ข่าวทั่วไป

ปภ.เตือน! 24 จังหวัดเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

ปภ. เตือน 24 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 15–17 ส.ค.

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศเตือนภัยให้ 24 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 15-17 สิงหาคมนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2568 โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่มีฝนตกสะสมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ปภ. ยังได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย ให้สามารถเข้าเผชิญเหตุและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้รับทราบล่วงหน้า พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์และวิธีการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ประกอบกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 16/2568 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2568 แจ้งว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ และได้ประเมินวิเคราะห์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ พบว่ามีพื้นที่บางส่วนที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำ เนื่องจากการระบายน้ำไม่ทันและระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ

พื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2568 มีดังนี้:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, ตาก, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, อุดรธานี, สกลนคร, อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: ชุมพร, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการเฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาต่างๆ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากเป็นภัยธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมความพร้อมและมีสติอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ที่มา – ปภ. เตือน 24 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 15–17 ส.ค.

รวบ! 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน สกัด 2 หนุ่ม แอดมินเว็บพนันจากบ่อนปอยเปต ที่หนีตายกลับไทย โดยการมุดรั้วลวดหนามตามช่องทางธรรมชาติ พวกเขาอ้างว่าถูกกักบริเวณในตึกสูง ห้ามออกไปไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต มุดรั้วลวดหนาม

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.อ.เมธี คำเต็ม และ ร.อ.อาคม มงคลนำ ได้สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.คลองลึก และ ตม.จว.สระแก้ว ออกลาดตระเวนเข้มตามช่องทางธรรมชาติริมชายแดน บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย

ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชายไทย 2 คน กำลังเดินเท้าลักลอบมุดรั้วลวดหนามจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณจุดตรวจ จตอ.19 เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวทันที

จากการสอบสวนทราบชื่อคือ นายจักรพันธ์ หนูแก้ว อายุ 21 ปี ชาวจังหวัดระนอง และ นายเศรษฐวุฒิ ดีหนู อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดพังงา ทั้งคู่ไม่มีเอกสารการเดินทางใดๆ

ทั้งสองให้การว่า พวกเขาเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ชื่อดัง ในพื้นที่โซนสามภายในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งในฝั่งปอยเปต ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยถูกเพื่อนชักชวนให้ไป แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักบริเวณให้อาศัยและทำงานอยู่ในอาคารสูง 4-5 ชั้น ที่มีรั้วกำแพงล้อมรอบ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พวกเขาได้ทราบข่าวว่าอาจมีการสู้รบกันเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากที่ทำงานในช่วงกลางดึก และได้เจอกับผู้นำพาชาวกัมพูชา ที่เสนอจะพาข้ามแดนกลับไทย โดยคิดค่าใช้จ่าย 10,000 บาท ซึ่งพวกเขายอมจ่ายเงินให้ แล้วเดินเท้าตามผู้นำพามาถึงบริเวณแนวชายแดน ผู้นำพาได้ชี้ช่องทางให้เดินเท้าข้ามลำคลอง แล้วมุดรั้วลวดหนามเข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจหนีกลับไทย?

เหตุผลหลักที่ทำให้ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน ตัดสินใจหนีกลับไทย ก็คือ ความกลัวและความไม่ปลอดภัยในชีวิต จากสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นในปอยเปต การถูกกักบริเวณและจำกัดอิสระในการเดินทาง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับบ้านเกิด

หลังจากถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นน่าสนใจ: เรื่องราวของ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างแดน โดยเฉพาะในธุรกิจพนันออนไลน์ ที่มักมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงผลตอบแทนที่สูง แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเอารัดเอาเปรียบ และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ตรวจสอบบริษัทหรือนายจ้างให้แน่ใจ และแจ้งให้ญาติสนิททราบถึงรายละเอียดการเดินทางและการทำงาน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเลยครับ ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างแดน เช็กให้ชัวร์ อย่าหลงเชื่อคำชวนง่ายๆ นะครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน-บ่อนปอยเปต หนีตายกลับไทย มุดรั้วลวดหนามช่องทางธรรมชาติ

โจรชุดไรเดอร์ จี้ชิงทอง กวาด 163 บาท หนีลอยนวล!

