โฆษกรัฐบาล

รัฐบาลยันผู้นำเข้าใจ! ถกแผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาล ยัน ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ย้ำชัดเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อ จี้กัมพูชาขอโทษคนไทย เผย 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ปัญหาชายแดนและรับมือกับภาษีสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีกระแสข่าวผู้นำสหรัฐอเมริกาสั่งชะลอการเจรจาภาษีกับไทย ว่า สหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์และสักขีพยานในการลงนามปฏิญญานำไปสู่สันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีความไม่สบายใจ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จึงมีหนังสือถึงไทยเพื่อขอให้ระงับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เอาไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะดีขึ้น

นายสิริพงศ์ ระบุต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำสหรัฐฯ แล้ว โดยฝ่ายไทยให้เหตุผลว่าผู้ที่ทำผิดไม่ใช่ไทย แต่เป็นกัมพูชาที่มีพฤติกรรมละเมิดปฏิญญา, วางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในการสร้างสันติภาพ เรื่องนี้ฝ่ายไทยยอมไม่ได้ ยืนยันว่าจะขอเดินตามแนวทางสันติวิธี แต่จะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจ เช่น หาคนออกมายอมรับผิด ขอโทษญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและคนไทยอย่างจริงใจ รวมถึงมีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก รวมทั้งยังต้องให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ได้ฟังเหตุผลจากนายกรัฐมนตรีแล้วก็เข้าใจ ขณะเดียวกัน ผู้นำของมาเลเซียได้พูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯแล้ว ก็ยืนยันถึงความเข้าใจนี้ด้วยเช่นกัน โดยยืนยันว่าในส่วนของภาษีจะมีการเดินหน้าเจรจากันต่อไป แยกออกจากเรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

โฆษกรัฐบาล เผยอีกว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องการเดินหน้าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของไทย รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก หากแต่เวลาที่เกิดสถานการณ์ขึ้น ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด แต่บางเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด และจนถึงตอนนี้ ก็ได้เห็นภาพของผู้นำในการเดินหน้าแก้ปัญหาของฝั่งไทย

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะท้าทายสหรัฐฯ จะเกิดผลเสียหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ความเห็นของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมักจะตอบคำถาม ตามคำถามของนักข่าว วันนั้นถูกถามว่าหากมีการใช้ภาษีสหรัฐฯ มากดดันจะทำอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปว่า ต้องแยกกันระหว่างเรื่องภาษีกับเรื่องชายแดน เมื่อถามอีกว่าหากสหรัฐฯ ไม่ซื้อของจากไทย นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วตามเหตุผลว่าก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งตรงกับที่กระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันว่าการค้าขายกับสหรัฐฯ มีความจำเป็น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติมด้วยเพื่อขยายตลาดส่งออก

ทางด้านคำถามว่ามีกรอบระยะเวลากัมพูชาขอโทษคนไทยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า “ไม่มีกำหนดครับ ทุกเรื่องดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทย รวมถึงเงื่อนไขของไทยก็ไม่ได้มีกำหนดเวลาเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (17 พฤศจิกายน) เวลา 14.00 น. กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะนำเสนอแผนในการดำเนินการเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ราว 6 แผนงาน ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการดำเนินการไปแล้วในหลายเรื่อง รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีสหรัฐฯ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ไทยจะมีการตอบโต้ข่าวปลอมจากกัมพูชาอย่างไร นายสิริพงศ์ ย้ำว่า ไทยมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริง หากกัมพูชานำเสนอข่าวที่เป็นเท็จ ไทยก็มีหน้าที่สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ากัมพูชาจะปล่อยข่าวปลอมอะไรออกมาอีกและไม่รู้ว่าจะป้องกันข่าวปลอมเหล่านี้ได้อย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้คือต้องโต้ตอบให้เร็วที่สุด โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังเดินหน้าทำความเข้าใจกับนานาประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนก็รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว แม้แต่คณะผู้สังเกตการณ์ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ เช่นเดียวกับสำนักข่าวมาเลเซียที่ให้ข้อมูลผิดพลาดก็ออกมาขอโทษแล้ว ถือว่าไทยทำงานได้อย่างรวดเร็ว และหวังว่าจากนี้สื่ออื่นๆ ก็จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน.

รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

ทำไมต้องถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.?

