ธรรมนัส พรหมเผ่า

“ไผ่ ลิกค์” การันตี “ธรรมนัส” ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“ไผ่ ลิกค์” โพสต์การันตีรู้จัก “ธรรมนัส” มานาน 20 ปี ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แน่นอน ซัด พวกเล่นสกปรกจับโยง ท้าเดิมพัน ถ้าเกี่ยวจริงพร้อมหยุดเล่นการเมือง

วันที่ 16 ต.ค. 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า ผมได้รู้จักกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มาร่วม 20 ปี ตลอดเวลาได้ทำงานร่วมกันมาและรวมถึงนอกเวลาทำงานด้วย ผมมั่นใจว่าท่านรองนายกฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์แน่นอน

นายไผ่ ระบุอีกว่า ตอนนี้ได้มีกลุ่มการเมืองพยายามโยงพวกเราเข้าไปว่ามีส่วนในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผมว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบสกปรก ท่องมาเป็นนกแก้วนกขุนทอง ผมเคยพูดคุยเรื่องนี้กับร.อ.ธรรมนัส ท่านบอกว่าเราทำงานเอาผลงานให้ประชาชนเห็นจะดีที่สุด ผมจึงมั่นใจและกล้าเดิมพันแต่ไม่รู้คนที่พยายามกล่าวหาจะกล้าหรือไม่ ถ้าท่านหรือพรรคกล้าธรรม ยุ่งเกี่ยวกับคอลเซ็นเตอร์ ผมยินดีจะหยุดเล่นการเมืองทันทีถ้ากล้าเดิมพันบอกมานะ

“ไผ่ ลิกค์” การันตี “ธรรมนัส” ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากกรณีที่มีกระแสข่าวและการกล่าวหาเกี่ยวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ได้ออกมาแสดงความมั่นใจและยืนยันความบริสุทธิ์ของ ร.อ.ธรรมนัส โดยระบุว่ารู้จักและทำงานร่วมกันมานานกว่า 20 ปี และเชื่อมั่นว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน

ไผ่ ลิกค์ ป้อง ธรรมนัส พรหมเผ่า

นายไผ่ ลิกค์ ยังกล่าวถึงกลุ่มการเมืองที่พยายามโยงเรื่องนี้ว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบสกปรก และท้าเดิมพันว่าหาก ร.อ.ธรรมนัส หรือพรรคกล้าธรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง ตนเองพร้อมที่จะหยุดเล่นการเมืองทันที

การออกมาแสดงความเห็นของนายไผ่ ลิกค์ ในครั้งนี้ นับเป็นการออกมาปกป้องและยืนยันความบริสุทธิ์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อย่างแข็งขัน ท่ามกลางกระแสข่าวและการกล่าวหาที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่มักมีการกล่าวหากันไปมา และการพยายามโยงประเด็นต่างๆ เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม การที่นายไผ่ ลิกค์ ออกมาปกป้อง ร.อ.ธรรมนัส อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างบุคคลทั้งสอง และความเชื่อมั่นที่นายไผ่มีต่อความบริสุทธิ์ของ ร.อ.ธรรมนัส

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือมีหลักฐานใดๆ ที่จะสามารถพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ได้

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงเป็นปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การที่บุคคลที่มีชื่อเสียงทางการเมืองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ และต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาปฏิเสธและการยืนยันความบริสุทธิ์ของ ร.อ.ธรรมนัส โดยนายไผ่ ลิกค์ จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ประชาชนยังคงต้องติดตามข่าวสารและรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการต่อไป

ดังนั้น สังคมต้องใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสาร และไม่ด่วนสรุปว่าใครผิดใครถูก จนกว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน หากการตรวจสอบพบว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง ก็ควรให้ความเป็นธรรมกับท่าน แต่หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นสิ่งที่จะเปิดเผยออกมา และจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องของสังคม

การที่ “ไผ่ ลิกค์” การันตี “ธรรมนัส” ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจน แต่บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” การันตี “ธรรมนัส” ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แนะอย่าเล่นการเมืองสกปรก

ดีเอสไอยัน “เบน สมิธ” ไม่เคยถูกดำเนินคดี

มีประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมาย เมื่อดีเอสไอออกมายืนยันว่า “เบน สมิธ” ไม่เคยถูกดำเนินคดี หรือมีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลแต่อย่างใด เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากกรณีที่มีการกล่าวถึงนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ในร่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดความสงสัยและข้อซักถามมากมายเกี่ยวกับประวัติและสถานะทางกฎหมายของเขา

