ข่าวทั่วไป

“แก้วสรร” แนะวิธีค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดง

“แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้ หากถูกกรมที่ดิน–รฟท.ละเมิด โดยอ้างอิง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ม.51–52

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย และอดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ออกมาแสดงความเห็นในประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงจำนวน 5,083 ไร่ โดยเน้นย้ำว่า ในฐานะประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง กรมที่ดินไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเพิกถอนที่ดินทั้งหมดได้ เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาผูกพันเฉพาะ 35 รายที่เป็นคู่ความในคดีแพ่งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับประชาชนเท่านั้น

นายแก้วสรรอธิบายว่า ก่อนที่กรมที่ดินจะดำเนินการใดๆ จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของแผนที่ เอกสาร และหลักฐานที่แต่ละฝ่ายใช้อ้างสิทธิ์ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้ และจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ถือครองที่ดินประมาณ 900 ราย ได้มีโอกาสโต้แย้งว่าที่ดินที่ตนถือครองนั้นไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ

“แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้

ชี้ช่องทางชาวบ้านสุจริตใช้สิทธิคัดค้านได้

นายแก้วสรรกล่าวว่า สิทธิของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริต มักจะไม่ได้รับความสำคัญจากภาครัฐ หน่วยงานต่างๆ มักดำเนินการในลักษณะที่ไม่คุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่ ดังนั้น หากกรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใดๆ ก็ให้มองว่าเป็นการข่มขู่ แต่หากมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริตจริง ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 51 และ 52 เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหน่วยงานรัฐไม่สามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นในการใช้ที่ดินได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ นายแก้วสรรยังเสริมว่า ชาวบ้านอาจมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบตัวเงิน หรือในรูปแบบอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

การรถไฟฯ ปล่อยปละละเลย

นายแก้วสรรยังวิพากษ์วิจารณ์การรถไฟฯ ว่า ที่ผ่านมาไม่เคยแสดงท่าทีหวงแหนที่ดิน ปล่อยให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แล้วเหตุใดจึงเพิ่งจะมาหวงแหนในตอนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจะนำที่ดินไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด นอกจากการอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเองเท่านั้น

นายแก้วสรรระบุทิ้งท้ายว่า “หากประชาชนได้สิทธิ์มาโดยสุจริต และการรถไฟฯ ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ที่ดิน กรมที่ดินจะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ เพราะไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิของชาวบ้าน แต่ยังเป็นการบั่นทอนหลักกฎหมาย และทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบเอกสารสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทย”

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้ความเห็นของนายแก้วสรรในครั้งนี้ ถือเป็นการจุดประกายความหวังให้กับชาวบ้านที่อาจกำลังกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา

ที่มา – “แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

“ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง  “นายกฯ อิ๊งค์” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน. เชื่อ มีเจตนาดีกับประเทศ  ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ มั่นใจ“รัฐบาล-เพื่อไทย” ไม่ระส่ำ

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงคุยฮุนเซน 29 ส.ค.นี้ว่า เราเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี เราคิดว่าเรื่องนี้หากดูในเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้มีเจตนา ที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งคิดว่าเราอาศัยความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี แสดงให้ศาลพิจารณาว่าเราตั้งใจจริงอย่างไร และที่ผ่านมาการที่บอกว่าจะมีปัญหาและทำลายความมั่นคง ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่หลายคนกังวลใจ เพราะหากฟังในเทปจริง ๆ กัมพูชามีการต่อรองให้เปิดด่านหลังเขาเปิด 5 ชั่วโมง และยืนยันว่าทำไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพตลอดเวลา ว่าได้มีการพูดคุยอะไรกับฮุนเซนบ้าง เพราะฉะนั้นความจริงใจและความตั้งใจเป็นเรื่องที่สำคัญ 

ชี้แจงช้าเพราะชูข้อเท็จจริงสู้

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า หากพิจารณาในสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อประเทศกัมพูชาเลย เรายังถือว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่รุกรานเรา และเรายังสนับสนุนให้มีการรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือการแสดงออกที่ชัดเจน ส่วนสาเหตุที่เกิดความไม่เข้าใจบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามองเห็นต่างกัน ซึ่งก็มีหน้าที่ในการชี้แจงความเข้าใจหลายเรื่องที่ช้าก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่ช้าจริง ซึ่งเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์มาก็จะรับฟังและแก้ปัญหา และหลายเรื่อง สิ่งที่ทำเราต้องการครองความเข้าใจของเวทีโลก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะพูดออกมาแต่ละครั้งต้องยึดมั่นข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพราะทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาล ก็จะนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

