถนำไปใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่า และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนละครึ่งพลัส จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อีกมาก

ที่มา – อัปเดตเงื่อนไข “คนละครึ่ง” สู่ “คนละครึ่งพลัส” แบ่ง 2 กลุ่มใหญ่ ใครได้บ้าง

คนละครึ่งพลัส 2568 เริ่มเมื่อไร? เช็กเงื่อนไข!

อัปเดตล่าสุดโครงการ “คนละครึ่ง 2568” หรือ “คนละครึ่งพลัส” จะเริ่มโครงการได้เมื่อไร? มาเช็กเงื่อนไขล่าสุดและดูกันว่าใครลงทะเบียนได้บ้าง

อัปเดตความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” ปี 2568 หรือ “คนละครึ่งพลัส” ภายหลังจากที่ รัฐบาลอนุทินเตรียมนำโครงการดังกล่าว กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่าเดิม เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น 

“คนละครึ่งพลัส 2568” คืออะไร

สำหรับ “คนละครึ่ง” คือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงโครงการคนละครึ่ง ระบุว่า มีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ

โครงการ “คนละครึ่งพลัส 2568” จะเริ่มเมื่อไร

สำหรับโครงการคนละครึ่งฉบับอัปเกรด หรือ “คนละครึ่งอนุทิน” ก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วสุดในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้งบประมาณ ในหมวดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 25,000 ล้านบาท

โดยนายอนุทิน ได้เผยความคืบหน้าบนเวทีปราศรัย ขณะหาเสียงช่วย น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรือ ครูอีฟ เลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษ เขต 5 ตอนหนึ่งว่า นโยบายต่างๆ พูดอะไรไว้เราจะทำตามที่พูดภายใน 1 เดือนนี้ “คนละครึ่งพลัส 2568” จะมาถึงมือแน่นอน

คาดแถลงนโยบาย 29-30 ก.ย. ดึง 2.5 หมื่นล้าน งบประมาณปี 68 ทำ “คนละครึ่งพลัส 2568” 

ขณะที่ทางด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 และ “คนละครึ่ง” เมื่อถามว่า ส่วนงบประมาณปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท จะนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งทันหรือไม่ นายภราดร ย้ำว่า ต้องดูแนวทางและถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ ว่าจะมีช่องทางไหนที่สามารถทำได้หรือไม่ แต่ถึงอย่างไรต้องรอให้ ครม. มีความสมบูรณ์ก่อน

สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ได้คุยนอกรอบว่า วันที่ 29-30 กันยายนนี้ ฉะนั้นน่าจะอยู่ในกรอบ แต่ถึงอย่างไรต้องรอหลังจากที่นายกรัฐมนตรีทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อนัดหารือ 3 ฝ่าย (ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสภา) เพื่อแบ่งสรรเวลาและกำหนดวันที่ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นได้ประสานนอกรอบแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็น 29-30 กันยายน ส่วนจะต้องเร่งรัดเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายภราดร ตอบว่า ไม่ทันก็ไม่ทัน ไม่ทันก็ไปใช้งบประมาณปี 2569 หากทันก็ใช้งบประมาณปี 2568 ก็มีเท่านั้น

เงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส 2568” ใครได้บ้าง

สำหรับโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคน โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

  • ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน

  • ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

จ่อเพิ่มสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี – ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อัปเดตข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง ว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่ง กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า

  • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up 

เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

  • ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี 

เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

  • ชงเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน

โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยอีกว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน คนที่ใช้แพลตฟอร์ม และมีสิทธิอยู่แล้วจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เมื่อถึงเวลาสามารถใช้ได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้ต้องลงทะเบียน และสำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็มีระบบออฟไลน์รองรับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้า “โครงการคนละครึ่ง 2568” ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีรายละเอียดเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป.

โครงการ “คนละครึ่งพลัส 2568” เป็นโครงการที่น่าจับตามองสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย และหวังว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ที่มา – อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะเริ่มเมื่อไร เช็กเงื่อนไขล่าสุด ใครได้บ้าง

คนละครึ่งพลัส ใช้ได้เมื่อไหร่? อัปเดตล่าสุด!

อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในสมัยรัฐบาลอนุทิน ใช้ได้เมื่อไหร่ แย้มเพิ่มสิทธิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“คนละครึ่ง 2568” หรือ “คนละครึ่งพลัส” ที่เตรียมนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ในสมัยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงเป็นนโยบายที่หลายคนรอคอย ซึ่งในรอบนี้อาจจะมีการปรับเงื่อนไขการลงทะเบียน และสิทธิการใช้จ่าย โดยเน้นสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี

สำหรับคนละครึ่งรอบใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ

ขณะที่  “กระทรวงการคลัง” ได้ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่า มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่งพลัส” ใครได้บ้าง

สำหรับเงื่อนไข คนละครึ่ง 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่งพลัส กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้น คือ

  • เพิ่มสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ่อรับเงินรวม 1,000 บาท

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป 

  • มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี

ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

  • ชงเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน

โดยก่อนหน้านี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยอีกว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน คนที่ใช้แพลตฟอร์ม และมีสิทธิอยู่แล้วจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เมื่อถึงเวลาสามารถใช้ได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้ต้องลงทะเบียน และสำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็มีระบบออฟไลน์รองรับ

อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

คนละครึ่งพลัส: สรุปสิ่งที่คุณต้องรู้

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นโครงการที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ที่อยู่ในระบบภาษี แม้ว่ารายละเอียดของโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ

สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อมีการประกาศรายละเอียดและเงื่อนไขอย่างเป็นทางการ

โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากมีการบริหารจัดการที่ดีและประชาชนให้ความร่วมมือ ก็เชื่อได้ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ และสร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – “คนละครึ่งพลัส” ใช้ได้เมื่อไหร่ แย้มเพิ่มสิทธิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

พรรคประชาชนเตรียมทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่! เน้น 4 หมวดหมู่หลัก ตรวจสอบละเอียดทุกประเด็นร้อน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” เผย พรรคประชาชน ตั้งทีมเตรียมผู้อภิปรายวันแถลงนโยบายในสภาฯ แล้ว โดยแบ่งประเด็นการตรวจสอบออกเป็น 4 หมวดหมู่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เงื่อนไข MOA ไปจนถึงประเด็นที่ดินเขากระโดง และโครงการคนละครึ่ง รวมถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อาจมีข้อกังขา

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง สภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่าเวทีแรกที่จะทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้นคือการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยพรรคประชาชนได้จัดตั้งทีมและเตรียมผู้อภิปรายไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่

  1. การตรวจสอบและติดตามการรักษาสัญญาตามเงื่อนไขข้อตกลง (MOA) ที่รัฐบาลได้ให้ไว้
  2. การตรวจสอบประเด็นที่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น กรณีการฮั้ว สว. และประเด็นที่ดินเขากระโดงซึ่งยังคงเป็นข้อพิพาท
  3. การตรวจสอบนโยบายเฉพาะหน้าที่คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญและผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่งที่มีข่าวออกมา รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้มีการใช้งบประมาณจำนวน 69 บาท เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
  4. การตรวจสอบความเหมาะสมของรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละท่าน เช่น กรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เคยเป็นอดีตตำรวจในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีความเกี่ยวข้องกับอดีตตำรวจท่านหนึ่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามในคดีฮั้ว สว. รวมถึงจุดยืนของรัฐมนตรีท่านนี้ต่อนโยบายกัญชา

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม แต่เมื่อพิจารณารายชื่อ ครม. ชุดใหม่ กลับพบว่ามีบุคคลที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และอาจมีการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบคุณสมบัติ นายพริษฐ์ตอบว่า การใช้องค์กรอิสระในการตรวจสอบยังคงเป็นแนวทางเดิม คือหากมีการกระทำใดที่เป็นการทุจริต พรรคประชาชนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่มีนิยามชัดเจน และสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่พรรคประชาชนแตกต่างออกไปคือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายอาจมีนิยามที่ไม่ตรงกัน และอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคฯ ยึดมั่นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และจะเป็นจุดยืนเดิมที่ใช้ในการตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่ว่าหน้าตานายกรัฐมนตรีหรือ ครม. จะเป็นอย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะยังคงตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

