ข่าวทั่วไป

พปชร. ถาม รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง?

พล.ต.ท.ปิยะ ซัดฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิต ชี้ของบฯ ซื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ แต่ขอบริจาครวบรวมได้ภายในวันเดียว อัดรัฐบาลยังนิ่งเฉยไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

วันที่ 14 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันบริจาครั้วลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว กรณีนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักชาติและร่วมกันบริจาคลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว ทางกองทัพภาค 2 ได้ย้ำความสำคัญของลวดหนามหีบเพลงในการลดความเสี่ยงต่อชีวิต-ความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและประชาชน รวมทั้งการป้องกันอธิปไตยของชาติและความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาในเวลาจำกัดและในจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันลวดหนามฯ ดังกล่าวในท้องถิ่นเริ่มหายาก ซึ่งนับแต่ ส.อ.ธีรพล เพียขันที เป็นเหยื่อกับระเบิดรายที่ 5 ในรอบไม่กี่วัน จึงมีความจำเป็นต้องใช้รั้วลวดหนามอย่างเร่งด่วน ทางกองทัพและทหารคงเห็นว่าการขอจากงบประมาณจากทางรัฐบาลอาจจะมีความล่าช้า อาจใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ และหากใช้กระบวนการปกติกว่าจะได้งบประมาณมาก็ใช้เวลาเป็นเดือน กว่าจะใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบฯ ก็จะใช้เวลานานกว่า 1 เดือนหรือใช้เวลากว่านั้น ฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิตของทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขา ซึ่งกรณีนี้ กองทัพภาค 2 สามารถรับบริจาคและรวบรวมลวดหนามหีบเพลงได้ภายในวันเดียว

กรณีดังกล่าว รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและเข้าใจกระบวนการปฏิบัติเพราะสามารถจัดงบประมาณลงไปให้กองทัพภาค 2 ก่อนได้เลย โดยไม่จำเป็นให้กองทัพภาค 2 ร้องขอขึ้นมาให้เสียเวลา ไม่ว่าจะเป็นงบฉุกเฉินหรืองบลับตามความจำเป็นของสถานการณ์ เพราะบางกรณีการใช้กระบวนการงบประมาณตามวิธีการปกติจะมีความล่าช้าและไม่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา รัฐบาลนี้ทำอะไรที่เร่งด่วนบ้าง นับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ที่มีการปะทะกันครั้งแรก เราสูญเสียพี่น้องประชาชนและทหารในวันแรก จนถึงวันนี้รวมเวลาแล้วนานกว่า 20 วัน เท่าที่ทราบ รัฐบาลมีแค่คำให้สัมภาษณ์หลังจากที่ฝ่ายค้านและสังคมกดดันว่าจะมีการดำเนินคดีนายฮุนเซนฯ ตามกฎหมายไทย ในประเทศตามกฎหมายไทยนั้น ยังไม่มีปรากฏหลักฐานการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายฮุนเซนฯ แต่อย่างใด

”เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องยากครับ สำคัญว่าจะทำหรือไม่ทำ หรือทำเป็นหรือทำไม่เป็นเท่านั้น เรื่องนี้ ทางพรรคพลังประชารัฐได้แนะนำวิธีและข้อกฎหมายไว้ให้หมดแล้ว สามารถเอาไปดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย การสั่งการให้ใช้กำลังทหารและมีผลต่อพลเรือนไทยของนายฮุนเซนฯ ที่ผ่านมาเป็นความผิดฐานสนับสนุนหรือจ้างวานใช้หรือร่วมกันฆ่าผู้อื่น และความผิดความมั่นคงภายนอกอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 83, 84, 86, 288 และมาตรา 289 และยังเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ตาม ป.อาญา มาตรา 119, 120, 127, 128 และ 129 อย่างชัดเจน อัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เมื่อสอบปากคำญาติผู้ตายผู้เสียหาย สอบพยานเกี่ยวข้อง คดีนี้ อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าสามปี สามารถขอศาลอาญาหรือศาลจังหวัดแล้วแต่กรณี ออกหมายจับได้เลย โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 66”