ลั่นไม่มีแผนสำรอง

เมื่อถามว่ามีแผนสำรองอย่างไรในเรื่องนี้หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรี หรือลาออกก่อนในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เราแสดงความจริงใจ ตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรีให้ทุกส่วนเข้าใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็มีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วก็คงไม่ต้องเตรียมอะไร

เชื่อ พท.เข้มแข็ง

ส่วนสภาพจิตใจของรัฐบาลและเพื่อไทย มีความระส่ำหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนรู้ว่าวันนี้ทุกคนมีความเข้มแข็งรู้ว่าวันนี้อะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมหรือกำหนดได้ เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือทำความจริงให้ประจักษ์ แสดงความจริงใจ และความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นสำคัญ

ไม่กังวลศาลไฟเขียวพยานแค่1 คน

เมื่อถามว่าการที่นายกรัฐมนตรี ขอเบิกพยานบุคคล 5 คน แต่ศาลให้เพียงแต่สวนพยานบุคคลเพียงหนึ่งคน เป็นผลบวกหรือผลลบกับนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เป็นไร อยู่ในดุลพินิจของศาล ความมั่นคงท่านมุ่งเป้าไปที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีเหตุมีผล

เมื่อถามย้ำว่ายังคงเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะยังไม่ลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคมใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันไม่เคยมีการคุยเรื่องนี้

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

ภูมิธรรมย้ำ “ไร้แผนสำรอง” กรณีศาลรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่ารัฐบาลไม่มีแผนสำรองใดๆ และยังคงเชื่อมั่นในการทำงานของนายกรัฐมนตรี

นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าจะสามารถแสดงให้ศาลเห็นถึงเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติได้ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าถึงแม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงคือการที่รัฐบาลยึดมั่นในข้อเท็จจริงเป็นหลักในการสื่อสารกับต่างประเทศ เนื่องจากทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาลจะถูกนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือการลาออกของนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรมตอบว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงความจริงใจและความตั้งใจจริงในการทำงาน และหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็จะมีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยรองรับอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังแสดงความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และยืนยันว่าสมาชิกพรรคทุกคนรับทราบถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชน

แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอนุมัติให้เบิกพยานบุคคลเพียง 1 คนจากที่ร้องขอไป 5 คน นายภูมิธรรมกล่าวว่ารัฐบาลเคารพการตัดสินใจของศาล และเชื่อมั่นว่าเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นพยานที่ได้รับการอนุมัติ จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีได้

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้ย้ำถึงความเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรี และยืนกรานว่าไม่มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือความโปร่งใส ความตั้งใจจริง และการยึดมั่นในหลักการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

ดังนั้น สิ่งที่เราควรติดตามคือการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทย การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน.

ดอกเหมยโพสต์! หลัง เลิฟ รีญา ถูกตำรวจกัมพูชารวบ

จากกรณีข่าวการจับกุมตัว “เลิฟ รีญา” แม่ค้าครีมชื่อดังชาวกัมพูชา ทำให้ชื่อของเธอถูกพูดถึงอีกครั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “ดอกเหมย” นักร้องหมอลำซิ่งชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ “เลิฟ รีญา” กลายเป็นที่รู้จักในประเทศไทยจากกรณีดราม่าสวมรองเท้าคอมแบทส้นสูงบริจาคของให้ทหารกัมพูชา จนถูกดอกเหมยล้อเลียนจนเป็นกระแสไวรัลในช่วงที่ผ่านมา

เหตุการณ์การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 สำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชารายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดกันดาลได้บุกจับ “เลิฟ รีญา” ถึงบ้านพักหรูในเมืองตักเมา โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาหรือสาเหตุการจับกุมอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะสอบสวนอย่างละเอียดและเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

“เลิฟ รีญา” เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงในตลาดความงามของกัมพูชา มีผู้ติดตามจำนวนมาก การจับกุมเธอจึงได้รับความสนใจจากผู้คนในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย้อนกลับไปถึงเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเธอกับ “ดอกเหมย” นักร้องหมอลำซิ่งชาวไทย

ดอกเหมยโพสต์หลัง เลิฟ รีญา ถูกตำรวจกัมพูชารวบ

หลังจากข่าวการจับกุม “เลิฟ รีญา” เผยแพร่ออกมา “ดอกเหมย” ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เอ้าาาา ตื่นขึ้นกะได้รับข่าวดี อิวันมรณ ถืก ตร. บ้านมันจับ คือว่าผัวเป็นนายพลนายพันซอยหยังเธอบ่ได้ติสาววว” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ประมาณว่า “ตื่นเช้ามาก็ได้รับข่าวดี อีวัน…ถูกตำรวจบ้านมันจับ เป็นถึงเมียทหารยศใหญ่ทำไมช่วยไม่ได้”

โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นอย่างมาก มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลาย บ้างก็แสดงความเห็นใจ “เลิฟ รีญา” บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์ และบ้างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นขำขันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทำไมเรื่อง ดอกเหมยโพสต์หลัง เลิฟ รีญา ถูกตำรวจกัมพูชารวบ ถึงเป็นที่สนใจ?

