จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

จุลพันธ์ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% เพื่อลูกหนี้

“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ ทั้งคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังแบกรับภาระหนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

นายจุลพันธ์ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ซึ่งสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังต้องการแรงพยุง ผมจึงเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงกดทับคนที่กำลังลำบาก

เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี มีผลทันที นี่คือสัญญาณสำคัญว่ารัฐเริ่มเลือก “ยืนข้างคนเป็นหนี้” มากขึ้นในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่

นายจุลพันธ์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกหนี้โดยตรง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ มีโอกาสลดลง เงินที่เคยต้องจ่ายให้ดอกเบี้ย ก็อาจเหลืออยู่ในกระเป๋ามากขึ้น เพื่อนำไปซื้อของจำเป็น ดูแลครอบครัว หรือหมุนใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับ SMEs และเกษตรกรที่เป็นหนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่เบาลง กู้มาทำกินก็ไม่ถูกดอกเบี้ยกินจนหมดแรง ช่วยให้ยังพอประคองกิจการ รอเศรษฐกิจฟื้น และมีโอกาสลุกขึ้นสู้ต่อได้

ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับจุดยืนและนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผมได้ประกาศไปเมื่อวาน คือแนวคิดเรื่อง “นโยบายล้างหนี้” ลดภาระเก่า ฟื้นกำลังใหม่ ให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักอีกครั้ง เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการทำให้คนไทย “หายใจได้” ก่อน แล้วประเทศถึงจะเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งครับ

กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้

การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเกษตรกร

ผลกระทบจากการ ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อภาคครัวเรือน

สำหรับภาคครัวเรือน การลดดอกเบี้ย 0.25% นี้ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของครัวเรือนอีกด้วย

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs

ในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ในตลาดอีกด้วย

ผลกระทบต่อภาคเกษตร

สำหรับภาคเกษตร การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ย 0.25% ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อรักษาสเถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุปแล้ว การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจของ กนง. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ในที่สุด

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

จุลพันธ์เปิดตัว ชู“หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

เพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ “จุลพันธ์” ชูนโยบายเร่งด่วน “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ปลดล็อคเพื่อยกเครื่องประเทศไทยให้ประชาชนมีกิน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรม “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” เพื่อเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเปิดตัวในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนแรก พร้อมประกาศความพร้อมในการนำพรรคสู่ภารกิจใหญ่คือการ “ยกเครื่องประเทศไทย” เพื่อสร้างพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้แก่ประชาชน โดยเน้นย้ำนิยามของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย คือการมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

“จุลพันธ์” เปิดตัว ชู“หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า สำหรับ 2 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการทันที คือ หวยเกษียณที่ตั้งเป้าทำให้สำเร็จภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนการเสี่ยงโชคให้เป็นหลักประกันความมั่นคงระยะยาว และการล้างหนี้ โดยครอบคลุมกลุ่มหนี้นอกระบบ กลุ่มหนี้เสีย (NPL) กลุ่มเกษตรกร ผู้สูงอายุวัยเกษียณ รวมถึงการดูแลกลุ่มลูกหนี้ดี

“จุลพันธ์” แคนดิเดตนายกฯ ชู “หวยเกษียณ-ล้างหนี้”

นายจุลพันธ์ทิ้งท้ายว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจสะท้อนความเหลื่อมล้ำและความลำบากของประชาชนได้ พรรคเพื่อไทยจึงขออาสาเข้ามาสร้างหลักประกันเงินออม ปลดหนี้ และสร้างรายได้ใหม่ เพราะเชื่อมั่นว่ามีเพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่สามารถยกเครื่องประเทศไทยได้จริง

การเปิดตัวนายจุลพันธ์ พร้อมนโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน นโยบายเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว การชู “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” เป็นนโยบายหลัก แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความท้าทายที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

“จุลพันธ์” ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมและเท่าเทียม โดยที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่าในการยกเครื่องประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืน

การที่พรรคเพื่อไทยเลือก “จุลพันธ์” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความสามารถของเขาในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การประกาศนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความสนใจจากประชาชนและมีความหวังที่จะได้รับการสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การดำเนินการตามนโยบาย “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินทุนจะถูกใช้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การยกเครื่องประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ การเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถปรับปรุงนโยบายและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การจับตามองและวิเคราะห์นโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “จุลพันธ์” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พท. ชูนโยบายด่วน “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” ยกเครื่องประเทศไทย

เพื่อไทยแนะ ปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชา

“จุลพันธ์”แจงจุดยืน5ข้อเพื่อไทยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แนะปกป้องอธิปไตย-ตอบโต้อย่างมีสติ สร้างความชอบธรรมในเวทีโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมกัมพูชา”

วันที่ 15 ธ.ค.2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคนไทยคนหนึ่ง ผมติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกเจ็บปวดและเศร้าใจทุกครั้งที่ทราบข่าวความสูญเสีย มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตแล้วเกือบ 20 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น มีประชาชนอพยพมากกว่า 2.6 แสนคน ในศูนย์พักพิง 996 แห่งทั่วทั้ง 8 จังหวัด โรงพยาบาลต้องปิดบริการ 12 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมประจำตำบล ต้องปิด 218 แห่ง