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แม้จะมีการชดเชยบางส่วนแล้ว แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับความสูญเสียที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องใส่ใจให้มากกว่านี้ อย่าปล่อยล่าช้าเหมือนซ้ำรอย 4 ลูกเรือประมงที่ถูกทางการพม่าจับไปควบคุมนานกว่า 120 วัน กว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับมา ในที่สุด พี่น้องประชาชนจะเห็นได้เองว่าในสถานการณ์เช่นนี้เราต้องการมืออาชีพอย่างแท้จริงที่มาแก้ปัญหาของประเทศชาติ ไม่ใช่เอามือใหม่มาเอาประเทศเป็นหนูทดลอง

พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่ามีมาตรการเร่งด่วนอะไรบ้างในการจัดการสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีการปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ยังไม่มีการออกหมายจับนายฮุนเซน ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้น

รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ในสถานการณ์ชายแดน?

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ความเร่งด่วน” ในสถานการณ์ทางการทหาร โดยกล่าวว่าทุกวินาทีมีความหมายถึงชีวิต และการดำเนินการใด ๆ ที่ล่าช้าอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ พปชร. จึงตั้งคำถามว่า พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

พรรคพลังประชารัฐยังได้เสนอแนะแนวทางและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของประชาชนชาวไทย ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีกับนายฮุนเซน ตามกฎหมายไทยในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้ใช้กำลังทหารที่มีผลกระทบต่อพลเรือนไทย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลควรพิจารณาถึงมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อลดความสูญเสียและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง และพร้อมที่จะสนับสนุนแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ ทิ้งท้ายว่า ประชาชนจะเห็นเองว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องการมืออาชีพมาแก้ปัญหา ไม่ใช่มือใหม่มาลองของ โดย พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง นั้น เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบและการลงมือทำอย่างจริงจัง

ที่มา – พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ชายแดนปะทะมา 20 วัน ยังไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

“ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชา ลูกละหมื่น!


“ปลอดประสพ” ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น ไม่พูดเล่นทำจริง!

นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาในราคาลูกละ 10,000 บาท โดยสามารถนำมาส่งมอบได้ที่บริเวณชายแดนทุกแห่ง งานนี้ทำเอาหลายคนสนใจว่าเป็นการพูดจริงทำจริงหรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายปลอดประสพได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมแสดงความรักชาติและความสามัคคี หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น โดยเฉพาะทุ่นระเบิดบุคคลแบบ PMN 2 จากทหารกัมพูชา

“ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

รายละเอียดการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

ตามประกาศดังกล่าว นายปลอดประสพระบุว่า ผู้ที่ต้องการขายทุ่นระเบิด สามารถนำมาส่งมอบได้ที่ด่านชายแดนทุกแห่ง นอกจากนี้ เขายังเชิญชวนให้ประชาชนติดธงชาติไทย หรือสติกเกอร์ธงชาติไทยที่รถยนต์ และติดเข็มกลัดธงชาติไทยที่ปกเสื้อ แม้ว่าปัจจุบันเข็มกลัดธงชาติไทยจะหายาก แต่เขาก็พร้อมเหมาซื้อทันที 1,000 อัน หากมีร้านใดสามารถผลิตได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดประกวดแต่งเพลงรักชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา โดยมีเงินรางวัล 10,000 บาทเป็นเดิมพัน

ทำไม “ปลอดประสพ” ถึงรับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น?

