ข่าวทั่วไป

ศาลไม่ให้ประกัน “ลุงพล” นอนคุกระหว่างฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ไม่ให้ประกันตัว “ลุงพล” ในคดีน้องชมพู่ โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีร้ายแรง และเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ส่งผลให้ ลุงพล ต้องถูกคุมขังในเรือนจำระหว่างรอการพิจารณาฎีกา

“ลุงพล” นอนคุกยาวระหว่างฎีกา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าคดีน้องชมพู่ โดยศาลได้พิจารณาคำร้องขอประกันตัวของนายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว

นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ในฐานะผู้ควบคุมดูแลการดำเนินคดีในชั้นศาลสูง ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เพิ่มโทษ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ในคดีฆาตกรรมเด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือ น้องชมพู่ อายุ 3 ปี เป็นรวม 26 ปี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่าตนได้กำชับอัยการศาลสูงจังหวัดมุกดาหาร ให้ยื่นคัดค้านการประกันตัวนายไชย์พล

ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อความสงบสุขของสังคม และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำคุกถึง 26 ปี อีกทั้งเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา เป็นผลให้ ลุงพล ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างรอการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุผลสำคัญที่อัยการศาลสูงจังหวัดมุกดาหารยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิพากษาแก้เป็นเพิ่มโทษจำเลยให้หนักกว่าที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินไว้ อีกทั้งคดีนี้มีอัตราโทษสูง และจังหวัดมุกดาหารอยู่ใกล้ชายแดน นอกจากนี้ จำเลยมีฐานะทางการเงินดี และคดีเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป จึงเกรงว่าหากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นฎีกา จำเลยอาจหลบหนีได้

ดังนั้น โจทก์จึงเกรงว่าการติดตามตัวจำเลยจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล และกระบวนการยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยเหตุผลดังกล่าว อัยการจึงขอให้ศาลพิจารณาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 1 ในชั้นฎีกา

ทำไมศาลถึงไม่ให้ประกันตัว “ลุงพล”?

การที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว ลุงพล แสดงให้เห็นถึงความกังวลของศาลต่อความร้ายแรงของคดี และความเสี่ยงที่จำเลยจะหลบหนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากโทษที่สูง และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ถึงแม้ว่าการถูกคุมขังระหว่างฎีกาจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย

  • คดีร้ายแรง: ศาลพิจารณาว่าคดีนี้มีความร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อสังคม
  • โทษสูง: ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกถึง 26 ปี
  • ความเสี่ยงในการหลบหนี: ศาลกังวลว่าจำเลยอาจหลบหนีหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป ว่าผลการพิจารณาในชั้นฎีกาจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่แน่นอนคือ กระบวนการยุติธรรมยังคงเดินหน้าต่อไป

การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวลุงพลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาถึงความร้ายแรงของคดีและผลกระทบต่อสังคม และเป็นเครื่องยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความน่าเชื่อถือและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

ที่มา – “ลุงพล” นอนคุกยาวระหว่างฎีกา ศาลไม่อนุญาตประกันตัว เกรงหลบหนี

สว.กรพด แจงสื่อเข้าใจผิด ร่วมลงชื่อสอย 136 สว.

สว.กรพด แจงสื่อเข้าใจผิด ร่วมลงชื่อสอย 136 สว. ปมเอี่ยวคดีฮั้ว สว. อ้างเพื่อนชวนจนเข้าใจผิดคิดว่าแค่ชะลอเลือกองค์กรอิสระ สุดท้ายเพื่อนไม่ลงชื่อด้วย ยันไม่มีใครขู่

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้แถลงข่าวเพื่อชี้แจงกรณีที่มี สว. จำนวนหนึ่งร่วมลงชื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ สว. จำนวน 136 คนสิ้นสุดลงหรือไม่

ว่าที่ พ.ต.กรพด กล่าวว่า ตนได้รับการชักชวนจากกลุ่ม สว. กลุ่มหนึ่ง โดยได้รับคำอธิบายว่าวัตถุประสงค์ของการดำเนินการนี้คือ การยับยั้ง สว. จำนวน 136 คนจากการทำหน้าที่เลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของวุฒิสภา และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในกรณีนี้เท่านั้น