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากสังคมไทยเนื่องจาก:

  • ความขัดแย้งในอดีต: ความขัดแย้งระหว่าง “ดอกเหมย” และ “เลิฟ รีญา” เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้การเคลื่อนไหวของทั้งคู่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
  • ประเด็นทางสังคม: กรณี “เลิฟ รีญา” สวมรองเท้าคอมแบทส้นสูงบริจาคของให้ทหารกัมพูชา ถูกมองว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวทางสังคม และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
  • ความน่าสนใจของข่าว: ข่าวการจับกุม “เลิฟ รีญา” เป็นข่าวที่น่าสนใจในตัวเอง เมื่อประกอบกับความขัดแย้งในอดีต ทำให้ข่าวนี้ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น

กรณีของ “ดอกเหมย” และ “เลิฟ รีญา” สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้โซเชียลมีเดีย และการแสดงความคิดเห็นที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง รวมถึงความสำคัญของการเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความเชื่อ

การที่ดอกเหมยโพสต์หลัง เลิฟ รีญา ถูกตำรวจกัมพูชารวบ ตอกย้ำว่าเรื่องราวความบาดหมางในอดีตยังคงเป็นที่จดจำ และพร้อมที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้น

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “เลิฟ รีญา” เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระมัดระวังในการแสดงออกและการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนโลกโซเชียลมีเดีย เพราะทุกสิ่งที่เราทำอาจถูกบันทึกและนำกลับมาใช้ในภายหลังได้

ที่มา – “ดอกเหมย” โพสต์ หลังรู้ข่าว “เลิฟ รีญา” คู่กรณี ถูกตำรวจกัมพูชารวบถึงบ้าน

ทรัมป์ขู่! ผลร้ายแรง หากปูตินขวางสันติภาพยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าอาจเกิด “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย” หากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการสร้างสันติภาพในยูเครน ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นในการประชุมทางไกลล่าสุด

ในการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำยุโรปและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าเขาจะเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) และหากรัสเซียไม่ยินยอมที่จะสร้างสันติภาพในยูเครน ก็อาจจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา

ทรัมป์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผลกระทบที่ว่านั้นคืออะไร แต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่ต้องพูด พวกเขาจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงมาก ๆ” อย่างไรก็ตาม เขาเคยเตือนมาก่อนว่าอาจจะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหากการประชุมครั้งนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ

ท่าทีของทรัมป์และผลการประชุมทางไกลกับผู้นำยุโรปและยูเครน ถือเป็นการสร้างความหวังให้แก่ยูเครน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีความกังวลว่าการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาอาจจะทำให้ยูเครนเสียเปรียบและต้องยอมแบ่งดินแดน

ในทางกลับกัน รัสเซียมีแนวโน้มที่จะต่อต้านข้อเรียกร้องของยูเครนและยุโรปอย่างหนักแน่น และก่อนหน้านี้ก็เคยระบุว่าจุดยืนของตนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ที่ปูตินได้ประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2024

แม้จะมีการขู่ถึงผลกระทบที่ร้ายแรง แต่ทรัมป์ก็ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการประชุมกับปูตินว่าเป็นการ “ปูทาง” สำหรับการประชุมครั้งที่สองในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะรวมถึงประธานาธิบดีเซเลนสกีด้วย

ทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าการประชุมครั้งแรกผ่านไปด้วยดี เราก็จะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว” พร้อมเสริมว่า “ผมอยากจะทำมันทันที และเราจะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง ถ้าพวกเขาอยากให้ผมอยู่ที่นั่น”

ทรัมป์ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการประชุมครั้งที่สอง แต่ก่อนหน้านี้ผู้นำยุโรปและเซเลนสกีได้เข้าร่วมการประชุมทางไกลซึ่งจัดโดยนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเพื่อกำหนดขอบเขตที่ยอมรับไม่ได้ ก่อนการประชุมที่อะแลสกา

ทรัมป์กล่าวถึงการประชุมทางไกลนี้ว่า “เป็นการประชุมที่ดีมาก ประธานาธิบดีเซเลนสกีเข้าร่วมด้วย ผมให้คะแนนว่ามันคือ 10 และเป็นไปอย่างเป็นมิตรมาก”

