กระทรวงการคลัง

รัฐบาลสั่งเตรียมฟ้องรับบอลโลก ส่ง 7 ประสานอุดช่องโหว่

แฟนบอลไทยเตรียมตัวเฮได้เลย! เพราะ รัฐบาลสั่งเตรียมฟ้องรับบอลโลก ส่ง 7 ประสานอุดช่องโหว่ แล้วนะครับ ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะระเบิดความมันส์ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 นี้ รัฐบาลไทยไม่ยอมพลาดเด็ดขาด สั่งการ 7 หน่วยงานหลักมาประสานงานกันแบบสุดกำลัง เพื่อให้เราดูถ่ายทอดสดได้ฟรีทั่วประเทศ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์หรือสัญญาณหลุดรอดไปเว็บพนัน

รัฐบาลสั่งเตรียมฟ้องรับบอลโลก ส่ง 7 ประสานอุดช่องโหว่

หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลได้วางแผนชัดเจนเพื่อรับมือการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก แบ่งหน้าที่ให้ 7 หน่วยงานหลักแบบไม่มีช่องโหว่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการแข่งขันได้ทุกมุมประเทศ ไม่ว่าจะดูทางทีวีดิจิทัลหรือช่องทางอื่นๆ

บทบาทของ 7 หน่วยงานหลักในแผนรัฐบาลสั่งเตรียมฟ้องรับบอลโลก

  • กรมประชาสัมพันธ์: ทำหน้าที่แม่งานหลัก ประสานกับ กสทช. และเอกชน จัดการงบค่าลิขสิทธิ์และค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • กระทรวงการคลัง: พิจารณายกเว้นภาษีให้การจัดซื้อลิขสิทธิ์คล่องตัว ผ่อนปรนระเบียบพัสดุเพื่อเร่งดีลให้ทันเวลา
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี): ดูแลระบบเทคนิคการรับ-ส่งสัญญาณ และสำคัญมากคือสกัดกั้นไม่ให้สัญญาณหลุดไปเว็บพนันออนไลน์
  • สำนักงานอัยการสูงสุด: ตรวจสอบร่างสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ให้ถูกกฎหมาย 100% ก่อนเซ็น
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: เข้มปราบพนันฟุตบอลทั่วประเทศตลอดทัวร์นาเมนต์ ป้องกันปัญหาสังคม
  • กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ: ดูแลทรัพย์สินทางปัญญาและประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎสากล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังประสานยักษ์ใหญ่ telecom อย่าง NT (บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ) และ ไทยคม เพื่อใช้ดาวเทียมเชื่อมสัญญาณตรงจากต่างประเทศ ส่งถึงทีวีพื้นดินและแพลตฟอร์มอื่นๆ ทั่วไทย ทำให้แฟนบอลในชนบทก็ดูได้สบายๆ ไม่ต้องลำบากหา VPN หรือเว็บเถื่อน

แผนนี้ไม่ใช่แค่ยิงสดเฉยๆ แต่เป็นการคืนความสุขให้ประชาชนตามนโยบายรัฐบาลอนุทินชาญวีรกูลเลยครับ ลองนึกภาพสิครับ ไทยเคยพลาดถ่ายทอดสดบอลโลกหลายสมัยเพราะปัญหาลิขสิทธิ์ แต่ครั้งนี้รัฐบาลสั่งเตรียมฟ้องรับบอลโลก ส่ง 7 ประสานอุดช่องโหว่ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าจะดูทีมโปรดอย่างอังกฤษ เยอรมนี หรือเม็กซิโกได้แบบชัดๆ HD

ทำไมแผนนี้ถึงสำคัญ? เพราะฟุตบอลโลกคือมหกรรมกีฬาที่คนไทยรักมากที่สุด สร้างความสามัคคีและความสุขให้ครอบครัว การถ่ายทอดสดฟรีจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนะครับ ร้านอาหาร ผับบาร์ คึกคัก สินค้าสปอนเซอร์ขายดี แถมปราบพนันได้จริงจัง ลดอาชญากรรมช่วงแข่ง

จากประสบการณ์บอลโลก 2018 ที่ไทยดูได้บางแมตช์ แต่ไม่ครบทีม แฟนๆ บ่นอุบเพียบ ครั้งนี้รัฐบาลแก้痛点ทั้งหมด ด้วยการแบ่งงานชัดเจน ทันเดดไลน์ทัวร์นาเมนต์ 2026 แน่นอน

