ธรรมนัส พรหมเผ่า

รังสิมันต์ โต้ ไผ่ ปมกล่าวหา “ปชช.” เลื่อนลอย

“โรม” ซัดกลับ “ไผ่ ลิกค์” ปมปูดพรรคประชาชน เอาเงินผู้ช่วย สส. จ่ายสมาชิกพรรค ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ หวังดิสเครดิตฝ่ายค้าน ถามกลับตอนสมัครสมาชิก “พรรคกล้าธรรม” ทำเองหรือมีคนทำให้ ฉะกล่าวหาเลื่อนลอย ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องฟอกเงิน-บัญชีม้า

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงการนำเงินของผู้ช่วย สส. มาจ่ายค่าสมาชิกพรรค ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่มีความพยายามโจมตีพรรคประชาชนจากเพจหนึ่ง โดยไม่ได้กังวลอะไร เพราะมีความพยายามในการดิสเครดิตการทำงานของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และยืนยันว่าการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีขั้นตอน 4 ข้อ คือจะต้องถ่ายรูปพร้อมกับบัตรประชาชนลงสมัครระบบออนไลน์ และมีการยืนยันด้วยระบบ OTP จากนั้นจะมีการสุ่มตรวจ หากมีการร้องเรียนก็จะตรวจทุกคน โดยยอมรับว่าการสมัครสมาชิกพรรคที่ผ่านมามีปัญหาบ้าง แต่มีกระบวนการสำหรับการตรวจสอบ 1,400 ชื่อรอตรวจสอบ ซึ่งมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และย้ำว่ากระบวนการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีมาตรฐานที่สูง พร้อมย้อนให้ไปถามการสมัครสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทำอย่างไร มีหัวคะแนน ไปเกณฑ์รายชื่อมาหรือไม่

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่านำเงินเดือนผู้ช่วย สส. ไปจ่ายค่าสมาชิก นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้และผิดกฎหมาย และพรรคประชาชนไม่เคยมีคำสั่ง หรือมีแนวนโยบายให้ทำเช่นนั้น และพร้อมที่จะเอาผิดหากพบกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น

“ไม่ได้เป็นคำสั่งของพรรค สมมติหากเป็นการกระทำของบางคน ผมพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ได้มีปัญหาอะไรในการที่จะตรวจสอบ และยืนยันว่าในส่วนของพรรคประชาชนมีคนพร้อมตรวจสอบเราเยอะ หน่วยงานองค์กรอิสระต่างๆพร้อมตรวจสอบเรา ดังนั้นเราไม่มีความกังวลในเรื่องนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ ตั้งข้อสังเกตว่า วันนี้มีความพยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็น ทำให้เรื่องสแกมเมอร์เป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลประโยชน์ทางการเมือง และยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้มีความโกรธหรือเกลียดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการส่วนตัว และไม่เคยโกรธเกลียดนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม หรือไม่ได้รู้จักนายเบน สมิธ หรือ นายยิม เลียกเป็นการส่วนตัว โดยชี้ว่าการดำเนินการของตนเองทำให้ได้รับภาระทั้งคดีความ หรือบางคนก็เป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต และยืนยันว่าการทำทั้งหมดไม่ได้เงินอะไรเพิ่ม แต่ที่พยายามทำหน้าที่ตรงนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ เมื่อมาอยู่ตรงนี้ก็ต้องพยายามทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด เพราะไม่รู้จะยืนอยู่จุดนี้ได้นานแค่ไหน และเน้นย้ำว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หรือ อริราชศัตรู ในราชอาณาจักรไทยที่ใหญ่ที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า ทุนสีเทา ที่กำลังจะยึดประเทศไทย หากไม่เข้าใจในเรื่องนี้และนำประเด็นยิบย่อยมาเบี่ยงประเด็น เป็นเรื่องการตีกันของคนไม่กี่คน มองว่าประเทศไทยเราจบ

“วันนี้เราต้องตระหนักว่าทุนสีเทากำลังยึดประเทศไทยทั่วทุกแห่ง ของภูมิภาคไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ ในแต่ละจังหวัดจะเห็นร่องรอยของทุนสีเทาทั้งสิ้น” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ ชี้ว่านายไผ่ ลิกค์ ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องการฟอกเงินและบัญชีม้า ซึ่งบัญชีม้าเป็นกรณีที่ให้บุคคลอื่นควบคุมบัญชีไม่ใช่เจ้าของบัญชี และการฟอกเงิน ต้องเริ่มที่เงินผิดกฎหมายไม่ใช่เงินถูกกฎหมาย ในพรรคประชาชนไม่เคยมีนโยบายให้ผู้ช่วย สส. นอนอยู่เฉย ๆ นอนกระดิกเท้าหายใจไปวัน ๆ ทุกคนจะต้องทำงาน เพราะพรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีทรัพยากรจำกัด ดังนั้นทุกคนต้องมีภารกิจมีงานที่ต้องทำ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย

“โรม” โต้ “ไผ่” กล่าวหา ปชน. เลื่อนลอย ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องฟอกเงิน-บัญชีม้า

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่นายไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ได้ออกมากล่าวหาพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการใช้เงินผู้ช่วย สส. มาจ่ายค่าสมาชิกพรรคนั้น นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงเจตนาเบื้องหลังการออกมาเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้

รังสิมันต์ โต้ ไผ่ ปมกล่าวหา “ปชช.” เลื่อนลอย ไร้ความรู้เรื่องฟอกเงิน

นายรังสิมันต์ โรม ได้เน้นย้ำว่าข้อมูลที่นายไผ่ ลิกค์ นำมาเปิดเผยนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นการนำข้อมูลเก่าจากเพจหนึ่งมาโจมตีพรรคประชาชน (ปชน.) อีกครั้ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อดิสเครดิตการทำงานของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

พร้อมกันนี้นายรังสิมันต์ ยังได้อธิบายถึงกระบวนการสมัครสมาชิกพรรคประชาชน ที่มีขั้นตอนที่เข้มงวดและมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังได้กล่าวถึงประเด็นที่นายไผ่ ลิกค์ กล่าวหาว่าพรรคประชาชนนำเงินเดือนผู้ช่วย สส. ไปจ่ายค่าสมาชิกพรรค โดยยืนยันว่าไม่สามารถทำได้และผิดกฎหมาย พร้อมทั้งย้ำว่าพรรคประชาชนไม่มีนโยบายให้กระทำการดังกล่าว

นายรังสิมันต์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็นจากเรื่องสแกมเมอร์ให้เป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง และเน้นย้ำถึงภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยคือ ทุนสีเทา ที่กำลังจะยึดประเทศไทย

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายไผ่ ลิกค์ ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องการฟอกเงินและบัญชีม้า ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาพรรคประชาชน

จากการตอบโต้ของนายรังสิมันต์ โรม ทำให้เห็นว่าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมที่จะตรวจสอบและชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา และยืนยันที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่

การออกมาตอบโต้ของนายรังสิมันต์ โรมในครั้งนี้ เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ และแสดงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ ถึงแม้จะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม

ที่มา – “โรม” โต้ “ไผ่” กล่าวหา ปชน. เลื่อนลอย ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องฟอกเงิน-บัญชีม้า

นายกฯ โบ้ยถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล”

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อนายกรัฐมนตรี ปัดตอบคำถามเรื่องการแต่งตั้ง “ธนดล” โดยโยนให้ไปถาม “ธรรมนัส” แทน ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบริหารงานของรัฐบาลผสม และการแบ่งสรรอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

นายกฯ โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล”

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ อดีตที่ปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การตัดสินใจของตนเอง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นเรื่องของการร่วมรัฐบาล โดยพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคจะต้องคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทำงาน และถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อถูกถามว่าเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่อ่อนไหว และท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีตอบว่าควรไปถาม ร.อ.ธรรมนัส แทนที่จะมาถามตน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิวาทะกันเรื่องที่ดินก่อนหน้านี้จบลงแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า "ผมไม่เคยวิวาทะกับนายธนดล ที่ดินไม่ใช่ของผม"

ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ต่อกรณี “ธนดล”

การที่นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” เรื่องแต่งตั้ง “ธนดล” ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมืองและประชาชนทั่วไป หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความไม่รับผิดชอบต่อนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล

ฝ่ายค้านได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ในขณะที่ประชาชนบางส่วนแสดงความไม่พอใจต่อการที่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับนายธนดล ก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคร่วมรัฐบาล

ผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

กรณีการแต่งตั้ง “ธนดล” และการที่นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส” ถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลอาจรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการยุบสภา

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์บางส่วนที่มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อย และรัฐบาลยังคงสามารถประคับประคองสถานการณ์ต่อไปได้

  • การที่นายกรัฐมนตรีโยนเรื่องให้ "ธรรมนัส" สะท้อนอะไร
  • อนาคตการเมืองของ "ธนดล" จะเป็นอย่างไร
  • เรื่องนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลหรือไม่

บทสรุป

การแต่งตั้ง “ธนดล” และท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ปัดความรับผิดชอบ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความท้าทายในการบริหารงานของรัฐบาลผสม ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน การโยนเรื่องให้คนอื่นเเบบนี้ไม่ช่วยอะไร

ที่มา – นายกรัฐมนตรี โบ้ยให้ถาม “ธรรมนัส”กรณีแต่งตั้ง “ธนดล” ย้ำเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติกัน

ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ ไม่อยากทำลาย!