นายปลอดประสพอธิบายเพิ่มเติมว่า หากเงินรางวัลที่เขาเสนอไปนั้นน้อยเกินไป เขาขอเชิญชวนเพื่อนนักเรียนเก่าจากโรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมลงขันเพิ่มเงินรางวัล เพื่อสร้างความอบอุ่นและความร่วมมือในการทำกิจกรรมดังกล่าว เขาย้ำว่าสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นการลงมือทำจริง

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น เป็นจำนวนมาก หลายคนเสนอแนะว่าควรให้ข้อมูลนี้เข้าถึงทหารกัมพูชาโดยเร็วที่สุด โดยอาจต้องมีการประชาสัมพันธ์เป็นภาษากัมพูชาเพิ่มเติม บางคนเสนอให้เพิ่มเงินรางวัลอีก 5,000 บาท สำหรับทุ่นระเบิดที่ถูกขุดขึ้นมาในสภาพที่ถูกฝังไว้นาน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง อาจส่งผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้
  • ความปลอดภัย: การเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิดเป็นเรื่องอันตราย และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • การแก้ปัญหาทุ่นระเบิด: การรับซื้อทุ่นระเบิดอาจเป็นแรงจูงใจให้มีการขุดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังคงเป็นเพียงข้อเสนอ และต้องมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในหลายๆ ด้านก่อนที่จะดำเนินการจริง

การประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดครั้งนี้ สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยถึงปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงและความกังวลต่างๆ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – “ปลอดประสพ” ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาลูกละหมื่น ไม่พูดเล่นทำจริงๆ

เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีช่วยชีวิตสาวท้อง

เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง

จากกรณีโซเชียลแห่ชื่นชม “2 หนุ่ม” คว้าห่วงยางกับเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง 5 เดือน กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุดปลอดภัยแล้ว (โคตรเท่ เปิดคลิปนาที 2 ฮีโร่ โดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง 5 เดือน กลางแม่น้ำเจ้าพระยา) หลายคนอยากทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด วันนี้เราจะมา เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง ให้ทุกคนได้ทราบกัน

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 14 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จุดชาร์จไฟเรือไฟฟ้าสถานีไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว พบ นายสุพักษ์ ภู่เสือ หนึ่งในพลเมืองดี พร้อมเผยว่า ระหว่างนั่งเล่นอยู่กับเพื่อนร่วมงานที่สถานีชาร์จไฟ ได้ยินเสียงคนตะโกนจากบนสะพานว่ามีคนกระโดดน้ำ จึงไม่ลังเลรีบหยิบเสื้อชูชีพกระโดดลงไปช่วยทันที

นายสุพักษ์เล่าว่า ในตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ได้ยินเสียงคนร้องก็รีบวิ่งไปดู เห็นคนกำลังจะจมน้ำก็ตัดสินใจกระโดดลงไปช่วยทันที เพราะคิดว่าถ้าช่วยได้หนึ่งชีวิตก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แม้ว่าตัวเองจะไม่ใช่คนที่ว่ายน้ำเก่งมากนัก แต่ก็พอเอาตัวรอดได้ และตั้งใจว่าจะช่วยเหลือคนให้ถึงที่สุด

หลังจากช่วยหญิงสาวขึ้นมาได้ จึงทราบว่าเป็นหญิงตั้งครรภ์ราว 4–5 เดือน หญิงคนดังกล่าวเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า หลังจากตนตั้งครรภ์นั้นได้ถูกสามีบอกเลิก และไม่รับผิดชอบ จึงเดินออกมาแล้วกลับไปหาครอบครัวก็ไม่ยอมรับตน ทำให้เกิดความเครียดอย่างหนัก จึงโบกรถแท็กซี่จากบางใหญ่มาที่สะพานพระนั่งเกล้า และตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อจบชีวิต

“ตอนที่ทราบว่าน้องผู้หญิงตั้งครรภ์ก็รู้สึกใจหายครับ รู้สึกสงสารน้องเขามาก ๆ ที่ต้องเจอเรื่องราวแบบนี้ เลยพยายามปลอบใจน้องเขา ให้กำลังใจว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ” นายสุพักษ์กล่าว

