ธรรมนัส พรหมเผ่า

ธรรมนัสอนุมัติงบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม

“รมว.ธรรมนัส” อนุมัติงบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วมเรื้อรัง ที่อำเภอนครชัยศรี พร้อมลุยขยายตลาด ส้มโอ–มะพร้าว–กล้วยไม้ ส่งไปจีน

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ตรวจราชการ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและความคืบหน้าโครงการก่อสร้างด้านชลประทาน

คณะของ ร.อ.ธรรมนัส ได้เข้าตรวจจุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีนเชื่อมคลองสูบน้ำ โรงพยาบาลห้วยพลู หมู่ 2 ก่อนเดินทางต่อไปยังวัดใหม่สุคนธาราม เพื่อตรวจพื้นที่ก่อสร้าง โครงการประตูระบายน้ำคลองพระน้อย โดยมี สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) คือ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ และนายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ อดีต สส.นครปฐม พรรคพลังประชารัฐ ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส ได้พบปะกับประชาชนและมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ พร้อมกล่าวกับประชาชนว่า ตนเองได้เดินทางไปนครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปสู่รัฐและมณฑลต่างๆ ของจีน และประเทศต่างๆ เพื่อเจรจาเปิดตลาดสินค้าทางการเกษตร จึงขอฝากเกษตรกรชาวนครปฐมที่ปลูกส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม และกล้วยไม้ รวมถึงเรื่องสุกร จะมีมาตรการที่กำลังจะทำตามนโยบายควิกวิน เพื่อขยายตลาดส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการประตูระบายน้ำ-สถานีสูบน้ำโรงพยาบาลห้วยพลู ที่ประชาชนเรียกร้องมา ตนเองจะใช้เงินเหลือจ่ายปี 2569 ประมาณ 20 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างได้ทันทีหลังแบบเสร็จในเดือนธันวาคม ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเรื้อรังในพื้นที่ เพราะโรงพยาบาลห้วยพลูได้รับผลกระทบมานาน ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้งบประมาณดังกล่าวได้อนุมัติแล้วเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้ทันที

ส่วนการบริหารจัดการน้ำ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ตอนแรกเข้าใจว่าพายุลูกสุดท้ายคือ บัวลอย น่าจะจบแล้ว แต่ก็ยังมีตัวใหม่มา กรมชลประทานมีศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่สามารถประชุมออนไลน์และสั่งการได้ทันทีในทุกจังหวัด เราสั่งการไปทั่วประเทศได้เลย และจะรู้ข้อมูลจริงๆ ว่าปริมาณน้ำทั้งหมดมีเท่าไหร่ ฉะนั้นเวลาพูดกัน ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตาม ถ้าไม่มีข้อมูลบนข้อเท็จจริงมันจะทำให้เกิดความสับสน ในอนาคตตนเองในฐานะกำกับดูแลกรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานปฏิบัติการต้องรู้ว่า มวลน้ำมีปริมาณเท่าไหร่ แล้วเราจะต้องสั่งการอย่างไรให้มันเป็นระบบ

ส่วนของลำน้ำสาขาต่างๆ ที่มีความตื้นเขิน โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า ตนเองได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเห็นชอบว่าจะให้กรมชลประทานที่มีความพร้อม ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม หน่วยทหารช่างที่มีเครื่องมือขุดลอก ก็จะมอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ไปหารือดำเนินการทันทีที่กระทรวงคมนาคมส่งมอบพื้นที่

ธรรมนัสอนุมัติงบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม

งบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม อ.นครชัยศรี

การอนุมัติงบประมาณในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่นครชัยศรีอย่างจริงจัง การสร้างประตูระบายน้ำจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนในพื้นที่ ช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม และสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ด้วยตนเอง ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การผลักดันสินค้าเกษตรไปสู่ตลาดต่างประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกร การขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร จะช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้ามากขึ้น และมีรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น

โครงการ สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม ที่ อ.นครชัยศรี เป็นเพียงหนึ่งในหลายโครงการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะสามารถสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ธรรมนัส” ลุย อ.นครชัยศรี อนุมัติงบ 20 ล้าน สร้างประตูระบายน้ำ แก้น้ำท่วม

อนุทินสั่งเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-น้ำท่วมเกิน 30 วัน

นายกฯ สั่งการ “โสภณ-ธรรมนัส” หารือกันปรับเงินเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่ – เงินเยียวยาสมทบบ้านเรือนน้ำท่วมเกิน 30 วัน ให้แล้วเสร็จภายใน พ.ย.

