ธรรมนัส พรหมเผ่า

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิง “เบน สมิธ”

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือดถึงการอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่พาดพิงถึงความสัมพันธ์กับนายเบน สมิธ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินการฟ้องร้องแน่นอน โดยอ้างว่าขณะนี้มีคดีความกว่า 270 คดีค้างอยู่ในจังหวัดพะเยา ซึ่งรวมถึงนักการเมืองหลายรายด้วย สิ่งที่นายรังสิมันต์ โรม พูดถึงนั้น ร้อยเอกธรรมนัส มองว่าเป็นการนำข้อมูลจากข่าวที่มาจากการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างกลุ่มพลังงานต่างชาติมาโยงใยโดยไม่มีมูล เขายังตั้งคำถามว่าการรับข้อมูลเหล่านี้มาจากแหล่งไหน และขู่ว่าจะฟ้องทั้งคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง โดยคาดว่าผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจะรวมตัวฟ้องเป็นจำนวนหลักพันล้านบาท

ร้อยเอกธรรมนัส เน้นย้ำว่าชีวิตของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาใดๆ มาก่อน เขามีอาชีพที่ชัดเจน ก่อนเข้าสู่การเมืองก็เสียภาษีอย่างถูกต้อง รายได้ทุกส่วนถูกสำแดงครบถ้วน การนำภาพถ่ายส่วนตัว เช่น การรับประทานอาหารกับอดีตนายกรัฐมนตรีหรือการทำบุญ มาบิดเบือนเพื่อสร้างเรื่องราว ก็เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เขากล่าวว่า “ปากกล้าขาสั่น อย่ามาเล่นกับผม” และยืนยันว่าจะฟ้องทุกคนที่คอมเมนต์หรือพูดจาในสภาที่ทำให้เขาเสียหาย โดยตอนนี้มีคดีฟ้องไปแล้วกว่า 100 คดี

การตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเรื่องสแกมเมอร์

เมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์กับนายเบน สมิธ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบกลับอย่างแรงว่า “สแกมเมอร์จะบ้าหรือไง คนอย่างผมไปยุ่งกับสแกมเมอร์” เขายังเผยว่าตนเองมีส่วนช่วยเหลือในการจับกุมสแกมเมอร์ โดยประสานงานกับตำรวจไซเบอร์มาตลอด และเรียกร้องให้ผู้กล่าวหาต้องรับผิดชอบต่อคำพูดที่ไม่มีมูลจริง สำหรับบุคคลที่ถูกพาดพิง เขายืนยันว่าเป็นนักธุรกิจที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย แต่ได้รับความเสียหายจากข่าวลือเหล่านี้ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัส ยังแสดงความมั่นใจในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่เตรียมเชิญเขาไปให้ข้อมูล โดยกล่าวว่า “เชิญสิครับ พร้อม คุณเตรียมตัวก็แล้วกัน สำนักข่าวที่นำเสนอแบบผิดๆ จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วคุณจะกลับหลังหันไม่ทัน” เขายืนยันว่าไม่โกรธ แต่หากใครกล้าพูด ก็ต้องพร้อมรับชะตากรรม เช่น ไปขึ้นศาลที่พะเยา และไม่ยอมรับคำขอโทษเพื่อถอนฟ้อง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการเมืองไทย โดยเฉพาะการใช้อภิปรายในสภาเพื่อโจมตีคู่แข่ง ซึ่งอาจนำไปสู่คดีความจำนวนมาก ร้อยเอกธรรมนัส ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ถูกโจมตีแบบนี้กลับทำให้เขาดู “หล่อขึ้นสวยขึ้น” และไม่หนักใจเพราะผ่านอะไรมาเยอะแล้ว แต่เสียงดังในสัมภาษณ์นั้นเพื่ออธิบายว่าต้องพร้อมรับผลที่ตามมาเมื่อพูดเรื่องไม่จริง

  • จุดสำคัญ: ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์
  • การดำเนินคดี: ฟ้องทั้งอาญาและแพ่ง รวมค่าเสียหายพันล้าน
  • คำเตือน: พูดเรื่องไม่จริงต้องรับชะตากรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรเน้นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าการโจมตีส่วนตัว หากคุณสนใจประเด็นการเมืองล่าสุด สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง

ที่มา – “ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม

“ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด

“ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด

ในยุคที่การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรกำลังเป็นประเด็นร้อน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศนโยบายเด็ดขาดเกี่ยวกับที่ดิน ส.ป.ก. โดยเฉพาะการจัดการกับนายทุนที่ครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย “ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด ซึ่งเป็นสัญญาณให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิเกษตรกร

“ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด

การประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีผู้เข้าร่วมสำคัญ เช่น นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. หลังการประชุม ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการสำคัญที่อนุมัติไป

หนึ่งในประเด็นหลักคือการอนุญาตใช้พื้นที่ ส.ป.ก. สำหรับแก้ปัญหาขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับรัฐวิสาหกิจและเอกชนที่เคยใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ฟรี โดยต้องชำระเงินเข้าสู่กองทุน ส.ป.ก. คาดว่าจะนำเงินก้อนมหาศาลหลายหมื่นล้านบาทกลับคืน ซึ่งจะช่วยเสริมความเข้มแข็งทางการเงินของกองทุน

มาตรการยึดคืนที่ดินจากนายทุน

“ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด นี่คือคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน หากพบการถือครองที่ทับซ้อนหรือผิดวัตถุประสงค์ รัฐบาลจะดำเนินการยึดคืนทันที โดยไม่ยี่หระต่ออิทธิพลใดๆ การปราบปรามนี้จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มักถูกนายทุนบุกรุก

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบใหม่สำหรับการขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อก่อสร้างวัดหรือสถานประกอบการทางศาสนา โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน เพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์ที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เดิม

  • อนุมัติกิจการระบบโครงข่ายพลังงาน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  • การติดตั้งเสารับส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยบริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส เน็ตเวิร์ค จำกัด
  • การติดตั้งเสารับส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชัน จำกัด

ทั้งยังอนุมัติการใช้ที่ดินเป็นที่ตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชนและอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร รวมถึงหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินเพื่อสาธารณูปโภคอื่นๆ

การพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยงบ 23 ล้านบาท

ที่ประชุม คปก. ยังอนุมัติงบประมาณ 23,496,200 บาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริการประชาชนออนไลน์ One Stop Service ในปีงบประมาณ 2569 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้บริการประชาชนรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องติดต่อเรื่องที่ดิน ส.ป.ก.

นโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ ร.อ.ธรรมนัส ในการทำให้ ส.ป.ก. เป็นเครื่องมือที่แท้จริงในการปฏิรูปที่ดิน สิทธิเกษตรกรจะไม่ถูกบุกรุกอีกต่อไป หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจประเด็นนี้ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบาย “ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตหลายล้านคน

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญสู่ความเท่าเทียมทางสังคม ลองคิดดูสิ ถ้าที่ดินคืนสู่มือเกษตรกรจริงๆ เศรษฐกิจฐานรากจะฟื้นตัวอย่างไร? ชวนคุณมาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อเกษตรกรไทย

ที่มา – “ธรรมนัส” บอกยุคผม ที่ดิน ส.ป.ก. เกี่ยวข้องกับนายทุนยึดคืนทั้งหมด

“วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช. เอาผิด อนุทิน-ธรรมนัส นำเข้าพืช GMO

“วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช.-ศาล เอาผิด “อนุทิน-ธรรมนัส” เปิดช่องนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

ในประเด็นร้อนทางการเมืองและเศรษฐกิจเกษตรที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน นายวรวั จน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดแพร่ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อนโยบายของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ถูกกล่าวหาว่าเปิดช่องให้นำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMO และ GEd เข้าประเทศไทย ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรไทยมานานกว่า 15 ปี

นายวรวั จน์ ระบุว่าตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากภาคเกษตรไปกว่า 900,000 ล้านบาท โดยเงินเหล่านี้ไหลออกนอกประเทศไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ราวกับว่าเกษตรกรไทยถูกใช้เป็นตู้เอทีเอ็มให้ต่างชาติดูดเงินปีละกว่า 60,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งห้ามนำเข้าพืช GMO โดยชัดเจน ยกเว้นเพื่อการวิจัยเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของปัญหาจากปี 2553

ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 2553 เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาล และส่งนายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเซ็นยืนยันประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับที่ 10/2553 อนุญาตให้นำเข้าพืช GMO เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม นี่คือการละเมิดกฎหมายแม่บทที่ชัดเจน ส่งผลให้พืช GMO ไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ทำลายราคาสินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และมันสำปะหลัง

ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องการข้าวโพดปีละ 9 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ที่เหลือนำเข้า 2.6 ล้านตัน มูลค่า 26,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็น GMO สำหรับถั่วเหลือง ต้องการ 2 ล้านตัน ผลิตได้แค่ 110,000 ตัน นำเข้า 1.5 ล้านตัน มูลค่า 20,000 ล้านบาท บวกกับวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ 15,000 ล้านบาท และค่าลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์ 5,000 ล้านบาท รวมแล้วปีละกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท เงินเหล่านี้หลุดออกจากกระเป๋าเกษตรกรไทย

ผลกระทบชัดเจนคือ ราคาข้าวโพดไทยตกเหลือ 7-8 บาทต่อกิโล ทั้งที่ควรขายได้ 15 บาท มันสำปะหลังขายไม่ออก ถั่วเหลืองถูกกดราคา แม้แต่ข้าวยังได้รับผลกระทบเพราะ GMO ทดแทนพืชคาร์โบไฮเดรต เกษตรกรขาดทุน หนี้สินพุ่งสูง

การเปิดช่องนำเข้าพืช GEd ล่าสุด

ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เซ็นประกาศลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 เรื่องการรับรองสิ่งมีชีวิตจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Edited หรือ GEd) เพื่อใช้ในภาคเกษตร ซึ่งขัด พ.ร.บ.กักพืชอีกครั้ง นี่คือกระบอกสูบเลือดเนื้อเกษตรกรรอบที่สอง ที่จะทำให้สูญเสียเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

นายวรวั จน์ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ โดยเตรียมยื่นร้องทุกช่องทางกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

  • ยื่น ป.ป.ช.: ขอไต่สวนข้อเท็จจริง หากผิดส่งศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งฯ และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนและตัดสิทธิ์ทางการเมือง พร้อมเพิกถอนประกาศฉบับที่ 10/2553
  • ฟ้องศาลจังหวัด: ขอชดใช้ค่าเสียหายทั้งบุคคลและกลุ่ม ห้ามนำเข้า GMO และ GEd โดยมิชอบ
  • ร้องศาลปกครอง: เพิกถอนประกาศ ชดเชยค่าเสียหาย ห้ามนำเข้าต่อไป
  • ร้องศาลรัฐธรรมนูญ: วินิจฉัยผิดจริยธรรม ถอดถอนและเพิกถอนสิทธิ์ 10 ปี

นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางกฎหมาย แต่เป็นสงครามเพื่อปกป้องเกษตรกรไทยกว่า 30 ล้านคน ประเทศไทยไม่ใช่ห้องทดลองของบริษัทข้ามชาติ และเกษตรกรไม่ใช่หนูทดลอง หากรัฐบาลห่วงใยเกษตรกรจริง ต้องยกเลิกประกาศเหล่านี้ทันที มิเช่นนั้นจะสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชน

นายวรวั จน์ ยังเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิกประกาศผ่านลิงก์ https://chng.it/vC9nkNVFFf เพื่อปกป้องอนาคตเกษตรกรไทย ก่อนที่ความเสียหายจะยิ่งรุนแรงขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบนโยบายรัฐที่อาจเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติมากเกินไป เกษตรกรไทยสมควรได้รับการปกป้องเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

ที่มา – “วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช.-ศาล เอาผิด “อนุทิน-ธรรมนัส” เปิดช่องนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

“ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

ในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมาย ambitious ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเยือนประเทศเราให้ได้ 2 ล้านคนภายใน 4 เดือนข้างหน้า โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ริเริ่มนโยบายนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

การประชุมหารือเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำโดย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเน้นย้ำถึงมาตรการเชิงรุกเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาเที่ยวไทย โดยมุ่งเป้าไม่น้อยกว่า 2 ล้านคนในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน เป็นหัวใจสำคัญของแผนงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการบูรณาการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้การท่องเที่ยวราบรื่นยิ่งขึ้น

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวง นายพัฒน์พงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวง นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และพล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการสร้างความเชื่อมั่นคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

มาตรการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

นายอรรถกร เผยถึงแผนการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด-19 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจเต็มที่ ในช่วงไฮซีซั่นและการแข่งขันซีเกมส์ที่จะมาถึง

  • ศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ที่ทำงาน 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือทันที
  • แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police รองรับ 8 ภาษา รวมถึงภาษาจีน อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี และรัสเซีย มีฟังก์ชันแจ้งเหตุ สอบถามข้อมูล และปุ่ม SOS ที่เชื่อมต่อกับศูนย์ในทุกจังหวัด

นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวยังเตรียมระบบ AI Detect สำหรับสแกนใบหน้า เพื่อเชื่อมโยงกับหมายจับจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเฝ้าระวังบุคคลเสี่ยงก่ออาชญากรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชน

ที่ประชุมยังกำชับให้จัดทำสถิติเปรียบเทียบอาชญากรรมต่อนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ การบูรณาการนี้จะร่วมกับกรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และ Tourist Assistance Center (TAC) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ 274 คน ครอบคลุม 79 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงไฮซีซั่น

นโยบาย “ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าเยือน โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสทองสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่จะก้าวกระโดด หากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องซีเกมส์เต็มสูบ เจรจาจัดเปตอง

“ธรรมนัส” สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสมาคมเปตอง แก้ปัญหาถูกแบน ย้ำหากผิดจริง ดำเนินคดี-ยึดทรัพย์ เร่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ 

วันที่ 25 กันยายน ที่โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กทม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกำกับด้านกีฬา เป็นประธานในการติดตามความคืบหน้าการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

จากกรณีที่ สมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ถูกสหพันธ์เปตองนานาชาติ สั่งลงโทษห้ามส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากปัญหาคุณสมบัติของนายกสมาคมฯ ทำให้ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ แต่งตั้ง “คณะกรรมการกลาง” ขึ้นมาเพื่อให้เป็นฝ่ายจัดการแข่งขันเปตองซีเกมส์ แต่จากปัญหาที่สมาคมกีฬาเปตองฯ ยังไม่หยุดการทำงาน จึงทำให้สหพันธ์เปตองโลก สั่งแบน ห้ามแข่งจัดแข่งซีเกมส์

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาจัดเปตอง

เร่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรณีของสมาคมกีฬาเปตองฯ ที่ถูกสหพันธ์เปตองนานาชาติลงโทษแบนนั้น วันนี้ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย มอบหมายให้นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นายหิมาลัย ผิวพรรณ มอบหมายให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วน ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย , นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ประธานคณะกรรมการกลาง ประสานเจรจากับสหพันธ์เปตองโลกเพื่อให้มีจัดแข่งซีเกมส์ พร้อมทั้งให้ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมาคมกีฬาเปตอง ในเรื่องที่โดนสหพันธ์โลกแบน

หากไม่ผิด คืนความเป็นธรรม

“หากผลการตรวจสอบออกมาว่าไม่มีความผิด ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เกี่ยวข้อง แต่ถ้าพบว่ามีความผิดจริง ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงการยึดทรัพย์จากนี้ จะมีการเตรียมทำหนังสือเร่งด่วน โดยให้ กกท.ชี้แจงสหพันธ์เปตองนานาชาติ ผ่านคณะกรรมการโอลิมปิกฯ เพื่อมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้กีฬาเปตองสามารถแข่งขันได้ในศึกซีเกมส์” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เตรียมพร้อมซีเกมส์เต็มที่