สิ่งที่อยากบอกหลังจากได้ เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง

นายสุพักษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับทุกคน หากมีปัญหาหรือความทุกข์ใจเกิดขึ้น อย่าคิดสั้นตัดสินใจจบชีวิต เพราะยังมีคนที่รักและเป็นห่วงเราอยู่เสมอ อยากให้ทุกคนหันหน้ามาพูดคุยปรึกษาปัญหา เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน

“อยากให้ทุกคนให้กำลังใจซึ่งกันและกันครับ สังคมเราต้องการความรักและความเข้าใจ ถ้าเราช่วยเหลือกันและกัน สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการช่วยเหลือ ได้มีการโทรประสานจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อ โดยขณะนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์และเจ้าหน้าที่อย่างปลอดภัย

เรื่องราวของนายสุพักษ์เป็นตัวอย่างของพลเมืองดีที่น่าชื่นชม การกระทำที่กล้าหาญและไม่ลังเลของเขาได้ช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งไว้ได้ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำความดีต่อไป การ เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง ครั้งนี้ ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสังคม

ที่มา – เปิดใจ “หนุ่มฮีโร่” เล่านาทีไม่ลังเล รีบหยิบเสื้อชูชีพ กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง

โจรชุดไรเดอร์ชิงทอง 136 บาท! เกิดอะไรขึ้น?

เกิดเหตุระทึกขวัญ โจรชุดไรเดอร์ ควงปืนจี้ชิงทองในห้างฯ กวาดไปได้ 136 บาท ที่สมุทรปราการ สร้างความตื่นตกใจให้กับผู้คนในบริเวณนั้นอย่างมาก คนร้ายได้ทำการชิงทองคำจำนวนมาก ก่อนที่จะหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด

โจรชุดไรเดอร์ ควงปืนจี้ชิงทองในห้างฯ กวาดไปได้ 136 บาท

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. ร.ต.อ.จักรทอง คำมาพล รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางบ่อ ได้รับแจ้งเหตุชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งเหตุ ได้รายงานให้ พ.ต.อ.วิรัชต์ รุ่งเรือง ผกก.สภ.บางบ่อ ทราบ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ

จากการสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ ทราบว่าคนร้ายเป็นชาย สวมเสื้อแจ็คเก็ตคล้ายพนักงานส่งอาหาร สวมกางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบ สะพายกระเป๋า และสวมหมวกกันน็อคเต็มใบเพื่อปกปิดใบหน้า คนร้ายได้บุกเข้าไปในร้านทอง และใช้ปืนจี้พนักงาน ก่อนจะกวาดทองรูปพรรณที่อยู่ในตู้โชว์ไปจำนวน 136 บาท

หลังก่อเหตุ โจรชุดไรเดอร์ ควงปืนจี้ชิงทองในห้างฯ กวาดไปได้ 136 บาท ได้ปีนข้ามเคาน์เตอร์หลบหนีออกจากห้าง และขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า เอ็นแม็กซ์ ที่จอดรออยู่หน้าห้างหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุสกัดจับตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้ แต่ยังไร้วี่แวว

พยานเล่านาทีระทึก โจรชุดไรเดอร์ ควงปืนจี้ชิงทองในห้างฯ กวาดไปได้ 136 บาท

นายฉัตรชัย พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้าง ให้การว่า เห็นคนร้ายเดินเข้ามาในห้าง จึงบอกให้ถอดหมวกกันน็อค แต่คนร้ายไม่สนใจ และตรงเข้าไปก่อเหตุในร้านทองทันที

พนักงานชายของร้านทองเล่าว่า คนร้ายปีนเข้ามาในร้านแล้วพูดว่า “หยิบทองมา” ทำให้ตนต้องสั่งให้พนักงานหญิงหมอบลงเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเห็นว่าคนร้ายมีอาวุธปืน และไม่เคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน

พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภจว.สมุทรปราการ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งบันทึกพฤติกรรมของคนร้ายไว้อย่างชัดเจน และได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