เกิดเหตุอุกอาจ โจรชุดไรเดอร์ ก่อเหตุจี้ชิงทองภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยกวาดทองรูปพรรณไปได้ถึง 163 บาท ก่อนที่จะหลบหนีไปอย่างลอยนวล สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก

โจรชุดไรเดอร์ จี้ชิงทอง กวาด 163 บาท

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบ่อ ได้รับแจ้งเหตุชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.อ.วิรัชต์ รุ่งเรือง ผกก.สภ.บางบ่อ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

จากการสอบสวนพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่า คนร้ายเป็นชาย สวมเสื้อแจ็คเก็ตคล้ายพนักงานส่งอาหาร (ไรเดอร์) สวมกางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบ สะพายกระเป๋าข้าง และสวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบเพื่อปิดบังใบหน้า ได้บุกเข้าไปในร้านทองดังกล่าว พร้อมใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงาน ก่อนที่จะกวาดทองรูปพรรณที่วางโชว์อยู่ภายในตู้ไปจำนวน 163 บาท

หลังก่อเหตุ โจรชุดไรเดอร์ ได้กระโดดข้ามเคาน์เตอร์ร้านทอง วิ่งหลบหนีออกไปจากห้างสรรพสินค้า และขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า เอ็นแม็กซ์ ที่จอดรออยู่บริเวณด้านหน้าห้างฯ หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ คนร้ายได้เดินเข้ามาในห้างฯ และพยายามที่จะเดินเข้าไปในร้านทอง โดยที่ยังสวมหมวกกันน็อกอยู่ พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างฯ พยายามที่จะบอกให้คนร้ายถอดหมวกกันน็อกออก แต่คนร้ายไม่สนใจ และเดินเข้าไปก่อเหตุชิงทรัพย์ในร้านทองทันที

ตำรวจเร่งล่าตัว โจรชุดไรเดอร์ จี้ชิงทอง

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภจว.สมุทรปราการ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเร่งรัดติดตามตัว โจรชุดไรเดอร์ รายนี้มาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้างฯ และบริเวณโดยรอบ เพื่อหารูปพรรณสัณฐานของคนร้าย และเส้นทางการหลบหนี

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสกัดจับคนร้ายตามเส้นทางที่คาดว่าจะใช้หลบหนี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการจับกุม

เหตุการณ์ โจรชุดไรเดอร์ จี้ชิงทองในครั้งนี้ สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานอยู่ในห้างสรรพสินค้า และร้านทองต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุกอาจของคนร้าย และความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด และขอความร่วมมือจากประชาชน หากมีเบาะแสเกี่ยวกับคนร้าย สามารถแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ประกอบการร้านทองและห้างสรรพสินค้า เพิ่มความระมัดระวังและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและพนักงานทุกคน

ที่มา – โจรชุดไรเดอร์ ควงปืนจี้ชิงทองในห้างฯ กวาดไปได้ 136 บาท ก่อนซิ่งรถหนี

สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง

สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนได้หยิบยกประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีสองประเด็นหลักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ได้แก่ งบประมาณในการปลูกป่าที่สูงถึงปีละ 1,000 ล้านบาท แต่พื้นที่ป่ากลับลดลงอย่างต่อเนื่อง และงบประมาณในการตกแต่งภายในสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่สูงเกินจริง

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของการจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลสำหรับการปลูกป่าในแต่ละปี แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทาง เนื่องจากพื้นที่ป่าของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการทุจริตในโครงการปลูกป่าและการเพาะกล้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

นายเลาฟั้งกล่าวว่า จากการตรวจสอบของ สตง. พบว่าต้นไม้ที่ปลูกในโครงการของกรมอุทยานฯ มีอัตราการรอดตายน้อยกว่า 50% ในหลายพื้นที่ และบางแปลงยังไม่พบต้นกล้าตามที่ระบุไว้ในโครงการ นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่พื้นที่ปลูกป่าถูกอ้างว่าถูกบุกรุก แต่เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่าเป็นพื้นที่ที่ยึดมาจากชาวบ้าน

สส.เลาฟั้งเสนอว่า แทนที่จะทุ่มงบประมาณกับการปลูกป่า ควรเน้นไปที่การป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและการจัดการไฟป่า ซึ่งจะช่วยให้ป่าสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน การใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาป่าที่มีอยู่เดิม จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าการปลูกป่าที่ไม่ยั่งยืน

“สส.ศนิวาร” ชำแหละงบตกแต่ง สผ. แพงกว่า 3 เท่า!