ในนามของพรรคเพื่อไทย ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เราคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อป้องกันประเทศ อธิปไตย และสังคมของเรา และขอย้ำถึงจุดยืนของพรรค 5 ข้อ ว่า

1. ปกป้องอธิปไตยไทย การวางกับระเบิดใหม่ที่ชายแดนเป็นการละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา ทำลายหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิ่งที่มิตรประเทศควรทำต่อกัน เราต้องปกป้องอธิปไตยและเอกราชของชาติไทย

2. ตอบโต้อย่างได้สัดส่วน  แม้เราจะปกป้องอธิปไตยอย่างมั่นคง แต่เราต้องตอบโต้อย่างมีสติ มีเหตุมีผล ได้สัดส่วนที่เหมาะสม ยึดหลักการสากล การตอบโต้ที่ชาญฉลาดนั้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและแสนยานุภาพของเรา แต่เราจะไม่ประมาทในการคุ้มครองประชาชนและผลประโยชน์ของชาติ

3. โลกล้อมกัมพูชา  ยึดกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด เร่งสื่อสารกับนานาชาติอย่างโปร่งใส น่าเชื่อถือ เน้นให้เห็นถึงข้อเท็จจริง เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการปกป้องตนเองและการตอบโต้ สร้างความชอบธรรมเพื่อเป็นเกราะกำบังประเทศไทยในเวทีโลกในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมกัมพูชา”

4. ชีวิตคนไทยต้องมาก่อน  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนคนไทย ทั้งคนในพื้นที่ชายแดนและคนไทยที่ไปทำมาหากินในกัมพูชา รัฐบาลต้องดูแลทุกด้าน ทั้งการอพยพ ที่พักชั่วคราว สาธารณูปโภค โรงพยาบาล โรงเรียน และการเยียวยารายได้ ต้องไม่ทิ้งผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางไว้ในพื้นที่เสี่ยง เราตระหนักดีว่า ในทุกวันของความขัดแย้งและปะทะ ก็ยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ผมจึงได้มอบหมายให้นายสรวงศ์ เทียนทอง นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ และอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยอีกหลายคน ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนแล้ว หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรคเพื่อไทยได้

และ 5. ขอขอบคุณทหารไทยทุกนาย ที่เสียสละปกป้องแผ่นดิน พิทักษ์อธิปไตยและความมั่นคงของชาติ คือกำแพงที่แข็งแกร่งของประเทศ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

ตนและพรรคเพื่อไทย ขอส่งกำลังใจให้ทหารไทยทุกหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เพื่อไทย แนะปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน การตอบโต้อย่างได้สัดส่วนและการสร้างความชอบธรรมในเวทีโลกถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้

ทำไมต้อง ปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชา อย่างมีสติ?

การปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ ไม่ได้หมายถึงการเพิกเฉยต่อการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของไทย แต่เป็นการดำเนินการด้วยความรอบคอบและมีเหตุผล โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตอบโต้อย่างรุนแรงอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย การดำเนินการทางการทูตและการเจรจาจึงเป็นทางออกที่ควรให้ความสำคัญ

พรรคเพื่อไทยย้ำว่าการปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาต้องมาพร้อมกับการดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการอพยพ การจัดหาที่พักพิงชั่วคราว และการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • การดำเนินการทางการทูตและการเจรจา
  • การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ
  • การสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ
  • การดูแลและช่วยเหลือประชาชน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสร้างความเข้าใจและความสามัคคีในชาติเป็นสิ่งสำคัญในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อเรามีความเข้มแข็งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราจะสามารถปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – เพื่อไทย แนะปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

“จุลพันธ์” จี้ “พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” รับผิดชอบทั้งคู่ หลังฉีก MOA ชิงยุบสภา ลั่นจากนี้ไม่ถามหาความจริงใจรัฐบาล ขอให้ทำตามกฎหมาย หากเลื่อนเลือกตั้งอ้างเหตุชายแดนก็ให้ลองดู เชื่อประชาชนไม่รอ

เมื่อเวลา 08.49 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม 2568) ว่า การตัดสินใจยุบสภาฯ ของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกระบวนการธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วก็จะมีแต่ความผิดพลาด สุดท้ายก็ปรากฏชัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยสงสัยมาตลอด ในความจริงใจของรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่รู้พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเห็นหรืออย่างไร เพราะเราพยายามบอกมาตั้งแต่ต้น จนสุดท้ายก็ปรากฏชัดในรัฐสภาที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยกมือให้ ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถคุยกับ สว. ได้ หากจะมีคนเชื่อก็คงมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคการเมืองอื่นรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการของ สว.กลุ่มนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยโยนกันไปมานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ก็ต้องรับผิดชอบกันทั้งคู่ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาล เพราะในสภาวะประเทศแบบนี้ ทั้งการปะทะชายแดน และน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ เลือกที่จะหนีการตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาฯ ทิ้งให้ประชาชนต้องเดือดร้อนต่อไป แม้จะมีกลไกของรัฐในการตรวจสอบ และทหารที่รับผิดชอบสถานการณ์ชายแดน