“ธรรมนัส”ปูดมีไลน์แฉเรื่องโควตากองสลากฯ แค่ไม่อยากพูด ยืนยัน 5 เสือถูกทำลายตั้งแต่รัฐประหารปี 57 แล้ว

วันที่ 4 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิเสธตอบผู้สื่อข่าว กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งโควตาขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์หายไปจากระบบ

โดยร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า วันนี้เจ็บตา พูดไม่ได้ พร้อมถามว่าทำไมมีจังหวะพอดีที่จะถามตนตลอด ก่อนจะระบุว่าในเรื่องโควตากองสลากตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 กลุ่ม “5 เสือกองสลาก” ถูกทำลายไปหมดแล้ว เป็นอวสานในอาชีพการขายสลาก แต่หลังจากนั้นยังมีการซื้อมาขายไปเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงไม่ทราบเรื่องโควตาสลากและไม่สามารถให้ข้อมูลได้ พร้อมระบุว่า ยังมีไลน์ที่คุยกับน้องบางคนที่ออกมาแฉเรื่องสลาก แต่ไม่อยากจะไปทำลาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากมีหลักฐานเหตุใดไม่ดำเนินคดีเด็ดขาด ร้อยเอกธรรมนัส ย้อนถามกลับว่ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ดำเนินคดี แต่ไม่ได้พูดมากกว่า

ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ แต่ไม่อยากทำลาย

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยกล่าวถึงการมีข้อมูลในลักษณะ “ไลน์แฉ” เกี่ยวกับเรื่องสลาก แต่เลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นออกมา ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในสังคมเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้

ประเด็นที่น่าสนใจ: ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ

การที่รองนายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ย่อมมีนัยสำคัญบางอย่างที่ต้องการสื่อสารไปยังสังคม การที่บอกว่ามีข้อมูลแต่ไม่อยากทำลาย อาจตีความได้หลายแง่มุม เช่น

  • การปกป้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง: อาจมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่ร้อยเอกธรรมนัสต้องการปกป้อง ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูล
  • ความซับซ้อนของปัญหา: เรื่องราวเบื้องหลังอาจมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะเปิดเผยได้ในขณะนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย
  • การส่งสัญญาณไปยังผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย: การออกมาพูดเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการสลาก ให้ตระหนักถึงความเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังได้ยืนยันว่ากลุ่ม “5 เสือกองสลาก” ได้ถูกทำลายไปตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในวงการสลากที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การที่ยังคงมีประเด็นเรื่อง “ไลน์แฉ” เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าปัญหาอาจไม่ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง และยังคงมีเรื่องราวที่รอการเปิดเผยอยู่

ประเด็นที่น่าติดตามคือ ทำไมร้อยเอกธรรมนัสถึงไม่อยากทำลาย? การออกมาพูดเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการสลากอย่างไร? และมีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้? สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

การที่เรื่องราวของ ธรรมนัสปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ กลายเป็นข่าว ทำให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในวงการสลาก และต้องการให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้การจำหน่ายสลากเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

สุดท้ายนี้ การออกมาเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วนของร้อยเอกธรรมนัส ทำให้สังคมต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต และหวังว่าเรื่องราวที่ถูกซ่อนไว้จะถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความยุติธรรมในสังคม

ที่มา – “ธรรมนัส”ปูดมีไลน์แฉเรื่องสลากฯ แต่ไม่อยากทำลาย ยัน 5 เสือถูกทำลายไปหมดแล้ว

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

“อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ ท้ามีหลักฐานจริง ส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที พร้อมสนับสนุนรัฐบาลปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 3 พ.ย. 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะคณะทำงานวอร์รูมพรรคกธ.เพื่อตรวจสอบกรณีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์กล่าวพาดพิงสมาชิกพรรคกธ.เชื่อมโยงสแกมเมอร์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) อภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกับขบวนการสแกมเมอร์-ทุนสีเทาข้ามชาติ ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่มีหลักฐานและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เป็นความพยายามจงใจโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยสุจริต

ซัดทำให้สังคมเข้าใจผิด

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลผิดมาขยายความในสภา จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ และการที่ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ด้วยเหตุผลด้านภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง ซึ่งเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าเวทีค้นหาความจริง พรรคกล้าธรรมเห็นว่า การตอบโต้บนเวทีลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

“ร.อ.ธรรมนัสได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที”น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวและว่า

เสนอวาระแห่งชาติปราบสแกมฯ

 พรรคกล้าธรรมขอเสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยประกาศผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน แนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมต้องสงสัย การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และการดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล การปราบปรามต้องไม่มีสองมาตรฐาน ไม่ว่าคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา ความจริงต้องชนะการบิดเบือน

ลั่นพร้อมพิสูจน์ความจริงทุกเวที

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคกธ.ยืนหยัดในความจริง ไม่ยอมให้การเมืองสกปรกทำลายคนบริสุทธิ์อีกต่อไป และจะเดินหน้าพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยึดมั่นทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ต้องออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีมูลความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นความพยายามที่จะโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า การนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาขยายความในสภา ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ และสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากติดภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง เพราะเห็นว่าเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการค้นหาความจริง

กล้าธรรม ลั่น ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเน้นย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส และไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ตำรวจ ปปง. กระทรวงดิจิทัลฯ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะมีการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมที่น่าสงสัย จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ดังนั้นการออกมาตอบโต้ของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะปกป้องชื่อเสียงของพรรค และยืนยันว่า ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ และแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติอย่างจริงจัง

ที่มา – “อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

ธรรมนัส คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่อง 2 จังหวัด

“ธรรมนัส” Kick-off คุมเข้ม “ยางผ่านแดน-กำหนดเขตควบคุมยาง” นำร่อง 2 จังหวัด ระนอง – ตาก เพิ่มมาตรการตรวจสอบทั้งระบบ เบรก ลักลอบยางผิดกฎหมาย หวังสร้างเสถียรภาพราคายางไทย

วันที่ 31 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน Kick-off การนำยางพาราผ่านแดนและเขตควบคุมการขนย้ายยาง โดยมี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (115) และผ่านระบบ Zoom Meeting ในพื้นที่ท่าเรือระนอง และเขตควบคุมการขนย้ายยาง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง จังหวัดระนอง รวมถึงในพื้นที่ด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก และเขตควบคุมการขนย้ายยาง จังหวัดตาก

นำร่อง ระนอง-ตาก

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า การ Kick-off การนำยางพาราผ่านแดนและเขตควบคุมการขนย้ายยาง เป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมวิชาการเกษตร (กวก.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และชุดเฉพาะกิจพญานาคราช บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากรออกมาตรการควบคุมการนำยางพาราจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ผ่านประเทศไทยไปยังสหพันธรัฐมาเลเซีย ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระนอง และ จังหวัดตาก โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบใบขนสินค้าอย่างละเอียด ผู้นำผ่านสินค้าต้องบรรจุยางพาราในตู้คอนเทนเนอร์และมีเครื่องติดตาม GPS ตลอดเส้นทาง อีกทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพและเอกซเรย์โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ จุดต้นทางและปลายทาง ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนและขนย้ายยางพาราผ่านแดนให้แล้วเสร็จภายใน 72 ชั่วโมง ในส่วนของการขนย้ายยางพาราภายในประเทศ ผ่านเขตควบคุมการขนย้ายยาง ทั้ง 5 จังหวัดตามประกาศของกรมวิชาการเกษตร ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อนการขนย้าย โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตเพียง 25 บาทเท่านั้น

ยกระดับป้องกันสินค้าผิดกฎหมาย

“กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อนตามแนวชายแดนและยางสวมสิทธิมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรม Kick-off ในครั้งนี้เป็นการยกระดับความเข้มข้นนโยบายทำสงครามกับสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เพิ่มมาตรการควบคุมโดยใช้กลไกทางกฎหมายอย่างรัดกุม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยาง ป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร ตลอดจนเพื่อสร้างเสถียรภาพราคายางที่เป็นธรรมให้กับตลาดยางพาราไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการลงนาม MOU ร่วมกัน 4 กระทรวง ในการใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น และมีแผนที่จะเจรจาความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ราคายางพาราขยับสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า หากพบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติที่กำหนดไว้ จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้ว่าการยางฯเด้งรับลูก