น.ส.ศนิวาร บัวบาน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อีกท่านหนึ่ง ได้อภิปรายถึงความไม่สมเหตุสมผลของงบประมาณในการปรับปรุงและตกแต่งภายในอาคารสำนักงาน สผ. ซึ่งเป็นโครงการผูกพันใหม่ 2 ปี วงเงินเกือบ 240 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่ามูลค่าของโครงการนี้คิดเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่าตึกทั้งหลัง

น.ส.ศนิวาร ชี้ให้เห็นว่ารายการครุภัณฑ์และอุปกรณ์หลายรายการในโครงการนี้มีราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไปอย่างมาก ตัวอย่างเช่น โซล่าเซลล์ที่ สผ. จัดซื้อในราคาชุดละ 8,819 บาท แต่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 2,750 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ ป้ายโฆษณาดิจิทัลก็มีราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงสามเท่าตัว

สส.ศนิวาร ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าของรายการต่างๆ ในโครงการปรับปรุงตกแต่งภายในอาคาร สผ. และเสนอให้ปรับลดงบประมาณลงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากงบประมาณที่ขอมานั้นไม่สมเหตุสมผล

การอภิปรายของ สส. ทั้งสองท่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างละเอียดรอบคอบและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

การที่ สส.ออกมาซัดงบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง นั้น เป็นสัญญาณที่ดีว่ามีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเกิดขึ้นในสภา การตรวจสอบอย่างเข้มข้นจะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขการใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผล และนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ การที่งบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

สิ่งสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการใช้จ่ายงบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและร่วมกันติดตามตรวจสอบ

ที่มา – สส.ปชน. ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน แต่ป่ามีแต่ลด – งบตกแต่งภายใน สผ. แพงกว่าตลาด 3 เท่า

สิบเอกสุทธิชัย: ผ่าตัดนำสะเก็ดตาออกได้ด้วยดี

อัปเดตอาการล่าสุดของ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง หรือที่รู้จักกันในนาม “นักรบตาควาย” หลังจากได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สิบเอกสุทธิชัยเข้ารับการผ่าตัดดวงตาขวาเป็นครั้งที่ 4 และข่าวดีก็คือ ทีมแพทย์สามารถนำเศษสะเก็ดระเบิดที่ฝังลึกและเป็นอันตรายที่สุดออกมาได้สำเร็จ

สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง อาการล่าสุด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา แฟนเพจ กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้แจ้งข่าวความคืบหน้าอาการของ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดปฏิบัติการบินโดรน สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 โดยสิบเอกสุทธิชัยได้รับบาดเจ็บจากลูกกระสุนระเบิดปืน ค. ของทหารกัมพูชา ทำให้ดวงตาพร่ามัว เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะปฏิบัติภารกิจเข้ายึดคืนปราสาทตาควายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

การผ่าตัดครั้งที่ 4 นี้ ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญในการรักษาดวงตาของสิบเอกสุทธิชัยให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ทีมแพทย์ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำเศษสะเก็ดที่ฝังลึกและเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นออกให้หมด

กำลังใจจากทุกภาคส่วนถึง สิบเอก สุทธิชัย

ทางเพจกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้กล่าวขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรักษา รวมถึงขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง จากแฟนคลับและประชาชนทั่วไป

เรื่องราวของสิบเอกสุทธิชัยเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายต่างๆ นานา แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการและให้กำลังใจทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง เป็นตัวอย่างของความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย ขอเป็นกำลังใจให้สิบเอกสุทธิชัยหายป่วยและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – “สิบเอกสุทธิชัย” นักรบตาควาย ผ่าตัดตารอบ 4 หมอนำสะเก็ดที่ลึกที่สุดออกมาได้ด้วยดี