สุดท้ายนี้ ขอชวนแฟนบอลไทยเตรียมตัวเชียร์กันให้สุดพลัง รัฐบาลช่วยยิงสดแล้ว เรามาช่วยกันสร้างบรรยากาศบอลโลกไทยให้ยิ่งใหญ่! ติดตามอัปเดตแผน รัฐบาลสั่งเตรียมฟ้องรับบอลโลก ส่ง 7 ประสานอุดช่องโหว่ เพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ

ที่มา – รัฐบาลสั่งเตรียมฟ้องรับบอลโลก ส่ง 7 ประสานอุดช่องโหว่

“ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันครับ “ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการหมุนเวียนของเศรษฐกิจประเทศ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน

เดิมที กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณคาดการณ์ยอดงบประมาณที่จะโอนคืนไว้ที่ 50,000-70,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์จำเป็นของประเทศ แต่ล่าสุดจากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าตัวเลขจริงอาจต่ำกว่า ไม่ถึง 30,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการรักษา “ฟันเฟืองเศรษฐกิจ” ให้หมุนต่อไป โดยไม่ตัดโครงการสำคัญทิ้งหมด

รัฐบาลกำหนดเกณฑ์ชัดเจนสำหรับการโอนงบประมาณคืน คือ โครงการที่ยังไม่ดำเนินการภายในเส้นตาย 30 เมษายน 2569 จะถูกดึงงบกลับ แต่สำหรับโครงการที่เป็นงบผูกพัน จะปรับลดการเบิกจ่ายปีแรกแทนการยกเลิก เช่น จาก 20% ลดเหลือ 10-15% เพื่อให้โครงการเริ่มต้นได้และลดผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

เกณฑ์การพิจารณาโครงการโอนงบประมาณ

  • โครงการที่ยังไม่เริ่มภายใน 30 เมษายน: โอนงบคืนทั้งหมด
  • โครงการงบผูกพัน: ปรับลดเบิกจ่ายปีแรกเหลือ 10-15%
  • เน้นโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น สาธารณูปโภค การท่องเที่ยว
  • หลีกเลี่ยงการหยุดโครงการที่อาจกระทบประชาชนและเอกชน

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงความระมัดระวังของรัฐบาลท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 และปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน หากโอนงบมากเกินไป อาจทำให้โครงการหยุดชะงัก ส่งผลให้การจ้างงานและการลงทุนชะลอตัว

คาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรจุวาระสภา 14 พ.ค.

นอกจากนี้ “ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน แล้ว ยังมีการอัปเดตความคืบหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทด้วย แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระบวนการสภายังเดินหน้าตามปกติ รัฐบาลเสนอเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเรียบร้อย คาดว่าประธานสภาฯ จะบรรจุวาระประชุมได้ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธาน

พ.ร.ก.กู้เงินนี้สำคัญมาก เพราะจะนำเงินมาจัดสรรสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น สวัสดิการประชาชน โครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว หากผ่านฉลุย จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้รัฐบาลได้ทันที โดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ.โอนงบที่ยอดน้อยกว่าคาด

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดการงบประมาณแบบนี้เป็นกลยุทธ์ที่สมดุลดี รักษาสมดุลระหว่างการประหยัดและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากยอดโอนงบจริงๆ ไม่ถึง 3 หมื่นล้าน รัฐบาลอาจต้องพึ่งพาการกู้ยืมมากขึ้น แต่ก็เป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อป้องกันวิกฤต นักลงทุนและประชาชนควรติดตามการประชุมสภาในวันที่ 14 พ.ค. นี้อย่างใกล้ชิด

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มันจะช่วยเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้เราติดตามข่าวสารการเงินการเมืองที่อัปเดตที่สุด!

ที่มา – “ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน คาด พ.ร.ก.กู้เงิน บรรจุวาระ 14 พ.ค.

