ไทยปะทะกัมพูชา

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เข้าใจเรื่อง ICC

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจเรื่อง ICC

“ภูมิธรรม” สอนมวย “โรม” มาคุยกันตรงๆ อย่าถามออกสื่อ ชี้ กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ติงควรเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ระบุ รัฐบาลยั้งมือไม่ฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพราะเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของ 2 ตระกูลของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ว่า ต้องถามนายรังสิมันต์ ว่าพูดในฐานะประธาน กมธ. หรือพูดในฐานะนายรังสิมันต์ เพราะถ้าพูดในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะหลายเรื่องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่มานั่งตั้งคำถามแบบนี้ เพราะเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็ว่าไปอย่างหนึ่ง แต่อีกหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาตัดสินใจได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศ และเกี่ยวพันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกี่ยวพันกับอะไรหลายอย่าง ควรจะเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ

“ถ้าคุณรังสิมันต์ โรม ไม่มั่นใจ หรือสงสัย อย่าถามออกอากาศ มาถามผมได้ มาพบได้ บอกได้เลย ชี้แจงให้เข้าใจว่าเรื่องไหนสำคัญไม่สำคัญ แล้วทำไมการพูดจึงไม่ควรพูดออกอากาศ ในเรื่องที่เป็นคดีความระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจควรเข้าใจสิ่งนี้”

ทำไมภูมิธรรมถึงแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เรื่อง ICC?

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งคำถามเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลต่อการฟ้องร้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายภูมิธรรมมองว่าการตั้งคำถามดังกล่าวออกสื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ นายรังสิมันต์ โรม ควรจะมีความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน การตั้งคำถามโดยขาดความเข้าใจ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลสรุปของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะมีผลสรุปออกมาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ให้เขาทำก่อน ถ้าพบหลักฐานหรืออะไรที่สำคัญ ตนคิดว่าเขาคงไม่เที่ยวมาออกข่าว เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยวันที่ 10 กันยายน 2568 ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ติดขัดตรงไหนไปพูดกันตรงนั้น และชัดเจนเมื่อไหร่ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะออกมา การทำงานของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เอาข่าวลือ หรือพูดไปโดยยังไม่ยืนยัน หรือมีมติ เพราะทุกอย่างต้องพูดด้วยความระมัดระวัง เราไม่ได้ปรารถนาจะไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ต้องการเอาข้อเท็จจริงและความจริงออกมา และ GBC จะเป็นเรื่องระดับทวิภาคีคุยกัน ซึ่งมีการพูดคุยระดับรัฐมนตรี และมีผู้สังเกตการณ์ร่วมด้วยอยู่แล้ว ถือเป็นเวทีที่ดีที่สุด เขาไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านสื่อ.

การที่นายภูมิธรรมออกมา แนะ “โรม” มาคุยกันได้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลกับการรักษาผลประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็น ICC เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การหารือและทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรม แนะ “โรม” มาคุยกันได้ ในประเด็นที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ICC จึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในฐานะประชาชน การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และสนับสนุนนโยบายที่เหมาะสมต่อประเทศชาติ

ที่มา – แนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ชี้เป็น ปธ.กมธ.มั่นคงฯ น่าจะเข้าใจ

กฟภ. แจงแล้ว! ปมบิลค่าไฟ หลังเยียวยา

เกิดอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านที่อพยพถึงยังได้ บิลค่าไฟ ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศเยียวยา? มาไขข้อสงสัยกับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในขณะนี้กันค่ะ

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา

จากกรณีที่มีข่าวว่าชาวบ้านที่อพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกลับถึงบ้านกลับต้องตกใจ เพราะเจอบิลค่าไฟพุ่งสูงถึง 2,000 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำค่าไฟเป็นเวลา 2 เดือน ทำเอาหลายคนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามถึงความชัดเจนของมาตรการดังกล่าว

ล่าสุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวของชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้า ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือนนั้น กฟภ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และขอชี้แจงให้ทราบดังนี้

ทำไมถึงยังได้รับบิลค่าไฟ?