จอนนี่มือปราบ วอนโซเชียลอย่าซ้ำ โพสต์หลังประกันตัว

จอนนี่มือปราบ วอนโซเชียลอย่าซ้ำ! โพสต์สุดสะเทือนใจหลังได้รับการประกันตัวในคดีรีสอร์ทดัง เผยพร้อมน้อมรับผิดและแก้ไขทุกอย่าง ขอโอกาสทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว

จอนนี่มือปราบ วอนโซเชียลอย่าซ้ำ ผมโดนมาหนักมากพอแล้ว

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมเจ้าหน้าที่ ปปท. นำกำลังเข้าจับกุม จอนนี่มือปราบ หรือ ด.ต.ยุทธพล ศรีสมพงษ์ และภรรยา ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีรีสอร์ทรุกที่ดินป่าไม้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ (อ้างอิงจาก ข่าวการจับกุมจอนนี่มือปราบ)

ล่าสุด จอนนี่มือปราบ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแฟนเพจ “ตะลึงกรุง จอนนี่มือปราบ” โดยโพสต์ข้อความระบายความในใจหลังได้รับการประกันตัว โดยเริ่มต้นด้วยการขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ และยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต

“กราบขอบคุณทุกกำลังใจครับ ผิด ผมก็น้อมรับ ผมขอโพสต์เรื่องคดีรีสอร์ทผม โพสต์นี้เป็นโพสต์สุดท้าย ก่อนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ขอให้เป็นเรื่องเลวร้ายของชีวิตที่ได้พบเจอครับ” ข้อความจากโพสต์ของจอนนี่มือปราบ

นอกจากนี้ จอนนี่มือปราบ ยังได้กล่าวถึงผู้ที่ติดตามข่าวของเขาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยขอความเห็นใจว่า “ฝากถึงทุกๆ ท่านที่ติดตามข่าวผมมาตลอดครับ ด้วยความเคารพ ในสื่อโซเชียล อย่าโพสต์ ดราม่า อย่าเมนต์ด่า อย่าลงคลิปซ้ำผมเลยนะครับ ผมล้มแล้ว ผมยอมทุกอย่างแล้ว”

เขายังเน้นย้ำว่าตนเองไม่ได้เป็นคนเลวร้าย และที่ผ่านมาก็ทำมาหากินด้วยความสุจริต พร้อมทั้งอธิบายว่าเรื่องกฎหมายที่ดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะกระทำผิดตั้งแต่แรก “ผมไม่ใช่คนเลว หรือคนชั่วอะไร ทำมาหากินสุจริต ตั้งมั่นในความดีตลอด คนเราก็มีผิดพลาดได้ เรื่องกฎหมายที่ดินนิคมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมไม่มีเจตนาจะทำผิดอะไรตั้งแต่เริ่มครับ อย่าด่าผมเลย”

จอนนี่มือปราบ ยังได้เปิดเผยถึงความตั้งใจเดิมที่อยากจะพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ “ผมก็ไม่ได้มีเจตนาจะไปบุกรุกอะไร ความตั้งใจ ในปีนั้น อยากเข้ามาพัฒนาการท่องเที่ยวอุบลฯ บ้านเกิด สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ อยากให้คนมาเที่ยวบ้านผมเยอะๆ ผิด ผมก็น้อมรับ และพร้อมแก้ไขครับ”

เขาได้กล่าวถึงความรู้สึกสงสารภรรยาและคุณแม่ที่ต้องมาได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ และขอโทษทุกคนจากใจจริง “วันนี้ผมและภรรยาถูกออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อย และได้ประกันตัว เพื่อจะเข้าสู่กระบวนการต่อไปครับ ผมสงสารเมียมากๆ และคุณแม่ผมที่ต้องช็อกจนทรุด ผมขอกราบขอโทษทุกๆ คน จากหัวใจลูกผู้ชายครับ”

จอนนี่มือปราบ วอนโซเชียลอย่าซ้ำเติม ขอโอกาสให้เขาได้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวต่อไป “โซเชียลอย่าดราม่า อย่าแขวะ อย่าแซะ อย่าปั่นผมเลย ผมโดนมาหนักมากพอแล้ว สงสารผมเถอะครับ อย่าซ้ำผมเลย ให้โอกาสผมทำมาหากินเลี้ยงลูกเมีย ลูกน้อง ด้วยครับ ความดี ผมก็เคยสร้างไว้มีมากมาย”