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มวลน้ำจากผลกระทบพายุคัลแมกี ทำให้มีน้ำสะสมเหนือเขื่อนจำนวนมาก และมีมวลน้ำจำนวนมากที่กำลังเดินทางสมทบที่เขื่อนภูมิพล ดังนั้น ในการวางแผนระบายน้ำจากนี้ไปทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะมีการระบายน้ำไปฝั่งทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ให้น้ำระบายลงไปในพื้นที่ทุ่งเพื่อเป็นการชะลอไม่ให้น้ำไหลลงมาสู่พื้นที่อยู่อาศัยในอัตราเร็วและมากจนเกินไป

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า แต่ทั้งนี้จะมีผลกระทบประชาชนในบางพื้นที่ที่เป็นที่รับน้ำ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้ร่วมปรึกษาหารือกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่สำหรับพื้นที่ที่จะเป็นพื้นที่รับน้ำ และยังให้พิจารณาอัตราเยียวยาสมทบสำหรับประชาชนที่บ้านเรือนอยู่ในน้ำเกิน 30 วัน โดยครั้งนี้นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน

อนุทินสั่งเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-น้ำท่วมเกิน 30 วัน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่ และผู้ที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเกิน 30 วัน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม:

  • การหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน จะนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องอัตราเงินช่วยเหลือที่เหมาะสมและเป็นธรรมได้อย่างไร
  • กระบวนการจ่ายเงินเยียวยาจะมีความรวดเร็วและทั่วถึงเพียงใด
  • มาตรการระยะยาวในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ความสำคัญของการเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่และผู้ประสบภัยน้ำท่วม

การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำใหม่หรือผู้ที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ การเยียวยาที่รวดเร็วและเป็นธรรม ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชน

การเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการติดตามและตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเยียวยาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และเงินช่วยเหลือถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม:

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง การเยียวยาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และช่วยลดผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น

ความท้าทายในการเยียวยา:

การเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านการประเมินความเสียหาย การจัดสรรงบประมาณ และการกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเป็นธรรม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และภาคประชาชน เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกเหนือจากเงินเยียวยา เช่น การสนับสนุนด้านการซ่อมแซมบ้านเรือน การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร และการสร้างงานสร้างรายได้ เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

การช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่และผู้ที่เดือดร้อนจากอุทกภัยเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาล การดำเนินการที่รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล

ที่มา – “อนุทิน” สั่ง 2 รองนายกฯ หารือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-เยียวยาสมทบบ้านน้ำท่วมเกิน 30 วัน

“ธรรมนัส” ย้ำ! ไม่จริง ใครจะลาออก รมต.

“รมว.ธรรมนัส” ลั่น พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ดันลูกหลานมุสลิมเป็นรัฐมนตรีสำเร็จ ไม่จริง เรื่องยื่นลาออกกับนายกฯ บอกนักรบถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ ซัด สส.ภาคกลาง ปม “แก้มลิงทุ่งหิน” ทำไม่เสร็จตั้งแต่ยุครัฐบาลลุงแล้ว

วันที่ 8 พ.ย. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี โดยได้เดินทางไปยังโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อพบปะประชาชน และรับฟังปัญหาในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นยางพารา และปัจจัยการผลิต โดยมี นายยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม และนางสาลีฮะ มะยูโซ๊ะ นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ให้การต้อนรับ

โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้นำคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารทั้ง 3 กระทรวง ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า ผมเคยประกาศเอาไว้ว่าจะทำให้ลูกหลานชาวไทยมุสลิมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีให้ได้ ตอนนั้นหลายคนก็ปรามาสว่า จะทำได้จริงหรือไม่ วันนี้ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ผมทำให้อามินทร์ มะยูโซ๊ะ ลูกหลาน 3 จังหวัดชายแดนใต้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องมุสลิมได้แล้ว

หนุนเทศบาลเมืองยะลา ใช้งบขุดลอก 100 ล้านบาท

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้พาคณะ ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยระหว่างการลงพื้นที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีที่อำเภอกรงปินัง จากประชาชนกลุ่มเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.ยะลา ต้องแก้ไขเป็นระบบ ฟังเสียงประชาชนและผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง ซึ่งวันนี้มีพี่น้องมายื่นหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีที่อำเภอกรงปินัง ตนถามว่าทำไม เขาก็บอกว่า ปลาดี ๆ จะตายหมด กระทบสิ่งแวดล้อม การจะสร้างโครงการใดต้องคิดเป็นระบบ ไม่ใช่คิดเป็นจุด ๆ ซึ่งการศึกษาการบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยคนในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้องและรอบด้าน เช่น การสำรวจเส้นทางน้ำ การตีความลักษณะทางน้ำ และการวางระบบระบายน้ำ เปรียบเสมือนระบบจราจรที่ต้องไม่มีการตันหรือสะดุด

ในส่วนของโครงการขุดลอกและพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองยะลา นำเสนอแนวทางการขุดลอกน้ำและใช้เงินเบื้องต้นประมาณ 100 ล้านบาท ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเห็นด้วย และจะจัดหางบประมาณทั้งจากงบกลาง หรืองบเหลือจ่ายปี 2569 เพื่อให้โครงการเริ่มดำเนินการทันที

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ทุกโครงการในพื้นที่ชายแดนใต้จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในยะลา ปัตตานี และนราธิวาสอย่างยั่งยืน

ไม่จริง ใครมันจะไปลาออกรมต.

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งว่า มันเป็นข่าวปลอม บอกว่า ผมเข้าพบนายกรัฐมนตรี 3 ชั่วโมงแล้วยื่นใบลาออก ไม่จริงครับ นักรบ ถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ ผมเป็นนักการเมือง ถ้าจะตายก็จะตายในสนามเวทีการเมือง ใครมันจะไปลาออกรมต. มันไม่มีเหตุมีผล ไม่ใช่ธรรมนัส ผมไม่หนีปัญหาแน่นอน ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสงค์ร้ายด้วย

“ธรรมนัส” ย้ำข่าวลาออกไม่จริง

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่า “ธรรมนัส” ย้ำ ไม่จริง ใครมันจะไปลาออกรมต. พร้อมทั้งระบุว่า ข่าวที่ออกมานั้นเป็นข่าวปลอม และไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

สำหรับกระแสข่าวลือดังกล่าว ได้สร้างความสับสนให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก ทำให้หลายฝ่ายต่างจับจ้องและรอฟังความจริงจากปากของ ร.อ.ธรรมนัส โดยตรง ซึ่งการออกมาปฏิเสธข่าวในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของตนเอง พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร ซึ่งเป็นกระทรวงที่ตนเองกำกับดูแลอยู่

ซัด สส.ภาคกลาง ปม “แก้มลิงทุ่งหิน” ทำไม่เสร็จตั้งแต่ยุครัฐบาลลุงแล้ว

“สส.ภาคกลาง กล่าวถึงโครงการแก้มลิงทุ่งหิน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม หาว่า เป็นอนุสาวรีย์ที่ธรรมนัสทิ้งเอาไว้ งบประมาณ 600 ล้านบาท ผมอยากจะฝากว่า น้องเอย ไปดูให้ดี มันทำในยุคลุงผมโน่น อย่าให้บอกเลยว่าลุงไหน ลุงรัฐบาลนู่น รู้ใช่ไหม และผมไปตรวจว่า ทำไมมันถึงมีปัญหาสร้างไม่เสร็จสักที ผมต้องสั่งกรมชลประทานให้ไปแก้ไขที่ลุงเขาทำแล้วไม่สำเร็จ ท่าน สส.ต้องไปศึกษาให้ดีก่อนจะเขียนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของใคร” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

การออกมาตอบโต้ข่าวลือและแสดงความมุ่งมั่นในการทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจจริงในการทำหน้าที่ของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ก็ตาม ดังนั้น ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และให้กำลังใจผู้ที่ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” ย้ำ ไม่จริง ใครมันจะไปลาออกรมต. เสียใจกับผู้ที่ประสงค์ร้ายด้วย

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร?

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนคือ 4 เดือน เหน็บใครสัญญาไว้ต้องทำ หลังฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอก มองควรให้ทำงาน แล้วสู้กันในสนามเลือกตั้ง ชี้ กรณี “ธรรมนัส” ให้ประชาชนตัดสิน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเปรยว่าอาจยุบสภาก่อน 1 เดือน หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า นายกฯ พูดด้วยความเป็นลูกผู้ชาย สิ่งที่รับปากไว้แล้ว และการตกลงไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ครั้งสองครั้งก็รู้กันหมดแล้ว

ส่วนการยุบสภาถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ยังไม่ได้มีการเปรยอะไรกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ส่วนตัวต้องรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ก็นับถอยหลังการทำงาน รู้กันอยู่แล้วว่า จะต้องเลือกตั้ง ทางการเมืองมีตารางการทำงานกันอยู่แล้ว ระหว่างทางก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ในทางการเลือกตั้ง ก็ต้องนับถอยหลัง เพราะมีการกำหนดกันไว้แล้ว ต่างคนต่างเป็นผู้ทรงเกียรติพูดกันครั้งเดียวก็จบ“อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร ทำไมสุชาติถึงมั่นใจ?