“ณัฐพงษ์” นำยื่นศาล รธน. ดัน กมธ.ตรวจ พ.ร.ก.เงินกู้

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ที่อาคารรัฐสภา เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลให้โปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยคือ รัฐบาลถูกกล่าวหาว่ามีการสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับใช้เงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันในการผลักดัน พ.ร.ก.ฉบับนี้ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่าประชาชนควรตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดี

รายละเอียดในคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

คำร้องประกอบด้วยข้อมูลหลายส่วนเพื่อให้ศาลพิจารณา เช่น แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานหลายปี ไม่เหมาะสมที่จะรวมใน พ.ร.ก.เงินกู้ที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ พ.ร.ก.นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว ฝ่ายค้านจึงขอให้ศาลสั่งระงับการเบิกจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นก่อน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลังหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เงินที่กู้มาใช้ไปแล้วจะเรียกคืนอย่างไร

  • เงินกู้รวม 400,000 ล้านบาท: แบ่งเป็นเยียวยาประชาชนจากวิกฤตพลังงาน และส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้าน
  • ข้อกังวลสอดไส้: ส่วนพลังงานไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ควรใช้ระบบงบประมาณปกติ
  • ขอระงับเบิกจ่าย: รอคำวินิจฉัยศาล เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย
  • หลีกเลี่ยงก้าวล่วงอำนาจ: คำร้องเขียนรอบคอบ ไม่ให้ศาลถูกวิจารณ์เหมือนกรณีรถไฟความเร็วสูง

ฝ่ายค้านยังเตรียมเสนอญัตติในสภาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ฉบับนี้ โดยคาดว่ารัฐบาลไม่ควรโหวตคว่ำ หากไม่มีอะไรปกปิด เพราะการใช้งบเงินกู้มีกระบวนการกรองน้อยกว่าการใช้งบประมาณปกติที่ผ่านสภา หลายชั้น หากโปร่งใสจริง ยิ่งควรตั้ง กมธ. เพื่อติดตาม

บริบทและความสำคัญของกรณีนี้

พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่กระทบประชาชน รัฐบาลอ้างเพื่อเยียวยาและปรับโครงสร้างพลังงานให้ยั่งยืน แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ผสมเรื่องไม่เกี่ยวข้องเข้าไป การยื่นศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบสมดุลอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการกำกับดูแลการเงินของรัฐ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณมหาศาลที่อาจกลายเป็นภาระหนี้สินในอนาคต ประชาชนควรติดตามผลการวินิจฉัยของศาลอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทย

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? รัฐบาลสอดไส้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารอัปเดตทางการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

“อภิสิทธิ์” ยันยื่นศาล รธน. พ.ร.ก.กู้เงิน

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อตรวจสอบว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและพลังงานสะอาดขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงเหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามที่กฎหมายกำหนด และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ฝ่ายค้านจะยื่นหนังสือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกับพรรคประชาชนแล้ว

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านทักท้วงคือ การตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการพลังงานกว่า 2 แสนล้านบาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า รัฐบาลอ้างตัวอย่างการกู้ในอดีต แต่ต้องดูข้อเท็จจริงและมาตรฐานสากลในการวัด “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

เปรียบเทียบการกู้เงินในอดีตกับปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างการกู้ พ.ร.ก. ในอดีต 3 ครั้งเพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่าง:

  • ครั้งที่ 1: วิกฤตต้มยำกุ้ง ทุนสำรองเกือบหมด เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง
  • ครั้งที่ 2: สมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ การท่องเที่ยวและส่งออกติดลบ คาดตกงานจำนวนมาก เศรษฐกิจหดตัว แม้ใช้ทุกมาตรการแล้วยังไม่พอ
  • ครั้งที่ 3: โควิด-19 หยุดกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งระบบ

แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สิ้นเดือนมีนาคม ส่งออกบวก ลงทุนบวก บริโภคบวก เศรษฐกิจโดยรวมบวก การจัดเก็บรายได้ถึงกุมภาพันธ์ก็ตามเป้า ดังนั้นไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า เศรษฐกิจมีปัญหาจากสงครามทำให้น้ำมันแพง ต้นทุนผลิตแพง แต่เสนอทางเลือก เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 4 เดือน ใช้เงินแค่ 60,000 ล้านบาท น้ำมันถูกลง 7 บาททันที ดีกว่ากู้ 200,000 ล้านบาท 4 เดือน และไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ

สวนกลับ “เอกนิติ” เรื่องแจกเงินไม่มุ่งเป้า

นายอภิสิทธิ์สวนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่บอกลดภาษีไม่มุ่งเป้าเพราะคนรวยก็ได้ประโยชน์ โดยยอมรับว่าการเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ สามารถทำได้จากงบปกติ แต่ตั้งคำถามการแจกเงิน 30 ล้านคนผ่านแอป ที่คนมีมือถือดี สัญญาณดี มือไวถึงได้ นี่มุ่งเป้าตรงไหน? เป็นการช่วยแบบไม่ก่อหนี้สาธารณะมหาศาล และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