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าทรัมป์เห็นด้วยว่ายูเครนจะต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับการยอมยกดินแดน ขณะที่เซเลนสกีกล่าวว่าทรัมป์ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการค้ำประกันความมั่นคงในการตั้งถิ่นฐานหลังสงคราม

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมทางไกล กล่าวว่าหลักการที่ว่าพรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังจะต้องยังคงอยู่ และกล่าวเสริมว่า “หากไม่มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัสเซียที่อะแลสกา สหรัฐฯ และพวกเราชาวยุโรปก็ควรจะต้องเพิ่มแรงกดดัน” เขาชี้ให้เห็นว่าทรัมป์รับทราบจุดยืนนี้และเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ทำให้เขาสรุปได้ว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ทรัมป์และปูตินมีกำหนดจะหารือกันถึงวิธีการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปีครึ่ง ซึ่งนับเป็นการขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องแลกเปลี่ยนดินแดนเพื่อยุติการสู้รบที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนและมีผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน.

การประชุมสุดยอดที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและยุโรป หลายฝ่ายจับตามองว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่ทางออกที่สันติได้อย่างไร และทรัมป์จะสามารถใช้แรงกดดันที่มีต่อปูตินได้มากน้อยแค่ไหน

ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด และความหวังเดียวในตอนนี้คือการเจรจาที่ประสบความสำเร็จระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย หากปูตินไม่ยอมอ่อนข้อ ข้อขู่ของทรัมป์ที่ว่า “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน จะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน?

อะไรคือ “ผลร้ายแรง” ที่ทรัมป์ขู่ไว้?

แม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในมาตรการที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้หากการเจรจาล้มเหลว นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเพิ่มการสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน

  • คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
  • เพิ่มการสนับสนุนทางทหาร
  • กดดันทางการทูต

การตัดสินใจของทรัมป์ในครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โลกในระยะยาว การที่ทรัมป์ออกมาขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะยุติสงคราม

สถานการณ์ยังไม่แน่นอนและทุกฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การประชุมที่กำลังจะมาถึงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

ในหลวงทรงห่วงใย! แม่ทัพภาค 2 เผยความรู้สึก

ในหลวงทรงห่วงใย สถานการณ์บ้านเมืองอยู่เสมอ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทย

ในหลวงทรงห่วงใย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และบทบาทหน้าที่ของกองทัพบก รวมถึงคนไทยทุกคน ในกิจกรรม “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พล.ท.บุญสิน ได้เล่าถึงสถานการณ์ของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าให้เด็กๆ ฟัง โดยกล่าวว่า “พี่เขาฝากมาว่า หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พี่ๆ ทหารก็สู้ พี่ๆ ทหารฝากบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกผม ขอเพียงกำลังใจจากคนไทยเท่านั้น”

ความห่วงใยที่ ในหลวงทรงมีต่อทหารและประชาชน

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวอีกว่า “นี่คือทหารไทย เมื่อถึงเวลามีจิตวิญญาณของพระนเรศวร พวกเราไม่ต้องหวังว่าสถานการณ์ทหารไทยจะสู้หรือไม่ ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อแผ่นดินดี ที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้เราจะต้องปกป้อง ใครรุกล้ำดินแดนของเรา ต้องผลักดันออกไป ยืนยันว่าเราไม่ได้รุกล้ำประเทศอื่น เรารบในประเทศไทยทั้งนั้น”

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ท่านได้สอบถามสถานการณ์ไปยังแม่ทัพทุกวัน โดยกองงานของพระองค์ได้สอบถามสถานการณ์จากแม่ทัพ และได้รายงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นจอมทัพไทยอย่างแท้จริง และตั้งแต่ประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์นำกองทัพ และปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ดังนั้นทหารทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติ และปัจจุบันเรายังคงอยู่หน้าที่หน้าแนว แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็พร้อม ไม่ว่าจะยุติหรือจะรบต่อก็พร้อม

ในช่วงหนึ่งของการบรรยาย พล.ท.บุญสิน ได้ตอบคำถามนักเรียนว่า หากขอพรได้อยากขอสิ่งใด ซึ่งท่านตอบว่า “ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อน มีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง” นอกจากนี้ ท่านยังตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ไทยถูกรุกรานว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยท่านกล่าวว่า จะดำเนินการเหมือนที่เคยทำกับกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการตอบคำถาม มีเด็กตะโกนถึงเครื่องบิน F-16 ทำให้ พล.ท.บุญสิน ยิ้มพร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน ท่านยังกล่าวว่า “แม่ทัพจะบอกว่านี่คือเขตแผ่นดินไทย เอาแผนที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป”

“ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว” พล.ท.บุญสิน กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังตอบคำถามนักเรียนว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุด โดยท่านตอบว่า ไม่เคยเหนื่อยกับการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวคือไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