ควรให้เวลา ครม.ทำงาน

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าหากสู้เกมการเมืองไม่ไหว ก็ต้องยุบสภา นายสุชาติ กล่าวว่า นายกฯ ทำงานหนักและสถานการณ์วันนี้ ไม่ควรนำเกมการเมืองมาเล่น ควรจะให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ ประชาชน 70 กว่าล้านคน รู้อยู่แล้วว่าใครรับปากอะไรใครไว้ ดังนั้น ควรปล่อยให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีหลายด้านเข้ามา ต้องให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน

ชี้นายกฯทำตามตกลง

เมื่อถามว่ามองเป็นการขู่หรือไม่ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุชาติ กล่าวว่า การที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ใครที่ให้สัญญาประชาคมอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนที่พลิกไปพลิกมา ต่อไปประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ นายกรัฐมนตรี บอกแล้ว ว่า ชัดเจน “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนก็คือ 4 เดือนที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตยทำไมต้อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน?

ให้ประชาชนตัดสิน “ธรรมนัส”

เมื่อถามว่าล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ตอบด้วยความเห็นส่วนตัว ว่า บุคคลท่านใดที่เป็นรัฐมนตรีทำดีหรือไม่ดี ท่านต้องดีใจ เพราะใกล้เลือกตั้ง หากเขาไม่ดี ท่านก็ต้องปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนเห็นว่าเขาดีหรือไม่ดี และสุดท้ายท่านก็จะได้เป็นผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

“วันนี้ทำงานได้แค่เดือนเดียว เดือนกว่าเองท่าน จะมาวิเคราะห์คนนั้นดีไม่ดี ผมว่ามันแค่งานประจำทุกวันนี้ ยังไม่มีเวลาเลย และยังมีที่ต้องสนองภารกิจต่างๆ อีกเยอะแยะ ตามนโยบายต่างๆ ผมว่าถ้าสื่อมวลชนมองคนนั้นดีไม่ดี ประชาชนมองคนนั้นดีไม่ดี ฝ่ายค้านมองคนนั้นดีไม่ดี สุดท้ายมันก็ตัดสินกันตอนใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งนั่นแหละ ถ้าเรามั่นใจในวันนั้นจะไปกลัวอะไร เราลูกผู้ชายด้วยกัน”นายสุชาติ กล่าว

จากคำพูดของนายสุชาติ ชมกลิ่น ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผลงานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเด็นเรื่อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชน

การเมืองไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย ทำตามสัญญา 4 เดือน มองฝ่ายค้านควรให้เวลารัฐบาลทำงานก่อน

“โรม” เย้ย MOU ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ

“โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แค่พิธีการ ประชาชนหวังเห็นผลลัพธ์มากกว่า ลั่นคนทั้งโลกสงสัย “ธรรมนัส” ถ้าไม่ปลด รัฐบาลยากที่จะมีความเชื่อมั่น 

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง กรณีที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธานลงนาม MOU เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า เรื่องการทำ MOU ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่การทำ MOU ที่เป็นแค่พิธีการ แต่พิธีการเหล่านี้จะมีความหมาย หรือไม่ ก็อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่จริงๆ แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ไปเอาในเรื่องของการสอบสวน ในเรื่องของเส้นเงินต่างๆมา เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลต่างๆ ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลย ในการที่จะปราบสแกมเมอร์ การลงนาม MOU เพียงแค่มารวมพลังกันนี้ ตนคิดว่ามันยังไม่เห็นผลในการปฏิบัติ อาจจะมีดีอยู่บ้างที่จะได้เห็นภาพการทำงานร่วมกัน มันก็ได้แค่นี้ แต่สิ่งที่สังคมคาดหวัง คือการได้ผลลัพธ์ที่ดี คือการจัดการกับพวกทุนสีเทา และนับตั้งแต่เรื่องนี้ที่มีการตรวจสอบคนในรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง เราก็มักจะเห็นข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเจ้าหน้าที่ไปจับกุมเว็บนั้น ทลายเว็บนี้ ซึ่งจริงๆเราก็ยังไม่รู้ ว่าจะนำไปสู่การจัดการตัวคีย์แมนจริงๆ อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็มีข้อมูลอยู่ในมือ ซึ่งเป็นตัวคีย์แมนระดับโลกอย่างปริ้นซ์ กรุ๊ป ก็ยังไม่มีความคืบหน้าตรงนี้เลย หรือก๊กอาน ที่บอกว่าออกหมายจับ ก็ต้องชี้แจงให้ชัดว่ามีการดำเนินการอย่างไร หรือนายลี ยงพัด ที่บอกว่ามีการยึดทรัพย์ ก็น้อยมาก 