ร้อยเอก ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ด้วยว่าสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่าง 9-20 ธ.ค.นี้ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อม พิธีเปิด-ปิด การประชาสัมพันธ์ การถ่ายทอดสด รวมถึงการจัดหาอาสาสมัคร ตนได้มอบนโยบายไปให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แล้วว่า ให้หามืออาชีพมาช่วยดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการแข่งขัน และมองว่านี่คือการแข่งขันรายการสำคัญ ที่จะสะท้อนภาพประเทศไทยไปสู่สายตานานาชาติ รวมถึงได้กำชับให้มีการตรวจสอบที่ชัดเจนในเรื่องของการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอย่างตรงไปตรงมา และในที่ประชุมครั้งนี้ ตนก็ได้ร่วมพูดคุยกับสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหา และหาแนวทางการแก้ไขด้วย

เจรจาให้รับรองกีฬาเปตอง

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาจัดเปตอง

“ส่วนประเด็นเรื่องปัญหากีฬาเปตองในซีเกมส์นั้น ผมพร้อมจะผลักดันให้การแข่งขันนั้นจัดขึ้นตามโปรแกรมเดิม ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผมได้มอบหมายให้มีการตั้งคณะทำงาน 1 ชุดที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบ ขึ้นตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น หากพบว่ามีการกระทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย หรือหากพบว่าไม่มีการกระทำผิด ก็ต้องให้ความยุติธรรมต่อไป ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายให้คณะทำงานอีกชุด ทำหน้าที่ในนามตัวแทนรัฐบาลไทย นำโดยประธานโอลิมปิกแห่งประเทศไทย, นายชัยภักดิ์ และ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ประธานคณะกรรมการกลางเปตอง เดินทางไปเจรจากับ สหพันธ์เปตองนานาชาติ เพื่อขอให้อนุมัติและรับรองให้มีการแข่งขันเปตองในซีเกมส์“ ร้อยเอก ธรรมนัส

การสั่งการของ “ธรรมนัส” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันให้การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ดำเนินไปอย่างราบรื่น และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมาคมกีฬาเปตองฯ อย่างไรก็ตาม การเจรจากับสหพันธ์เปตองนานาชาติยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กีฬาเปตองสามารถกลับมาจัดการแข่งขันในซีเกมส์ได้ตามที่ตั้งใจไว้ การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการกีฬาอีกด้วย

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาสหพันธ์โลกขอไฟเขียวจัดเปตอง

แบ่งงานตรวจราชการ: ธรรมนัสคุมเหนือตอนบนและใต้

การแบ่งงานตรวจราชการของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้น ครม.ได้มีการแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายท่าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การบริหารราชการในระดับภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ละท่านได้รับมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการที่แตกต่างกันไป

แบ่งงานตรวจราชการ ครั้งนี้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของแต่ละท่าน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

สรุปการแบ่งงานตรวจราชการที่สำคัญ:

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ: ดูแลภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (ชุมพร, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สุราษฎร์ธานี) และฝั่งอันดามัน (กระบี่, ตรัง, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, สตูล)
  • นายโสภณ ซารัมย์: รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ: กำกับดูแลเฉพาะจังหวัดสงขลา
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ดูแลกลุ่มจังหวัดปริมณฑล (นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, สมุทรปราการ)
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า: ควบคุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา) และภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่)
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น: รับผิดชอบภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว)
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: ดูแลภาคกลางตอนบน (ชัยนาท, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง)
  • น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี: รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง 2 (กำแพงเพชร, นครสวรรค์, พิจิตร, อุทัยธานี)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์: ควบคุมภาคกลางตอนล่าง (กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร)
  • นายสันติ ปิยะทัต: ดูแลภาคเหนือตอนล่าง 1 (ตาก, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์)

ทำไมต้องแบ่งงานตรวจราชการ?