“ผมขอเรียนว่า การใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งในสังคมทั่วไปและในสภา ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องมีเพื่อน ผมก็เช่นกัน เมื่อได้รับคำอธิบายจากคนที่ผมคิดว่าเป็นเพื่อน ผมจึงมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า การทำหน้าที่เลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ อาจดูไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมจึงได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวเป็นลำดับที่ 17” ว่าที่ พ.ต.กรพด กล่าว

ว่าที่ พ.ต.กรพด อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ เขาได้รับทราบวัตถุประสงค์ของการเข้าชื่อมาบ้างแล้ว ว่ามีความประสงค์จะให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะกรณี ดังนั้นเขาจึงเข้าใจว่าเนื้อหาในเอกสารดังกล่าวมีความหมายเดียวกัน ประกอบกับเขามีกิจธุระเร่งด่วน จึงได้ลงนามท้ายเอกสารอย่างเร่งรีบ โดยไม่ได้อ่านข้อความในตอนต้นของเอกสารอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากนั้น เขาจึงได้ทราบภายหลังว่าเนื้อหาในเอกสารนั้นไม่ตรงกับคำอธิบายที่เขาได้รับก่อนหน้านี้ และที่สำคัญคือ ผู้ที่ชักชวนให้เขาร่วมลงชื่อกลับไม่ได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวด้วยตนเอง

สว.กรพด แจงสื่อเข้าใจผิด ร่วมลงชื่อสอย 136 สว.

“ด้วยเหตุนี้ ผมต้องกราบขออภัยพี่น้องสื่อมวลชนที่ผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งผมยืนยันว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมมีความตั้งใจและจริงจังในการทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาอย่างเต็มความสามารถ ในท้ายที่สุดนี้ ผมขอยืนยันว่าผมจะทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาด้วยความระมัดระวังและรอบคอบมากยิ่งขึ้น และขอเรียนสื่อมวลชนทุกท่านว่า กระผมไม่เห็นด้วยกับกระบวนการล่ารายชื่อ ซึ่งอาศัยความไว้วางใจกันเป็นเครื่องมือ” ว่าที่ พ.ต.กรพดกล่าว

ยืนยันไม่ได้ถูกข่มขู่ ปมร่วมลงชื่อสอย 136 สว.

ว่าที่ พ.ต.กรพด ยังยืนยันหนักแน่นว่า เขาไม่ได้ถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อแต่อย่างใด แต่เป็นความเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น ดังนั้นเขาจึงขอถอนชื่อของตนเองออกจากคำร้องดังกล่าว

เรื่องราวของ สว.กรพด ที่ออกมาอธิบายถึงความเข้าใจผิดในการร่วมลงชื่อถอดถอนเพื่อน สว. 136 คนนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจลงนามในเอกสารใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองและกฎหมาย การฟังความรอบด้านและการพิจารณาอย่างรอบคอบ จะช่วยป้องกันความผิดพลาดและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้

การออกมาขอโทษและชี้แจงของ สว.กรพด ในครั้งนี้ เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาให้ดีที่สุดต่อไป

ที่มา – “สว.กรพด” แจงสื่อเข้าใจผิด ร่วมลงชื่อสอย 136 สว. เอี่ยวคดีฮั้ว สว.

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพวัดกว่า 100

ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน พากันอพยพมาอยู่วัดกว่า 100 ชีวิต เต็มใจดูแลกันเอง เพียงขอให้มีที่นอนปลอดภัย สถานการณ์ที่ทำให้ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน นี้ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมาก

วันนี้ 14 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถไว้วางใจทหารกัมพูชาได้ เนื่องจากมักจะไม่สนใจการเจรจาและพยายามจะละเมิดข้อตกลงต่างๆ มาโดยตลอด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่างวิตกกังวลว่าจะมีการปะทะกันรอบ 2 จนเริ่มมีการอพยพหนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านญาติและวัดต่างๆ

แม้จะไม่ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงตามที่ส่วนราชการกำหนดก็ตาม โดยเฉพาะที่วัดศรีรัตนนาราม ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านด่านและหมู่บ้านไผ่เงิน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อพยพเข้าไปพักอาศัยกันในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งเด็กๆ เยาวชนต่างๆ กว่า 117 คนแล้ว