กฟภ. อธิบายว่า ค่าไฟฟ้าที่ปรากฏในบิลนั้น เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการจดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ดังนั้น จึงอาจเกิดความสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาที่รัฐบาลประกาศออกมา ทั้งนี้ ทาง กฟภ. ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเคร่งครัด

ตามนโยบายดังกล่าว กฟภ. จะให้ความช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศให้อพยพไปยังศูนย์พักพิง

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน กฟภ. จึงขอย้ำว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จะไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 หากท่านได้ชำระเงินไปแล้ว ทาง กฟภ. จะดำเนินการคืนเงินให้โดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

สรุปง่ายๆ คือ บิลค่าไฟที่ได้รับนั้นเป็นของเดือนก่อนหน้าที่จะมีมาตรการเยียวยา แต่ไม่ต้องกังวล เพราะ กฟภ. จะดูแลค่าไฟในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมให้ฟรีตามเงื่อนไขที่กำหนด

ข่าวนี้สอนให้เรารู้ว่า การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา ก็เพื่อให้ทุกคนคลายความกังวลใจ และเข้าใจถึงขั้นตอนการดำเนินการของมาตรการเยียวยาอย่างถูกต้องนั่นเอง

ที่มา – กฟภ. ชี้แจงปม ชาวบ้านอพยพได้ “บิลค่าไฟ” หลังรัฐบาลประกาศเยียวยาไม่เก็บ 2 เดือน

ชาวบ้านชายแดนจี้ สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดไทย-เขมร

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลใจ และเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งงดเว้นความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ประสบกับบรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิดทำการตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีการปะทะหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ก็ตาม

ประชาชนยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะสงบลงอย่างแท้จริงหรือไม่ จากการติดตามข่าวสารทั่วไป พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและก่อกวนฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทหารกัมพูชายังคงเข้ามาแสดงพฤติกรรมยั่วยุและโวยวายต่อหน้าทูตทหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง”

นางทัศนีวรรณ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันและการค้าขายของคนในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การค้าขายซบเซา และไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บตุนไว้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“อยากให้มีความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทุกวันนี้ยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล” นางทัศนีวรรณกล่าว

สนับสนุนเต็มที่ให้สร้าง “รั้วกำแพง”

แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวรายเดิมยังกล่าวถึงกระแสข่าวการสนับสนุนการสร้างรั้วกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาว่า พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ล้านเปอร์เซ็นต์ให้ทำรั้วกำแพงไปเถอะ เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะเขมรไม่รักษาสัจจะ พูดอะไรออกมาก็ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยเราพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด หากรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นางจิระภิญญา แม่ค้ากาแฟน้ำชงในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวเสริมว่า อยากให้สร้างเป็นรั้วกำแพงปูนที่มั่นคง เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่านี่คือแนวเขตแดนของประเทศไทย การมีรั้วกั้นเขตแดนที่มั่นคงจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย

“อยากให้สร้างรั้วกั้นปิดเขตพรมแดนที่ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดกั้นไปเลยไม่ต้องให้คนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเข้ามาแล้วก็จะสร้างความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน” นางจิระภิญญากล่าว “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น ต้องพะวงลุ้นวันต่อวันว่าแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ถ้าสร้างรั้วปิดประเทศได้ก็สร้างไปเลย ประชาชนอย่างพวกตนพร้อมสนับสนุน”

จากความเห็นของชาวบ้าน จะเห็นได้ว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้าง “รั้วกำแพง” เพื่อความสงบสุขในชีวิตของพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา

ตลาดช่องจอม: พ่อค้าแม่ค้าทยอยเปิดร้าน หวั่นปะทะอีกรอบ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ทยอยกลับมาเปิดร้านเพื่อสำรองรายได้ แต่ยังไม่วางใจสถานการณ์ หวั่นเกิดการปะทะรอบ 2 วันที่ 20 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างที่มีการหยุดยิงจากผลการเจรจาที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประชาชนที่อพยพได้กลับมาบ้านแล้วร่วม 2 สัปดาห์ บางส่วนยังไม่กล้าเปิดร้านค้าขาย เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ บางส่วนเริ่มอพยพผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็ก ๆ ไปอยู่ตามวัดในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