เหตุการณ์ โจรชุดไรเดอร์ ควงปืนจี้ชิงทองในห้างฯ กวาดไปได้ 136 บาท ในครั้งนี้ สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก และเป็นอุทาหรณ์ให้ร้านค้าต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังในการรักษาความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น การติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีคุณภาพ และการมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด สามารถช่วยป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – โจรชุดไรเดอร์ ควงปืนจี้ชิงทองในห้างฯ กวาดไปได้ 136 บาท ก่อนซิ่งรถหนี

AOT ปลื้ม! 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

AOT เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปีงบประมาณ 2568 การบินโตต่อเนื่อง ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่สนามบินระดับโลก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ที่ AOT บริหารจัดการสนามบิน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ พบว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 602,195 เที่ยวบิน

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า พบว่ามีการเพิ่มขึ้นถึง 9.79% โดยแบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวน 341,523 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 260,672 เที่ยวบิน นอกจากนี้ ยังมีผู้โดยสารมาใช้บริการรวม 97.24 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.87% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 59.48 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 37.76 ล้านคน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง

AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้มีรายได้จากกิจการการบินจำนวน 25,645.27 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 2,376.90 ล้านบาท คิดเป็น 10.22% ในขณะที่รายได้รวมของ AOT อยู่ที่ 52,324.21 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,262.37 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้านได้อย่างน่าประทับใจ

ล่าสุด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศดีที่สุด (Airport Connectivity Ranking) ประจำปี 2567 โดยสภาสมาคมท่าอากาศยานระหว่างประเทศ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักเดินทางที่มีต่อท่าอากาศยานของ AOT ในด้านความปลอดภัย การให้บริการ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

AOT เดินหน้าพัฒนาโครงการรองรับการเติบโต

เพื่อรองรับการขยายตัวของเครือข่ายเส้นทางการบิน AOT ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการและมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น โครงการกระตุ้นตลาดด้านการบิน (Incentive Scheme) ที่มอบให้แก่สายการบินที่เปิดให้บริการเส้นทางการบินใหม่มายังท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT หรือเส้นทางการบินใหม่ของสายการบิน ซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยให้ส่วนลดด้านการบิน 50% ตลอดระยะเวลาโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Marketing Fund ที่สนับสนุนงบส่งเสริมการตลาดในอัตรา 300 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ซึ่งจะช่วยจูงใจสายการบินให้เปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศมายังสนามบินหาดใหญ่ และสนามบินเชียงราย อันเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม “FAM Trip” ที่นำผู้แทนสายการบินและบริษัทนำเที่ยวจากต่างประเทศมาสัมผัสและเยี่ยมชมการท่องเที่ยวในพื้นที่จริง ซึ่งเป็นการแนะนำศักยภาพของท่าอากาศยานและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลาและเชียงราย เพื่อวางรากฐานสำหรับการขยายเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ AOT จึงได้เร่งดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ให้สามารถรองรับผู้โดยสาร 240 ล้านคนต่อปีภายในปี 2575

ขณะเดียวกัน AOT ก็มีแผนที่จะหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) ตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพรอบสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อประกอบธุรกิจ เช่น โรงแรม โครงการ MRO โครงการ Private Jet Terminal โครงการ Logistics Hub Training Center ศูนย์ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า โชว์รูมรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และโครงการ Attraction in Terminal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเก็บค่าบริการระบบไฟฟ้า 400 Hz และระบบปรับอากาศ PC-AIR ที่อาคาร SAT-1 สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของสายการบินที่เข้ามาใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านแหล่งรายได้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บริการเหล่านี้ยังช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษทางอากาศและเสียงรบกวนจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขณะที่เครื่องบินเข้าจอด ณ หลุมจอดอากาศยาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AOT ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กรไปจนถึงการเตรียมพร้อมให้กับสนามบินสุวรรณภูมิในการเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาคต่อไป การเติบโตของ AOT ที่มีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออุตสาหกรรมการบินของไทย

การที่ AOT มีผลประกอบการที่เติบโตและมีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย และความสามารถในการบริหารจัดการของ AOT ที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาสนามบินและการบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมยกระดับสู่สนามบินระดับโลก

สคบ. **เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภค** จับมือสื่อ

สคบ. เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภค ผนึกกำลังสื่อมวลชน เปิดเวทีเสวนา มุ่งเน้นนำเสนอข่าวถูกต้อง รวดเร็ว ครอบคลุม เข้าถึงทุกกลุ่ม

สคบ. เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการสัมมนาสื่อมวลชน” ซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในด้านกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างครอบคลุมในทุกมิติ ให้แก่บรรดาสื่อมวลชน เพื่อให้การนำเสนอข่าวสารเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน เป็นระบบ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเผยแพร่ข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคบรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง การสัมมนาจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม เดอะ แชงชัวรี่รีสอร์ต พัทยา เบสต์เวสเทิร์น ซิกเนเจอร์ คอลเลคชั่น อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

นายรณรงค์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของผู้บริโภคต่อระบบเศรษฐกิจว่า “ผู้บริโภคคือหัวใจของระบบเศรษฐกิจ หากหัวใจนี้ถูกละเลย ความเชื่อมั่นทั้งระบบย่อมสั่นคลอน” และได้กล่าวถึงความท้าทายที่ผู้บริโภคต้องเผชิญในปัจจุบันซึ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ที่ไร้พรมแดน การโฆษณาที่เกินจริง การให้บริการที่ไม่เป็นธรรม ไปจนถึงการให้บริการที่เอาเปรียบ ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยการปรับตัวและการดำเนินงานอย่างรอบด้าน

แม้ว่า สคบ. จะมีข้อจำกัดในด้านบุคลากรเมื่อเทียบกับปริมาณงานที่มหาศาล แต่ สคบ. ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องสิทธิของประชาชนในฐานะผู้บริโภคอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อรับมือกับสถานการณ์และแนวโน้มปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สคบ. จึงได้กำหนด “ทิศทางการทำงานเชิงรุก” ในมิติใหม่ ดังนี้

ทิศทางการทำงานเชิงรุกของ สคบ. เพื่อ**เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภค**

  1. ปรับปรุงและออกกฎหมายและระเบียบให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ครอบคลุมถึงปัญหาการซื้อขายออนไลน์ การโฆษณาเกินจริง และบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงบทลงโทษให้มีความเหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการคุ้มครองผู้บริโภค
  3. พัฒนาช่องทางการสื่อสารให้ครบถ้วนในทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อให้สามารถเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคในทุกกลุ่มเป้าหมาย
  4. ทำงานเคียงข้างสื่อมวลชนในฐานะพันธมิตร เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลที่มีคุณภาพ และมีภูมิคุ้มกันในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ

นายรณรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนซึ่งเป็นพลังสำคัญในการเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และเป็นธรรม” พร้อมทั้งเชิญชวนสื่อมวลชน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันสร้างระบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าการซื้อสินค้าและบริการจะเป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ปลอดภัย และได้มาตรฐานในทุกมิติ

นอกจากนี้ ในการสัมมนา ยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “สื่อกับภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค – ก้าวต่อไปเราจะเดินไปด้วยกัน” โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อย่อย ได้แก่ 1. ความสำคัญของสื่อกับงานคุ้มครองผู้บริโภค 2. ทิศทางการทำงานของ สคบ. ในยุคใหม่ 3. แนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต ซึ่งทั้ง 3 หัวข้อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างสื่อมวลชนและ สคบ. ในการนำเสนอข่าวสารที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนและผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อการ **เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภค** อย่างยั่งยืน

การที่ สคบ. ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับสื่อมวลชน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจในสิทธิของตนเอง และสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการได้อย่างชาญฉลาด การผนึกกำลังกับสื่อจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจคุ้มครองผู้บริโภคให้บรรลุผลสำเร็จ