มีวิธีช่วยประชาชนอื่นๆ อีกมากโดยไม่ต้องกู้หนี้เพิ่ม และยืนยันจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขัดขวางการช่วยเหลือ แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย

เชื่อศาลรับคำร้อง สภายุติรอผล แม้พรรคก้าวไกลไม่ลงชื่อร่วม แต่เชื่อศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา และสภาต้องหยุดพิจารณาร่างตามกฎหมาย ทันกำหนด 14 พฤษภาคม

ประเด็น “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน สะท้อนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่สำคัญในระบบประชาธิปไตยไทย การตัดสินใจใช้งบประมาณมหาศาลต้องโปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงินหรือลดภาษี อะไรแก้ปัญหาได้ดีกว่า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในโซเชียลมีเดีย นั่นคือ “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินช่วยเหลือประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงานเข้าไปแบบลักไก่ โดยข้ามหัวสภาผู้แทนราษฎรไปเลย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์อย่างดุเดือดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หลังจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ประกาศบังคับใช้แล้ว

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

ทำไมเรื่องนี้ถึงวุ่นวายขนาดนี้? เพราะ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มัดรวมเงิน 2 ก้อนใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ก้อนแรกคือมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท ที่ทุกคนรอคอยเพราะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่ก้อนที่สองคือโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน อีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งนายพริษฐ์ชี้ว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ข้ามสภา รัฐบาลฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เอาเงินก้อนแรกเป็นตัวล่อ เพื่อลักไก่ใส่ก้อนสองเข้าไปให้ผ่านฉลุย

ตามหลักการ พ.ร.ก.เงินกู้ใช้ได้เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่ “ต้องทำตอนนี้” และ “หาเงินทางอื่นไม่ได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่โครงการพลังงานอย่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มันเป็นเรื่องระยะยาว ไม่ใช่เร่งด่วน รัฐบาลสามารถรอเสนอในงบประมาณปี 70 หรือเสนอ พ.ร.บ.เงินกู้ปกติให้สภาตรวจสอบได้ แต่เลือกไม่ทำ เพราะกลัวโดนคัดค้าน

ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

นายพริษฐ์ย้ำชัดว่ารัฐบาล “ไม่ตรงไปตรงมา” การมัดรวม 2 ก้อนแบบนี้ บังคับให้ฝ่ายค้านที่คัดค้านก้อนสอง ถูกเหมารวมว่าต่อต้านก้อนหนึ่งด้วย เสี่ยงถูกโจมตีว่าขัดขวางการช่วยประชาชน พรรคประชาชนเลยมีแผนรับมือชัดเจน

  • ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ: ใช้มาตรา 173 ขอให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.นี้ชอบด้วย รธน.มาตรา 172 หรือไม่ โดยโฟกัสที่ก้อนสอง เพื่อไม่ให้รัฐบาลอ้างว่าฝ่ายค้านขัดขวางเยียวยาประชาชน
  • เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ: ให้สภาติดตามตรวจสอบการใช้เงินทันที เหมือนสมัยโควิด เพื่อให้โปร่งใส

แม้ที่มาศาลรัฐธรรมนูญจะถูกตั้งคำถาม แต่กลไกนี้มีไว้ป้องกันฝ่ายบริหารข้ามหัวสภา นายพริษฐ์เข้าใจมุมมองต่าง แต่ยืนยันปัญหาต้นตอคือพฤติกรรมรัฐบาล

ทำไมโครงการพลังงานถึงไม่เหมาะกับ พ.ร.ก.?

พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานนะครับ เพราะเป็นอนาคตของประเทศ ลดนำเข้าน้ำมัน ลดโลกร้อน แต่ทำไมต้องลับๆ ล่อๆ? โครงการเหล่านี้ไม่เห็นผลทันที ใช้เวลาวางแผน สร้างโครงสร้าง ไม่ใช่แจกเงินด่วน รัฐบาลมีทางเลือกอื่นเพียบ เช่น เสนอแยก พ.ร.ก.ก้อนหนึ่ง หรือรอสภา แต่เลือกมัดรวมเพื่อหนีตรวจสอบ สุดท้ายประชาชนเดือดร้อนจริงๆ อาจได้เงินเยียวยาน้อยกว่าที่ควร เพราะเงินกระจายไปก้อนอื่น