การแบ่งงานตรวจราชการมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาค การแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจนช่วยให้รัฐมนตรีแต่ละท่านสามารถโฟกัสและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายอำนาจและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ

การมอบหมายพื้นที่ให้รัฐมนตรีต่างๆ ดูแล สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยตรง จะช่วยให้การกำหนดนโยบายและการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจของ ครม. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค การแบ่งงานตรวจราชการ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างหนักของรัฐบาลชุดนี้ และประชาชนสามารถคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความเชื่อมั่นในความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ในการนำพาความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่พื้นที่นี้

การแบ่งพื้นที่ตรวจราชการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินงานขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

ที่มา – แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง หลังแบ่งงานรองนายกฯ

นายกฯ แบ่งงาน 6 รองนายกฯ ครม.อนุทิน 1 มอบ “บวรศักดิ์” คุม ยุติธรรม-คณะกรรมการคดีพิเศษ-สำนักพุทธฯ ขณะที่ “เอกนิติ” คุมพาณิชย์-สำนักงบฯ ด้าน “ธรรมนัส” คุมท่องเที่ยว-เกษตร คาดว่านายอนุทินจะคุมความมั่นคงเอง

วันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 19.15 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณา เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตรวจพิจารณาร่างมติคณะรัฐมนตรีและกลั่นกรองเรื่องคดีและเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี ดังนี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านสังคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สถาบันนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานบริหารจัดการที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กำกับดูแล กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะกรรมการคดีพิเศษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) รวมทั้งกำกับดูแลสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

ด้านนางสาวศุภมาส อิศรภักดี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท. (จำกัดมหาชน)

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กำกับดูแล สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

นายสันติ ปิยะทัต สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปองดอง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการมอบหมายงานกำกับดูแลให้กับรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ไร้ซึ่งคำสั่งมอบหมายการกำกับดูแลด้านความมั่นคง คาดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้กำกับดูแลด้วยตัวเอง

คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง

หลังจากมีการแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 ท่านแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ไม่มีการมอบหมายงานด้านความมั่นคงให้กับรองนายกฯ ท่านใดเลย ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นผู้ที่คุมความมั่นคงเอง โดยควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงอาจคุมความมั่นคงเอง?

เหตุผลที่นายกฯ อาจตัดสินใจคุมความมั่นคงเองนั้นอาจมีหลายปัจจัย เช่น

  • ความสำคัญของงานด้านความมั่นคง: งานด้านความมั่นคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ การที่นายกฯ ดูแลเองอาจทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์: นายกฯ อนุทินมีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน การที่ท่านควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นการใช้ความรู้ความสามารถของท่านให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • การสร้างความเชื่อมั่น: การที่นายกฯ ลงมาดูแลงานด้านความมั่นคงด้วยตนเอง อาจเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม การที่นายกฯ ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น ภาระงานที่หนักเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านอื่นๆ ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียของการตัดสินใจครั้งนี้

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อาจจะตัดสินใจคุมความมั่นคงเองนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ที่มา – คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง หลังแบ่งงาน 6 รองนายกฯ ให้ “บวรศักดิ์” คุม​ ยุติธรรม​-DSI

“ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม: กล้าธรรม ลุย 400 เขต

“ธรรมนัส”เปิดตัว “เสธ.หิ” มอบดูแลภาคเหนือตอนล่าง-ใต้-อีสานบางส่วน ฟุ้งส่งครบ 400 เขต สมัยหน้า สส.ตบเท้าร่วมเพียบ

เมื่อเวลา 14.55 วันที่ 23 ก.ย.2568 ที่พรรคกล้าธรรม(กธ.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดตัวนายหิมาลัย ผิวพรรณ อดีตผอ.พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) เป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมอย่างเป็นทางการ พร้อมสวมเสื้อพรรคให้กับนายหิมาลัย โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า นายหิมาลัยยังไม่มีตำแหน่งอะไร ตอนนี้มาช่วยงานก่อน ซึ่งจะดูแลทั้งพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคใต้ และภาคอีสานบางส่วน ซึ่งจะมีการพูดคุยกัน และเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ โดยได้มอบหมายให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม หารือกับนายหิมาลัยเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัคร หลังจากนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมว่าองคาพยพที่จะมาอยู่กับพรรคกล้าธรรมไม่ใช่เท่าที่เห็น เมื่อถามว่า ไม่จำเป็นต้องตกปลาในบ่อเพื่อนใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่

“ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม

ยังไม่สรุป ตามจีบ “เดชอิศม์”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายหิมาลัยไปทาบทามนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง แต่นายหิมาลัยยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ตอบแทนว่า นายหิมาลัยจะมารายงานตนและน.อ.อนุดิษฐ์ในวันนี้ (23 ก.ย.) ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกัน อย่าเพิ่งปล่อยข่าวตอนนี้ เรายังไม่ได้สรุปกัน ต้องคุยกันก่อน ส่วนตัวยังไม่ได้คุยแต่เห็นว่า นายหิมาลัยเป็นคนไปคุยทั้งสายใต้และสายเหนือ วันนี้จะเข้ามาพรรคคงจะได้คุยกัน

ตั้งเป้าหวังได้ สส.ภาคใต้มากขึ้น

เมื่อถามว่า พื้นที่จะทับซ้อนกับ สส.เดิมหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มี ย้ำว่ายังไม่ได้รับการยืนยันว่านายเดชอิศม์ จะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ แต่ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมของเราไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว แต่เป็นในรูปของคณะกรรมการและให้ สส.เก่าร่วมตัดสินใจด้วย ยอมรับว่าตั้งเป้าจะปักธงในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มมากขึ้น เราเดินไปไกลแล้ว เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น และไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ภาคใต้ แต่ทุกภาค ส่วนการวางตัวผู้สมัครนั้น ได้ สส.ปัจจุบันมาหลายคน

ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต

เมื่อถามว่า สส.ย้ายมาจากพรรคอื่นใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อย่าใช้คำว่าย้ายมา สส.สมัยหน้ามีหลายคนจะมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม สมัยนี้เราไม่พูดถึง  ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงการทำงานของพรรคกล้าธรรมว่า ขณะนี้เรามองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยมอบหมายให้ผู้บริหารพรรคลงพื้นที่เฟ้นหาตัวผู้สมัคร ขณะเดียวกัน ในการบริหารราชการบ้านเมืองด้วยระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งถ้าสื่อมวลชนสังเกตจะเห็นว่าพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่มีสมาชิกพรรคมากที่สุดและมีความพร้อม ในการส่งตัวผู้สมัครทั้ง 400 เขต ทุกจังหวัด ส่วนจะส่งอะไรอย่างไรเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาประชุมกันอีกครั้ง

“ธรรมนัส” คาดหวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม จริงหรือ?

จากข่าวการเปิดตัว “เสธ.หิ” และการประกาศความพร้อมส่งผู้สมัครครบ 400 เขต ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวังที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม แม้จะยังไม่มีการยืนยันเรื่องการดึงตัวนายเดชอิศม์ ขาวทอง มาร่วมงาน แต่การเดินหน้าหาผู้สมัครและเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้าน ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดอย่างแน่นอน พรรคกล้าธรรมจะต้องเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างมากในการที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ การมีผู้สมัครที่เข้มแข็ง นโยบายที่โดนใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

นอกจากพื้นที่ภาคใต้แล้ว พรรคกล้าธรรมยังให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนของประเทศ โดยมีการวางตัวผู้สมัครในหลายพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองระดับชาติอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่จะ “ธรรมนัส” หวัง กวาด สส. ใต้ เพิ่ม ได้จริงหรือไม่ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป การดำเนินงานของพรรคกล้าธรรมหลังจากนี้ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า พวกเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “ธรรมนัส”หวังกวาด สส. ใต้ เพิ่ม ประกาศ“กล้าธรรม” พร้อมส่งผู้สมัครชิง สส. ครบ 400 เขต

“ไผ่ ลิกค์” แจงคดี มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

“ไผ่ ลิกค์” เผย ฝ่ายกฎหมายยื่นกฤษฎีกาตีความตรวจคุณสมบัติ หลัง สลค. ตรวจคุณสมบัติละเอียดยิบ แจงมีแค่คดีทะเลาะวิวาทช่วยแม่ 20 ปีที่แล้ว ยันไม่ท้อ มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้เป็นรัฐมนตรี

วันที่ 10 กันยายน 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่า คุณสมบัติของตนเองจะผ่านหรือไม่ผ่านตอนนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ตนเองเห็นแย้ง ซึ่งได้ขอให้กฤษฎีกาตีความ เนื่องจากกรณีนี้ตนเองถูกตรวจสอบหลายรอบแล้วแต่ก็ยังติดเงื่อนไขอยู่