ที่มา – สคบ. ผนึกกำลังสื่อ “เสริมเกราะคุ้มครองผู้บริโภค” มุ่งเน้นเสนอข่าวถูกต้อง รอบด้าน รวดเร็ว

สลด! เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัข

เรื่องเศร้าสะเทือนใจ! เกิดเหตุการณ์ที่เด็กอายุ 14 ปี ก่อเหตุสุดโหด เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น ก่อนนำซากไปโยนทิ้งน้ำ เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้รักสัตว์เป็นอย่างมาก ตำรวจได้เรียกตัวเด็กชายพร้อมผู้ปกครองมาสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น

จากกรณีที่เฟซบุ๊กเพจ “มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation” ได้แชร์คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่โหดร้ายของเด็กชายคนหนึ่งที่ทำร้ายลูกสุนัขอย่างทารุณ โดยในคลิปเผยให้เห็นภาพเด็กชายอายุเพียง 14 ปี จับลูกสุนัขไปเผาทั้งเป็นในห้องน้ำแห่งหนึ่ง เปลวไฟลุกไหม้อย่างน่าเวทนา ก่อนที่เด็กชายจะนำซากของลูกสุนัขไปโยนทิ้งน้ำอย่างเลือดเย็น เหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดลำปาง

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำร้ายสัตว์เท่านั้น แต่มันเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงปัญหาทางพฤติกรรมที่รุนแรงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิวอชด็อกฯ ได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจภูธรเกาะคา และประสานงานให้ตำรวจติดตามตัวเด็กชายและผู้ปกครองมาสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ถึงแม้ว่าผู้ก่อเหตุจะยังเป็นเยาวชนที่ไม่บรรลุนิติภาวะ แต่กฎหมายได้กำหนดให้ต้องเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด

ผลกระทบทางจิตใจและสังคมจากเหตุการณ์ เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น

เหตุการณ์ที่ เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น นี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของสังคมโดยรวม การกระทำที่โหดร้ายเช่นนี้สามารถบ่มเพาะความรุนแรงในจิตใจของเยาวชน และอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่อันตรายยิ่งกว่าในอนาคต

ทางมูลนิธิวอชด็อกฯ ได้ฝากเตือนไปยังผู้ปกครองและครู อาจารย์ ให้ช่วยกันเฝ้าระวังและสังเกตพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีพฤติกรรมที่แสดงถึงความรุนแรง หรือการทำร้ายสัตว์ ควรรีบให้การช่วยเหลือและแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะพฤติกรรมรุนแรงต่อสัตว์ อาจพัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อมนุษย์ได้ในอนาคต สัตว์ทุกชีวิตมีหัวใจ มีความรู้สึกเจ็บปวด พวกมันไม่ควรต้องมาจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมานเพียงเพราะความสนุก หรืออารมณ์ชั่ววูบของใครบางคน

ความคืบหน้าของคดี เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ.ศิริเวช ใจแสนวงค์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง พร้อมด้วยกำลังตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากวอชด็อก ลำปาง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ บริเวณห้องน้ำร้างใกล้ลานจอดรถของวัดแห่งหนึ่ง จากการตรวจสอบพบร่องรอยของการถูกไฟไหม้ที่บริเวณห้องน้ำ แต่ไม่พบซากของสุนัข นอกจากนี้ ยังพบสุนัขจรจัดอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวประมาณ 4-5 ตัว เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บหลักฐานเพื่อนำไปประกอบสำนวนคดี

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวเด็กชายวัย 14 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเกาะคา พร้อมทั้งผู้ปกครองมาพบพนักงานสอบสวน