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องมาตรการก้อนแรกด้วย เช่น การเยียวยาหว่านแห อาจตกหล่นกลุ่มเปราะบาง หรือกระตุ้นใช้จ่ายในช่วงค่าครองชีพแพง เศรษฐกิจถูกกดดัน แต่ปัญหาหลักคือหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดให้สภาที่มาจากประชาชนตรวจสอบ

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ฝ่ายบริหารพยายาม bypass สภา สุดท้ายประชาชนคือผู้เสียหาย ถ้าปล่อยไป เงินภาษีเราจะถูกใช้อย่างไร้การตรวจสอบ ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ นายพริษฐ์กำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนี้

คุณคิดอย่างไรกับการมัดรวมเงินแบบนี้? ควรตรวจสอบหรือปล่อยไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อให้การเมืองโปร่งใสยิ่งขึ้น สนับสนุนฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลกันเถอะ!

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้การเยียวยาประชาชนหยุดชะงัก รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินและช่วยเหลือประชาชนได้ตามปกติ

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีความยาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น แต่กลับไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือโครงการที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลนี้ ต่างจากการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มีกลไกกลั่นกรองเข้มงวด โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการ

โครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรองที่เปลี่ยนแปลง

ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ แทนเลขาธิการสภาพัฒน์เดิม ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับผิดชอบประเมินโครงการ ส่งผลให้กระทรวงการคลังมีบทบาทครบวงจรทั้งผู้กู้ ผู้กลั่นกรอง และผู้ตรวจสอบในกระบวนการเดียวกัน นอกจากนี้ บัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. ยังระบุกรอบการใช้จ่ายแบบกว้างๆ โดยแผนเยียวยาครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้งบถึง 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของแผนนี้

แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานและข้อกังวลเรื่องความเร่งด่วน

ส่วนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีขอบเข้ากว้างมาก รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องบรรจุใน พ.ร.ก.กู้เงินฉบับเร่งด่วนนี้ด้วย ฝ่ายค้านจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดย “ไหม” ย้ำว่า “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน การยื่นคำร้องนี้มีผลเพียงชะลอการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วัน และหากศาลวินิจฉัยว่าบางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็กระทบเฉพาะแผนพลังงาน ส่วนแผนเยียวยารัฐบาลกู้เงินช่วยประชาชนได้ทันที

ข้อวิจารณ์เรื่องรูปแบบเยียวยาที่ดู “สุ่ม” และ “เกือบถ้วนหน้า” อาจทำให้ผู้เดือดร้อนบางคนพลาดสิทธิ “ไหม” แนะนำให้ใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบมากกว่าศาล เพื่อให้การช่วยเหลือเดินหน้าต่อเนื่อง ประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลือสามารถมั่นใจได้

หลักการของพรรคประชาชน

พรรคประชาชนยืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่การขยายอำนาจศาลให้กลายเป็น “นิติสงคราม” เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พรรคยึดผลประโยชน์ประชาชนและหลักประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นหลัก

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเงินกู้จำนวนใหญ่ หาก พ.ร.ก.นี้ผ่านไปโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมในอนาคต ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประชาชนทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านครั้งนี้เป็นการรักษาสมดุลอำนาจที่สำคัญ ช่วยให้รัฐบาลต้องปรับปรุงกลไกให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ประชาชนคือผู้ได้ประโยชน์ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจไทย แชร์บทความนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตพลังงาน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่ที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังรุมเร้าประเทศเรา ราคาน้ำมันพุ่ง ไฟฟ้าแพง เกษตรกรและ SME ลำบากกันถ้วนหน้า พ.ร.ก.ฉบับนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือจัดการปัญหาได้ทันท่วงที

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 (ตามเนื้อหา) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2566 วงเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท! พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง สถานการณ์โควิดที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงของไทย ทำให้ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะประชาชนชายขอบ เกษตรกรที่ใช้น้ำมันดีเซลเยอะ และผู้ประกอบการโรงงานที่ไฟฟ้าแพง

วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

มาตรา 3 ให้กระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 30 ก.ย. 2567 เพื่อ:

  • ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน เช่น อุดหนุนค่าน้ำมัน ค่าไฟ
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม ไฮโดรเจน พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม

เงินกู้ต้องใช้ตามแผนที่ ครม. อนุมัติเท่านั้น ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์!