ดีเอสไอยัน “เบน สมิธ” ไม่เคยถูกดำเนินคดี

นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ยื่นหนังสือสอบถามไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติของนายเบน สมิธ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายธนดลได้ยื่นฟ้องนายรังสิมันต์ โรม ในข้อหาหมิ่นประมาท และยื่นหนังสือต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ของนายเบน สมิธ

ล่าสุด ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามในเอกสารตอบกลับข้อสอบถามของนายธนดล โดยยืนยันว่าจากการตรวจสอบฐานข้อมูลของดีเอสไอ ไม่ปรากฏว่านายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ นายเบน สมิธ เคยถูกแจ้งข้อกล่าวหา หรือถูกดำเนินคดี หรือมีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่อย่างใด

รายละเอียดในเอกสารตอบกลับของดีเอสไอ

เอกสารด่วนที่สุด เลขที่ ยธ 0816/3530 ลงวันที่ 9 ต.ค. 2568 ระบุชัดเจนว่า:

  • ดีเอสไอได้ตรวจสอบในฐานข้อมูล ลายพิมพ์นิ้วมือ และฐานข้อมูลหมายจับแล้ว
  • ไม่ปรากฏรายชื่อนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ นายเบน สมิธ แต่อย่างใด

ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การตอบกลับเอกสารดังกล่าว เป็นไปตามกระบวนการหลังจากที่นายธนดล ได้มีหนังสือสอบถามมายังดีเอสไอเป็นการส่วนตัว และเพื่อความชัดเจนในข้อมูล

แล้วทำไมถึงมีข่าวเกี่ยวกับ “เบน สมิธ” ล่ะ?

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมถึงมีชื่อของนายเบน สมิธ ปรากฏอยู่ในร่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกา? เรื่องนี้ยังคงเป็นข้อสงสัยที่ต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ หน่วยงานภาครัฐของไทยอย่างดีเอสไอได้ตรวจสอบแล้วและไม่พบประวัติการกระทำผิดใดๆ

ความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการเผยแพร่หรือตัดสินใจใดๆ การที่นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลกับดีเอสไอ ถือเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การที่ DSI ยืนยันว่า “เบน สมิธ” ไม่เคยถูกดำเนินคดี ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยคลายข้อสงสัยและความกังวลที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีประเด็นหรือข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติมหรือไม่

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารนี้อยู่ คงจะได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนจากดีเอสไอแล้วนะครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และทำให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น

ในอนาคต หากมีข่าวสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีของ “เบน สมิธ” เราจะนำมาอัปเดตให้ทราบกันอย่างต่อเนื่องแน่นอนครับ

ที่มา – ดีเอสไอยัน “เบน สมิธ” ไม่เคยถูกดำเนินคดี หรือมีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลแต่อย่างใด

“สส.ไอซ์” วอน “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อ “สส.ไอซ์” หรือ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแชร์ข้อความของ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่แท็กหา “กัน จอมพลัง” หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ เพื่อขอความช่วยเหลือให้เข้ามาจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในประเทศไทย โดยระบุว่า แม้แต่เสียงของพวกตนก็ไม่ดังพอที่จะไปถึง “อนุทิน-ธรรมนัส”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เมื่อ น.ส.รักชนก ได้แชร์ข้อความของนายรังสิมันต์ ที่ระบุว่า “ผมอยากเชิญชวนผู้รักชาติ ช่วยกันตามหาคุณอนุทิน (อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) หายไปไหน ทำไมไม่จัดการแก๊งสแกมเมอร์ ถามหาคุณธรรมนัส (ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ว่าจะรับผิดชอบอย่างไรกับการปกป้องนายเบน สมิธ (เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) อินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลายช่วยใช้พลังตรงนี้กดดันรัฐบาลให้เร่งปราบ รับรองสะเทือนถึงพนมเปญ”

พร้อมกันนั้น น.ส.รักชนก ได้แท็กไปยัง กัน จอมพลัง พร้อมข้อความว่า “พี่กัน ได้โปรดช่วยประเทศนี้จากสแกมเมอร์ด้วยเถอะนะคะ เรารักชาติ และหวงแหนผลประโยชน์ของประเทศนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้นายกฯ อนุทิน หรือ คุณธรรมนัส ไม่ได้ยินเสียงพวกเราแล้วขอแรงพี่ด้วย ช่วยประเทศนี้ที”