สำหรับชาวบ้านที่อพยพต่างต้องดูแลตัวเอง และช่วยกันออกเงินซื้ออาหารการกินกันเองครอบครัวใครครอบครัวมัน รวมไปถึงทำกับข้าวกินกันเอง เพราะทางวัดไม่ได้มีงบประมาณเบิกจากส่วนราชการแต่อย่างใด ซึ่งชาวบ้านก็ยินดีและเต็มใจที่จะไปพักอาศัย เนื่องจากมีความสะดวก ไม่แออัด มีห้องให้อยู่เป็นห้องๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางวัดก็ได้เปิดให้ชาวบ้านที่อพยพมาพักอาศัยมาแล้ว

ทางด้าน พระครูศรีสุนทร สรกิจ หรือ ผศ.ดร.เริงศักดิ์ เขมวีโร เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม เจ้าคณะอำเภอลำดวน กล่าวว่า วัดศรีรัตนาราม เฉพาะตึกเดียวรองรับประชาชนได้ประมาณ 200 กว่าคน 30 ห้องนอน ติดแอร์ทุกห้องและศาลาการเปรียญสองห้องก็ได้หลายร้อยคนเช่นกัน และศาลาอีกหลัง ที่นี่พร้อมเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ประสบผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนก็สามารถที่จะมาพักได้.

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน

สถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่มั่นคงในชีวิต การอพยพมายังวัดเพื่อแสวงหาความปลอดภัยเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ แม้จะต้องดูแลตัวเองและช่วยเหลือกันเอง แต่การมีที่พักพิงที่อุ่นใจก็ยังดีกว่าต้องเสี่ยงภัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นคือความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก การทำมาหากินหยุดชะงัก เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ และผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

นอกจากนี้ การอพยพยังนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง การขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพทวีความรุนแรงมากขึ้น

ความช่วยเหลือที่จำเป็น

ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะช่วยเหลือกันเองอย่างเต็มที่ แต่ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเข้ามาให้การสนับสนุนด้านอาหาร น้ำดื่ม ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และจิตวิทยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันแก่ประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนอย่างยั่งยืน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง ความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติ จะนำมาซึ่งความสงบและมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และชาวบ้านที่อพยพมา จะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนของตนเองได้อย่างปลอดภัย หากคุณต้องการช่วยเหลือ สามารถติดต่อวัดศรีรัตนาราม หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้โดยตรง ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของท่าน อาจเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพมาอยู่วัดกว่า 100 คน เต็มใจดูแลกันเอง

คลิปเสียงว่อน สส.ถูกดีล “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม”


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมี คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” ปรากฏบนโลกออนไลน์ โดยเนื้อหาในคลิปบ่งชี้ถึงการเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกกับการโหวตในสภา

คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” จริงหรือ?

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังจากที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียง สส.ภายในพรรค เพื่อสนับสนุนการลงมติผ่านร่างกฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาล ต่อมา นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีการเสนอเงินสดจำนวน 10 กิโลกรัม เพื่อแลกกับการลงมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) จริง

สถานการณ์ยิ่งทวีความเข้มข้น เมื่อมี คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” เผยแพร่ออกมา โดยในคลิปเป็นบทสนทนาระหว่างหญิงสาวปริศนากับ สส.ชายรายหนึ่ง ซึ่งมีการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนในการยกมือโหวตสนับสนุนกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ หญิงสาวในคลิปเสนอให้ สส.ชาย เรียกจำนวนเงินที่ต้องการ โดยระบุว่า “เอาแบบนี้ พี่พูดมา พี่ไม่อยากร่วมงานกับใคร หนูจะตอบให้ว่าใช่หรือไม่ใช่… ส่วนบัดเจ็ทพี่เรียกมา ถ้าเรียกมาแล้วจบ เกิน 10 โลขึ้นไป เฉพาะยกมือ ไม่เกี่ยวกับย้าย ยกมือตามที่มีเอกสารให้… เอาง่ายๆ แค่ค่ายกมือ”

ทางด้าน สส.ชาย พยายามสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงิน และยืนยันว่าเป็นการจ่ายเฉพาะ “ค่ายกมือ” เท่านั้น โดยหญิงสาวตอบว่าจะแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด จำนวน 10 กิโลกรัม สำหรับการโหวต 2 เรื่อง และชักชวนให้ สส.ชายมาพบปะพูดคุยเพื่อหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมทั้งอ้างว่าจะติดต่อผู้ใหญ่ให้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่