กลไกการบริหารจัดการเงินกู้

มีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง หน้าที่กลั่นกรองโครงการ กำกับดูแล รายงานทุก 3 เดือน และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจัดการกู้-เบิก-ชำระ ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ครม. สามารถปรับวงเงินย่อยได้แต่รวมไม่เกิน 4 แสนล้าน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังต้องรายงานรัฐสภาทุกปี เรื่องการกู้ ผลลัพธ์ และประโยชน์ที่ได้รับ ถือเป็นมาตรการที่รัดกุมดีมาก

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.นี้ไม่ใช่แค่กู้เงิน แต่เป็นการลงทุนอนาคต ช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอย สร้างโอกาสงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพานำเข้า ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ สอดคล้อง BCG Economy ที่รัฐผลักดัน ถ้าทำสำเร็จ ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้เร็วขึ้น

แต่ก็ต้องระวังเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รัฐต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้ภาระตกทับประชาชนในอนาคต

สรุปแล้ว ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน นี้เป็นข่าวดีที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันทีและวางรากฐานระยะยาว คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้จริงไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ สนับสนุนให้ติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา ประกาศแล้ว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

“เอกนิติ” ยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 1 มิ.ย. 4,000 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนเลยนะครับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส หลังจากเป็นประธานเปิดงาน MONEY EXPO 2026 BANGKOK เรียบร้อยแล้ว โครงการนี้รวมทั้ง "คนละครึ่งพลัส" และ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อเดียวว่า ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อให้ร้านค้า 1.4-1.5 ล้านร้านทั่วประเทศเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้ามากยิ่งขึ้นด้วย

เอกนิติ ประกาศไทยช่วยไทยพลัส

ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค. 2569 ใช้จ่าย 1 มิ.ย.

รัฐบาลยืนยันชัดเจนครับ เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เลย จำนวนผู้มีสิทธิ์กำลังประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อรวมสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน กับผู้ที่เคยได้คนละครึ่งพลัสเดิม โครงการนี้เน้นช่วยบรรเทาค่าครองชีพเป็นหลัก ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มสูบ เพราะยังประเมินผล GDP ไม่ได้ในตอนนี้

สิทธิประโยชน์ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท แบ่งเป็นเงินสมทบเดิม 300 บาท + รัฐเพิ่มให้ 700 บาท โดยไม่ต้องสมทบเงินตัวเอง 40% เหมือนเดิม เพราะกลุ่มนี้รายได้น้อย อาจลำบาก

  • จ่ายเป็น 2 เฟส เฟสละ 2 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท
  • เฟสแรก: โอนให้ผู้ถือบัตรเดิมทันที
  • เฟสสอง: เก็บตกผู้ที่ตกหล่น และทบทวนคุณสมบัติใหม่ (บางคนรายได้เกินเกณฑ์แล้ว)

การแบ่งเฟสแบบนี้ช่วยให้ครอบคลุมทุกคนตามเป้าหมายรัฐบาลครับ

รายละเอียดไทยช่วยไทยพลัส

ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มบัตรสวัสดิการ จะได้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ในรูปแบบรัฐช่วย 60% ประชาชนสมทบ 40% แต่ย้ำชัดเลยนะครับ 1 คน 1 สิทธิ์เท่านั้น ถือบัตรสวัสดิการแล้ว ห้ามใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสซ้ำซ้อน

สรุปคุณสมบัติและวิธีใช้ไทยช่วยไทยพลัส

โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนซื้อของกินของใช้ที่ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ถูกลง โดยเฉพาะในช่วงค่าครองชีพสูงแบบนี้ หากเทียบกับโครงการเก่าๆ อย่างคนละครึ่ง มันรวมระบบเข้าด้วยกัน ทำให้สะดวกกว่าเดิมมาก ร้านค้าก็ดีใจเพราะลูกค้าเพิ่ม ยอดขายพุ่ง

  • ลงทะเบียน: 25 พ.ค. 2569 ผ่านแอปเป๋าตังหรือเว็บไซต์ที่กำหนด
  • เริ่มใช้: 1 มิ.ย. 2569
  • จำนวนเงิน: สูงสุด 4,000 บาทต่อคน (แบ่งจ่าย)
  • ร้านค้าเข้าร่วม: 1.4-1.5 ล้านร้านทั่วประเทศ

เพื่อนๆ ที่สนใจเตรียมเอกสารประจำตัวให้พร้อมเลยนะครับ ตรวจสอบสิทธิ์ล่วงหน้าได้ที่เว็บกระทรวงการคลังหรือแอปที่เกี่ยวข้อง

ในความเห็นของผม โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส นี้เป็นมาตรการที่ตรงจุด ช่วยผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไปได้จริง โดยเฉพาะการไม่ต้องสมทบสำหรับกลุ่มบัตรสวัสดิการ มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาคนจน ลองนึกภาพซื้ออาหาร ผักผลไม้ ถูกลง 1,000 บาทต่อเดือน ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ! อย่าลืมติดตามอัปเดต และแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

รีบเตรียมตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสตั้งแต่วันแรก เพื่อไม่พลาดสิทธิ์ 4,000 บาท!