ท่านยังฝากถึงเด็กๆ เรื่องการเสพสื่อว่า หากเป็นเรื่องแตกความสามัคคี ใส่ร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ให้เกิดปัญหา ขอให้คิดก่อนว่าจริงหรือไม่ อย่าไปเชื่อง่ายๆ ต้องมีสติ หาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และขอให้ยึดมั่นในห้วงเวลาที่ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป อยากให้คนไทยกลับมาดูผืนธงชาติไทย จำให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่กับแผ่นดินไทยชั่วลูกชั่วหลาน เราจะต้องช่วยกันรักษาสีธงชาติให้ครบ แดง คือ ชาติเสียสละเลือดบรรพบุรุษ รักษาแผ่นดิน ขาว คือ ศาสนา ยึดถือยึดมั่นในความดี น้ำเงิน คือ พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ที่ก่อบ้านสร้างเมือง ตั้งแต่โบราณเป็นจอมทัพที่นำคนไทยต่อสู้ จนมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทย และความห่วงใยที่ ในหลวงทรงห่วงใย พสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง พวกเราคนไทยทุกคนควรตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองในการปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองให้สงบสุขสืบไป

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยสถานการณ์ทุกวัน ลั่นไม่เคยเหนื่อยเพื่อแผ่นดินไทย

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ในการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระ 2 สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา โดยตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากไปยังจังหวัดเดียว และชี้ว่าโครงการล้งแห่งชาติมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณาในมาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีวงเงินรวม 62,960,111,400 บาท

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยระบุว่ามี 2 โครงการที่ไม่ตอบโจทย์และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ได้แก่

  • โครงการตลาดกลาง จ.พะเยา: ในงบประมาณปี 2569 อ.ต.ก. ได้ของบประมาณจำนวน 84,623,500 บาท เพื่อสนับสนุนการตลาดให้แก่เกษตรกร แต่ปรากฏว่างบประมาณจำนวน 41,321,500 บาท ถูกเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงต้องกระจุกงบประมาณไว้ที่จังหวัดเดียว

นายวิทวิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของจังหวัดพะเยาไปยัง สปป.ลาว พบว่าต่ำกว่าจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านถึง 3 เท่า สินค้าเกษตรที่ลาวนำเข้าจากไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเปลือก และผลไม้สด ซึ่งจังหวัดพะเยามีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า 8% เมื่อเทียบกับการค้าชายแดนของภาคเหนือ นอกจากนี้ ระบบโลจิสติกส์ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน ไม่ใช่จังหวัดพะเยา ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่จะได้รับประโยชน์จากการเลือกจังหวัดพะเยาเป็นที่ตั้งโครงการ และเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปในเชิงเศรษฐกิจหรือการเมือง

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างตลาดกลางในภาคเหนือควรมีการกระจายไปยังหลายจังหวัดและเชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การปักเสาหลักเพียงแห่งเดียว เพราะหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็อาจนำไปสู่การผูกขาดตลาด ทำให้เกษตรกรในจังหวัดอื่นต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่หากโครงการล้มเหลวก็จะกลายเป็นตลาดร้างและสูญเสียงบประมาณของประชาชนไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ นายวิทวิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงโครงการที่สอง คือ

  • โครงการล้งแห่งชาติ: อ.ต.ก. ได้ตั้งงบประมาณจำนวน 11,612,000 บาท เพื่อศึกษาต้นแบบการสร้างล้งแห่งชาติ โดยให้ อ.ต.ก. ทำหน้าที่เป็นเอกชน ซึ่งนายวิทวิสิทธิ์มองว่าเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ไม่มีทักษะในเชิงพาณิชย์ ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาเต็มมูลค่า โครงการดังกล่าวจึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรไทย และอาจนำไปสู่การกระจุกงบประมาณ การผูกขาด และความล้มเหลวในที่สุด

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ดังนั้น นายวิทวิสิทธิ์จึงเสนอให้มีการตัดลดงบประมาณของทั้งสองโครงการนี้ทันที และนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการสร้างโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่โครงการที่ดูดีบนกระดาษแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเกษตรกร

ข้อสังเกตถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

การที่ สส.วิทวิสิทธิ์ออกมาแฉเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

การเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยาเพียงจังหวัดเดียวนั้น อาจมีเงื่อนงำหรือเหตุผลทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “วิทวิสิทธิ์” แฉ เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ข้องใจใช้เหตุผลทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

คุกคืนแรก “ลุงพล” พอนอนหลับได้ จริงหรือ?