งานนี้ กัน จอมพลัง ก็ไม่รอช้า ตอบกลับข้อความดังกล่าวทันทีว่า “ยินดีครับคุณไอซ์ และ ทีมงานพรรคประชาชน ผมขับเคลื่อนเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่ FC ผมเคยปล่อยตัวจากสะพานเมื่อปีที่ผ่านมาและเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ผม ผมได้ทำงานร่วมกับตำรวจ สอท. และช่วยประชาสัมพันธ์ตลอดว่าวิธีดูสายคอลเซนเตอร์อย่างไรและเป็น 1 อินฟลูเอนเซอร์ ผลักดันงานรีบโอนโจรยิ้ม ถ้าพรรคประชาชนอยากเอาเรื่องนี้ผมยินดีช่วยอย่างยิ่ง แต่หวังว่านักสิทธิจะไม่ออกมาขัดอะไรนะครับ และอยากให้ทำอย่างจริงจังไม่ใช่พูดแล้วไม่ได้ทำอะไรเราเสียเวลาเปล่า อยากให้ทำจริงๆครับ เพราะเรื่องกล้องริมชายแดนคราวที่แล้วคุณโรมและทีมงานพรรคประชาชนไปชายแดนกันเยอะเลยและบอกต้องติดที่ริมชายแดนสุดท้าย มูลนิธิ กันจอมพลัง เป็นคนติดครับถ้าจริงจังผมพร้อมเลยครับ”

“สส.ไอซ์” วอน “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือ การที่ สส. จากพรรคประชาชน หันมาขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกอย่าง กัน จอมพลัง เพื่อแก้ไขปัญหาที่พวกเขามองว่ารัฐบาลยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน การที่ สส. ไอซ์ ออกมาวอนขอความช่วยเหลือจาก กัน จอมพลัง นั้น บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของ กัน จอมพลัง ในการจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและการหลอกลวง

ทำไมต้อง “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมต้องเป็น กัน จอมพลัง? อะไรคือสิ่งที่ทำให้ สส.ไอซ์ และ สส.โรม มองว่า กัน จอมพลัง คือคนที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้? คำตอบอาจอยู่ที่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ กัน จอมพลัง ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมและการช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงความกล้าที่จะออกมาเปิดโปงและต่อสู้กับผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ การที่ กัน จอมพลัง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมาก ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ สส. เหล่านี้ หันมาขอความช่วยเหลือ เพราะเล็งเห็นว่า กัน จอมพลัง สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังได้

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ กัน จอมพลัง อาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ดังที่ กัน จอมพลัง เองได้กล่าวไว้ว่า “แต่หวังว่านักสิทธิจะไม่ออกมาขัดอะไรนะครับ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า อาจมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีการของ กัน จอมพลัง และอาจออกมาขัดขวางการทำงานของเขา

ความท้าทายในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีหลายมิติ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การที่ สส.ไอซ์ และ สส.โรม ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า นักการเมืองเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทน ความมุ่งมั่น และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ “สส.ไอซ์” แชร์ข้อความ “โรม” แท็กหา “กัน จอมพลัง” เพื่อให้ช่วยไทยจากสแกมเมอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไปจากสังคมไทย

ที่มา – “สส.ไอซ์” แชร์ข้อความ “โรม” แท็กหา “กัน จอมพลัง” บอกช่วยไทยจากสแกมเมอร์ด้วย

“ธรรมนัส” ประกาศสงคราม **ปลาหมอคางดำ** ลุยช่วยประมง

“ธรรมนัส” ประกาศสงคราม “ปลาหมอคางดำ” เตรียมนำไปหมักเป็นปุ๋ย สั่งฟันไม่เลี้ยงพวกของเถื่อน ลุยปลดล็อกกฎหมาย IUU ช่วยชาวประมง ย้ำผู้นำท้องถิ่นต้องร่วมมือพัฒนา ไม่นำการเมืองมาสร้างความแตกแยก

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ รวมถึงโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ และรับฟังปัญหาจากเกษตรกรและชาวประมงในพื้นที่ โดยมีนายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม และ น.ส.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวในช่วงหนึ่งว่า โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง ซึ่งตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้วและก็เป็นรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรมในขณะนั้นที่ของบประมาณกลางจากรัฐบาลประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยพวกเราให้สามารถออกนอกระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนกำลังจะแก้ให้สำหรับพี่น้องชาวประมงที่ยังมีปัญหาติดข้อระเบียบ