เรียกร้องปลด  “ธรรมนัส”

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า แม้กระทั่งนายเบน สมิธ เอายังไง ยิม เลียก เอายังไง นี่คือสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นในส่วนนี้ แล้วมากไปกว่านั้นความเชื่อมั่นที่รัฐบาลจะต้องมอบให้ประชาชนคือการปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ายังอุ้มกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่ารัฐบาลนี้ยากที่จะมีความเชื่อมั่นได้

สังคมสงสัยเชื่อมโยง เบน สมิธ

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้ถามกับผู้สื่อข่าววันนี้ว่าการปลดร้อยเอกธรรมนัส เกี่ยวอะไรกับการปราบสแกมเมอร์ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าวันนี้ต้องยอมรับว่าร้อยเอกธรรมนัส เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกสังคมและกรรมาธิการสงสัยว่ามีความเชื่อมโยง กับนายเบน สมิธ ซึ่งตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีทักษะภาษาอังกฤษ ผู้ช่วยคนไหนก็ได้ ไปเปิดดู ร่างกฎหมายสภาคองเกรส ที่เขาเสนอกันได้ระบุชื่อใครบ้าง หนึ่งในนั้นคือนายเบน สมิธ ถามว่าถึงขนาดนี้จะไม่ให้เราสงสัย ถึงความสัมพันธ์ระหว่างร้อยเอกธรรมนัส กับนายเบน สมิธ ได้อย่างไร ซึ่งร้อยเอกธรรมนัสก็เป็นคนพูดเองว่ารู้จัก ถ้าจนถึงตอนนี้เรายังไม่เห็นผลประโยชน์ที่มันทับซ้อน กันและกัน ถ้านายกฯไม่สงสัย ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก

รับไม่ได้นายกฯยังอุ้ม

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นเราเห็นรูปแบบถึงการพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างนายเบน สมิธ กับร้อยเอกธรรมนัส และร้อยเอกธรรมนัสคือคนที่ทั้งโลก สงสัยอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ถ้านายกฯจะมาอุ้มชูร้อยเอกธรรมนัส แบบนี้ตนรับไม่ได้ เรื่องนี้น่าผิดหวัง ถ้าจะมาปกป้องร้อยเอกธรรมนัส กันแบบนี้และ “ผมก็อยากให้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ช่วยบอกนายกรัฐมนตรีหน่อยว่า ตกลงใครเป็นโจร ช่วยไปชี้ให้หน่อย เพราะท่านชาดารู้ดีว่าใครเป็นใคร” 

พบนักการเมืองเอี่ยมเส้นเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่ารายละเอียดในเอกสารที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์นำมามอบให้กับคณะกรรมาธิการนั้นมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ซึ่งทางนายรังสิมันต์ เปิดเผยเพียงสั้นๆว่าเท่าที่ดูผ่านๆ ก็เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินว่าเงินจำนวนเท่าไร ไหลเข้าไปสู่บัญชีของใครบ้าง ซึ่งจากการที่ดูในรายละเอียดคร่าวๆ ก็เห็นว่า ตามเอกสารเส้นทางการเงินปรากฏชื่อของบุคคล ในระดับผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไปเกี่ยวข้องอีกหลายคน รวมถึง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งในอดีตและปัจจุบันของกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามีนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่น นอกจากพรรคกล้าธรรมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ด้วย

“โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ

ความคืบหน้าล่าสุดในการปราบสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำ MOU ของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหา และประสิทธิภาพของมาตรการที่ออกมา

  • การลงนาม MOU เป็นเพียงพิธีการหรือไม่?
  • รัฐบาลมีความจริงใจในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแค่ไหน?
  • ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการปราบปรามสแกมเมอร์?

ขณะที่สังคมกำลังจับตาดูการดำเนินการของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ เราก็ต้องไม่ลืมที่จะตรวจสอบข้อมูล และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหานี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ

ที่มา – “โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ รับข้อมูลเส้นเงินโยงนักการเมือง

พริษฐ์จี้! รัฐบาลอย่าเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” อัด รัฐบาลต้องไม่เอาเรื่องสัญญาแก้รัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน ยอมรับหากวันนี้ยุบสภา ประชามติจะไม่เกิด แถมชี้ชัดใช้อำนาจหนีการแก้ รธน.-การตรวจสอบ

วันที่ 6 พ.ย. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะชิงยุบสภา หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น จะกระทบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติหรือไม่ ว่า ณ เวลานี้ รัฐบาลมีการประกาศจะยุบสภา ภายใน 31 ม.ค. 2569 ดังนั้นภารกิจตอนนี้ที่สำคัญของรัฐบาลมี 2 เรื่อง คือการรักษาสัญญาเพื่อผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การทำประชามติ 2 คำถามที่จะเกิดขึ้นวันเดียวกันกับที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้ในชั้นกรรมาธิการก็เริ่มเข้าสู่การพิจารณารายมาตราแล้ว และทุกฝ่ายก็พยายามจะเร่งทำให้เร็วที่สุดเพื่อจะทำให้การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ส่วนภารกิจที่ 2 คือรัฐบาลจะต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสต้องไม่ทำให้เกิดการตั้งคำถามในปัญหาที่รัฐบาลยังแก้ไม่ได้ เช่น เรื่องสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะความไม่เอาจริงเอาจังของรัฐบาล หรือมีเรื่องประโยชน์ทับซ้อนของคนในรัฐบาลหรือไม่ ที่รัฐบาลจะต้องทำ 2 เรื่องนี้คู่ขนานกัน โดยรัฐบาลจะต้องไม่เอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกันเพื่อดำรงอยู่ในการบริหารประเทศต่อไป

หากนายกฯ จะมีการชิงยุบสภาโดยที่ยังไม่ทำภารกิจเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ หรือยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะเหมือนกับการเป็นบริษัทผู้รับเหมาที่ทิ้งงานหรือปิดกิจการเพื่อหนีการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า สิ่งที่นายกฯ พูดว่า Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว) พรรคประชาชนจะตั้งรับอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรามี 2 หน้าที่คู่ขนาน คือการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จตามกรอบเวลา และตรวจสอบรัฐบาลจากวันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. เพื่อไม่ให้ดำเนินนโยบายหรือกระทำการใดๆ ที่เสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

เมื่อถามว่าหากมีการยุบสภาจริงๆ จะกระทบต่อการทำประชามติหรือไม่ นายพริษฐ์ ยอมรับว่า มีผลกระทบต่อการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้ในที่ประชุม กมธ. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องการเดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด ซึ่งหากสามารถเสร็จทันวาระ 2-3 ช่วงการเปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณา โดยไม่ต้องรอประชุมสามัญ ถ้าทันก็คงจะเดินหน้าเช่นนั้น อีกทั้งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อาจจะมีการเปิดประชุมวิสามัญ ช่วงต้นเดือนธันวาคม เพื่อพิจารณาวาระ 2 ในการประชุมกรรมาธิการทุกฝ่ายพยายามร่วมมือกันในการทำให้เรื่องนี้คืบหน้าเร็วที่สุด

“หากยุบสภาวันนี้มันจะไม่มีประชามติ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐสภาต้องมีมติ เนื่องจากคำถามที่ 1 ต้องมีความเห็นจากครม.ในการจัดทำประชามติ คำถามแรกว่าเห็นควรให้มีการจัดทำประชามติฉบับใหม่หรือไม่ ส่วนคำถามที่ 2 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันจะเกิดขึ้นได้หลังจากที่รัฐสภาผ่านร่างในวาระ 3 ถึงจะสามารถส่งให้ครม.ทำในเรื่องนี้ได้ ถ้าหาก 2 เหตุนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น หากสมมุติว่าบ่ายนี้นายกฯ ยุบสภามันก็จะไม่มีประชามติรัฐธรรมนูญ ผมถึงย้ำว่า นายกฯ ต้องไม่ใช้อำนาจ ยุบสภา หนีความรับผิดชอบในการแก้รัฐธรรมนูญ หรือหนีการตรวจสอบ” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เหมือนเขาใช้เกมนี้มากดดันฝ่ายค้านหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า นายกฯ ต้องไม่เอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน ไม่ให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และเราก็ยืนยันในฐานะฝ่ายค้านจะทำ 2 อย่างคู่ขนาน คือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จและใช้ทุกกลไกของสภาในการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า ทางพรรคประชาชนจะแก้เกมอย่างไร หากรัฐบาลชิงยุบสภา นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากมีการยุบสภา ตอนนี้ มันก็ชัด คือการใช้อำนาจหนีการแก้รัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบ ตนเองเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะลงโทษในคูหาเลือกตั้ง