ราชทัณฑ์เผยอาหารมื้อแรกของ “ลุงพล” กินได้เกือบหมด และพอนอนหลับได้บ้าง แฟนคลับแห่นำของใช้ส่วนตัวไปให้ที่เรือนจำมุกดาหารตั้งแต่เช้า ด้าน “ป้าแต๋น” รอลุ้นคำสั่งศาลหลังยื่นประกันตัว… นี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับ คุกคืนแรก “ลุงพล” พอนอนหลับได้จริงหรือ?

คุกคืนแรก “ลุงพล” พอนอนหลับได้

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนนทบุรี ในฐานะรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 17.45 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม เรือนจำจังหวัดมุกดาหารได้รับตัว นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล หลังศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 26 ปี และอยู่ในระหว่างฎีกา ทางเรือนจำฯ ได้ทำการตรวจร่างกายเบื้องต้น พบว่าผลปกติ ไม่พบบาดแผลใดๆ ทั้งสิ้น ลุงพลยังแจ้งว่าไม่มีโรคประจำตัว และไม่ได้นำยาใดๆ ติดตัวมา นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพจิตก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ด้วย

เจ้าหน้าที่รายงานว่า ลุงพลให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และไม่ได้แสดงอาการเครียดให้เห็นมากนัก แต่มีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้ต้องขังคนอื่นๆ เป็นปกติ มีการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในเรือนจำเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป และยังไม่ได้ร้องขอสิ่งใดเป็นพิเศษ

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรับตัวเข้าเรือนจำ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายไชยพลเข้าห้องแยกกักโรคโควิด-19 เป็นเวลา 5 วัน โดยให้อยู่ร่วมกับผู้ต้องขังรับใหม่รายอื่นๆ ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันได้ และไม่ได้แสดงอาการเศร้าหมองหรือแยกตัว คาดว่าต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเข้าเรือนจำในวันแรก หลังจากกักโรคครบ 5 วันแล้ว จะถูกนำไปคุมขังรวมกับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในพื้นที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ ญาติสามารถติดต่อขอเยี่ยมที่เรือนจำได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม

สำหรับอาหารมื้อเย็นของวันที่ 13 สิงหาคม ทางเรือนจำได้จัดเตรียมข้าวสวย ต้มยำไก่ และผัดคะน้าหมู ปรากฏว่านายไชยพลรับประทานอาหารได้เกือบหมด เนื่องจากแจ้งว่าไม่ได้ทานข้าวตั้งแต่ช่วงกลางวัน เรือนจำฯ ได้มอบหมายให้ผู้ช่วยงานคอยสังเกตและดูแลอย่างใกล้ชิด

เมื่อคืนที่ผ่านมา ลุงพลพอนอนหลับได้ และมีการพูดคุยกับผู้ต้องขังคนอื่นบ้าง ส่วนอาหารเช้าของวันที่ 14 สิงหาคม เป็นเมนูแกงจืดหมูใส่แตงกวาและข้าวสวย ซึ่งทานได้เกือบหมด และยังไม่ได้ร้องขอสิ่งใดเป็นพิเศษ สำหรับเมนูของเรือนจำในวันนี้ทั้ง 3 มื้อ ได้แก่ เช้า: แกงจืดหมูใส่แตงกวาและข้าวสวย กลางวัน: ผัดซีอิ๊วไก่ และเย็น: แกงกะหรี่ไก่มันเทศและข้าวสวย

เอฟซีให้กำลังใจ “ลุงพล” หลัง คุกคืนแรก “ลุงพล” พอนอนหลับได้

ในช่วงเช้าวันนี้ มีรายงานว่ามียูทูบเบอร์และเอฟซีของลุงพลประมาณ 10 คน เดินทางมาที่เรือนจำมุกดาหาร เพื่อให้กำลังใจ

เอฟซีของลุงพลรายหนึ่งเปิดเผยว่า ได้นำของใช้ส่วนตัว เช่น แชมพู แป้งเย็น ครีมอาบน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน รวมถึงกาแฟ ข้าวเหนียว และอาหารอย่างอ่อมไก่ ปิ้งปลาดุก มาให้ลุงพล ขณะนี้ป้าแต๋นอยู่ที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร เพื่อรอลุ้นคำสั่งศาลว่าจะให้มีการประกันตัวและปล่อยตัวในช่วงเวลาใด

สถานการณ์ของลุงพลยังคงอยู่ในความสนใจของประชาชน และการพิจารณาคดีก็ยังดำเนินต่อไป การตัดสินใจของศาลในเรื่องการประกันตัวจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว คุกคืนแรก “ลุงพล” พอนอนหลับได้จริงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่จากข้อมูลที่ได้รับมา ลุงพลปรับตัวได้ค่อนข้างดี และได้รับกำลังใจจากแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – คุกคืนแรก “ลุงพล” พอนอนหลับได้ กินอาหารเกือบหมด