### ประเด็นที่น่าสนใจจากคลิปเสียง

  • การเสนอผลประโยชน์ตอบแทน: หญิงสาวในคลิปเสนอเงินจำนวน 10 กิโลกรัม เพื่อแลกกับการยกมือโหวตสนับสนุนกฎหมาย
  • การแบ่งจ่าย: มีการพูดถึงการแบ่งจ่ายเงินเป็น 3 งวด
  • การอ้างถึง “ผู้ใหญ่”: หญิงสาวอ้างว่าจะติดต่อ “ผู้ใหญ่” เพื่อหารือในรายละเอียด
  • ความหวาดระแวง: สส.ชาย แสดงความไม่ไว้วางใจ และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ในคลิปเสียงยังมีการพูดถึงพรรคการเมืองต่างๆ โดยหญิงสาวปฏิเสธว่าไม่ใช่พรรคอาจารย์… หรือพรรคผู้กองธรรมนัส และระบุว่า เงินที่เสนอมานั้น “มาจากฟากรัฐบาล ที่เหนือรัฐบาลอีก” พร้อมทั้งกล่าวถึงบุคคลตัวย่อ “ส.” แต่ไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นใคร

คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” นี้ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการการเมืองไทยเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงจริยธรรมของนักการเมือง

การปรากฏตัวของ คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม” เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมไทยต้องตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงการเมือง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสาร และติดตามความคืบหน้าของกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ที่มา – คลิปเสียงว่อน สส.พรรคประชาชน ถูกสาวปริศนาดีลซื้อเสียง “ค่ายกมือ 10 กิโลกรัม”

แพทองธารแจง! ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก ปมหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร ชินวัตร” คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ขอศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก เพื่อข้อเท็จจริงรอบด้าน ชี้แจงคำพูดในคลิป พร้อมขอพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) โดยพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาล หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ นัดฟังคำวินิจฉัย

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.แพทองธาร ยืนยันว่า การกระทำของตนเองตามข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 แต่อย่างใด และยังได้ขออนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ปากเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคงของประเทศและตามแนวชายแดนปัจจุบันและบางรายมีประสบการณ์ในอดีตทั้งความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่

ขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ในฐานะผู้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า และเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สั่งการฝ่ายปกครองด้านชายแดน

พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา ทำงานด้านปฏิบัติในกัมพูชามาตั้งแต่ยศ ร.ท. และทำงานอยู่กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการรบพิเศษอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร รองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร ในฐานะผู้ชำนาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของทหารและเรื่องอำนาจอธิปไตยของประเทศ

นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น, ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้ชำนาญด้านการต่างประเทศ และสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวิธีปฏิบัติทางการทูตในการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ

อีกทั้งพยาน 5 รายดังกล่าว ยังเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เพื่อให้ศาลฯ ได้รับทราบถึงความคิดเห็นว่าการดำเนินการของตนในช่วงเหตุการณ์ ไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาตามที่ผู้ร้องกล่าวหา หรือเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งยังเป็นการดำเนินการตามข้อมูลและคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคงที่ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และเพื่อแสดงว่าเจตนาของตนมุ่งเพื่อรักษาเอกราชอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เจตนาดังที่ผู้ร้องกล่าวหา จึงขอศาลฯ โปรดพิจารณาอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานบุคคลดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรม โดยปราศจากข้อสงสัยอันอาจกระทบต่อความชอบธรรมและสถานะของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงความเป็นสัดส่วนในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กล่าวมา หากตนยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ต่อไป ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของชาติ อีกทั้งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะบูรณาการเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายให้สนับสนุนการทำหน้าที่ของฝ่ายทหาร และแสดงถึงความเข้มแข็งภายในชาติ ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาแก่กัมพูชาในการรุกรานประเทศไทย

น.ส.แพทองธาร ขอศาลมีคำสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพียง 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการ สมช.

ขณะเดียวกัน มีการยืนยันข้อมูลในเรื่องการใช้ถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” เป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญ คือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี

ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า “เป็นฝั่งตรงข้าม” เนื่องจาก นายเคลียง ฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ต่อฝ่ายกัมพูชาในเชิงสร้างความเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของไทยมีเจตนาที่จะรักษาสันติและไม่ได้เป็นการโอนอ่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทำไมแพทองธาร ชินวัตรถึงขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก?