ด้านพ่อค้าแม่ค้า บางส่วนก็ได้มีการเปิดร้านค้าขายมากขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณตลาดช่องจอม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอาหารและของสด แม้ลูกค้าจะเข้ามาซื้อน้อย แต่พ่อค้าแม่ค้าต่างจำเป็นต้องเปิดร้านค้าขาย หวังมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และเพื่อหาเงินทุนไปไว้ใช้ในช่วงที่อาจจะมีการปะทะและอพยพรอบที่ 2 ซึ่งต่างคาดว่ามีโอกาสสูงที่ทหารกัมพูชาจะเริ่มเปิดฉากยิงไทยก่อน หลังมีข่าวว่าทหารกัมพูชาพยายามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง มีการเคลื่อนกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาอย่างต่อเนื่องที่บริเวณชายแดน ด้านปราสาทตาควาย-ช่องกร่าง-ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

อีกทั้งระยะนี้ทูตสังเกตการณ์จากหลายประเทศยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าเปิดฉากยิง โดยชาวบ้านวิตกกังวลว่าในช่วงวันถัดไป จะมีโอกาสสูงที่กัมพูชาจะเปิดฉากยิงและทำให้เกิดการปะทะกันอีกรอบ

นายสุพรรณ รักษา อายุ 54 ปี พ่อค้าขายหมูสดตลาดช่องจอม กล่าวว่า วันนี้ทูตมา ทุกคนก็เตรียมตัวพร้อม ว่าจะอพยพอีกไหม หลังจากทูตกลับก็ภาวนาว่า อย่ามีการยิงกันอีก หวังทุกอย่างให้เป็นไปด้วยดี แต่ก็ยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมกำลังเริ่มเปิดค้าขายมากขึ้น ดีขึ้นจากอาทิตย์ที่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าดีใจที่ค้าขายได้ แต่ก็ยังวิตกและไม่อยากให้มีการปะทะอีก เพราะจะต้องปิดร้านอพยพ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

สถานการณ์บริเวณชายแดนช่องจอมยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ความหวาดระแวงและความไม่แน่นอนยังคงปกคลุม พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำมาหากิน พวกเขาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการหารายได้กับความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่

ความหวังและอุปสรรคของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม

การกลับมาเปิดร้านอีกครั้งของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงภัย อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

  • ความท้าทาย: สถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน, ความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ, ลูกค้าที่ยังไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย
  • ความหวัง: สถานการณ์คลี่คลาย, การค้าขายกลับมาเป็นปกติ, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

พ่อค้าแม่ค้าหลายรายตัดสินใจเปิดร้านเพราะจำเป็นต้องหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และเก็บสะสมเงินทุนเผื่อกรณีที่ต้องอพยพอีกครั้ง พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ ทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลง ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขในอนาคต

การที่ทูตจากหลายประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าที่จะเปิดฉากยิง แต่ชาวบ้านก็ยังคงวิตกกังวลว่าสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในฐานะคนไทย เราขอเป็นกำลังใจให้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวช่องจอมทุกท่าน ขอให้ท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ววัน ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกอย่างสันติวิธี เพื่อนำมาซึ่งความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

รัฐบาลยัน! พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย

รัฐบาลยืนยันหนักแน่น พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์! สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัดยังคงปกติ พร้อมขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ที่ลงพื้นที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและป้องกันการล่วงล้ำ

ในเวลา 09.30 น. ศบ.ทก. ได้จัดการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 29/2568 ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์และผลการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รัฐบาลขอขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 14 ท่าน นำโดย พล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย พร้อมสื่อมวลชน ที่ลงพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบกรณีกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตัดลวดหนาม ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและทำลายความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย กัมพูชาเจตนารุกล้ำ