ขณะที่ความผิดหวังที่ 2 ที่พรรคเพื่อไทยรู้สึกคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตั้งแต่การคุยกันกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีการขอให้ชะลอการยื่นซักฟอก มาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ) แต่ยื่นข้อเสนอว่าหากลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 แล้วแพ้ จะเชื่อว่าความจริงใจของรัฐบาลไม่มี และจะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ตนมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยเป็นการปล่อยหนูเข้าป่า เปิดโอกาสให้รัฐบาลยุบสภาฯ หนีโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไป ตนไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ตามเกมพรรคภูมิใจไทยไม่ทัน หรือคิดว่าวิธีการนี้จะดีกว่าหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อยากจะให้ยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้ง แทนการตรวจสอบรัฐบาล เพราะหากตรวจสอบจะมีหลายเรื่อง ทั้งเขากระโดง การฮั้ว สว. การทุจริตคอร์รัปชัน MotoGP ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อะไรเลย แต่คนที่ได้เต็มๆ คือพรรคภูมิใจไทย ที่ได้สั่งสมกำลังความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญคือได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง แต่คนไทยได้รัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ตั้งแต่น้ำท่วมยันชายแดน และขอให้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการยุบสภาฯ ในสถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหนูหรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้งแล้ว วันนี้ขอแจ้งกับประชาชนว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง และจะใช้วิธีการเลือกตั้งนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

ส่วนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะมีกระแสคลั่งชาติจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายจุลพันธ์ ระบุ ไม่ว่ากระแสใดก็ต้องฝ่าฟันไป และขอย้ำถึงจุดยืนที่มั่นคงของพรรค ในประเด็นคำถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่ามีการพูดคุยกันว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในกรณีที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม) สส.พรรคภูมิใจไทยพยายามพูดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากลไกของรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรที่ทำให้สะดุดหรือติดขัด รัฐธรรมนูญกำหนดชัดต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน โดยตามกำหนดแล้วอาจจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ทันต่อกรอบเวลาและคำถามประชามติ ก็คาดว่าจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายการเลือกตั้งก็กำกับไว้ว่า ในกรณีที่พื้นที่ใดมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น สงคราม มีการปะทะ หรือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉินเหล่านั้นจะสามารถทำให้หน่วยการเลือกตั้งของพื้นที่เลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะพื้นที่นั้นได้ จะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เผยต่อไป ตนยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการเลือกตั้งอย่างไร จะใช้ช่องกฎหมายใด ซึ่งต่อให้มีการดำเนินการจริง ตนก็ขอย้ำว่าการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อได้ตามกฎหมาย แต่หากพรรคภูมิใจไทยจะทำก็เรียนเชิญหาช่องทางทางกฎหมายทำเลย แต่มันคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนจะไม่รอด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีการตั้งข้อสงสัยหรือไม่กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ในประเด็นนี้ขอทุกคนอย่าคิดมาก นาทีนี้ควรส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทหารชายแดนและประชาชนในพื้นที่ที่อพยพไปยังศูนย์ลี้ภัยแล้ว พรรคเพื่อไทยก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการยุบสภาฯ จะมีผลต่อการปราบสแกมเมอร์ให้หยุดชะงักหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้การดำเนินการของภาครัฐก็ดำเนินการต่อไปอย่าให้สะดุดหรือติดขัด ส่วนของรัฐบาลรักษาการก็ดำเนินการบริหารได้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ทำงานต่อ ไม่ได้ทำให้การแก้ไขปัญหาใดๆ ยุติลง โดยผู้สื่อข่าวถามต่อหลังจากนี้จะมองเห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร สุดท้ายแล้วสมาชิกสภาต้องคุยกัน เพื่อเร่งให้มีการผ่านญัตติคำถามที่ 1 ว่าเห็นควรที่จะมีการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้เร่งผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามถึงความจริงใจของรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลจะต้องดำเนินการ ไม่ใช่ถามหาความจริงใจ เพราะว่าความจริงใจของเขาหมดไปตั้งแต่เข้าสู่ MOA และการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อวานนี้.

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

สรุปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความร้อนแรง และพรรคเพื่อไทยก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องไม่สิ้นหวัง และร่วมกันนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

อนาคตจะเป็นอย่างไร หลัง “จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

การที่นายจุลพันธ์ออกมาจี้ให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายจุลพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำมาปรับปรุงนโยบายของพรรคให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่สิ่งที่แน่นอนคือพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไปในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ และการที่พรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พรรคเพื่อไทยจะยังคงยืนหยัดในหลักการธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนต้องออกมาใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ ปชน.-ภท. ต้องรับผิดชอบ ปมฉีก MOA ชิงยุบสภา ย้ำเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้ง

ด่วน! “จุลพันธ์” เรียกประชุม สส.เพื่อไทย 12 ธ.ค.