ในคำชี้แจง น.ส.แพทองธาร ยังระบุด้วยว่า การที่ตนเองกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในบทสนทนาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายความมั่นคงว่าทางการกัมพูชาไม่พอใจการเคลื่อนย้ายกำลังทหารของไทย ณ ช่องบก ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 จึงจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสมเด็จฮุน เซน รู้สึกว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชาในขณะนั้น และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางทหาร และทางเศรษฐกิจ อันอาจส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากครั้งนี้ น.ส.แพทองธารหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนา จึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดหรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ.

การขอไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร” ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก วอนพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

“วิโรจน์” ฉะงบซื้อรถเคลนผิดกฎหมาย

“วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย แต่กลับไปไล่จับรถเคลนของเอกชนที่ผลิตตามมาตรฐานสากล ชี้กฎหมายล้าหลังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รีดทรัพย์ประชาชน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ซึ่งเป็นวันที่สอง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายอย่างดุเดือดถึงงบประมาณที่กรมทางหลวงชนบทใช้ในการจัดซื้อรถเครน โดยเสนอให้ตัดงบประมาณจำนวน 7.56 ล้านบาทออกไปก่อน

นายวิโรจน์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญเกิดจาก “กฎหมายที่ล้าหลัง” ซึ่งจัดให้รถเครนอยู่ในประเภทเดียวกับรถบรรทุก ทำให้รถเครนที่ผลิตตามมาตรฐานสากลและไม่ได้มีการดัดแปลงใด ๆ กลับต้องถูกจับกุมด้วยข้อหาน้ำหนักเกิน ทั้งที่รถเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่า 15 ตันตั้งแต่ผลิตออกจากโรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่บางส่วนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรีดไถผู้ประกอบการอย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม

“วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย

ในการอภิปราย นายวิโรจน์ยังเน้นย้ำว่า กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความผิดปกติ จนถึงขั้นที่กรมทางหลวงชนบทเองกำลังจะจัดซื้อรถที่ผิดกฎหมายเสียเอง และมีผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังรวมตัวกันเพื่อเตรียมแจ้งความจับรถเครนของหน่วยงานราชการ หากพบว่ามีการใช้งานบนท้องถนน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการตีความที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

ข้อเสนอแนะของนายวิโรจน์เกี่ยวกับงบประมาณและกฎหมายรถเคลน

นายวิโรจน์ได้เสนอแนะให้กรมทางหลวงชนบทเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาพิจารณาของบประมาณในการจัดซื้อรถเครนในภายหลัง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

  • เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถเครนให้ทันสมัย
  • พิจารณาทบทวนงบประมาณจัดซื้อรถเครน
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรฐานรถเครน

ปัญหานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม ลดการคอร์รัปชัน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การที่ “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย เป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและปรับปรุงระบบราชการอย่างต่อเนื่อง

กรณีที่เกิดขึ้นกับกรมทางหลวงชนบทและการจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ แต่ยังอาจนำไปสู่การใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องและโปร่งใส ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การที่ “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ให้พิจารณาถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของตนเองด้วย

ที่มา – “วิโรจน์” เดือดฉะงบกรมทางหลวงจัดซื้อรถเคลนที่ผิดกฎหมาย

หมอยงชี้! ทำไมต้องตรวจ “ไวรัสตับอักเสบบี” ก่อนปี 35

“หมอยง” อธิบายชัดๆ ว่าทำไมผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 หรือมีอายุ 33 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค “ไวรัสตับอักเสบบี” เรื่องนี้สำคัญและเกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนไทยจำนวนมากเลยทีเดียว มาฟังเหตุผลจากคุณหมอกันค่ะ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในหัวข้อ “ไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 กับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีในการป้องกัน” ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

ทำไมต้องตรวจ “ไวรัสตับอักเสบบี” ในผู้ที่เกิดก่อนปี 2535?