นายจิรายุ ยังกล่าวถึงกรณีพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเดิมเคยเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับชาวกัมพูชาที่หนีภัยจากการสู้รบในอดีต โดยไทยอนุญาตให้ใช้พื้นที่บนแผ่นดินไทย แต่ต่อมากัมพูชากลับขยายชุมชนและรุกล้ำแผ่นดินของประเทศไทย ซึ่งเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน ฝ่ายไทยได้คัดค้านและประท้วงการกระทำดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้ยืนยันในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  1. ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และพร้อมหารือข้อขัดแย้งผ่านกลไกทวิภาคีที่เหมาะสม เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชากลับใช้ประชาชนของตนเป็นกำแพงมนุษย์ เข้ามารุกล้ำในเขตแดนไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดในชายแดน
  2. ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วยการให้พื้นที่หลบภัยสงครามแก่ประชาชนชาวกัมพูชาหลายแสนคน แต่กลับถูกบิดเบือน โดยความช่วยเหลือนี้ถูกนำไปใช้ในการบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย สะท้อนถึงการขาดความจริงใจ และเจตนาร้ายในการรุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทยอย่างชัดเจน
  3. การติดตั้งแนวเขตลวดหนามบริเวณเขตแดนของไทยเป็นสิทธิในการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย และป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม รวมถึงการลักลอบวางกับระเบิดจากฝ่ายกัมพูชา

ยืนยัน บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย

การดำเนินการของไทยเป็นไปตามข้อตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะละเว้นการสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกนอกเขตของทั้งสองประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวตามหลักเขตเป็นของประเทศไทย 100%

รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมรักษาหลักมนุษยธรรม และพร้อมที่จะหารือข้อพิพาทผ่านช่องทางทางการทูตและกลไกที่มีอยู่ แต่จะไม่ยอมรับการรุกล้ำใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายและหลักการระหว่างประเทศทุกประการ รัฐบาลขอยืนยันว่า พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เป็นของไทยอย่างแท้จริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่รัฐบาลออกมาเน้นย้ำถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และหวังว่าการเจรจาและกลไกทางการทูตจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสันติวิธี

ที่มา – รัฐบาลยันพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

แฉ! ทหารกัมพูชาทำ “หลุมขวาก” ป้องกันทหารไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง! มีรายงานว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ทำการสร้างกับดัก “หลุมขวาก” บริเวณภูมะเขือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน “ทหารไทย” จากการลาดตระเวนในพื้นที่ โชคดีที่ยังไม่มีทหารไทยได้รับอันตรายจากกับดักดังกล่าว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ทหารที่ประจำการอยู่บริเวณชายแดนภูมะเขือได้ส่งภาพหลักฐาน “หลุมขวาก” ที่ถูกพรางไว้ให้กับทีมข่าวไทยรัฐ พร้อมระบุข้อความว่า “เจอแบบนี้ จะลาดตระเวนกันยังไง” สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่

ทหารกัมพูชาทำหลุมขวาก

แหล่งข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ทำการพราง “หลุมขวาก” เหล่านี้ด้วยการใช้ใบไม้ปกคลุมปากหลุม ทำให้ยากต่อการสังเกต โชคดีที่ช่วงนี้มีฝนตกลงมา ทำให้สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติและพบว่าเป็นหลุมพราง ก่อนที่จะมีใครตกลงไปได้รับบาดเจ็บสาหัส

ลักษณะของหลุมขวาก

“หลุมขวาก” ภัยร้ายชายแดนที่ต้องระวัง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความสงบบริเวณชายแดน และความจำเป็นที่ทหารไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลาดตระเวน เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากกับดักที่อาจถูกซ่อนไว้

อันตรายจาก “หลุมขวาก”

“หลุมขวาก” เป็นกับดักที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากมักจะถูกพรางไว้ใต้ดิน ทำให้ยากต่อการสังเกต หากตกลงไป อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจากของมีคมที่ปักอยู่ภายในหลุม หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การกระทำดังกล่าวของ “ทหารกัมพูชา” อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ข้อควรระวังในการลาดตระเวน

เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ทหารไทยควรปฏิบัติตามข้อควรระวังดังต่อไปนี้:

  • เพิ่มความระมัดระวังในการเดินลาดตระเวน สังเกตความผิดปกติของพื้นดิน
  • ใช้เครื่องมือตรวจจับวัตถุแปลกปลอม เพื่อหาร่องรอยของกับดัก
  • แจ้งเตือนเพื่อนร่วมงาน หากพบสิ่งผิดปกติ
  • หลีกเลี่ยงการเดินในพื้นที่รกทึบ หรือพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ

เหตุการณ์ “ทหารกัมพูชา” ทำ “หลุมขวาก” บริเวณชายแดน ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหามาตรการป้องกัน เพื่อความปลอดภัยของทหารไทย และเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

การลาดตระเวนตามแนวชายแดนมีความเสี่ยงอยู่เสมอ การมีสติ ความรอบคอบ และการทำงานเป็นทีม จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทหารไทยทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – แฉ “ทหารกัมพูชา” ทำกับดัก “หลุมขวาก” บริเวณภูมะเขือ ป้องกัน “ทหารไทย”

เปิดภาพ ทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด PMN-2 ภูมะเขือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อมีการเปิดเผยภาพหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำของ “ทหารกัมพูชา” ที่ลักลอบนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 เข้ามาฝังในพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด ได้ตรวจพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ บริเวณร้อย ร.132 พัน.13 (ฐานเหนือเมฆ)

เจ้าหน้าที่ได้นำโทรศัพท์ดังกล่าวมาตรวจสอบ โดยการใส่แบตเตอรี่และเปิดดูข้อมูลภายในเครื่อง ก็พบสิ่งที่น่าตกใจ นั่นคือ คลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชาถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 อย่างชัดเจน ในคลิปวิดีโอ ปรากฏเสียงพูดภาษากัมพูชา ซึ่งคาดว่าเป็นการสาธิตหรือแนะนำวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ก่อนที่จะนำไปลักลอบฝังดินในพื้นที่ดังกล่าว

เปิดภาพหลักฐาน “ทหารกัมพูชา” ขณะฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่ภูมะเขือ

หลังจากพบหลักฐานดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้กับหน่วยงานกองทัพบกในพื้นที่ เพื่อดำเนินการสืบสวนและสอบสวนต่อไป การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทย

ผลกระทบจากการฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2

การลักลอบนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 มาฝังไว้ในพื้นที่ชายแดน นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย ทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ว่าใครก็ตามที่บังเอิญเหยียบย่างเข้าไป อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ทันที

นอกจากนี้ การมีอยู่ของทุ่นระเบิดยังส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การเก็บหาของป่า หรือการเลี้ยงสัตว์ เมื่อมีทุ่นระเบิดอยู่ในพื้นที่ ก็ย่อมทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย

ทุ่นระเบิด PMN-2 คืออะไร? ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขาหรือเท้าของผู้ที่เหยียบมัน ทุ่นระเบิดชนิดนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และทำจากพลาสติก ทำให้ตรวจจับได้ยาก และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพลเรือน

  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก: ประมาณ 400 กรัม
  • สารระเบิด: TNT หรือ เฮกโซเจน
  • แรงระเบิด: สามารถทำให้เสียชีวิตหรือพิการได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน เราหวังว่าทางการกัมพูชาจะให้ความร่วมมือในการสืบสวนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – เปิดภาพหลักฐาน “ทหารกัมพูชา” ขณะฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่ภูมะเขือ

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง รุกล้ำอธิปไตย สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักสากลและสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง รุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวกัมพูชาและการปรากฏตัวของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 (ศปก.ทภ.1) โดยกองกำลังบูรพา ได้รับมอบหมายภารกิจจากกองทัพบกให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเน้นการผลักดันกองกำลังทหารฝ่ายตรงข้ามและการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทางทหารที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย โดยยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นหลักในการปฏิบัติงาน

ในระหว่างการปฏิบัติการ หน่วยงานได้ตรวจพบทหารกัมพูชาและครอบครัว และได้ดำเนินการผลักดันให้ออกนอกพื้นที่โดยไม่มีการใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

รั้วลวดหนาม ป้องกัน ไม่ใช่กำหนดเขตแดน

หลังจากนั้น ได้มีการติดตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวป้องกันทางยุทธวิธีสำหรับกำลังพลของฝ่ายไทย โดยมิได้มีเจตนาที่จะใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดน แต่มีเป้าหมายเพื่อควบคุมพื้นที่และหมู่บ้านของชาวกัมพูชา รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณที่ตั้งทางทหาร ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ

การปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากในพื้นที่ปฏิบัติการมีชุมชนและที่พักอาศัยของประชาชนชาวกัมพูชา (บ้านหนองจาน) กว่า 200 หลังคาเรือน ที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทย และยังมีประชาชนอาศัยอยู่ขณะเข้าปฏิบัติการ ดังนั้น มาตรการป้องกันการบาดเจ็บและสูญเสียทั้งต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่จึงมีความสำคัญสูงสุด

นอกจากนี้ ศปก.ทภ.1 ยังได้วางรั้วลวดหนามหีบเพลงตามแนวภูมิประเทศในพื้นที่อื่นๆ เพื่อควบคุมและป้องกันการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ เช่น อาชญากรรมออนไลน์และการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย การวางเครื่องกีดขวางดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล โดยมีพื้นที่ว่างระหว่างรั้วทั้งสองฝ่าย เพื่อเปิดช่องทางการติดต่อและเจรจา รวมถึงความปลอดภัยของกำลังพล

การวางเครื่องกีดขวางนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ซึ่งเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เช่น การอพยพชุมชนออกจากพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเกินขีดความสามารถทางการทหาร และจำเป็นต้องนำเข้าสู่การหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และการประชุมระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล

ปัจจุบัน ศปก.ทภ.1 ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และจังหวัดสระแก้ว แต่เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ ประเทศมาเลเซีย ศปก.ทภ.1 จึงรอการปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพบกและรัฐบาลต่อไป

ศปก.ทภ.1 ยืนยันหนักแน่นที่จะปกป้องอธิปไตยและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชาและหลักสากลอย่างรอบคอบในทุกมิติ เรื่องรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ

ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดนและความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาค 2 เตือนภูมิธรรม: เขมรไว้ใจไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาประเมินสถานการณ์พร้อมทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการระมัดระวังในการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เคยเตือน “ภูมิธรรม” แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้

แม่ทัพภาค 2 บอกเคยเตือน “ภูมิธรรม”แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์หลังรับมอบทุนสนับสนุนกำลังพลแนวหน้า โดยประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่ายังอยู่ในระดับ 50/50 พร้อมยืนยันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมทั้งการเจรจาและหากจำเป็นต้องปะทะ พลโทพูนสินกล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมยั่วยุต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่ช่องอานม้าว่าเป็นการกระทำที่ “ไม่มีมารยาท” ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) เพราะฝ่ายไทยทราบพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอย่างดี

สำหรับเรื่องปัญหาการรุกล้ำของร้านค้ากัมพูชาบริเวณชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่าจะนำเข้าที่ประชุม RBC เพื่อเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชารื้อถอนเอง เนื่องจากเป็นการก่อสร้างที่ผิดหลักการ และย้ำว่าการล้อมรั้วระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

ความกังวลเรื่องกัมพูชาและคำเตือนถึงภูมิธรรม

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการที่แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยว่าเคยเตือนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวว่า “อย่าไว้ใจเขมร” ซึ่งตอกย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของชาติ การออกมาเตือนเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของกองทัพต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและต้องการให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยเผยว่ามีแนวคิดที่จะเชิญประเทศจีนเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักสากล ซึ่งในตอนท้ายพล.ท.บุญสินระบุว่าจะไม่เปิดด่านชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จนกว่าตนเองจะเกษียณราชการอย่างแน่นอน พร้อมยอมรับว่าเคยเตือนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวว่า “อย่าไว้ใจเขมร” ซึ่งความจริงก็คือความจริง แม้จะมีการสูญเสีย แต่ขวัญและกำลังใจของทหารยังคงเต็มเปี่ยมในการรักษาอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความท้าทายและต้องการการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาแสดงความเห็นและให้ข้อมูลต่างๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนและรัฐบาลได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด แต่กองทัพไทยก็ยังคงพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันถึงความพร้อมของกองทัพ ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ

ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการตัดสินใจของรัฐบาลและการเตรียมพร้อมของประชาชน การรักษาความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่แม่ทัพภาคที่ 2 กล้าออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และความตั้งใจที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง เราประชาชนคนไทยควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 บอกเคยเตือน “ภูมิธรรม”แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ยันไม่เปิดด่านจนกว่าเกษียณ

Scroll to top