เขายังได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ให้ความเป็นธรรม และยืนยันว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป พร้อมทั้งยอมรับว่ารีสอร์ทของตนเองจะต้องปิดตัวลงตามคำสั่ง “กราบขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ทุกๆ ท่าน ที่ให้ความเป็นธรรมต่อผมและภรรยา ผมและภรรยา จะเข้าสู่กระบวนการต่อไปครับ รีสอร์ทผมต้องปิดตัวลงตามคำสั่งไปก่อน อย่าด่า อย่าแซะผมต่อเลยนะครับ ขอพื้นที่ให้เมียผม ตัวผมทำมาหากินต่อไป ผมไม่ได้ใช่คนเลวครับ”

สุดท้าย จอนนี่มือปราบ ได้ขอความเห็นใจจากสังคมอีกครั้ง “คนเรา ไม่มีใครอยากพลาดครับ พลาด ก็แก้ไข โซเชียลอย่าซ้ำผมเลย สงสารผมทีครับ ผมเครียดมากๆ ขอบคุณทุกๆ กำลังใจครับ ผมจะตั้งมั่นทำความดี ช่วยเหลือชาวบ้านต่อไปครับ”

ทำไม จอนนี่มือปราบ วอนโซเชียลอย่าซ้ำ ถึงเป็นประเด็นร้อน?

กรณีของจอนนี่มือปราบสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการตัดสินจากสังคมออนไลน์ ที่บางครั้งอาจรุนแรงเกินกว่าเหตุ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและความเข้าใจในข้อเท็จจริงทั้งหมด การให้โอกาสและการให้อภัยเป็นสิ่งที่สังคมควรมีให้แก่กัน

แม้ว่าจอนนี่มือปราบจะยอมรับผิดและพร้อมที่จะแก้ไข แต่การที่เขาออกมา วอนโซเชียลอย่าซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความเครียดที่เขาได้รับจากกระแสสังคม การซ้ำเติมไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับจะยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก

ในฐานะสมาชิกของสังคม เราควรพิจารณาถึงผลกระทบของการกระทำของเราที่มีต่อผู้อื่น ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ใครก็ตาม การให้กำลังใจและความเข้าใจอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – จอนนี่มือปราบ โพสต์หลังประกันตัว วอนโซเชียลอย่าซ้ำ ผมโดนมาหนักมากพอแล้ว

ด่วน! โรงเรียนสั่ง “นักเรียน ม.5” ทำร้ายครู พ้นสภาพ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อโรงเรียนแห่งหนึ่งประกาศให้นักเรียนที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูพ้นสภาพนักเรียน เรื่องราวของ “นักเรียน ม.5” ที่ทำร้ายร่างกายครูยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม

จากกรณีข่าวก่อนหน้านี้ นักเรียนชายชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูผู้สอนอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้รับคะแนนเต็มในการสอบ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายในห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น ทำให้ครูผู้สอนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงอักเสบ ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความตกใจและความไม่พอใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ทาง โรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของโรงเรียน โดยมีเนื้อหาสำคัญว่า “จากการประชุมของคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารโรงเรียน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับกรณีเหตุการณ์ที่ “นักเรียน ม.5” ทำร้ายร่างกายครูผู้สอนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”

คณะกรรมการบริหารโรงเรียนและที่ปรึกษาฯ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ “นักเรียน ม.5” คนดังกล่าว พ้นสภาพจากการเป็นนักเรียนของโรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยา

โรงเรียนสั่ง “นักเรียน ม.5” ทำร้ายร่างกายครู พ้นสภาพ

การตัดสินใจดังกล่าวของโรงเรียนถือเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องบุคลากรทางการศึกษา และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักเรียนและผู้ปกครองทุกคนว่า โรงเรียนไม่สนับสนุนและจะไม่ยอมรับพฤติกรรมที่รุนแรงและการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