ในอดีต ไวรัสตับอักเสบบีถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อในอัตราสูงมาก รัฐบาลจึงได้เริ่มรณรงค์การให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิด โดยเริ่มต้นใน 2 จังหวัดนำร่อง คือ ชลบุรีและเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2531 จากนั้นอีก 2 ปี (พ.ศ. 2533) ได้ขยายไปยัง 10 จังหวัด รวมเป็น 12 จังหวัด และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2535 ได้มีการให้วัคซีนแก่ทารกแรกเกิดทุกคน อย่างน้อย 3 ครั้งภายในปีแรก

ผลจากการรณรงค์ ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2535 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อจากมารดาที่เป็นพาหะ ตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ในปัจจุบัน ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 33 ปี มีอัตราการติดเชื้อที่ต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอายุมากกว่า 33 ปี หรือเกิดก่อนปี 2535 และไม่เคยได้รับวัคซีน อาจเคยได้รับเชื้อมาก่อนแล้ว และอาจมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นแล้วโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ดังนั้น การพิจารณาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ดี แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรทำการตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบสถานะของไวรัสตับอักเสบบีเสียก่อน

ตรวจเลือด “ไวรัสตับอักเสบบี” แล้วจะรู้ได้อย่างไร?

การตรวจเลือดจะช่วยให้ทราบว่าสถานะของไวรัสตับอักเสบบีในร่างกายของเราเป็นอย่างไร เช่น:

  • มีภูมิต้านทานแล้วตามธรรมชาติ
  • เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี
  • ติดเชื้อเรื้อรัง
  • ยังไม่เคยติดเชื้อและไม่มีภูมิต้านทาน

การทราบสถานะของตัวเองจะช่วยให้สามารถแยกกลุ่ม เพื่อให้วัคซีนเฉพาะในกลุ่มที่ไม่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน และไม่เคยได้รับวัคซีนเท่านั้น

สำหรับผู้ที่ติดเชื้อแล้วและมีภูมิคุ้มกัน ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม แต่หากติดเชื้อและเป็นพาหะ ควรเข้าสู่กระบวนการรักษาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายแรง เช่น ตับแข็งและมะเร็งตับ

ดังนั้น คุณหมอยงจึงเน้นย้ำว่า ผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเลือดก่อนที่จะพิจารณาเข้ารับวัคซีน “ไวรัสตับอักเสบบี” การตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญอย่างมาก

สรุปคือ หากคุณเกิดก่อนปี 2535 และไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ การไปตรวจคัดกรองเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของคุณเอง

ที่มา – “หมอยง” อธิบายชัด ทำไมผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 ควรตรวจคัดกรอง “ไวรัสตับอักเสบบี”

“ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย ควรรอหารือ!

“ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย หากต้องแก้กฎหมายเอื้อนำเข้าหมูสหรัฐฯ ต้องหารือในสภาฯก่อน

นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุขและ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเป็นที่กังวลของประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมูที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนไทย โดยนายชัยชนะได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย และจะยึดมั่นในการดำเนินการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีในกลุ่มเบตาอะโกนีสต์ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

ทำไมถึงต้องค้านการใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย?

เหตุผลหลักที่นายชัยชนะและอีกหลายฝ่ายคัดค้านการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทยนั้น มาจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค สารเร่งเนื้อแดง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เบตาอะโกนีสต์ เป็นสารเคมีที่ถูกใช้ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้นและไขมันน้อยลง แต่สารนี้มีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก และในบางกรณีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

การที่ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ การนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศที่อาจมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหมูนั้นปลอดภัยต่อการบริโภค

นายชัยชนะยังกล่าวอีกว่า “ในขณะนี้คณะรัฐมนตรี รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ได้รับแจ้งรายละเอียดใด ๆ จากท่านพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ เจรจาแก้ปัญหาภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่หากมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ผมก็ต้องเรียกร้องให้นำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมสภาฯเพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก สส.ตัวแทนของประชาชนก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ”

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน และต้องผ่านการหารือในสภาฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจใด ๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

การที่ สส. ออกมาคัดค้านการ **ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** นั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน และความตั้งใจที่จะรักษากฎหมายที่มีอยู่เพื่อปกป้องผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ดังนั้น การหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องสุขภาพของประชาชนกับการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

การออกมาคัดค้านการ**ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** ของนายชัยชนะในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน การเปิดโอกาสให้มีการหารือในสภาฯ จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดได้

ดังนั้น การตัดสินใจเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชน และการออกมาคัดค้านการ **ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย** ของ สส. ในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การปกป้องสุขภาพของประชาชนชาวไทยควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และการหารือในสภาฯ จะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดในประเด็นนี้

ที่มา – “ชัยชนะ” ค้าน ใช้สารเร่งเนื้อแดงในไทย หากต้องแก้กฎหมายเอื้อนำเข้าหมูสหรัฐฯ ต้องหารือในสภาฯก่อน

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

Scroll to top