ด้าน ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมดำเนินการให้บริการตรวจสอบรับรองชนิดหรือประเภทของยางพาราที่นำผ่านราชอาณาจักรให้แก่ผู้ประกอบการ ในทั้ง 2 จังหวัดนำร่อง เพื่อยกระดับการจัดการขนย้ายให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทยได้จัดทำประกาศ เรื่อง อัตราค่าบริการตรวจรับรองชนิดหรือประเภทของยางนำผ่านราชอาณาจักร ซึ่งระบุรายละเอียดขั้นตอน ระยะเวลาการตรวจ การยื่นคำขอรับบริการ และการออกหนังสือรับรอง ตลอดจนจัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานตรวจสอบการนำสินค้ายางพาราผ่านแดนดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน และโปร่งใส

ย้ำเขตควบคุม 5 จังหวัด

ด้านนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเสริมว่า กรมวิชาการเกษตร ได้มีการใช้กลไกทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ในการกำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยางพารา เพื่อตรวจสอบที่มาของผลผลิตและป้องกันการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 (7) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ประกาศกำหนด 5 จังหวัดเป็นเขตควบคุมการขนย้ายยาง และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ดังนี้

1) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

2) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

3) อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

4) อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

5) อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

ธรรมนัส คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่อง 2 จังหวัด

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งเครื่องมาตรการควบคุม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่องใน 2 จังหวัดสำคัญอย่างระนองและตาก หวังยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมาย

มาตรการ ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพาราในประเทศได้อย่างไร? การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง

ทำไมต้อง คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง?

การคุมเข้ม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง มีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคายางในประเทศ การกำหนดมาตรการที่เข้มงวดจะช่วยให้สามารถตรวจสอบที่มาของยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร

  • ตรวจสอบใบขนสินค้าอย่างละเอียด
  • ติดตั้ง GPS ติดตามตู้คอนเทนเนอร์
  • ตรวจสอบคุณภาพและเอกซเรย์ ณ จุดต้นทางและปลายทาง

นอกจากนี้ การที่กระทรวงเกษตรฯ ลงนาม MOU ร่วมกับ 4 กระทรวง เพื่อใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น

การดำเนินการครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การควบคุม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง จะช่วยให้ราคายางพาราในประเทศมีเสถียรภาพ และเกษตรกรสามารถมีรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ธรรมนัส” Kick-off คุมเข้ม “ยางผ่านแดน-กำหนดเขตควบคุมยาง” นำร่อง 2 จังหวัด ระนอง – ตาก

“ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจ “ชาดา” บอกพี่น้องร่วมสาบาน

“ธรรมนัส” บอก เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับ “ชาดา” ไม่มีโกรธที่พูดตั้งโจรไปปราบโจร บอก เป็นนักการเมืองต้องยอมรับการตรวจสอบ ลั่น ไม่เล่นการเมืองมากไปกว่าการทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” น้อยใจหรือไม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนไม่ได้รู้สึกน้อยใจ ตนไม่ได้เป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เป็นความเข้าใจผิด ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลทั้งหมด 4 กระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

แต่ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์โดยตำแหน่ง อะไรที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เราก็ต้องมีการปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนกรณีต่างๆ มาถึงจุดนี้แล้วให้ฟังเรื่องเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อย่าไปคิดมาก ตนกับนายชาดา รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เป็นพี่น้องร่วมสาบาน ไม่มีคำว่าโกรธในหมู่พี่น้องร่วมสาบาน ตนเข้าใจเจตนาและสไตล์ของนายชาดา ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นเดียวกับตน อะไรที่พูดออกมา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มองอย่างไรถึงการเชื่อมโยงเรื่องสีเทาที่ถูกโจมตีก่อนการเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า “เราเป็นนักการเมือง สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือพร้อมถูกตรวจสอบ อยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 ผ่านเรื่องหนักๆ มาแล้ว เรื่องที่กำลังเจอทุกวันนี้ เราพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเราบริสุทธิ์ และเราก็จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด วันหนึ่งหากผมเบื่อการเมืองแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทายาทคนรุ่นใหม่ที่จะต้องทำหน้าที่แทนผมต่อไป ยืนยันว่ามาทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน อย่าไปคิดมากกับการเมือง เราไม่เล่นการเมืองมากไปกว่าการทำงาน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกังวลจะกระทบฐานเสียงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมเกิดจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบพรรคกล้าธรรม แล้วเราก็จะทำต่อไป.

“ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” พูดตั้งโจรปราบโจร บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

จากกรณีที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” นั้น ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้ออกมาเปิดเผยว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด เนื่องจากเข้าใจในสไตล์การพูดของนายชาดาเป็นอย่างดี ทั้งยังยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีในฐานะพี่น้องร่วมสาบาน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าตนและนายชาดารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ผ่านความทุกข์ความสุขมาด้วยกัน จึงไม่มีคำว่าโกรธเคืองในหมู่พี่น้อง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการทำงานในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ว่าพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำพร้อมถูกตรวจสอบ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังได้กล่าวถึงประเด็นการถูกเชื่อมโยงกับเรื่องสีเทาว่า ตนพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ เนื่องจากอยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 และผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย พร้อมยืนยันว่าจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนต่อไป

ในส่วนของผลกระทบต่อฐานเสียง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมมาจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบ และพรรคจะยังคงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส และนายชาดา ถือเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากทั้งคู่ต่างเป็นนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ การออกมาแสดงความเข้าใจและไม่ติดใจในคำพูดของนายชาดา จึงเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสอง แม้จะมีประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้

อนาคตทางการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เรื่องราวของ “ธรรมนัส” ที่ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” ที่พูดถึงตนเองนั้น แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเข้าใจในความเป็นนักการเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบอยู่เสมอ การตอบสนองด้วยความใจเย็นและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างที่ดี

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” พูดตั้งโจรปราบโจร บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง! ปม กัน จอมพลัง ยกทรัพย์สิน

“ธรรมนัส” โบ้ย ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส แจง ตอนทำไม่ได้มาถาม บอก มือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด ยืนยัน ไม่เกี่ยวกับกล้าธรรม 

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โดยก่อนสัมภาษณ์ระบุกับผู้สื่อข่าวที่ถามเรื่องนี้ว่า “อีกแล้ว”

เมื่อถามถึงกรณีที่มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ระบุในข้อ 39 ว่าถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาเปลี่ยนไปแล้ว แล้วเวลาเขาทำก็ไม่มาถามเรา ไม่รู้เรื่องเลย   เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า กัน จอมพลัง ทำเองใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับตนเลย ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ทุกมูลนิธิก็ต้องระบุ เพราะอย่างมูลนิธิธรรมนัสก็ระบุเป็นวัดธาตุทอง ถ้ามีอะไรให้เป็นสมบัติของวัดไป

ตำหนิทำอะไรไม่ค่อยคิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัน จอมพลัง สามารถแก้ข้อบังคับของมูลนิธิข้อนี้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาแก้แล้ว แต่ตนไม่ทราบว่าเขาเปลี่ยนไปให้ใคร เมื่อถามอีกว่า ในส่วนของ ร.อ.ธรรมนัส จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า ส่วนของตนจบแล้วคืออะไร เมื่อถามย้ำว่า มีการเชื่อมโยงว่า กัน จอมพลัง เกี่ยวกับพรรค กธ. ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “มันจะถึงพรรคกล้าธรรมได้ไง ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของกัน มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

พ้อสื่อไม่ถามเรื่องชาวบ้านเดือดร้อน

เมื่อถามว่า ได้ยกหูคุยโทรศัพท์กับกัน จอมพลัง หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสร้อง “หูย” พร้อมกับกล่าวว่า ทุกวันนี้ต้องทำงานให้ชาวบ้าน วันๆ มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ มีเรื่องน้ำท่วมตรงนู้น ประชาชนเดือดร้อนตรงนี้ ไม่เคยถามตนถึงเรื่องพวกนี้เลย ทำให้ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เพราะท่านเกี่ยวกับการเมือง ร.อ.ธรรมนัส จึงตอบว่า ไม่ใช่ เราต้องแยกงานกับการเมืองให้ออก อยากให้สื่อมวลชนถามว่า น้ำท่วมตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว น้ำกำลังจะลงใต้เตรียมพร้อมอะไร อยากให้ถามแบบนี้มากกว่า ถ้ามาถามว่ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ทำอะไร ตนจะไปรู้เรื่องของเขาได้อย่างไร

เตรียมลง ภูเก็ต ตรวจแก้น้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวจึงถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้เหลืออยู่กี่จังหวัด ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า ตอนนี้กำลังลงใต้ ล่าสุดที่ จ.ภูเก็ต ฝนตกหนักมาก ซึ่งตนจะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะร่องมรสุมกำลังจะเริ่มลงใต้ ให้ถามเรื่องนี้ดีกว่า ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ เมื่อถามว่า ในส่วนน้ำท่วมภาคกลางใกล้จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มันใกล้จะหมดฤดูฝนแล้ว เข้าสู่ฤดูหนาว ก็ต้องไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวใต้ต่อ เพราะช่วงปีใหม่น้ำจะท่วมใต้ ก่อนจะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พอแล้วเนาะ” จากนั้นเดินขึ้นไปบนตึกบัญชาการ 1 ทันที