เปิดพฤติการณ์ จอนนี่มือปราบ คดีรุกนิคม

เปิดพฤติการณ์ “จอนนี่ มือปราบ” กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อบิ๊กเต่านำทีมตำรวจ ปปป. บุกจับกุมในคดีสร้างรีสอร์ตรุกที่นิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย จังหวัดอุบลราชธานี พบการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน อดีตผู้อำนวยการกองช่าง และนายก อบต. ในการปลอมแปลงเอกสารและรับรองข้อความอันเป็นเท็จ คดี เปิดพฤติการณ์ จอนนี่มือปราบ นี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการอย่างมาก

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. และ พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.3 บก.ปปป. พร้อมเจ้าหน้าที่ ปปท. นำกำลังเข้าจับกุม จอนนี่มือปราบ หรือนายยุทธพล ศรีสมพงษ์ และ น.ส.จิราพร สีบุระ สองสามีภรรยา ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตภาค 3 ในข้อหาต่างๆ ดังนี้:

  • ข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
  • เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ
  • และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ โดยมิชอบ

รวมถึงการจับกุมเจ้าหน้าที่อีก 3 ราย ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. โดย ด.ต.ยุทธพล หรือ “จอนนี่มือปราบ” และภรรยา เป็นหนึ่งในผู้ต้องหา 5 ราย ที่ถูกออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและประกอบกิจการรีสอร์ตโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เปิดพฤติการณ์ จอนนี่มือปราบ

จากการสืบสวนสอบสวนของตำรวจสอบสวนกลาง พบว่า ด.ต.ยุทธพล และภรรยา ได้ร่วมกันซื้อที่ดินในพื้นที่ซึ่งเป็นเขตป่าไม้ส่วนกลางของนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย และได้ดำเนินการก่อสร้างรีสอร์ต “จอนนี่ มือปราบ” โดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยมีพฤติการณ์ในการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน อดีตผู้อำนวยการกองช่าง และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในการปลอมแปลงเอกสารและรับรองข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ในการขอเลขที่บ้าน ขอติดตั้งมิเตอร์น้ำ-ไฟฟ้า และจดทะเบียนพาณิชย์สำหรับกิจการรีสอร์ต ทั้งที่ทราบดีว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าไม้และไม่มีอำนาจในการออกเอกสารรับรองให้

การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดฐาน เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและได้ประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมทั้งหมดจะถูกนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ก่อนเกิดเหตุ มีข้าราชการตำรวจร้องเรียนให้ตรวจสอบว่าดาบจอนนี่ ร่ำรวยผิดปกติ เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา ต่อมา นายอำเภอสิรินธร ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษที่ บก.ปปป. ให้ดำเนินคดีกับนายมิตรชัย ขันคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.คำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร กับพวกรวม 5 คน ซึ่งได้ร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อขอเลขที่บ้าน และนำไปซึ่งการขอน้ำ ไฟ และจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อประกอบกิจการรีสอร์ต จอนนี่ มือปราบ โดยร่วมกันรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ แล้วนำไปยื่นเอกสารอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้นายทะเบียนอำเภอสิรินธรอนุญาตให้เลขที่บ้านใหม่

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติการณ์ในคดี

จากการตรวจสอบพบว่า ดาบจอนนี่ฯ และนางสาวจิราพร ภรรยา ได้ซื้อที่ดินในพื้นที่ที่ถูกกันไว้ เป็นป่าส่วนกลางในนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย โดยมีนายมิตรชัยฯ ผู้ใหญ่บ้าน ได้ลงชื่อร่วมเป็นพยานในการซื้อขายที่ดินดังกล่าว หลังจากนั้น นางสาวจิราพรฯ ภรรยาของดาบจอนนี่ ในเบื้องต้นได้ยื่นขอใบรับรองสิ่งปลูกสร้าง กับนายมิตรชัยฯ ซึ่งนายมิตรชัยฯ ได้รับรองว่า นางสาวจิราพรฯและดาบจอนนี่ “ได้ปลูกบ้านใหม่ ในที่ดินว่างเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งที่ดินนี้ไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ หรือหน่วยงานของรัฐ” และนายศุภชัย ท้วมสกุล ผู้อำนวยการกองช่าง ได้รับรองการก่อสร้าง โดยมีความเห็นว่าตามกฎหมายแล้วองค์การบริหารส่วนตำบลคำเขื่อนแก้ว ไม่มีอำนาจออกหนังสือรับรองให้ แต่นายสมาน อุ่นวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคำเขื่อนแก้ว ได้ทำความเห็นว่าเห็นควรรับรองว่ามีสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นการรับรองอันเป็นเท็จ