จับตา 4 หมวดหมู่หลักในการ ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

การตรวจสอบของพรรคประชาชนจะเน้นไปที่:

  • ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย
  • การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • ความเหมาะสมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การจัดตั้งทีมเพื่อชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การป้องกันการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ

นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะประกอบด้วยพรรคการเมืองที่หลากหลาย แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบทุกรัฐบาล

การตรวจสอบอย่างเข้มข้นนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน ถือเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความสมดุลทางการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน จัดทีมชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน 4 หมวดหมู่

“อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน

“อนุทิน ชาญวีรกูล” เร่งทำนโยบายเตรียมแถลงรัฐสภา เดินหน้าทำตามข้อตกลง เชื่อมั่น “อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน บอกไม่มีหรอก MOA มีแต่ MOU และตั้งใจจริงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยดึง “บวรศักดิ์” ช่วยงาน เชื่อว่าจะทันภายใน 4 เดือนตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

วันที่ 13 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วมกับว่าที่รัฐมนตรี เพื่อเตรียมจัดทำคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า เป็นการประชุมเพื่อจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาล ใน MOA ระบุว่าการยุบสภาคือ 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย เราต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว เข้ามาปุ๊บมีนโยบายเตรียมพร้อม ทำหนังสือขอให้ประธานรัฐสภาเปิดประชุมเพื่อแถลงนโยบายและยุบสภาโดยเร็ว เมื่อถามถึงนโยบายเร่งด่วนใน 4 เดือน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ทำนโยบายเรียบร้อยก่อน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ได้พูดเอาไว้ เช่น การแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา การทำประชามติเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ช่วงระยะเวลา 4 เดือน ที่เราต้องใช้อย่างเต็มที่ แต่จะได้ถึงระดับไหน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ รวมไปถึงการนำสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมาปัดฝุ่น เช่น โครงการคนละครึ่ง

เมื่อถามว่าใน 4 เดือนนี้การันตีผลงานรูปธรรมแน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ผลงานการทำงานของตนเองที่ผ่านมาก็มีผลงานเรื่อย ๆ ส่วน MOA จะทำให้มีความกดดันในการทำงานหรือไม่นั้น MOA แปลว่าอะไร ใครไปเรียกก็ไม่รู้ จริง ๆ ไม่มี MOA ขยายมาจาก MOU แปลว่า Memorandum of Understanding คือการทำความเข้าใจ ต้องมีการจดบันทึก แต่ MOA แปลว่าข้อตกลง Agreement ไม่ต้องมี MO มีแต่ A ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อตกลงสามารถผ่อนปรนได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำตามให้มากที่สุด ง่ายดี ไม่ต้องเถียงกับใคร อย่างน้อยตนเองก็ทำตามข้อ 4 และ 5 ไม่พยายามทำตัวเป็นเสียงข้างมาก และไม่คิดจะทำอยู่แล้วรับสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งคนทีเซ็นกับเรา ต่างคนก็ต่างรักษาสัญญา ทำให้รัฐบาลนี้เดินไปสู่วันที่ยุบสภาโดยเร็ว ตามข้อตกลงระบุว่าเริ่มนับ 4 เดือน หลังการแถลงนโยบาย ถ้ารอกระบวนการทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณ 6 สัปดาห์ แล้วแถลงนโยบายแปลว่าเจตนารมณ์เราไม่ดี ตนเองจึงทำเรื่องเสนอทูลเกล้าฯ เลย และร่างนโยบายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะนี้ทำกรอบใหญ่ก่อน และให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นมารับทราบด้วย ไม่ใช่ยัดเยียดเหมือนที่ผ่านมา เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปากมีเสียงเลย เป็นนโยบายของพรรคแกนนำอย่างเดียวเลยมีปัญหาทำงานไม่มีความสามัคคี ดังนั้นตอนนี้เรามีเวลาน้อย และมีเจตนารมณ์ร่วมกัน ก็เป็นไปตามนั้น

“อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรอบระยะเวลาทำงาน 4 เดือน จะทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทันหรือไม่ ว่าตามระบบทันอยู่แล้ว แต่ต้องปรึกษาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เนื่องจากจะมีการยุบสภา ซึ่งหากทำประชามติให้ทันพร้อมยุบสภาจะทำให้ประหยัดงบประมาณด้วย และพอเป็นประชามติรัฐบาลต่อไปเข้ามาก็จะใช้อ้างอิงเพื่อสามารถดำเนินเรื่องต่อไปได้ เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ประชาชนเลือกสสร.โดยตรง นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งลงรายละเอียด การที่ตนเชิญนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาช่วยทำงาน แสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้พูดไปอย่างนั้น แต่ตั้งใจเชิญนักกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาช่วยทำงานในรัฐบาล

อนุทินย้ำชัดเจน ตั้งใจจริงแก้รัฐธรรมนูญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันความตั้งใจจริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ภายในกรอบเวลา 4 เดือน โดยให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด การที่นายอนุทินดึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาร่วมงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ จึงต้องมีความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความตั้งใจจริงในการ “อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง “อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน และจะดำเนินการอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ นอกจากนี้ การที่นายอนุทินกล่าวถึงการปรึกษาหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการทำประชามติ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผลประชามติเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในกรอบเวลา 4 เดือนนั้น ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีขั้นตอนและกระบวนการที่ต้องดำเนินการหลายอย่าง ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

การติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด และการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน บอกไม่มีหรอก MOA มีแต่ MOU

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้เริ่มเดินหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและเร่งรัดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน หนึ่งในนั้นคือการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง เน้นย้ำว่าเนื่องจากรัฐบาลมีเวลาจำกัด การเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และการตัดสินใจปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง ถือเป็นสัญญาณที่ดี

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

นอกจากนี้ รศ.ดร.สุขุม ยังกล่าวชื่นชมการจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มีการเลือกบุคคลภายนอกซึ่งเป็น “มืออาชีพ” เข้ามาทำงาน สะท้อนให้เห็นว่านายอนุทินเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาดูแลเรื่องนี้จึงเป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง และสิ่งที่ รศ.ดร.สุขุม เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีคือ การที่สังคมเริ่มมีความหวังมากขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

การที่รัฐบาลใหม่ตัดสินใจที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่งขึ้นมาอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก การที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

อนาคตและความหวังของสังคม

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกที่จะดึงเอามืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเข้าใจในความซับซ้อนของปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมเริ่มมีความหวังใหม่หลังจากที่ได้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ความหวังเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และการที่รัฐบาลสามารถสร้างความหวังให้กับประชาชนได้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

  • การเร่งรัดนโยบาย: รัฐบาลควรเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน

โดยรวมแล้ว รศ.ดร.สุขุม มองว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และการที่สังคมเริ่มมีความหวังจากการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง การฟื้นโครงการคนละครึ่งเป็นเเพียงจุดเริ่มต้น รัฐบาลยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

การที่สังคมมีความหวังหลังการจัดตั้ง ครม. อนุทิน ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้รัฐบาลมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” จัดทัพ ครม. ปัดฝุ่นคนละครึ่ง

ผอ.สำนักงบฯ ชี้ ดึงงบปี 68 ทำ “คนละครึ่ง” ต้องทัน

นายกฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณยืนยันว่างบประมาณมีเพียงพอต่อการสนองนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนต่างรอคอย

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถึงความพร้อมในการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจว่า “พร้อม ยืนยันว่างบประมาณมีพอ” เมื่อถามต่อไปว่าหากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ประกาศใช้ จะสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนันต์ ตอบว่าใช่ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อถามถึงกรณีงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านบาท สามารถนำมาดำเนินโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายอนันต์ ระบุ ต้องดูว่าจะใช้ทันสิ้นปีงบประมาณ 2568 หรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากสามารถดำเนินการทันก็ต้องทำเลย.