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหาทางออกและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และมาเลเซีย การหารือในวันที่ 17 พฤศจิกายนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

การที่ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเจรจาต่างๆ และการเดินหน้าแก้ไขปัญหาชายแดน การที่รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจนในจุดยืนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

การประชุมวันที่ 17 พ.ย. เพื่อถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ รวมไปถึงการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จะนำไปสู่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีการหารือถึง 6 แผนงาน? เพราะสถานการณ์มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การมีแผนงานที่หลากหลายจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมที่สุด

ติดตามข่าวสารและผลการประชุมรัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและร่วมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนของไทยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การขอโทษจากกัมพูชาและการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

มาร่วมติดตามและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปด้วยกัน เพื่อสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็งและมั่นคง

การที่รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ การสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ที่มา – รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

ไทยประณามกัมพูชายิง! บิดเบือนข้อเท็จจริง

รัฐบาลไทยยืนยันกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ประณามละเมิดอธิปไตยไทยชัดเจน ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ซัดกลับ “มาลี” บิดเบือนข้อเท็จจริง ย้ำไทยมีสิทธิป้องกันตนเอง

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า รัฐบาลไทยขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอย่างรุนแรงที่ใช้อาวุธยิงเข้ามายังพื้นที่ฝั่งไทยก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย การกระทำนี้ถือเป็นการยั่วยุและไม่เคารพต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ

รัฐบาลยืนยันตามรายงานจากกองทัพบกว่า เมื่อเวลา 16.00 น. กองกำลังบูรพาได้รายงานเหตุทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอย่างระมัดระวังและอยู่ในกรอบของ “กฎการใช้กำลัง” (Rules of Engagement) โดยเข้าแนวกำบังและยิงแจ้งเตือนเพื่อป้องกันตนเอง เหตุการณ์กินเวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลงโดยไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในฝ่ายไทย

โฆษกรัฐบาล ระบุต่อไปว่า การที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลอย่างร้ายแรง ซึ่งประเทศไทยไม่อาจยอมรับได้ และถือเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้ง รัฐบาลไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการกระทำยั่วยุทุกรูปแบบ เคารพอธิปไตยของไทย และยุติการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและประชาชนของตัวเอง การยิงก่อนในครั้งนี้เป็นการก่อกวนและละเมิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศโดยตรง

ส่วนกรณีที่ พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงต่อสาธารณะว่า ไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และมีพลเรือนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บนั้น นายสิริพงศ์ ยืนยันว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง “ข้อเท็จจริงคือฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองอย่างจำกัดและอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ” รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทยอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย

ทำไมรัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ได้สร้างความตึงเครียดให้กับทั้งสองประเทศ รัฐบาลไทยได้ออกมาประณามการกระทำของกัมพูชาอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน การใช้อาวุธยิงเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ และรัฐบาลไทยจำเป็นต้องออกมาปกป้องอธิปไตยของตนเอง

การที่กัมพูชาออกมากล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายยิงก่อนนั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น และยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น โดยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

สถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ รัฐบาลไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำยั่วยุทุกรูปแบบ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนชาวไทย รัฐบาลไทยพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ และรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่รัฐบาลไทยออกมาแสดงท่าทีอย่างแข็งกร้าวต่อการกระทำของกัมพูชา เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับภัยคุกคามใดๆ และพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรและส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย ซัด “มาลี” บิดเบือนข้อเท็จจริง

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรับเงินเพิ่ม พ.ย.-ธ.ค. 68

ข่าวดีสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ! เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย. – ธ.ค. 68 รวม 2 เดือน 1,700 บาท โฆษกรัฐบาลแจ้งข่าวดีวันนี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านคน เตรียมตัวรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน ในงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,700 บาทต่อคน

โดยเงินช่วยเหลือนี้ จะถูกโอนเข้าบัญชีของผู้ถือบัตรฯ โดยอัตโนมัติ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย.-ธ.ค. 68

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงเป็นการเพิ่มกำลังซื้อและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปลายปี 2568 นี้

มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการบริโภค การผลิต และการลงทุนโดยรวม ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

สำหรับรายละเอียดของโครงการ เพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีการให้สวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน โดยผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมที่ได้รับอยู่ 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ หากมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป โดยผู้ถือบัตรฯ สามารถใช้วงเงินดังกล่าวได้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร

สิ่งที่ควรรู้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

  • สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ถือบัตรฯ เคยได้รับ ยังคงเป็นไปตามเดิมทุกประการ
  • สิ่งที่เพิ่มเติมคือ วงเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นอีก 850 บาทต่อเดือน
  • รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในช่วงต้นปี 2569
  • จะมีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
  • เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น

“ผู้มีบัตรฯ สิทธิประโยชน์เป็นไปตามเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยได้วงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดในช่วงต้นปี 2569 โดยมีการทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และให้เข้าถึง “กลุ่ม” ที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีบัตรฯ” นายสิริพงศ์ กล่าว

การเพิ่มเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน การมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำลังรอรับเงินเพิ่ม อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้งานอีกครั้ง เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและครอบครัว

ที่มา – ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย.-ธ.ค. 68 รวม 2 เดือน 1,700 บาท

“อนุทิน” หารือทูตสหรัฐฯ ปราบสแกมเมอร์ ยันจุดยืนไทย

โฆษกรัฐบาล เผยผลการหารือระหว่าง “นายกฯ อนุทิน” และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ยันจุดยืนไทย 4 ข้อต่อกัมพูชา พร้อมนัดหารือความร่วมมือปราบสแกมเมอร์กับคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ต้น พ.ย.นี้

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 13.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ถึงผลการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายรอเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (The Honorable Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ต่อการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาในการประชุม GBC และ JBC ซึ่งไทยยืนยันความชัดเจนตามจุดยืน 4 ข้อที่ได้เสนอกัมพูชา พร้อมย้ำให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการด้วยความจริงใจ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างจริงจัง เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลเครือข่ายสแกมเมอร์กับสหรัฐฯ เพื่อให้การดำเนินการปราบปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ ทั้งนี้ ได้มีการนัดหมายกันว่าช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 จะมีคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ เดินทางมาหารือเรื่องสแกมเมอร์กับนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม.

“อนุทิน” หารือทูตสหรัฐฯ ยันจุดยืนไทย 4 ข้อต่อกัมพูชา จ่อหารือร่วมมือปราบสแกมเมอร์

การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความมั่นคงชายแดนและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในครั้งนี้ ได้แก่ จุดยืนของประเทศไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำจุดยืน 4 ข้อที่ประเทศไทยได้เสนอต่อกัมพูชา เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญของการหารือเรื่องปราบสแกมเมอร์

การหารือเรื่องความร่วมมือในการปราบสแกมเมอร์เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาชญากรรมทางไซเบอร์เหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งในด้านทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา จะช่วยให้การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ จะเดินทางมาหารือกับนายกรัฐมนตรีในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง การกำหนดแนวทางความร่วมมือที่ชัดเจน จะช่วยให้การดำเนินการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เป็นไปอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

การที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันในการปราบสแกมเมอร์ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงภัยคุกคามที่เกิดจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างประเทศ จะช่วยให้การรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ การที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกัน จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและท้าทายเช่นนี้

การหารือในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดนและการปราบสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาในทุกมิติ ความร่วมมือในด้านต่างๆ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งสองประเทศ และนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมายาวนาน การหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคต ความร่วมมือในด้านต่างๆ จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการหารือกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทย

การหารือระหว่าง “อนุทิน” หารือทูตสหรัฐฯ ยันจุดยืนไทย 4 ข้อต่อกัมพูชา จ่อหารือร่วมมือปราบสแกมเมอร์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ การร่วมมือกันระหว่างประเทศ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “อนุทิน” หารือทูตสหรัฐฯ ยันจุดยืนไทย 4 ข้อต่อกัมพูชา จ่อหารือร่วมมือปราบสแกมเมอร์

โฆษกรัฐบาลแจง! ตัดเน็ตสแกมเมอร์ได้ทันที สั่งถอนสัญชาติ

โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เหตุ สมช.เคยมีมติแล้ว เผย นายกฯสั่งกรมการปกครองพิจารณาถอนสัญชาติพัวพันสแกมเมอร์ ตามตำรวจและปปง. เสนอ

เมื่อเวลา 18.15 น.วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ว่า ได้มีการตัดสัญญาณที่ส่งไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา รวมถึงฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งมีการร้องเรียนเรื่องสแกมเมอร์ โดยนายกฯได้สอบถามเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ถึงสาเหตุว่าทำไมถึงตัดล่าช้าในครั้งที่แล้ว โดย สมช.แจ้งว่าต้องรอเข้าที่ประชุม สมช. และมติครั้งนั้นก็มีผลให้ดำเนินการต่อเนื่อง หากมีอีกก็สามารถดำเนินการได้เลย

โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เผยนายกฯ สั่งถอนสัญชาติคนพัวพันสแกมเมอร์

ย้ำ กสทช.ตัดเน็ตสแกมเมอร์

นอกจากนี้ นายกฯ ยังให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เป็นผู้ดำเนินการหลัก และจะต้องไปนำข้อมูลมา ไม่มีการจำหน่ายให้กลุ่มสแกมเมอร์ หรือในพื้นที่เฝ้าระวัง ส่วนกลางตัดอินเทอร์เน็ตที่เมืองปอยเปต ยืนยันว่าเริ่มตั้งแต่ที่มีการเกิดสถานการณ์ชายแดน

ส่วนกลุ่มคนที่เข้าข่ายเกี่ยวพันกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ตำรวจและ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เสนอมา ก็ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไปพิจารณาเพิกถอนสัญชาติ เป็นข้อสั่งการของนายกฯ

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์หรือสแกมเมอร์กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยมาตรการสำคัญคือการตัดเน็ตสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำลายเครือข่ายของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ขั้นตอนการตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันทีจริงหรือ?

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า การตัดเน็ตสแกมเมอร์ สามารถทำได้ทันที เนื่องจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เคยมีมติในเรื่องนี้ไว้แล้ว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอการอนุมัติใหม่ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ และให้ตรวจสอบข้อมูลการจำหน่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด

นอกจากมาตรการตัดเน็ตสแกมเมอร์แล้ว นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พิจารณาเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ ตามที่ตำรวจและ ปปง. เสนอมา ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นในการจัดการกับผู้กระทำผิด

การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และปกป้องประชาชนจากภัยการหลอกลวงต่างๆ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์

การที่รัฐบาลเร่งเเก้ไขปัญหาโดยการตัดเน็ต เเละถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นการเเสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ เเต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องมีสติ เเละระมัดระวังตัวเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเหล่ามิจฉาชีพ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เผยนายกฯ สั่งถอนสัญชาติคนพัวพันสแกมเมอร์

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. คุมเข้ม สแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

โฆษกรัฐบาลเผย นายกรัฐมนตรี กำชับวงประชุม กอ.รมน. ยกระดับกลไกป้องสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เดินหน้าขับเคลื่อน 4 แผนสำคัญแก้ไขปัญหาชายแดนใต้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารรื่นฤดี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ 1/2569 โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำการให้ความสำคัญและยกระดับกลไกการป้องกันสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. คุมเข้ม สแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

เห็นชอบแผนขับเคลื่อนภาคใต้

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบแผนในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 4 แผน ดังนี้

  1. แผนปฏิบัติการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พุทธศักราช 2568-2570 มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการศึกษา และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่
  2. แผนปฏิบัติการความมั่นคงรองรับพื้นที่บังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรพุทธศักราช 2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการป้องกันการก่อเหตุร้าย
  3. โครงสร้างการจัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 จัดโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างการบังคับบัญชาและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ
  4. อัตราเฉพาะกิจ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปีงบประมาณพุทธศักราช 2569 กำหนดอัตรากำลังพลให้เหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยมีการเพิ่มกำลังพลในหน่วยงานที่จำเป็น และมีการฝึกอบรมให้กำลังพลมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน

ความสำคัญของการป้องกันสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ปัจจุบันปัญหาสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทวีความรุนแรงมากขึ้น สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลายและซับซ้อน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการต่างๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามจากสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

ประชาชนควรระมัดระวังและป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงจากสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับบุคคลที่ไม่รู้จัก หากได้รับโทรศัพท์หรือข้อความที่น่าสงสัย ควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

การที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ กอ.รมน. ยกระดับกลไกการป้องกันสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – นายกรัฐมนตรี กำชับวงประชุมกอ.รมน. ยกระดับกลไกป้องสแกมเมอร์-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย

โฆษกรัฐบาล แจงเป็นข่าวปลอม อ้างนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทยพัวพันสแกมเมอร์ในกัมพูชา ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำ “อนุทิน” เข้มปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ฟันเด็ดขาดคนเกี่ยวข้อง