เกิดอะไรขึ้น? จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เรียกประชุม สส. พรรคเพื่อไทยด่วน ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือและพิจารณาประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องจัดการอย่างทันที

เมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศนัดหมายการประชุม สส. พรรคเพื่อไทย อย่างเร่งด่วน โดยได้แจ้งผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เนื่องจากมีสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องพิจารณาแก้ไข ขอนัดหมาย สส. พรรคเพื่อไทย ประชุมด่วนในวันพรุ่งนี้ (12 ธ.ค.) เพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญต่างๆ ในเวลา 9.00 น. ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย” ทำให้เกิดความสงสัยว่า สถานการณ์เร่งด่วนที่ว่านั้นคืออะไร และมีประเด็นใดที่ทำให้ต้องเรียกประชุมด่วนขนาดนี้

“จุลพันธ์” เรียกประชุม สส.เพื่อไทย 12 ธ.ค.

การเรียกประชุม สส.พรรคเพื่อไทยอย่างเร่งด่วนครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า อาจมีประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ หรือสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยโดยตรง ทำให้ต้องมีการหารือและตัดสินใจอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์เร่งด่วนคืออะไร? ทำไมต้อง “จุลพันธ์” เรียกประชุม สส.เพื่อไทย 12 ธ.ค. นี้

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์เร่งด่วนที่ทำให้ต้องมีการเรียกประชุมด่วนในครั้งนี้ แต่มีความเป็นไปได้หลายประการที่อาจเป็นสาเหตุของการเรียกประชุมด่วนดังกล่าว อาทิ

  • การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ: อาจมีการเปลี่ยนแปลงในขั้วการเมือง หรือการปรับ ครม. ที่ส่งผลกระทบต่อบทบาทและทิศทางของพรรคเพื่อไทย
  • ปัญหาภายในพรรค: อาจมีข้อขัดแย้ง หรือความเห็นที่ไม่ตรงกันภายในพรรค ที่ต้องมีการแก้ไขและหาทางออกร่วมกัน
  • ประเด็นทางกฎหมาย: อาจมีประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย หรือสมาชิกพรรค ที่ต้องมีการพิจารณาและดำเนินการอย่างเร่งด่วน
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ: อาจมีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และรัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องหารือเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่แท้จริงของการประชุมด่วนครั้งนี้ จะต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทยต่อไป

การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล การที่ “จุลพันธ์” เรียกประชุม สส.เพื่อไทย 12 ธ.ค. นี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในแวดวงการเมืองไทยก็เป็นได้

การประชุม สส.เพื่อไทย 12 ธ.ค. ที่ถูกเรียกโดย “จุลพันธ์” ในครั้งนี้ คงต้องจับตาดูว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร และจะมีผลกระทบอะไรต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย รวมถึงประเทศไทยโดยรวมต่อไป

การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะการตัดสินใจของนักการเมืองมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างรอบด้านและมีวิจารณญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – “จุลพันธ์” เรียกประชุม สส.เพื่อไทย 12 ธ.ค. เนื่องจากมีสถานการณ์เร่งด่วน

“จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ฟื้นฟูหาดใหญ่

“จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ผนึก “ประชาชาติ” เดินหน้าส่งอาสาสมัครเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมหาดใหญ่ อัด “รัฐบาลหนู” บริหารจัดการล้มเหลว แผนเยียวยาไม่ชัดเจน

วันที่ 7 ธ.ค. 2568 ที่ชุมชนโคกสมาน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคเพื่อไทย นำทีมโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ สส.เชียงใหม่ พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค, สส.และสมาชิกพรรค อาทิ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.เพชรบูรณ์ เขต 3 และตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการPheuThaiYoungProfessionalsProgram (YPP)

จับมือผนึก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกันเดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัยและอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ช่วงหนึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และคณะ ได้เดินเยี่ยมเยือนตามบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนในชุมชนโคกสมาน พบว่าบ้านเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ชาวบ้านต่างเล่าเหตุการณ์นาทีชีวิตในการเผชิญเหตุอุทกภัย ซึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ให้กำลังใจ พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

โดยจุลพันธ์ กล่าวว่า ภารกิจของวันนี้เป็นการทำงานร่วมกันกับพรรคประชาชาติ โดยที่ผ่านมาทั้งสองพรรคได้เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุ จะเห็นจากการระดมสิ่งของเครื่องใช้หรืออาหารในการยังชีพมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งภายหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงนี้จึงอยู่ในช่วงเร่งฟื้นฟูเพื่อให้ชาวบ้านได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว โดยที่ผ่านมาทั้งสองพรรคได้ร่วมกันส่งอาสาสมัครเข้ามาในพื้นที่แล้วจำนวนหลายร้อยคน โดยมีอาสาสมัครบางส่วนมาจากสามจังหวัดชายแดนใต้