ส่วนการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า คนที่จุดประเด็นเรื่องนี้ก็คือตน เพราะมันทำให้พี่น้องชาวประมงเดือดร้อน มันขยายพันธุ์ไวและตายยาก เราก็หามาตรการจัดการอย่างต่อเนื่อง แม้จะจัดการได้ไม่ 100% แต่จะไม่ยอมแพ้ ต้องปราบให้ได้ ต้องทำให้ต่อเนื่องไม่ว่าจะใช้เวลากี่วันกี่ปี จากนี้เราจะนำปลาหมอคางดำมาหมักเป็นปุ๋ย เพราะให้ธาตุอาหารแก่พืช ทั้งไนโตรเจน แคลเซียม และโพแทสเซียม ช่วยให้ต้นไม้เติบโตดีขึ้น โดยพรุ่งนี้ (14 ตุลาคม 2568) ตนจะมีการประชุมประธานสหกรณ์ทั่วประเทศไทยที่เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เพื่อวางแนวทางลดต้นทุนการผลิต ทั้งพืชไร่ พืชสวน และสหกรณ์จะต้องเป็นแหล่งจำหน่าย ปัจจัยการผลิต และจัดหาช่องทางจำหน่าย รวมถึงส่งเสริมการเป็นตลาดและสถาบันรองรับสินค้าการเกษตรที่ผลิตจากชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาหมอคางดำ

“ในช่วงที่ผมหายไป 1 ปี การปราบปรามอาจจะไม่เข้มข้นอย่างที่ผมเคยทำ แต่วันนี้ผมกลับมาประกาศสงครามกับปลาหมอคางดำอย่างเอาจริงเอาจังอีกรอบหนึ่ง”

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงการปราบปรามสินค้าภาคการเกษตรผิดกฎหมายที่ลักลอบเข้ามาในประเทศ ว่า เป็นนโยบายหลัก หากมีการลักลอบเข้ามาเราจับกุมทันที และเรามีเรือลาดตระเวนตลอดเวลา ดังนั้น อะไรที่มันผิดกฎหมายอย่าทำ อย่าลักลอบเข้ามา มันเป็นการเอาเปรียบกัน

สำหรับจังหวัดสมุทรสงคราม มีผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ อย่างลิ้นจี่ ส้มโอ และมะพร้าวอ่อน ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยจะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนสินค้าการเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อผลักดันการวิจัย ปรับปรุงคุณภาพ และขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสนใจสินค้าไทย เช่น ลิ้นจี่ ส้มโอ และเครื่องปรุงอาหารจากไทย ตนในฐานะที่กำกับดูแลหลายกระทรวง จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งเปิดตลาดใหม่ให้เกษตรกร โดยเราต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องเห็นผลในปีนี้

“ขอยืนยันกับพี่น้องชาวสมุทรสงครามว่า สิ่งที่ผมเคยให้นโยบายไว้จะเดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด ตลอดช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของไอยูยู (IUU Fishing) ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชาวประมงไทย และดำเนินการแก้กฎหมายไปแล้ว 29 ฉบับ และตอนนี้ พ.ร.บ. หลักก็ผ่านกระบวนการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ระหว่างรอประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ผมได้มอบหมายให้เร่งจัดทำกฎหมายลูกรองรับ ให้พร้อมบังคับใช้โดยเร็ว”

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส เผยอีกว่า หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวซึ่งส่งผลให้อาคารเรียนของโรงเรียนศรัทธาสมุทร จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนนักเรียนกว่า 2,000 คน ต้องเรียนในโดมชั่วคราว ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือโดยเร็ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ลงพื้นที่มาติดตามปัญหาไปแล้ว จึงได้ปรึกษาหารือและสั่งการให้ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เร่งจัดสรรงบประมาณ 25 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งเรื่องนี้ตนรับผิดชอบเอง ต้องทำให้ได้

“การศึกษาคือรากฐานสำคัญของสังคม จึงจำเป็นต้องดูแลให้ลูกหลานได้รับการอบรมสั่งสอนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พร้อมฝากถึงผู้นำท้องถิ่นให้ร่วมมือกันพัฒนา โดยไม่นำการเมืองมาสร้างความแตกแยกในพื้นที่ เพราะเมื่อไม่สามัคคี การพัฒนาก็เกิดขึ้นไม่ได้”

“ธรรมนัส” ประกาศสงคราม “ปลาหมอคางดำ”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประกาศสงครามกับปลาหมอคางดำ พร้อมลุยแก้ไขกฎหมาย IUU เพื่อช่วยเหลือชาวประมงอย่างเต็มที่ มุ่งเน้นการพัฒนาภาคการเกษตรและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ของประชาชน

แนวทางการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ

ร.อ.ธรรมนัสเน้นย้ำถึงแนวทางการจัดการปัญหา **ปลาหมอคางดำ** อย่างจริงจัง โดยจะนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นปุ๋ย ซึ่งเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตร

การประกาศสงครามกับปลาหมอคางดำ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชาวประมงและระบบนิเวศ การสนับสนุนและร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – “ธรรมนัส” ประกาศสงคราม “ปลาหมอคางดำ” พร้อมลุยปลดล็อกกฎหมาย IUU ช่วยชาวประมง