ต่อมา นางสาวจิราพรฯ มอบหมายให้ดาบจอนนี่ ไปขอเลขที่บ้านจากนายทะเบียนอำเภอสิรินธร พฤติการณ์ดังกล่าว จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่ามีการร่วมกันกระทำความผิด ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จนนำไปสู่ผลประโยชน์อันสูงสุดคือ ดาบจอนนี่ ได้ประกอบกิจการรีสอร์ต เป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและได้ประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย คดี เปิดพฤติการณ์ จอนนี่มือปราบ จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้สังคม

คดี เปิดพฤติการณ์ จอนนี่มือปราบ สะท้อนปัญหาการทุจริตเชิงระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การร่วมมือกันของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในการกระทำผิด สร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและผลประโยชน์ของชาติ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ที่มา – เปิดพฤติการณ์ “จอนนี่มือปราบ” คดีรุกนิคม ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทำผิดกฎหมาย

ปิดฉาก! คดี Baby Shark ศาลเกาหลียกฟ้อง

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ที่ยืดเยื้อมากว่า 7 ปี หลังศาลสูงเกาหลีใต้ยืนตามคำตัดสินยกฟ้องในคดี ที่นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ยื่นฟ้องบริษัทเกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงฉลามที่ครองใจเด็กๆ ทั่วโลก

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศาลฎีกาเกาหลีใต้มีคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ปฏิเสธคำฟ้องของ “จอห์นนี โอนลี” หรือชื่อจริง นายโจนาธาน ไรต์ คอมโพสเซอร์ชาวอเมริกันจากรัฐนิวยอร์ก ที่ยื่นฟ้องต่อศาลกรุงโซล ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 กล่าวหาว่าเพลง “Baby Shark” ที่บริษัทเกาหลีใต้อย่าง SmartStudy ผลิตในปี 2558 ลอกเลียนเพลงของเขาที่แต่งไว้เมื่อปี 2554

โดยทางฝั่ง SmartStudy ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น The Pinkfong Company ยืนยันว่า “Baby Shark” เป็นการนำบทเพลงเด็กดั้งเดิมของอเมริกาเหนือซึ่งไม่มีลิขสิทธิ์มาสร้างสรรค์ใหม่ โดยเนื้อหาเป็นจังหวะสนุกสนานความยาวราว 2 นาที เล่าเรื่องครอบครัวฉลามและการล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเล ที่กลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลก เพลง “Baby Shark” โด่งดังไปทั่วโลก มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย และถูกนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในโรงเรียนและในครอบครัว

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้อง

คดี ปิดฉากคดี “Baby Shark” นี้เป็นที่สนใจของคนทั่วโลกเนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นลิขสิทธิ์เพลงและการลอกเลียนแบบ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในวงการเพลง การที่ศาลเกาหลีใต้ยกฟ้องในคดีนี้ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับขอบเขตของกฎหมายลิขสิทธิ์และความเป็นธรรมในการคุ้มครองผลงานเพลง

ผลกระทบจากคดีนี้อาจส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานเพลงในอนาคต หากนักแต่งเพลงไม่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างเหมาะสม อาจทำให้พวกเขาท้อแท้และไม่กล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบทเรียนให้กับบริษัทเพลงต่างๆ ให้ระมัดระวังในการนำเพลงเก่ามาดัดแปลงหรือสร้างสรรค์ใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้องในคดี Baby Shark

ศาลเกาหลีใต้ทั้งสองชั้นก่อนหน้านี้เห็นตรงกันว่า เพลงของโอนลีไม่ถือเป็นงานดัดแปลงที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ทำให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามเดิม ส่งผลให้ปิดฉากคดี “Baby Shark” นี้สิ้นสุดลง การตัดสินใจของศาลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาว่างานดัดแปลงมีความคิดสร้างสรรค์เพียงพอที่จะได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือไม่

การต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกฎหมายลิขสิทธิ์และการตีความที่แตกต่างกันได้ในแต่ละศาล คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่นักแต่งเพลงและบริษัทเพลงต้องมีความเข้าใจในกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างถ่องแท้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การปิดฉากคดี “Baby Shark” นี้ไม่ได้หมายความว่าการละเมิดลิขสิทธิ์จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับวงการเพลงต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีจริยธรรม

สุดท้ายนี้ คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายลิขสิทธิ์มีความซับซ้อนและต้องตีความอย่างรอบคอบ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักแต่งเพลงและบริษัทเพลง เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานของตนได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมและไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น

Cr ภาพ : Youtube / Baby Shark – Pinkfong Kids’ Songs & Stories

ที่มา – ปิดฉากคดี “Baby Shark” ศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้อง นักแต่งเพลงอเมริกันฟ้องบ.เกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์

Scroll to top