ผลกระทบต่อ “นักเรียน ม.5” ที่ก่อเหตุ

การถูกไล่ออกจากโรงเรียนย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตทางการศึกษาของนักเรียนคนดังกล่าว เขาจะต้องหาโรงเรียนใหม่เพื่อศึกษาต่อ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก นอกจากนี้ เขายังต้องเผชิญกับผลกระทบทางจิตใจและสังคมที่ตามมาอีกมากมาย

ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด การสอนให้เด็กรู้จักเคารพผู้อื่น มีความอดทน และรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขในสังคม

บทเรียนที่สังคมได้รับ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยานี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทย เราต้องร่วมกันสร้างสังคมที่ปราศจากความรุนแรง ส่งเสริมการใช้เหตุผลและการเจรจาในการแก้ไขปัญหา และให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเยาวชน

การตัดสินใจของโรงเรียนในการจัดการกับ “นักเรียน ม.5” ที่ก่อเหตุครั้งนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและเป็นแนวทางสำหรับสถานศึกษาอื่นๆ ในการจัดการกับปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม

ที่มา – โรงเรียนประกาศให้ “นักเรียน ม.5” ทำร้ายร่างกายครู ลาออกจากโรงเรียนแล้ว

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ถาม “ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน” หลังสภาล่ม อ้างคำพูดอดิศรที่บอกหายใจเองได้ ไม่ต้องยืมจมูกฝ่ายค้าน ชี้หากสภาล่ม รัฐบาลต้องรับผิดชอบเอง

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 มาตรา 18 งบกระทรวงพลังงาน หลังจากการแสดงตนและลงมติ ปรากฏว่ามีผู้แสดงตน 257 เสียง โดยผลการลงมติมีจำนวนผู้ลงมติ 390 เสียง เห็นด้วย 255 เสียง ไม่เห็นด้วย 129 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ที่ประชุมจึงเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ

จากนั้น นายมังกร ยนต์ตระกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ลุกขึ้นหารือว่า การถ่ายทอดสด 3 วัน มีเด็กนักเรียนและประชาชนทั่วไปรับชม แต่การแสดงตน 257 เสียง แต่ลงมติ 390 เสียง อาจสร้างความสับสน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า ที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ต้องพึ่งฝ่ายค้านเรื่ององค์ประชุมนั้น แท้จริงแล้วรัฐบาลต้องเป็นหลักในการควบคุมองค์ประชุม พวกตนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมคือ “อยู่อย่างไร้ตัวตน คืออยู่ครบ องค์ครบ ก็โหวตให้ องค์ไม่ครบรัฐบาลก็รับผิดชอบ”

“อยู่กันครบ ไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องอ้างว่าอยู่ที่โรงอาหาร ไม่ต้องอ้างว่าอยู่ข้างนอก พวกเราอยู่ในนี้อยู่กันครบ องค์ครบก็โหวต องค์ไม่ครบ รัฐบาลก็รับผิดชอบ หวังว่านายมังกรเข้าใจนะครับ” นายวิโรจน์ กล่าว

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงประธานสภาว่า ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่นายมังกรตั้งข้อสังเกต และขอให้แพนกล้องไปยังที่นั่ง สส. บางคนที่ปรากฏชื่อว่าแสดงตน แต่ไม่พบตัวในห้องประชุม

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาคนที่สอง กล่าวขอบคุณและระบุว่า “เล็กๆ น้อยๆ นะครับ เพื่อนกันครับ” ก่อนจะดำเนินการพิจารณามาตรา 19 ต่อไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายอดิศรได้ตอบโต้ฝ่ายค้าน โดยกล่าวขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีความมั่นคงและรับผิดชอบเรื่ององค์ประชุมได้ด้วยตนเอง โดยนายปกรณ์วุฒิได้ย้อนกลับว่า “ขอบคุณท่านอดิศรที่ยืนยัน จะได้รู้ว่าอยู่ด้วยตัวเองได้ พวกผมจะได้ไม่ต้องแสดงตนให้”

ทำไมวิโรจน์ถึงเหน็บรัฐบาลเรื่ององค์ประชุมฝ่ายค้าน?