ธรรมนัส-นฤมล ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง

“ธรรมนัส-นฤมล” รับฟังปัญหา 6 โรงเรียนใน จ.นนทบุรี เดินหน้าสร้างขวัญกำลังใจ ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง เพื่อให้มีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสองกระทรวง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังนโยบายและหารือแนวทางพัฒนาการศึกษาในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส และ นางนฤมล ได้รับฟังปัญหาด้านการศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรีทั้ง 6 แห่ง พร้อมกล่าวว่า ครูคือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าเดินทาง รวมถึงหนี้สินในครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการสร้างสวัสดิการครูให้มั่นคงและเพียงพอ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ครูสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และมีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์อย่างเต็มที่

“ผมอยากให้ทุกคนได้ไปดูจริงๆ ว่าครูอยู่กันอย่างไร บ้านพักครูบางแห่งทรุดโทรมมาก ซ่อมไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สินของหลวง องค์กรการกุศลก็เข้าไปช่วยไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแก้เชิงระบบ ให้ครูมีบ้านที่อยู่ได้ มีสวัสดิการที่มั่นคง เพราะครูคือพ่อแม่คนที่สองของลูกหลานเรา”

ขณะที่ นางนฤมล กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งเดินหน้านโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตครูควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายกระทรวง เพื่อให้ครูมีขวัญกำลังใจ มีสวัสดิการที่ดี ก็จะสามารถทุ่มเทดูแลเด็กได้เต็มที่ เด็กก็จะเรียนดีขึ้น ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น และชุมชนก็เติบโตไปพร้อมกัน.

ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง

จากประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ การที่ครูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการสอนและการดูแลเด็กนักเรียน การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยและสวัสดิการจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของชาติ

การลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดนนทบุรี เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงได้รับทราบถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง และนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการศึกษาของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ทำไมครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง?

เหตุผลที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง นั้นมีความสำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: เมื่อครูมีความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ จะมีขวัญและกำลังใจในการทำงานมากขึ้น
  • ลดความกังวล: ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าบ้าน ค่าเดินทาง ทำให้ครูไม่มีสมาธิในการสอน การมีสวัสดิการที่ดีจะช่วยลดความกังวลเหล่านี้ได้
  • ดึงดูดคนเก่ง: การมีสวัสดิการที่ดีจะสามารถดึงดูดผู้ที่มีความสามารถให้มาเป็นครูได้มากขึ้น
  • พัฒนาการศึกษา: เมื่อครูมีความสุขในการทำงาน จะสามารถทุ่มเทให้กับการสอนและการพัฒนาเด็กนักเรียนได้อย่างเต็มที่

การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน การบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการกุศล จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การลงทุนในด้านการศึกษาถือเป็นการลงทุนที่ยั่งยืน การที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนไทย

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง ให้มีสมาธิสอนเต็มที่

“ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่” น้ำไม่ท่วมนนทบุรี

“ธรรมนัส” ยัน น้ำท่วมปทุมฯ – นนทบุรี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่“ สั่งกรมชลประทาน เร่งสำรวจความเสียหาย – เตือน พายุลูกใหม่จ่อลงใต้ “ชุมพร-นราธิวาส”

วันที่ 12 ต.ค. 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางว่า ปีนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุหลายลูก โดยพายุลูกสุดท้ายกำลังเจือจางลง ซึ่งทำให้จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดปทุมธานีได้รับผลกระทบน้ำท่วมในบางพื้นที่ เบื้องต้นได้รับฟังปัญหาจากชาวบ้าน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่รับมืออย่างเต็มรูปแบบ ยืนยันว่า รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางได้

ส่วนสาเหตุน้ำท่วมจังหวัดปทุมธานี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาไหลรวมกับน้ำทะเล จึงเอ่อล้นท่วมบ้านประชาชนจังหวัดปทุมธานี ส่วนจังหวัดนนทบุรีมั่นใจว่า “เอาอยู่” อาจท่วมตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนประชาชนได้รับผลกระทบเบื้องต้นกรมชลประทานกำลังเร่งสำรวจความเสียหายให้เร็วที่สุด

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังกล่าวว่า มวลน้ำที่มาจากภาคเหนือเริ่มมีปริมาณน้อยลง สามารถบริหารจัดการได้ ส่วนจังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนราธิวาสจะเริ่มมีพายุก่อตัวขึ้น วันนี้จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือพายุภาคใต้

เมื่อถามย้ำว่าปีนี้เอาน้ำท่วมอยู่หรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส บอกว่า ปีนี้ “เอาอยู่”

“ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่” น้ำไม่ท่วมนนทบุรี

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ล่าสุด ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ และให้ความมั่นใจว่า ภาครัฐจะสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมได้ในปีนี้

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า สาเหตุหลักของน้ำท่วมในจังหวัดปทุมธานี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ทางกรมชลประทานกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

สถานการณ์น้ำท่วมในนนทบุรี “เอาอยู่” จริงหรือ?

สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดนนทบุรี ร้อยเอก ธรรมนัส ยืนยันว่า สถานการณ์ยังอยู่ในความควบคุม และมั่นใจว่า จะสามารถ “เอาอยู่” ได้ โดยอาจมีน้ำท่วมในบางพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา แต่จะไม่ส่งผลกระทบในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดชุมพรและนราธิวาส

เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการเตรียมพร้อมรับมือของภาครัฐอย่างละเอียด เรามาดูกันว่ามีมาตรการอะไรบ้างที่ถูกนำมาใช้:

  • การเร่งระบายน้ำ: กรมชลประทานกำลังเร่งระบายน้ำจากเขื่อนต่างๆ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
  • การเสริมแนวป้องกัน: มีการเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน
  • การให้ความช่วยเหลือ: หน่วยงานต่างๆ ได้จัดเตรียมถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  • การแจ้งเตือนภัย: มีการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที

ถึงแม้ว่าร้อยเอก ธรรมนัส จะให้ความมั่นใจว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้จะ “เอาอยู่” แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่ประชาชนทุกคนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การเตรียมพร้อมรับมือ การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้

ที่มา – “ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่”น้ำไม่ท่วมนนทบุรี เตือน พายุลูกใหม่จ่อลงใต้ “ชุมพร-นราธิวาส”

ธรรมนัส ยัน! ไม่มีเวลาแจง กมธ. จ่อเปิดตัว ฉลอง เรี่ยวแรง

“ธรรมนัส” แจงนายกฯ มอบหมายลงพื้นที่ ไม่มีเวลาแจง กมธ.มั่นคงฯ หลัง “โรม” ยันต้องมาแจงเอง แย้มเตรียมเปิดตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ซบพรรคกล้าธรรม ลั่น เน้นคนทำงาน “นฤมล” ยันส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกเขต

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่าต้องให้ ร้อยเอกธรรมนัส ไปชี้แจงกับ กมธ. ด้วยตนเอง กรณีความสัมพันธ์กับ นายเบน สมิธ แม้จะส่งตัวแทนไปก็ไม่ได้

ร้อยเอกธรรมนัส อธิบายว่า การทำงานของตนเองจะมี 2 ส่วน คือ งานบริหารราชการแผ่นดิน โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนให้ลงพื้นที่ในจังหวัดที่ตัวเองรับผิดชอบ ซึ่งตนรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงจำเป็นต้องเอานโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาไปมอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ภารกิจทุกวันนี้จึงแทบไม่มีวันหยุด สำหรับการประชุมสภาฯ 2 วันที่ผ่านมา ก็ต้องลาประชุมเพราะต้องไปติดตามปัญหาน้ำท่วม ส่วนที่ กมธ.ต่างๆ จะเชิญรัฐมนตรีแต่ละคนไปชี้แจง บางเรื่องตนเองก็แถลงชี้แจงไปแล้ว ก็ให้เอาข้อมูลที่ตนแถลงกับสื่อมวลชนไปแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องชี้แจงอะไร

“สื่อถามทุกอย่าง ที่เอาไปลงข่าวตั้งเป็นประเด็น ผมตอบคำถามไปเรียบร้อยหมดแล้ว จึงไม่มีประเด็นอะไรที่จะต้องชี้แจง และผมก็เน้นว่าใครก็ตามที่อยู่ในประเทศไทย หากทำผิดหรือละเมิดกฎหมายไทย เจ้าหน้าที่มีอยู่ก็ต้องดำเนินคดี ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องไปโอเวอร์แอ็กชันจนเกินไปให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะเจ้าหน้าที่ทุกส่วนเขามีข้อมูลอยู่แล้ว และผมก็เชื่อมั่นในตัวของเจ้าหน้าที่ เราเป็น สส. การทำประโยชน์ให้กับประชาชนคือเรื่องสำคัญที่สุด และผมก็เป็น สส.”