นายไผ่ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า คดีที่ตนเองติดนั้นเป็นคดีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาท เหตุจากคนบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ และมารดาถูกผลักจึงเข้าไปช่วย ซึ่งคดีดังกล่าวก็ให้รอลงอาญาในคดีทะเลาะวิวาท ส่วนตัวมองว่าถ้ายึดเอาความผิดนี้มาเป็นบรรทัดฐานก็ไม่ยุติธรรมสำหรับการเป็นรัฐมนตรี เพราะไม่ใช่ความผิดร้ายแรงฆ่าคนตาย

ส่วนที่ยื่นคุณสมบัติให้กฤษฎีกาตรวจสอบและตีความไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่อยากเปิดทางให้คนอื่นที่มีคดีไม่ใหญ่แต่ต้องได้รับการพิจารณาในการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่าตนเองไม่ได้กังวลจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ปัจจุบันเป็น สส. ยังช่วยเหลือประชาชนได้ เพียงแต่รู้สึกว่ากรอกคุณสมบัติรัฐมนตรีหลายครั้ง ก็หลุดทุกครั้ง ทั้งที่ไม่ได้มีการกระทำที่จะทำให้มีความผิดถึงขั้นผิดจริยธรรม และมั่นใจว่าคดีที่ตนเองโดนจะไม่ถูกนำมาโยงเกี่ยวกับจริยธรรม

ขณะเดียวกัน นายไผ่ ยังบอกอีกว่า แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ท้อและไม่ได้เสียใจ เข้าใจว่าคนกำแพงเพชรอยากจะมีรัฐมนตรีของจังหวัดตัวเองเพื่อไปพัฒนา แต่ยืนยันว่าความตั้งใจในการทำงาน สส. จะไม่หมดแน่นอน ส่วนกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มั่นใจ 100% ได้นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสัดส่วนรัฐมนตรีของในพรรคกล้าธรรมไม่ได้มีปัญหาลงตัวหมดแล้ว

ในช่วงท้าย นายไผ่ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้มีว่าที่รัฐมนตรี 10 คน ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติซึ่งต้องลุ้นว่าจะผ่านครบทุกคนหรือไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเข้ามาทำงานของรัฐบาลชุดนี้อาจจะต้องล่าช้าออกไป

“ไผ่ ลิกค์” แจงคดี 20 ปีที่แล้ว มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

จากกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีความในอดีตของตัวนายไผ่เอง โดยนายไผ่ยืนยันว่า “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ดังกล่าวเป็นเรื่องของการทะเลาะวิวาทเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดจากการเข้าไปช่วยเหลือมารดาที่ถูกบุกรุกพื้นที่

ทำไม “ไผ่ ลิกค์” ถึงมั่นใจว่า “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

นอกจากประเด็นเรื่องคดีความของตนเองแล้ว นายไผ่ยังได้แสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างแน่นอน โดยเหตุผลที่ “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ของตนเอง ก็เพื่อต้องการเปิดทางให้บุคคลอื่น ๆ ที่มีคดีความไม่ร้ายแรงได้มีโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันบุคคลที่เหมาะสมเข้าสู่ตำแหน่งบริหารประเทศ

ทั้งนี้ นายไผ่ยังกล่าวถึงภาพรวมของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคกล้าธรรมว่าลงตัวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าร่วมรัฐบาลชุดใหม่

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง เนื่องจากยังมีว่าที่รัฐมนตรีอีกหลายท่านที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งต้องรอลุ้นผลว่าจะผ่านการตรวจสอบครบทุกคนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ความของตนเองและความมั่นใจในตัว ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

แม้ว่าการเข้ามาทำงานของรัฐบาลชุดใหม่อาจต้องล่าช้าออกไปบ้าง แต่ความมุ่งมั่นและความตั้งใจของนักการเมืองแต่ละท่านที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศชาติก็ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี 20 ปีที่แล้ว ทะเลาะวิวาทช่วยแม่ มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

Scroll to top