“ผมคิดว่านายกฯ ต้องคิดดีๆ ว่า ถ้าทำเช่นนั้น นายกฯ ใช้อำนาจยุบสภา หนีการตรวจสอบ หนีแก้รัฐธรรมนูญ ประชาชนก็คงจะลงโทษนายกฯ ผ่านคูหาเลือกตั้ง” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ออกมาระบุว่าการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะเสี่ยงองค์ประชุมไม่ครบ นายพริษฐ์ กล่าวว่าอำนาจจะเปิดหรือไม่เปิดประชุมอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ส่วนตัวคิดว่าหาก กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาเสร็จแล้วสามารถส่งร่างไปให้รัฐบาลพิจารณาในช่วงปิดสมัยประชุมได้ หากฝากฝ่ายบริหารตัดสินใจเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ก็คงไม่มีหน้าที่อะไรของสมาชิกรัฐสภาที่สำคัญไปกว่าการพิจารณาร่างกฎหมาย เมื่อถามว่าจะต้องมีการไปพูดคุยกับทางฝั่งรัฐบาลอีกหรือไม่ในเรื่องนี้ นายพริษฐ์ กล่าวว่ามีการพูดคุยในชั้นกรรมาธิการอยู่เพราะมีตัวแทนของทุกฝ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสว. สส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและคนจากรัฐบาล

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงการประชุม กมธ.รัฐธรรมนูญ ในวันนี้ว่า มีความคืบหน้าเข้าสู่การพิจารณารายมาตราแล้ว แต่กำลังดูว่าจุดไหนมีการเห็นร่วมกันได้หรือไม่ แต่หากเห็นต่างกันจริงๆ ก็ต้องลงมติในชั้น กมธ. เมื่อร่างของพรรคประชาชนได้รับมอบเป็นร่างหลักก็พยายามจะอธิบายให้ กมธ. สัดส่วนอื่นได้เข้าใจและคล้อยตาม ส่วนสูตร ส.ส.ร. จะได้ข้อสรุปวันนี้หรือไม่ ต้องรอดูเป็นรายมาตรา ว่าไปถึงมาตราไหน เพราะเรื่ององค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญคาบเกี่ยวหลายมาตรา ไม่ได้จะจบที่มาตราใดมาตราหนึ่ง

เมื่อถามว่าหากสูตร ส.ส.ร. ออกมาผสมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน หน้าตาจะเป็นแบบไหน นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงคาดเดายาก เพราะในกรอบการทำงานไม่ใช่ร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนอย่างเดียว แต่ความคิดเห็นของทุกฝ่าย รวมถึงเนื้อหาสาระของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ผ่านในวาระ 1 ก็นำมาพิจารณาหมด ตนเองคิดว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกัน แม้เราจะมีความเห็นที่แตกต่างในบางประเด็น แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญจะสามารถผ่านในวาระ 3 ไปได้ แล้วประชาชนลงมติเห็นชอบมันก็ต้องเป็นฉันทามติจากทุกฝ่ายในระดับหนึ่ง

พริษฐ์จี้! รัฐบาลอย่าเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน

ทำไมนายกฯ ถึงไม่ควรเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน?

จากบทสัมภาษณ์ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

ประเด็นสำคัญที่นายพริษฐ์เน้นย้ำ:

  • รัฐบาลไม่ควรเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกันเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง
  • การยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นการทิ้งงานและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
  • หากมีการยุบสภาจริง จะส่งผลกระทบต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ทางออกที่เป็นไปได้คือ รัฐบาลควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของรัฐบาลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – “พริษฐ์” จี้ รัฐบาลอย่าเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน ชิงยุบสภา หนีการตรวจสอบ

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนซักฟอกจริง

“ธรรมนัส” เผยปิดห้องคุยนายกฯ ฝากแต่การบ้านให้สะสาง แจง ประเด็นร้อนชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก นายกฯพูดเอง ยอมรับสนิทกันมานานแล้ว โทรศัพท์คุยกันทุกคืน รับปากจะทำงานให้ดีที่สุด