เมื่อถามต่อไปว่าพรรคกล้าธรรมเตรียมพร้อมอย่างไรสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้สั่ง สส. ของพรรคกล้าธรรมว่าควรอยู่ในพื้นที่ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะปิดสมัยประชุมรัฐสภา กลับมาเปิดอีกทีปลายเดือนธันวาคม และเดือนมกราคม 2569 ก็จะยุบสภา สส. ควรอยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลประชาชน

ทางด้านคำถามว่า จังหวัดนนทบุรี พรรคกล้าธรรมปักหมุดไว้หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบว่า จะมีครอบครัวของนายฉลอง เรี่ยวแรง มาร่วมอุดมการณ์ มีอดีตรองนายกเทศมนตรีของนนทบุรีมาร่วมด้วย และยังมีอีกหลายคนที่จะมาร่วมอุดมการณ์กัน ซึ่งเร็วๆ นี้เราจะเปิดตัวสำหรับผู้สมัคร สส. ของพรรคเรา พร้อมย้ำว่ายุทธศาสตร์ของพรรคกล้าธรรมที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค วางไว้คือ ผู้สมัครทำงานให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นคือความหวังของประชาชนที่จะเลือกมาเป็นตัวแทน สส. ไม่ทำงานเราไม่เอา และคนที่พูดหล่อพูดสวยก็ไม่เอา

ขณะที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะส่งว่าที่ผู้สมัคร สส. ครบทุกเขตแน่นอน

ธรรมนัส ยัน! ไม่มีเวลาแจง กมธ. จ่อเปิดตัว ฉลอง เรี่ยวแรง

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่มีเวลาไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากมีภารกิจลงพื้นที่ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย พร้อมกันนี้ยังกล่าวถึงการเตรียมเปิดตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม

เหตุผลที่ธรรมนัสไม่ไปแจง กมธ. และการเปิดตัว ฉลอง เรี่ยวแรง

เหตุผลหลักที่ร้อยเอกธรรมนัสให้ไว้คือ การที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนลงพื้นที่รับผิดชอบในจังหวัดต่างๆ ทำให้ตนเองต้องลงพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การลงพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญในการนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น ทำให้ตารางงานของร้อยเอกธรรมนัสเต็มไปด้วยภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังกล่าวถึงการเตรียมเปิดตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขยายฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมในจังหวัดนนทบุรี โดยมีอดีตรองนายกเทศมนตรีของนนทบุรี และผู้มีอุดมการณ์เดียวกันอีกหลายท่านที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรค การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงยุทธศาสตร์ของพรรคกล้าธรรมที่เน้นการคัดเลือกผู้สมัครที่มีความสามารถในการทำงาน และสามารถเป็นความหวังของประชาชนได้

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ยืนยันถึงความพร้อมในการส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกเขต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการแข่งขันในสนามเลือกตั้งที่จะมาถึง

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ การที่ร้อยเอกธรรมนัสไม่สามารถไปชี้แจงต่อ กมธ. ได้เนื่องจากภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินและการลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ในขณะเดียวกัน การเปิดตัวนายฉลอง เรี่ยวแรง และผู้ร่วมอุดมการณ์ใหม่ๆ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปของพรรคกล้าธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวของนักการเมืองและพรรคการเมือง ล้วนส่งผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

ที่มา – “ธรรมนัส” ยันไม่มีเวลาไปแจง กมธ.มั่นคงฯ จ่อเปิดตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ซบกล้าธรรม

ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายรัฐบาล

“ธรรมนัส” ลุยเชียงรายตามนโยบายรัฐบาลต้องคลุกคลีประชาชน ชูยุทธศาสตร์ลดต้นทุนเกษตร ดันราคาวัว-ข้าวใน 3 เดือน เดินหน้าตามนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายรัฐบาล” อย่างเข้มข้น

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อมอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้นำท้องถิ่นกว่า 145 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนกว่า 1,753 หมู่บ้าน โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาที่พบมาเป็นโจทย์หลักในการจัดสรรงบประมาณ โดยปัญหาเร่งด่วนที่เชียงรายคือ ปัญหาน้ำท่วมแม่สายซ้ำซาก และสารเจือปนในแหล่งน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะนำเข้าหารือใน ครม. เพื่อหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า จ.เชียงรายมีศักยภาพสูงทั้งด้านเกษตรและท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยเน้นนโยบายสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิต จึงสั่งการให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่แนะนำการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย แก่สมาชิกสหกรณ์ และสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาวัวให้อยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปีอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน โดยต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำให้มีการเร่งปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและไม่ปลอดภัย เนื่องจากครูเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีขวัญกำลังใจที่ดี

ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน

การลงพื้นที่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย การผลักดันนโยบายลดต้นทุนการผลิต และการยกระดับราคาสินค้าเกษตร จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน” ครั้งนี้คือการรับฟังปัญหาจากปากของประชาชนโดยตรง โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และนำปัญหาที่พบมาเป็นโจทย์หลักในการจัดสรรงบประมาณ

ผลักดันนโยบายเกษตร: ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพดีในราคาที่เป็นธรรมแก่สมาชิกสหกรณ์