จากการสอบสวนเบื้องต้น เด็กชายยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจุดไฟเผาสุนัขตามที่ปรากฏในคลิปจริง โดยมีเพื่อนรุ่นเดียวกันอีก 2 คนร่วมด้วย เด็กชายอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนและเพื่อนจะเข้าไปใช้ห้องน้ำ แต่ลูกสุนัขจะกัด เพื่อนอีกคนจึงใช้น้ำมัน (ซึ่งอยู่ในห้องน้ำและไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันชนิดใด) ราดไปที่ตัวลูกสุนัข ก่อนที่ตนจะจุดไฟเผา โดยมีเพื่อนอีกคนถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้ เด็กชายอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้วหลายวัน

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามตัวเพื่อนของเด็กชายอีกสองคน พร้อมทั้งผู้ปกครองมาพบพนักงานสอบสวน สภ.เกาะคา เพื่อทำการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อไป และจะรายงานความคืบหน้าของคดีให้ทราบต่อไป

การกระทำของเด็กชายที่ เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสนใจและร่วมกันหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต เราต้องสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ และปลูกฝังความเมตตาให้กับเยาวชนตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – ​เด็ก 14 ราดน้ำมัน จุดไฟเผาลูกสุนัขทั้งเป็น ก่อนนำซากไปโยนทิ้งน้ำ

มาริษคุยจีน-กัมพูชา ย้ำร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนและกัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญที่กัมพูชาจะต้องร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความปกติสุขในพื้นที่

มาริษคุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศตามกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้รับเชิญจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ให้เข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ไทย และกัมพูชา

นายมาริษได้แสดงความขอบคุณต่อบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ และการบังคับใช้ให้เกิดการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน

ความสำคัญของการร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ประเด็นสำคัญที่นายมาริษเน้นย้ำคือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยและกัมพูชาต้องร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความเป็นปกติสุขในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศอีกด้วย

นายมาริษได้กล่าวขอบคุณนายหวัง อี้ สำหรับการสนับสนุนในประเด็นนี้ และคาดการณ์ว่าจะมีการหารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติมในการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในสื่อโซเชียล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น

การหารือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติวิธี โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากจีน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ความร่วมมือระหว่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย การที่ไทย กัมพูชา และจีน จับมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดนควรเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการค้าชายแดนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การสร้างงาน การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงไม่ใช่เพียงแค่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจอันดี การส่งเสริมความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” คุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองทัพภาคที่ 2 สรุปชายแดน ทหารกัมพูชา?


สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์บริเวณชายแดน โดยพบว่ามี ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่ทางกองทัพยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีการปะทะใดๆ เกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวนมากในพื้นที่ตอนในของจังหวัดสุรินทร์, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, นครราชสีมา และร้อยเอ็ด รวม 94 ลำ
  • ตรวจพบโดรนบริเวณชายแดน 5 พื้นที่ จำนวน 25-30 ลำ บินเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย
  • ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา พยายามเข้ามาเกาะแนวลวดหนามหีบเพลง และพยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

ทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามกฎการปะทะ ทำให้ทหารกัมพูชา ถอยร่นออกไปจากพื้นที่ ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงตรึงเครียด แต่ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในเขตอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา

การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย

มีการจัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง โดยได้ตรวจสอบไปแล้ว 269 พื้นที่ รอการตรวจสอบอีก 43 พื้นที่ และอยู่ระหว่างดำเนินการรอทำลายอีก 9 พื้นที่ ทางกองทัพเน้นย้ำให้ประชาชนหากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที

ในส่วนของงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี ได้จัดชุดปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน ลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน ป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม โดยขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 เท่านั้น

สำหรับความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 256 หลังคาเรือน แบ่งเป็น:

  • เสียหายเล็กน้อย: 185 หลังคาเรือน
  • เสียหายมาก: 29 หลังคาเรือน
  • เสียหายทั้งหลัง (เกิน 70%): 42 หลังคาเรือน

ทางจังหวัดกำลังรวบรวมข้อมูลความเสียหายและวางแผนให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายภาคส่วน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 4 นาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ “ทหารกัมพูชา” พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

Scroll to top