ทั้งนี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อการบริหารจัดการของรัฐบาล ว่าในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ถือว่าการสื่อสารในการรับมือของรัฐบาลเป็นไปด้วยความล้มเหลว ไม่ควรให้เกิดสภาวะที่ประชาชนเกิดความสงสัย ควรมีความชัดเจนในการพิสูจน์ทราบอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต เพื่อให้ญาติพี่น้องได้นำไปทำพิธีตามหลักศาสนา

ขณะเดียวกันสภาพบ้านเรือนในพื้นที่เสียหายอย่างหนัก นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งสั่งการเยียวยาให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งหาดใหญ่ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจสำคัญของประเทศ เนื่องจากได้รับความนิยมทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ รัฐบาลควรเร่งออกแพ็กเกจในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวอย่างเร็วที่สุด

“เราเห็นกองขยะสูงเท่าตึกสามชั้น ตรงจุดนี้กำลังของประชาชนและอาสาสมัครคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีหน่วยงานรัฐระดมกำลังเข้ามาบูรณาการช่วยเหลืออย่างจริงจัง หากปล่อยแบบนี้คาดว่าอีก 2 เดือนกลับมา ก็ยังจะเห็นภูเขาขยะเท่าตึกสองสามชั้นเหมือนเดิม”  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

ด้านนายทวี กล่าวเสริมว่า ทั้งสองพรรคได้ร่วมกันทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงนี้เรายึดถือภารกิจว่าจะทำให้แต่ละซอยกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว จากการรับฟังเสียงชาวบ้านพบว่าเจอปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐ ทำให้เกิดผลกระทบทั้งการสัญจรและสุขอนามัย

ในส่วนการระดมอาสาสมัคร จะมีเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เข้ามาฟื้นฟูในพื้นที่อีกร่วม 500 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีสะท้อนให้เห็นความมีน้ำใจและความสามัคคีกัน ซึ่งที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัด ประชาชนหาดใหญ่ก็จะระดมกำลังกันไปช่วยเหลือมาโดยตลอด

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในจุดที่ 1 พรรคเพื่อไทยจะเดินทางลงพื้นที่ไปยังสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจประธานและคณะกรรมการอิสลาม จากนั้นจะเดินทางไปพบปะและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย ที่โรงแรมสิงห์โกลเด้นเพลส

จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ การฟื้นฟูเป็นสิ่งสำคัญ และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

“จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ฟื้นฟูหาดใหญ่

“จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย เร่งฟื้นฟูหาดใหญ่

การที่ “จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ผนึกกำลังกับพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่ฟื้นฟูหาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ การเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการกลับมาของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชาวหาดใหญ่

การที่รัฐบาลควรเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ รวมถึงการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนในการฟื้นฟูและพัฒนาเมือง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้หาดใหญ่กลับมาเข้มแข็งและยั่งยืนอีกครั้ง

ที่มา – “จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ผนึก “ประชาชาติ” ส่งอาสาสมัครเร่งฟื้นฟูหาดใหญ่

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ ไม่กลัวยุบสภา พร้อมเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อม สส. และว่าที่ผู้สมัคร สส. ลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ เร่งดัน พ.ร.บ.ลำไย และ พ.ร.บ.อสม. ให้จบก่อนยุบสภา ลั่นพร้อมเลือกตั้ง ไม่มีพรรคใดมีผลงานเชิงประจักษ์เท่า

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยนำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ สส.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรค นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย และรองโฆษกพรรค นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สส.ลำพูน และนายชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ ผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.ลำพูน เขต 1 พบพี่น้องประชาชนกว่า 3,000 คน ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกลำไย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จาก 9 ตำบลในอำเภอป่าซาง ที่เทศบาลตำบลม่วงน้อย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งประชาชนสะท้อนปัญหาราคาลำไยตกต่ำ โดยมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งอุดหนุนไร่ละ 1,400 บาท รวมถึงค่าตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อดอก และค่าปุ๋ยรวม 1,400 บาท ล่าช้า ไม่ตอบโจทย์ จึงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

นายจุลพันธ์ ปราศรัยว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องลำพูน ผลงานสำคัญของนายรังสรรค์ คือการผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะนี้รอการพิจารณาของวุฒิสภา หากประกาศใช้ได้จริงจะเป็นกฎหมายแรกที่ช่วยสร้างสวัสดิการ กองทุน หลักประกันราคาผลผลิตให้เกษตรกรลำไยทั่วประเทศ นี่คือกฎหมายที่พรรคเพื่อไทยทำเพื่อชาวสวนลำไยอย่างแท้จริง

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังได้ประกาศนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง โดยเฉพาะหนี้ที่พอกพูนหลังรัฐประหาร ว่า พรรคเพื่อไทยมีมาตรการปลดหนี้ให้ประชาชน เช่น กรณีมีหนี้ 100,000 บาท ให้ปิดบัญชีแบบเหมาจ่ายเพียง 10,000 บาท พร้อมมาตรการปลดหนี้ผู้สูงอายุที่ทำงานหนักทั้งชีวิตแต่ยังมีภาระหนี้ติดตัว สำหรับผู้มีรายได้น้อยพรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้านโยบายไร้จน อุดหนุนรายได้ให้ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ควบคู่กับการยกระดับราคาพืชผลเกษตรและสร้างรายได้แบบก้าวหน้า