ประเด็นสำคัญที่วิโรจน์หยิบยกขึ้นมาคือ ความรับผิดชอบของรัฐบาลในการควบคุมองค์ประชุมให้ครบ เพื่อให้การลงมติในสภาเป็นไปอย่างราบรื่น การที่นายอดิศรกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายค้าน ทำให้วิโรจน์มองว่ารัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถบริหารจัดการองค์ประชุมได้ด้วยตนเอง หากสภาล่ม รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

การอภิปรายเรื่ององค์ประชุมมักเกิดขึ้นเมื่อมีข้อกังขาเกี่ยวกับจำนวน สส. ที่เข้าร่วมการประชุมจริงหรือไม่ การแสดงตนและการลงมติเป็นกระบวนการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของ สส. ในการพิจารณากฎหมายและงบประมาณ การที่จำนวนผู้แสดงตนและลงมติไม่ตรงกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจในการทำงานของสภา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองและความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การที่ สส. ฝ่ายค้านออกมาตั้งคำถามและประท้วง แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพวกเขาในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล

วิโรจน์แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่ารัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการองค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎร การอ้างว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายค้านยิ่งทำให้รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง หากองค์ประชุมไม่ครบ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – เหน็บรัฐบาล “วิโรจน์” ถามไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน สภาฯ ล่มให้รับผิดชอบเอง

สุริยะดันใช้วัสดุไทย รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2


“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” หารือ “สภาวิศวกร” ส่งเสริมผู้ประกอบการและใช้วัสดุไทยในโครงการ “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน” เฟส 2 ผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับนายกสภาวิศวกรและคณะ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมบุคลากรวิศวกรไทย ผู้ประกอบการไทย และที่สำคัญคือการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศสำหรับโครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการหาแนวทางสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้อย่างเต็มที่

สุริยะเร่งเครื่อง ใช้วัสดุไทย รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2

สภาวิศวกรได้นำเสนอ 4 ประเด็นปัญหาหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  1. วัสดุก่อสร้าง: การเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย
  2. งานทดสอบวัสดุและการควบคุมคุณภาพ: การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของวัสดุให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
  3. แบบก่อสร้างและเทคนิคการก่อสร้าง: การปรับปรุงและพัฒนาเทคนิคการก่อสร้างให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ
  4. บริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน: การคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการควบคุมงานก่อสร้าง

นายสุริยะกล่าวว่า การสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของวิศวกรไทยและผู้ประกอบการไทย รวมถึงการใช้วัสดุภายในประเทศ ถือเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญมาโดยตลอด รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าร่วมในโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน

เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว นายสุริยะได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางราง สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ศึกษาข้อกำหนดทางเทคนิคตามมาตรฐานจีน เพื่อกำหนดเทคนิคและรูปแบบการก่อสร้างที่เหมาะสมในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังให้ รฟท. พิจารณาใช้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างไทยในการดำเนินโครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย อีกด้วย

ประโยชน์ของการใช้วัสดุไทยในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

การใช้วัสดุไทยในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น

  • ลดต้นทุนการก่อสร้าง: การใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ
  • สร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทย: การผลิตวัสดุในประเทศจะสร้างงานให้กับคนไทยในหลากหลายสาขา
  • ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี: การพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีในการก่อสร้างจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้วัสดุภายในประเทศจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งวัสดุจากต่างประเทศ

รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมได้จัดตั้ง สทร. เพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งจะรวมถึงการบำรุงรักษาทั้งระบบฯ และในอนาคตได้วางเป้าหมายในการผลิตขบวนรถไฟฟ้าความเร็วสูงภายในประเทศ โดยกระทรวงฯ และกระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางราง และการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย

โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการก่อสร้าง แต่เป็นโครงการที่จะพลิกโฉมระบบคมนาคมของประเทศไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมหาศาล การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่

การผลักดันให้เกิดการใช้งานวัสดุภายในประเทศในโครงการขนาดใหญ่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็ง จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตของประเทศในระยะยาว

ที่มา – “สุริยะ” หารือ “สภาวิศวกร” ใช้วัสดุไทยในโครงการ “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน” เฟส 2

Scroll to top