ผอ.สำนักงบฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต การกลับมาของโครงการนี้จึงเป็นที่คาดหวังของประชาชนจำนวนมาก

ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการดึงงบประมาณปี 2568 มาใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาถึงระยะเวลาการดำเนินงานที่เหลืออยู่ เนื่องจากปีงบประมาณ 2568 จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากสามารถดำเนินการได้ทันก็สามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการดึงงบปี 68 มาทำ “คนละครึ่ง”

  • ระยะเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ: การเร่งรัดกระบวนการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่จำกัดเป็นสิ่งสำคัญ
  • ความพร้อมของระบบ: ระบบการลงทะเบียนและการใช้จ่ายต้องมีความพร้อมและเสถียร เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมาก
  • การประชาสัมพันธ์: การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับโครงการให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึงและถูกต้อง
  • การติดตามและประเมินผล: การติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและการประเมินผลกระทบของโครงการ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

การที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณออกมาให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการ “คนละครึ่ง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจว่าจะดึงงบประมาณปี 2568 มาใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคน

ที่มา – ผอ.สำนักงบฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้

อนุทินยัน! “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ พร้อมฟื้นคนละครึ่ง

ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ยัน “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ เข้ามาแล้วต้องทำงานทันที ยึดสโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน รับเล็งฟื้น “คนละครึ่ง” มอบหมายว่าที่ รมว.คลัง พิจารณา ย้ำ อะไรดีทำต่อ

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดตัว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยวงดังกล่าวยังมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมดื่มกาแฟกัน ที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น 1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่วนนายสันติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อถามความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงานทั้งต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่แน่นอน ทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน

ส่วนการฟื้นโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมดถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มที่ ก็จะเร่งมอบหมายให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก ผู้สื่อข่าวถามต่อจะมีการสานต่อจาก Application เดิมหรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่าอะไรที่ดีก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของตนจะไม่ทำ

สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินการเรื่องข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แก้ไข MOU 2543 และ 2544 หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ถ้าพูดถึงชื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจน่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้นต้องนำผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เมื่อถามต่อไป ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ มั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ขณะที่มองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

นายอนุทิน ยังยอมรับด้วยว่า กว่าว่าที่รัฐมนตรีโควตาคนนอกจะตอบรับตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะ นายเอกนิติ มีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่านขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ท่านขอเวลาคิด 2-3 คืนก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึงประเทศของเราและพี่น้องประชาชน

“ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่แน่นอน

ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ยังยืนยันด้วยว่าหน้าตา ครม. ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็น ครม. ที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยังถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่ ทางด้านคำถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่าจะทำให้เร็วที่สุด และคำนึงถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อมีโครงการใดที่ ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้าง นายอนุทิน ตอบกลับว่าให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวงมีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบายด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มีของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

มอบหมายว่าที่ รมว.คลัง ดูฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง”

ในคำถามว่ากระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น นายอนุทิน เผยว่า หากตรงไหนมีความชัดเจนก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมาแสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

ในประเด็นคำถามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็น พล.อ.ประวิตร หรือไม่ นายอนุทินบอกว่าอย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชนมาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้วก็จะนำมาแนะนำตัวต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้รับทราบว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าภาพของ ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่ จะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมานสามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิกใน 36 คนมาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่มีเลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้าหมายเดียวกันและเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเองก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ถึงตำแหน่งของนายสันติ ที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน รีบปัดตอบว่าฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ว่าที่รัฐมนตรีทั้ง 4 คน ได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทินด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนูเค้กส้มด้วย.

การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความพร้อมของ ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่ รวมถึงการพิจารณาฟื้นโครงการคนละครึ่งนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสานต่อนโยบายที่ดีอยู่แล้ว และพร้อมที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อประชาชน

ที่มา – ว่าที่นายกฯ ยัน “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ ทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน เล็งฟื้น “คนละครึ่ง”

Scroll to top