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าเป็นข่าวปลอม (Fake News) จากกรณีสื่อบางสำนักเผยแพร่ข่าวโดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยรายชื่อนักการเมืองไทย 7 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ว่า กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีแหล่งข่าวหรือถ้อยแถลงใดจากทางการเกาหลีใต้ที่กล่าวเช่นนั้น

โฆษกรัฐบาล เปิดเผยต่อไปว่า สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุชัดว่า บทความดังกล่าวซึ่งรายงานว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้กล่าวถึงนักการเมืองไทย 7 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าวเพื่อปกป้องความถูกต้องของข้อมูลและชื่อเสียงของบุคคลที่ถูกพาดพิง

ในช่วงท้าย นายสิริพงศ์ ระบุว่า ขอยืนยันว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน (ชาญวีรกูล) ให้ความสำคัญในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างจริงจัง โดยแถลงต่อรัฐสภาให้เป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน และจะดำเนินตามกฎหมายกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการอาชญากรรมนี้ อย่างเด็ดขาด”

จากกรณีข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับ นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย พัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชานั้น รัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่น พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อถือข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย

การออกมาปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับ นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย ในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการปกป้องชื่อเสียงของประเทศและนักการเมืองไทย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

รัฐบาลไทยจริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากการปฏิเสธข่าวลือแล้ว รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล การดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องนี้ จะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากขบวนการเหล่านี้มักจะมีการดำเนินการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การที่รัฐบาลไทยได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือเรื่อง นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายให้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ ที่สแกมเมอร์ใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมเหล่านี้ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่รัฐบาลออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่อง นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย อย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมและปกป้องชื่อเสียงของประเทศ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจังในเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย ลั่น “อนุทิน” เข้มปราบสแกมเมอร์

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังเผชิญกับเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านที่เรียกว่ารัฐบาลนี้เป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” เนื่องจากมีเสียงข้างน้อยในสภา แต่ล่าสุด “สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่หวั่นไหวและมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพื่อตอบโต้คำกล่าวหาจากฝ่ายค้านที่มองว่ารัฐบาลชุดนี้ขาดความเข้มแข็งเพราะเสียงในสภาน้อย นายสิริพงศ์ย้ำชัดว่ารัฐบาลตระหนักถึงข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและจำนวนสมาชิกสภา แต่กลับมองเป็นโอกาสในการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ว่า ผู้ชนะคือผู้ที่หาทางออกจากอุปสรรคได้

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

การโต้แย้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเมืองที่ร้อนระอุ โดยนายสิริพงศ์ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ที่มีเสียงข้างมากในสภา บางครั้งกลับติดอุปสรรคจากความขัดแย้งภายใน จนทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายได้ รัฐบาลชุดนี้จึงเลือกกลยุทธ์ที่แตกต่าง โดยมุ่งเน้นนโยบายที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากสภาให้ยุ่งยาก

“เรารู้ดีว่าเวลาเหลือน้อย เพียง 4 เดือนตามข้อตกลงทางการเมือง และเสียงในสภาก็น้อย ดังนั้นเราจึงเลือกทำสิ่งที่เป็นไปได้จริง โดยหยิบนโยบายเก่าที่ดีมาปรับใช้เพื่อประชาชนโดยตรง” นายสิริพงศ์กล่าวอย่างหนักแน่น การตัดสินใจนี้ช่วยให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงความล่าช้าและมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

นโยบายที่รัฐบาลเดินหน้าได้ทันที

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการและจะเปิดให้ลงทะเบียนช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ โครงการนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนต่อยอดนโยบายอื่นๆ จากรัฐบาลก่อน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาจำกัด

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน
  • นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล: ส่งเสริมการค้าออนไลน์โดยไม่ต้องรอกฎหมายใหม่
  • การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม: ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการป้องกันทันที

การเลือกนโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ “ง่อย” อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่กลับฉลาดในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด นายสิริพงศ์ยังย้อนแย้งว่ารัฐบาลเสียงข้างมากบางชุดเคยล้มเหลวเพราะความขัดแย้งภายใน ซึ่งเป็นบทเรียนที่รัฐบาลชุดนี้หลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงพลวัตทางการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยฝ่ายค้านใช้คำว่า “เป็ดง่อย” เพื่อโจมตี แต่รัฐบาลตอบโต้ด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม ผู้ติดตามข่าวการเมืองควรจับตาการดำเนินนโยบายเหล่านี้ว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด

ในมุมมองของผู้เขียน การโต้ตอบของนายสิริพงศ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลให้ดูมั่นใจและมีประสิทธิภาพ แม้จะมีข้อจำกัด หากประชาชนได้รับผลประโยชน์จริง คำวิจารณ์เหล่านี้อาจไม่ใช่ประเด็นใหญ่

คุณคิดอย่างไรกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – “สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

โฆษกรัฐบาลย้ำสื่อสารปมบัตร 4 ใบและบัตรคนจน

โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุกับประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ โฆษกรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องบัตรเลือกตั้งที่อาจมีถึง 4 ใบในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนที่รัฐบาลจะเพิ่มเงินช่วยเหลืออีก 850 บาทเป็นเวลา 2 เดือน แต่เงื่อนไขการใช้สิทธิยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนควรทราบเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน โดยเฉพาะในช่วงที่ประชามติกำลังใกล้เข้ามา

โฆษกรัฐบาล

โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาระบุว่า หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่ 2 ในสภาแล้ว รัฐบาลจะต้องมีการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถูกต้อง โดยจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่อาจมี 4 ใบ ซึ่งประกอบด้วยบัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ข้อ รวมถึงบัตรเกี่ยวกับการยกเลิก MOU อีก 1 ข้อ

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า แม้จะมีหลายบัตรแต่การสื่อสารต้องตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันความสับสน เนื่องจากเบอร์ผู้สมัครในบัตรต่างประเภทไม่ตรงกันอยู่แล้ว ประชาชนจะต้องใช้เวลาอยู่ในคูหาเลือกตั้งนานขึ้นเพื่อพิจารณาคำถามแต่ละข้อด้วยวิจารณญาณ รัฐบาลพร้อมสื่อสารรายละเอียด เช่น สีและลักษณะของบัตร เมื่อกกต. ประกาศอย่างเป็นทางการ

รายละเอียดการสื่อสารปมบัตร 4 ใบ

การมีบัตรถึง 4 ใบในครั้งนี้อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนรู้สึกงุนงง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบเลือกตั้งที่ซับซ้อน โฆษกรัฐบาลชี้ว่า รัฐบาลต้องเริ่มประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาร่างในสภา โดยติดตามทิศทางของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้ข้อมูลสุดท้ายที่ชัดเจน หากรวมทุกร่างเข้าด้วยกัน อาจเกิดความขัดแย้งในแนวทางได้ ดังนั้น การรอผลจากกมธ. ก่อนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนไม่สับสนและเข้าใจตรงกัน

นอกจากประเด็นการเลือกตั้งแล้ว โฆษกรัฐบาลยังได้ชี้แจงเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลจะเพิ่มเงินจำนวน 850 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รวมทั้งสิ้น 1,700 บาท สิทธิประโยชน์ทั้งหมดยังคงเดิมตามที่เคยมีมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากเดิมสามารถถอนเงินสดได้ ก็ยังถอนได้ตามปกติ หากไม่สามารถถอน ก็ยังคงเงื่อนไขเดิม โครงการนี้มุ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้ถือบัตรคนจน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

บัตรสวัสดิการ
ประชาสัมพันธ์

เงื่อนไขการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งครอบคลุมผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โครงการเพิ่มเงิน 850 บาทนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้สามารถซื้อสินค้าจำเป็น สิทธิการใช้บัตรยังคงเดิม เช่น การซื้อสินค้าที่ร้านค้าที่ร่วมโครงการ การใช้บริการรักษาพยาบาล การเดินทางสาธารณะ และอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข รัฐบาลย้ำว่า โครงการนี้เพื่อช่วยเหลือโดยตรงให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยคาดว่าจะครอบคลุมผู้ถือบัตรนับล้านรายทั่วประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนจากรัฐบาลในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวสารทางการเมืองไหลเวียนอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อมูลเท็จได้ หากคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการ แนะนำให้ติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกกต. และกระทรวงการคลัง เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์

  • ติดตามการประชาสัมพันธ์จากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการที่ธนาคารหรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีสติเพื่ออนาคตของประเทศ

สุดท้ายนี้ การปรับปรุงระบบการเลือกตั้งและสวัสดิการสังคมเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลกำลังผลักดัน หวังว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่

ที่มา – โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

Scroll to top