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ และข้อบังคับที่ระบุว่า หากมูลนิธิต้องเลิกล้ม ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า โดย ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ กัน จอมพลัง ในการเขียนข้อบังคับนั้น

“ธรรมนัส” ย้ำไม่เกี่ยวข้องกัน จอมพลัง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ กัน จอมพลัง และตนเองไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องนี้ว่า “มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

นอกจากประเด็นเรื่องมูลนิธิ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความสนใจของสื่อมวลชน ที่มักจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางการเมืองมากกว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน และสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่มากกว่า

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นเรื่อง “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม แต่จากการสัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส ก็พอจะทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ และความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการพิจารณาข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสาธารณะ ต้องมีความระมัดระวังในการกระทำ และคำพูดของตนเอง เพราะทุกอย่างสามารถถูกนำไปเชื่อมโยง และขยายผลได้อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากหลายแหล่ง และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในสังคม เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง และโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาให้กับประชาชน

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส ยันไม่เกี่ยวกธ.

ธรรมนัส สั่งลุย! ปราบสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์

“ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะ ปคม. สั่งลุยปราบ “สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์” จริงจัง พร้อมวอนสื่อสารเชิงบวกหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบภาพลักษณ์-เศรษฐกิจ

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปคม.) โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติและข้อสั่งการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 (2025 TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเป็น วาระแห่งชาติ ป้องกันไม่ให้คนไทยถูกหลอกไปเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการทำงานของแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตาม TIP Report ดดยมอบหมายให้นายอัคราในฐานะประธานอนุกรรมการฯ จัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะตามรายงาน TIP Report ปี 2025 ของสหรัฐฯ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของประเทศไทยกลับมาอยู่ในกลุ่ม Tier 1

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวย้ำว่า ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรี และขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ช่วยกันสื่อสาร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” เนื่องจากเป็นวลีที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ.

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) และการค้ามนุษย์ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินการเชิงรุกเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาเหล่านี้ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่รัฐบาลประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การผลักดันให้ประเทศไทยกลับไปอยู่ในกลุ่ม Tier 1 ในรายงาน TIP Report ยังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การดำเนินการตามข้อเสนอแนะในรายงาน TIP Report ปี 2025 จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกัน

เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการเกิดอาชญากรรมเหล่านี้อย่างยั่งยืน ควรมีแนวทางดังต่อไปนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์
  • การให้ความรู้แก่ประชาชน: สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงของสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและผู้อื่นจากภัยเหล่านี้
  • การบูรณาการความร่วมมือ: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนากลไกการช่วยเหลือเหยื่อ: จัดให้มีกลไกการช่วยเหลือและเยียวยาเหยื่อของการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้เหยื่อได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ ไม่ใช่แค่การประกาศ แต่เป็นการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคนได้

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

ธรรมนัส ไม่โกรธปมสแกมเมอร์ ให้พิสูจน์ก่อน

“ธรรมนัส” บอกสื่อไม่โกรธหากถามปมเอี่ยวสแกมเมอร์ ขออย่ากล่าวหา “เบน สมิธ” ให้พิสูจน์ตัวเองก่อน ยันไม่เป็นมนุษย์สีเทา ไม่มีอะไรปิดบัง ย้อน “โรม” ต่างคนต่างหน้าที่ อำนาจปลดจาก ครม. อยู่ที่นายกฯ

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกกับผู้สื่อข่าวก่อนการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “คิดถึงจัง ไม่ได้เจอตั้งนาน” โดยเมื่อถูกถามว่าโกรธหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบทันทีว่า “ไม่โกรธครับ”

จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ว่า ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ตอนชี้แจงบัญชีทรัพย์สินมีสำนักข่าวโจมตีว่าร่ำรวย มีบริษัทมากกว่า 20 แห่งในการทำมาหากิน ตอนนั้นตนก็เป็นนักการเมืองสมัครเล่น การชี้แจงบัญชีทรัพย์สินจึงมีปัญหาบ้าง อยากเรียนว่าตนทำธุรกิจมาก่อนทำการเมือง พูดภาษาชาวบ้านคือมีตังค์ก่อนมาเล่นการเมือง ไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นผู้ทำธุรกิจรถเมล์เกือบ 300 คัน และมีธุรกิจด้านสลากกินแบ่งรัฐบาล ธุรกิจตลาดสด อสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เคยทำธุรกิจที่อยู่บนความเดือดร้อนของประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดในรัฐบาลชุดที่แล้วคือการเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นฝ่ายตรวจสอบ ตนได้ให้ข้อมูลกับสำนักงานตำรวจไซเบอร์จนเป็นที่มีที่ไปของการออกหมายจับ หมายค้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ อาชีพอะไรก็ตามที่นักการเมืองหลายคนมองว่าเป็นมนุษย์สีเทา ตนไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา ซึ่งก็มีเรื่องเก่าๆ ที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ในฐานะที่เราเข้ามาทำงานการเมืองต้องยอมรับตรงนี้ อะไรก็ตามที่ถูกกล่าวหา พาดพิง หรือเรื่องหมิ่นเหม่ และเราไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้ใช้วิธีปิดปากแต่เป็นการฟ้องให้เกิดความกระจ่างว่าเราไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ อันไหนที่พาดพิงถึงเราถ้าเป็นความจริง ก็รับแล้วมาแก้ไข แต่อันไหนที่ไม่ใช่เราจำเป็นต้องฟ้องว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาพูด

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อไปว่า ตนเป็นคนที่คนเข้าหาง่าย และไม่เคยกีดกันว่าเป็นคนเพศไหน วัยไหน สัญชาติใด เพราะเราเป็นคนไม่ถือตัว สื่อมวลชนหลายท่านก็พูดคุยกันหยอกล้อกันและไม่เคยโกรธ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายเบน สมิธ หรือ นายเบญจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ตนได้ชี้แจงกับสำนักข่าวอิศราแล้ว ยืนยันว่าไม่มีอะไรปิดบัง พูดกันตรงไปตรงมาด้วยข้อมูล และสิ่งสำคัญที่สุดอย่าเพิ่งกล่าวหาว่านายเบน สมิธ เป็นแก๊งสแกมเมอร์ ในเรื่องกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา กฎหมายยังไม่มี ดังนั้นอย่าเพิ่งไปกล่าวหา ต้องให้เขาพิสูจน์ตนเองก่อน และเมื่อเขาพิสูจน์แล้วประเทศเราก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ส่วนตนเองเป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่บนเวทีที่กล้าพูดกล้าทำ

ขณะที่เมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม 2568) นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าพบชื่อคนที่เคยขอสัญชาติไทย มีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งคาดว่าเป็น นายเบน สมิธ นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ไม่ทราบ ทางด้านประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ผู้แต่งตั้งคือนายกรัฐมนตรี ตนก็เป็น สส. อยู่ทางฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร พร้อมตรวจสอบเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารให้ดีที่สุด พร้อมกำชับลูกพรรคที่เป็นข้าราชการการเมืองต้องทำงานให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้บ้านเมืองมีปัญหา

สำหรับการแต่งตั้ง ร้อยเอกธรรมนัส จะไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลเหมือนกับที่ผ่านมาใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า เมื่อตนมีปัญหาก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง ไม่ชอบเป็นภาระใคร ส่วนจะมีการเข้าไปชี้แจงเรื่องดังกล่าวในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ด้วยหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส เผยว่า ตนไม่มีวันหยุดเลย กลับเข้าบ้านก็ดึกแล้ว ตื่นเช้าก็มาทำงานต่อ.

ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

จากกรณีที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกสื่อถามถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และนายเบน สมิธ นั้น ล่าสุดร้อยเอกธรรมนัสได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองกับคำถามดังกล่าว และขอให้รอการพิสูจน์ตัวเองของนายเบน สมิธ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาใดๆ

ทำไมถึงต้องรอการพิสูจน์ ปมสแกมเมอร์?

ร้อยเอกธรรมนัสได้กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องรอการพิสูจน์ก่อน เนื่องจากในเรื่องของกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกายังไม่มีความชัดเจน จึงไม่ควรด่วนตัดสินว่านายเบน สมิธ มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบทรัพย์สิน การทำธุรกิจในอดีต และการทำงานในฐานะ สส. ที่ให้ข้อมูลกับตำรวจไซเบอร์จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา และพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ในสถานการณ์ที่ข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและการรอคอยข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย “ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา” เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองก่อนที่จะมีการตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะที่สังคมยังคงจับตามองประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างรอบด้าน

การออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าวของร้อยเอกธรรมนัส สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจเเละพร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าหลังจากนี้เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใด เเละสังคมจะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างไรต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

Scroll to top