  • ปุ๋ยราคาถูก: สนับสนุนการเข้าถึงปุ๋ยคุณภาพดี ราคาเป็นธรรม
  • เทคโนโลยีการเกษตร: ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต
  • ตลาดสินค้าเกษตร: ขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับราคาสินค้าเกษตร โดยได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันราคาวัวให้อยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปีอยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน”

การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญ โดยมองว่าครูคือรากฐานสำคัญของการศึกษา การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานและที่อยู่อาศัยของครู จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ

โดยภาพรวมแล้ว การลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย การผลักดันนโยบายลดต้นทุนการผลิต การยกระดับราคาสินค้าเกษตร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว การดำเนินการตามนโยบาย “ธรรมนัส ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ธรรมนัส” ขึ้นเชียงรายตามนโยบายนายกฯ ที่ให้เร่งลงพื้นที่คลุกคลีกับประชาชน

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปาก

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อนระอุ บทวิจารณ์ระหว่างนักการเมืองมักจุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ล่าสุดกรณี “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า ได้กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมาก เรื่องนี้เกิดขึ้นจากโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ออกมาโต้กลับการขู่ฟ้องร้องจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

จากเหตุการณ์วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อชี้แจงและโต้แย้งต่อกรณีที่ร.อ.ธรรมนัสเตรียมฟ้องร้องปมการอภิปรายที่พาดพิงถึงการเอี่ยวกับสแกมเมอร์ “โรม” ยืนยันชัดเจนว่า เขายังไม่ได้กล่าวหาว่าร.อ.ธรรมนัสทำธุรกิจสแกมหรือฟอกเงินโดยตรง เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าคนใกล้ชิดสมเด็จฮุนเซ็น ชื่อเบน สมิธ มีความสัมพันธ์อันดีกับท่าน และบุคคลนี้ออกชื่อเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินมหาศาลที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คำถามที่ “โรม” ย้อนถามกลับไปยัง “ธรรมนัส” คือ ทำไมต้องฟ้องเพื่อปิดปาก ในเมื่อข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องสาธารณะและควรถูกตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของชาติ “โรม” แนะนำให้ร.อ.ธรรมนัส นำข้อมูลเกี่ยวกับเบน สมิธ ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อช่วยเหลือในการสืบสวนคดีที่อาจกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ที่ฐานในกัมพูชา ซึ่งทำให้ประชาชนไทยสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก

บริบทการเมืองเบื้องหลัง “โรม” ย้อน “ธรรมนัส”

ปัญหาสแกมเมอร์และการฟอกเงินข้ามชาติเป็นภัยร้ายที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญมานาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับบุคคลในต่างประเทศอย่างฮุนเซ็นและเครือข่ายในกัมพูชา “โรม” ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เน้นการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ชาติ ได้ออกมาแฉประเด็นนี้ในที่สาธารณะ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แทนที่จะใช้กลไกกฎหมายปิดปากผู้วิจารณ์

หลายคนมองว่าการขู่ฟ้องครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะเมื่อ “โรม” ย้ำว่าประเทศไทยควรปกป้องผู้ที่กล้าออกมาเปิดโปงมากกว่าจะปิดกั้นเสียงนั้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับผลกระทบจากสแกมจำนวนมากที่สูญเสียเงินทรัพย์ ครอบครัวแตกแยก บางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทำให้ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน

  • ข้อมูลเบน สมิธ: บุคคลที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินในกัมพูชา
  • บทบาทของ “ธรรมนัส”: รองนายกฯ ควรนำข้อมูลไปสู่การตรวจสอบ
  • ผลกระทบต่อประชาชน: ผู้เสียหายจากสแกมต้องการความยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การเคลื่อนไหวเช่นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หาก “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง อาจนำไปสู่การแบ่งขั้วที่รุนแรงยิ่งขึ้น

เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถดูตัวอย่างกรณีคล้ายกันในอดีตที่นักการเมืองใช้วิธีฟ้องร้องเพื่อปิดปากคู่แข่ง ซึ่งมักไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม นายรังสิมันต์ โรม ยังย้ำถึงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐว่า อย่าตกเป็นเครื่องมือในการปิดปาก แต่ให้คิดถึงผลประโยชน์ชาติและผู้เสียหายเป็นหลัก

บทความนี้หวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทของ “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า อย่างครบถ้วน หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์เพื่อสร้างกระแสเรียกร้องความยุติธรรม รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ เพื่อปกป้องประชาชนในอนาคต

ในฐานะนักการเมืองที่มุ่งมั่น “โรม” กำลังทำหน้าที่ของเขาได้อย่างโดดเด่น และหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

Scroll to top