“พรรคเพื่อไทยไม่กลัวยุบสภา และพร้อมเลือกตั้งทันที เราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างเต็มที่ และพร้อมให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง”

ทางด้าน นายสมศักดิ์ ปราศรัยถึงบทบาทของ อสม. ว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิการ อสม. มาโดยตลอด ทั้งการขึ้นค่าป่วยการเป็น 2,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมตกเบิกย้อนหลัง ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังผลักดัน พ.ร.บ.อสม. ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของรัฐสภา โดยจะเพิ่มสวัสดิการ อาทิ ค่าป่วยการ 2,000 บาทต่อเดือน, ขยายอายุแรกเข้าสมาชิกจนถึง 65 ปี, สิทธิรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลสังกัด สธ., เพิ่มงบตรวจสุขภาพ, เงินฌาปนกิจ 1,000,000 บาท

พร้อมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ อสม. ในการดูแลสุขภาพประชาชนอีกด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ถ้าได้รับความไว้วางใจจะเดินหน้าทุกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกร ลดหนี้ เพิ่มสวัสดิการ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมาที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย อำเภอเมืองลำพูน นายจุลพันธ์ นำคณะลงพื้นที่พบประชาชนอำเภอบ้านธิ และอำเภอเมือง ก่อนจะกล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90% พรรคเพื่อไทยพร้อมเดินหน้าแก้หนี้ทั้งระบบ ทั้งหนี้ประชาชน หนี้เกษตรกร และหนี้ผู้สูงอายุ พร้อมย้ำว่าไม่มีพรรคใดมีผลงานเชิงประจักษ์เท่าพรรคเพื่อไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การแก้ปัญหายาเสพติด และการสร้างสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

“วันนี้ประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคที่ทำงานได้จริง พรรคเพื่อไทยถูกขัดขวางมาตลอด แต่เรายังยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชน”

ขณะที่นายสมศักดิ์ วิจารณ์รัฐบาลปัจจุบันว่า ทำงานไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการจัดซีเกมส์และการบริหารจัดการน้ำท่วม พร้อมตั้งคำถามถึงการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงต่อการยุบสภา ทั้งนี้ ตนในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ได้กดปุ่มอนุมัติค่าป่วยการ อสม. เดือนละ 2,000 บาททันทีภายในสัปดาห์แรก พร้อมขับเคลื่อนนโยบายนับคาร์บ ลดปัญหา NCDs ที่ใช้งบรักษาพยาบาลปีละกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งหากลดภาระงบประมาณได้ จะมีเงินเหลือนำมาสนับสนุนสวัสดิการ อสม. อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ นายอนุสรณ์ ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องลำพูน ร่วมผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อสม. วาระ 2–3 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ ว่า “สภาฯ ควรร่วมกันเร่งมือพิจารณา พ.ร.บ.อสม. วาระ 2–3 ให้เสร็จสิ้นก่อนยุบสภา อย่าให้การยุบสภาเป็นเหตุให้สิทธิประโยชน์ อสม. ต้องหายไปต่อหน้าต่อตา”

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน พร้อมนโยบายที่จับต้องได้

การลงพื้นที่ลำพูนของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายที่ประกาศออกมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ และรอคอย การผลักดันกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และการแก้ปัญหาหนี้สิน จะเป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูนในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะกลับมาเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศอีกครั้ง

ที่มา – “จุลพันธ์” นำเพื่อไทยลุยลำพูน ประกาศนโยบายไร้จน-ปลดหนี้ ไม่กลัวยุบสภา พร้อมเลือกตั้ง

“จุลพันธ์” ชี้เรื่องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป

“จุลพันธ์” ขออย่าเต้นตามข่าวยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 12 ธ.ค. ชี้ ยังไม่มีข้อสรุป “สรวงศ์” ลั่น ไม่เคยเห็นใครยุบสภาหนี ขอดูช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ส่วน ปชน. ร่วมหรือไม่ ไม่ก้าวล่วง

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ว่า อย่าเต้นตามข่าวเลย เรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป เมื่อถามว่าหากจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นช่วงเวลาใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ต่อให้รู้ก็บอกไม่ได้ ซึ่งกระแสข่าวที่ออกมานั้นตนยังไม่เห็น ส่วนที่จะมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ก่อนการเปิดสมัยประชุมรัฐสภา เรื่องดังกล่าวคงจะมีการคุยกันในที่ประชุมเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ ต้องถามความเห็น แต่การดำเนินการอยู่ที่กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค ย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป

ทางด้านนายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่ากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้ประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกัน เราพร้อมยื่นอภิปรายแต่กำลังดูช่วงเวลา เพราะไม่อยากเป็นแพะว่าอภิปรายแล้วทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการเยียวยาอุทกภัยภาคใต้ไม่สำเร็จ จึงต้องดูช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด เพราะเขาขู่ฟอดๆ ว่าถ้าเรายื่นก็จะยุบสภาฯ ถ้าจะยุบก็ยุบเราไม่ได้กลัว เพราะเราทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะยื่นเมื่อไหร่ เพราะเราอยากให้รัฐบาลได้แก้ไขและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้เต็มที่