ที่มา – “เอกนิติ” ยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้ 1 มิถุนายน รวม 4,000 บาท ย้ำ 1 คน 1 สิทธิ์เท่านั้น

ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว นายกฯ ให้คำมั่นเพื่อประชาชน

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้คือ ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนว่าจะนำเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาทไปใช้เพื่อประชาชนเท่านั้น โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลั่นไม่มีเกี้ยเซียะแม้แต่น้อย การกู้เงินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนของประเทศ

ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว: รายละเอียดและความคืบหน้า

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 เวลา 18.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยยืนยันว่าได้ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้วเรียบร้อย จากนี้จะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา และตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อให้ทุกโครงการที่ขอรับงบประมาณต้องผ่านการพิจารณาอย่างเข้มงวด ตรงตามวัตถุประสงค์ และอยู่ในความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีเอง

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงิน

คำมั่นสัญญาจากนายกฯ: เพื่อประชาชนเท่านั้น ไม่มีเกี้ยเซียะ

“ผมขอเรียนย้ำว่าผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใด ๆ เลย ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดีมีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่านเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียวที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ และเพื่อประชาชนเท่านั้น” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น

การให้คำมั่นครั้งนี้แสดงถึงความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐบาลในการบริหารเงินภาษีอากาศของประชาชน โดยจะมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ข้อดีของการกู้เงินสกุลบาท ดอกเบี้ยต่ำไร้ความเสี่ยง

นายกรัฐมนตรีชี้แจงถึงความกังวลจากสถาบันจัดอันดับเครดิตอย่างมูดีส์ว่า ไม่ต้องห่วง เพราะการกู้เงินครั้งนี้ใช้สกุลเงินบาททั้งหมด ทำให้ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ต้องขยายเพดานหนี้ และช่วยสร้างสภาพคล่องให้สถาบันการเงิน โดยเงินกู้ไม่นับเป็นหนี้เสีย (NPL) ทำให้ไม่ต้องสำรองความเสี่ยงมาก

  • ดอกเบี้ยต่ำมาก: เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก
  • ไร้ความเสี่ยงแลกเปลี่ยน: กู้บาทล้วนๆ 安定สูง
  • ช่วยสภาพคล่องระบบการเงิน: ธนาคารปล่อยกู้รัฐได้โดยไม่เสี่ยง
  • เงินถึงประชาชนทันที: ไม่ใช่โครงการใหญ่ที่รอนาน 5-7 ปี แต่ช่วยลดต้นทุนชีวิต เพิ่มคุณภาพชีวิต

วิกฤตพลังงานในไทยช่วงที่ผ่านมา เช่น ราคาน้ำมันแพง ไฟฟ้าขึ้น ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก การกู้เงิน 4 แสนล้านนี้จะถูกนำไปใช้แก้ปัญหาโดยตรง เช่น สนับสนุนพลังงานทางเลือก ลดค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่าง太陽能 ลม และชีวมวล ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นในระยะสั้น

ทำไมการลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว ถึงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การมีเม็ดเงินก้อนนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญให้รัฐบาลสามารถเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอ بودجهประจำปีที่อาจล่าช้า นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงศักยภาพของรัฐบาลในการบริหารจัดการวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทำได้ตามคำมั่น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการใช้เงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกบาทถึงผู้เดือดร้อนจริงๆ นี่คือโอกาสทองที่รัฐบาลจะพิสูจน์ตัวเอง

ความเห็นส่วนตัว: การให้คำมั่นแบบนี้จากนายกฯ อนุทิน ถือเป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงจัง หากทำได้ตามที่พูด ไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้แน่นอน คุณล่ะคิดอย่างไร? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว นายกฯ ให้คำมั่น เพื่อประชาชนเท่านั้น ลั่น ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ

Scroll to top