นายสรวงศ์ เผยต่อไปว่า เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบ เพราะการที่รัฐบาลบริหารบ้านเมืองแล้วมีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก หากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นคือเรื่องแปลก ในฐานะฝ่ายค้านเราไม่สามารถให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปได้แม้แต่วันเดียว เพราะขณะนี้ประเทศเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว และทุกครั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยังไม่เคยเห็นใครยุบสภาฯ หนี หากยืนยันที่จะทำการยุบสภาฯ นั่นคือเพราะไม่อยากให้ถูกตรวจสอบ คุณได้เป็นนายกรัฐมนตรีมีเสียงสนับสนุนถึง 311 เสียง ถ้าคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ควรจะไปโน้มน้าวคนที่โหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีสนับสนุนต่อ ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วก็มาขู่ว่าถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะยุบสภาฯ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงเพียง 141 เสียง พวกตนก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคประชาชน

“จุลพันธ์” ชี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป

ในคำถามว่าเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว มองพรรคประชาชนจะร่วมลงมติไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ทราบเลย เขาจะลงมติอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นมติของพรรคประชาชน แต่ทางพรรคเพื่อไทยพร้อม และที่ได้ยินมาทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชาติก็จะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ซึ่งการทำหน้าที่ฝ่ายค้านก็ต้องใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่จะมาปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปโดยจะมากลัวนั่นกลัวนี่ กลัวยุบสภาฯ มันไม่มีใครกลัวใครหรอก แต่เราต้องคำนึงถึงประเทศชาติว่าเสียหายอย่างไร

เมื่อถามต่อไปว่ามี สส.บางกลุ่มไม่เห็นด้วย เพราะเกรงจะกระทบกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสรวงศ์ เผยว่า คำที่บอกว่าไม่เห็นด้วย เขาอาจจะมองว่าหากยื่นไปแล้วอาจจะถูกกล่าวหาว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือถูกกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีคนเห็นแย้งและเสียงภายในพรรคไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีเสียงแตกว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ การที่มีคนมาตั้งคำถามว่าจะยื่นไม่ไว้วางใจทำไมเพราะอีก 1 เดือน ก็จะมีการยุบสภาฯ แล้ว แต่อีก 1 เดือนนั้นรัฐบาลอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ดังนั้น พวกตนจึงไม่สามารถปล่อยไปได้

“พร้อมพงศ์” แนะ ปชน. ใช้เวทีซักฟอก ไม่ใช่เล่นแต่โซเชียล

ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการให้สัมภาษณ์ นายพริษฐ์ วัชนสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แสดงท่าทีการที่จะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยอ้างถึงกลไกต่างๆ ที่สามารถใช้ตรวจสอบรัฐบาลได้ และเหมือนจะให้น้ำหนักไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 มากกว่านั้น ว่า ไม่ค่อยสบายใจ ผู้นำฝ่ายค้านที่เคยตรวจสอบเข้มแข็งกลับจะไม่ทำหน้าที่ในสภาฯ โดยตรง กลัวว่าหากยื่นอภิปรายนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาฯ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างเติ่งหรือไม่ ที่ผ่านมาจึงทำหน้าที่กองหนุน กองเชียร์ ฝ่ายค้ำ มากกว่าฝ่ายค้าน

การตรวจสอบรัฐมนตรี สส.ฝ่ายรัฐบาล กรณีล่าสุดเครือข่ายทุนนอกสีเทามาโยงใยบุคคลมีชื่อเสียงในเมืองไทยหลายคนรวมไปถึง นายอนุทิน ทำไมไม่ใช้โอกาสอันดีนี้ตีเหล็กเมื่อร้อน การที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ขยายข้อมูลในโลกโซเชียลกระทุ้งอย่างนี้เขาจะปลดให้อย่างนั้นหรือ กลไกที่มันปลดได้คือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาฯ ของพรรคร่วมฝ่ายค้านโหวตคว่ำ เรื่องมันแค่นั้นเอง ไม่เข้าใจการแสดงความเห็นกับการแสดงออกของพรรคประชาชน ตรรกะทำไมย้อนแย้งกันเหลือเกิน ผู้นำฝ่ายค้านต้องซัดเต็มไมล์ใส่เต็มแม็กซ์ ไม่ใช่เต็มไปด้วยข้ออ้างเสมือนทำหน้าที่เป็นฝ่ายปกป้อง จนโลกโซเชียล แฟนคลับสีส้ม ชักจะทนไม่ไหว ติติงให้เลิกเป็นไม้ค้ำให้กับรัฐบาลอนุทินได้แล้ว เพราะไม่อย่างนั้น การเลือกตั้ง 2569 จะถูกประชาชนลงโทษคาหีบเลือกตั้งแน่นอน.

การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป “สรวงศ์” ย้ำดูช่วงที่เหมาะสมที่สุด

เพื่อไทยช่วยน้ำท่วมอยุธยา รอดูนโยบายพรรค

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยแท็กทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา เสนอระบบเปิดปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติ แจ้งเตือนมวลน้ำด้วยแอปฯ ขอรอดูนโยบายเพื่อไทย มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ สส.เชียงใหม่ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค นายณณัฏฐ์ หงส์ชูเวช อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย นายจิรทัศ ไกรเดชา น.ส.ณัฐณิชา บุรณศิริ และน.ส.ธนพร โสมทองแดง ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย วัดไชยภูมิ อ.เสนา วัดอมฤตสิทธิธาราม อ.ผักไห่ วัดตาลานเหนือ อ.ผักไห่ และวัดป่าคา อ.บางไทร มอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นระยะเวลานาน พร้อมพูดคุยรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน เพื่อจัดทำนโยบายที่เป็นประโยชน์แก้ปัญหาตอบสนองพี่น้องประชาชน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่เสียสละของประเทศ โดยเฉพาะให้กับกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันนี้ที่มาไม่ใช่แค่นำข้าวสาร อาหารแห้ง มาแจกเพียงอย่างเดียว แต่มีการพูดคุยรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปแก้ไขอย่างยั่งยืน ครั้งนี้มีปัญหาเรื่องการเปิดปิดประตูระบายน้ำ ที่ยังมีการทะเลาะเบาะแว้ง การประท้วงกัน พวกเราอยากแก้ไขอย่างเป็นระบบ ที่ตอบคำถามกับประชาชนได้ทุกคน ว่าทำไมสถานการณ์น้ำมาถึงต้องบริหารจัดการแบบนี้  

“ปัญหาการเปิดปิดประตูน้ำจะหมดไป หากภาครัฐบริหารจัดการได้ด้วยวิทยาศาสตร์ การนำเทคโนโลยีมาจับ การมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับพี่น้องประชาชน การเปิดปิดประตูน้ำจะต้องเป็นอัตโนมัติ จะได้ไม่เกิดปัญหาทะเลาะระหว่างกัน” นายจุลพันธ์กล่าว

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่น แจ้งเตือนเรื่องน้ำให้ครบวงจร ว่ามวลน้ำจะไหลมาทิศทางไหน มาถึงเมื่อไหร่ พี่น้องประชาชนจะได้วางแผนจัดการชีวิตของตัวเองได้

เพื่อไทย ช่วยน้ำท่วมอยุธยา ขอรอดูนโยบายพรรค มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตนไม่ค่อยห่วงเรื่องการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา เพราะมีระเบียบการเบิกจ่ายที่แน่ชัดอยู่แล้ว พี่น้องผู้ประสบภัยได้เงินแน่นอน ซึ่งไม่ต้องมีรัฐบาลก็ทำได้ อย่างไรก็ตามน้ำท่วมไม่ได้จบแค่การชดเชย แต่ยังมีเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ การขาดรายได้ จากผืนนาที่จะผลิตเงินให้เรา กลายเป็นพื้นที่ที่เราต้องแบกรับภาระน้ำท่วม ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเงินชดเชยที่ได้มาไม่เคยเพียงพอ แต่ถ้าพวกเราไม่มีพื้นที่ทุ่งผักไห่ เสนา บางบาล คอยรับน้ำ กรุงเทพฯ ไม่มีเหลือ อย่างไรก็ตามประชาชนที่อยู่ในจังหวัดที่คอยรับน้ำ ควรจะได้รับเงินเยียวยาชดเชยมากขึ้น ให้เหมาะสมกับความเสียสละ ความเสียหายที่เกิดขึ้น

“วันนี้เรามารับฟังปัญหาของท่าน เพื่อที่จะมากลั่นกรองเป็นนโยบาย เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแห่งการนำนโยบายมาให้พี่น้องประชาชน” นายจุลพันธ์กล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เป็นเรื่องที่แก้ยาก วันนี้เราต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ต้องตั้งราคาขายให้เพียงพอกับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร เพื่อให้เกิดรายได้อย่างมั่นคง จะได้มีชีวิตอย่างเข้มแข็ง

“รอดูนโยบายของพรรคเพื่อไทย จะเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน จะสร้างความหวังให้กับพวกเรา ในการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ” นายจุลพันธ์กล่าว

พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมอยุธยา พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนและเตรียมนำไปพิจารณาเพื่อกำหนดเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องอาศัยความเข้าใจในพื้นที่และนโยบายที่ยั่งยืน

เพื่อไทยมุ่งแก้น้ำท่วมอยุธยาด้วยนโยบายที่ยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอยุธยา และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างความหวังให้กับประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น

การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสนใจ การพัฒนานโยบายที่สามารถยกระดับราคาสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกษตรกรสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การรอดูนโยบายของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะนโยบายเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และสร้างความหวังให้กับประชาชนในการมีอนาคตที่ดีขึ้น

ที่มา – เพื่อไทย ช่วยน้ำท่วมอยุธยา ขอรอดูนโยบายพรรค มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

Scroll to top