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวานนี้(5 พ.ย.2568) นาน 3 ชั่วโมง ว่าเป็นการพูดคุยแต่เรื่องการบ้าน ไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนใหญ่นายกรัฐมนตรีได้ฝาก เน้นย้ำโครงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแวดวงกีฬาเพราะสะสมมานาน สมาคมแต่ละสมาคมส่วนใหญ่มีปัญหากัน นายกรัฐมนตรีจึงเป็นห่วงภาพลักษณ์เพราะกำลังจะเข้าสู่เทศกาลแข่งขันซีเกมส์ในปลายปี นายกรัฐมนตรีก็ได้ถามความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

เตรียมลงนามขายข้าวให้จีน

ส่วนอีกเรื่องคือวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ตนเองจะเดินทางไปนครฉงชิ่ง ประเทศจีน จะไปลงนามการขายสินค้าการเกษตร นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่านอกจากสินค้าภาคการเกษตร ที่หลายอย่างราคาตกต่ำ อย่าง ข้าว หรือสินค้าอื่นๆจึงอยากขยายตลาดซึ่งกระทรวงเกษตรมีอุปทูต ประจำประเทศจีน 3 คน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรที่จะต้องทำ

รับปากดึงนักท่องเที่ยว

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังพูดถึงโครงการ Quick win ที่จะให้ของขวัญประชาชนในช่วงปีใหม่ และตนเองที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งรับปากว่าจะนำเอานักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วง ก่อนระยะเวลา 4 เดือนซึ่งตนเองตั้งเป้าเอาไว้จะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยถึงเป้าหมายให้ได้ ซึ่งไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะคุยกันแต่เรื่องการบ้าน

คุยโทรศัพท์นายกฯทุกคืน

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวอีกว่า ตนเองกับนายอนุทินโทรศัพท์คุยกันทุกคืนจนภรรยาเข้าใจว่ามีอะไรกับนายอนุทินไปแล้ว ซึ่งคุยกันเรื่องงานทุกคืนสิ่งสำคัญที่สุดนายกรัฐมนตรีก็พยายามให้กำลังใจตนเอง เพราะตัวนายกฯก็ต้องทำงาน ซึ่งก็รับปากไปว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ยันนายกฯพูดเองยุบสภาหนีอภิปราย

ส่วนที่ช่วงหนึ่งบนเวทีที่ตนเองพูดว่า “ถ้าเกิดจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ก็จะชิงยุบสภาก่อนนั้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ตนจึงถามนายอนุทินว่าจะเอาอย่างนั้นจริงหรือ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีชิงยุบสภาก่อน แต่ ครม. ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่มา

ยันข้อกล่าวหาไม่เกี่ยวกับตัวเอง

เมื่อถามว่ายังมีความตั้งใจจะทำงานต่อเพราะมีหลายเรื่องที่ถูกพาดพิงมาที่ตัวร้อยเอกธรรมนัส โดยเจ้าตัวกล่าวว่าหลายเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับตัวผม แต่เป็นเรื่องของคนรอบข้างซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อันไหนผิดก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง บ้านเมืองเราที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะการบังคับใช้กฎหมายแบบเอาจริงเอาจังยังไม่เข้มพอ

ยอมรับการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับ พรรคกล้าธรรม หรือตัวของผมเองก็เป็นเรื่องการเมือง เราอยู่วิถีการเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจากคำครหาหรือข้อเท็จจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคก็ตั้งวอร์รูมเพื่อจะหาข้อมูล อะไรที่คนของเราถูกครหาก็ต้องตรวจสอบ อันไหนที่ข้อมูลฝั่งตรงข้ามที่กล่าวหาเราก็ต้องจัดการอย่างเป็นระบบโดยใช้กฎหมายนำ ไม่ใช้อารมณ์หรือความคิดส่วนตัวเข้ามา ต้องเห็นประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก

ทำไมนายกฯ ถึงอาจตัดสินใจชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก?

จากคำกล่าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกนั้น อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนล้วนมีผลต่อทิศทางของประเทศชาติ สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสีย

ที่มา – “ธรรมนัส” เผย นายกฯ พูดเอง ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก ยอมรับสนิท “อนุทิน” โทรศัพท์คุยกันทุกคืน

เปิดประวัติ! ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ สู่ทำเนียบ

ทำความรู้จัก “ธนดล สุวัณณะฤทธิ์” จากทนาย “เบน สมิธ” สู่ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตมือปราบที่ดิน ส.ป.ก. สายตรง “ธรรมนัส” ที่กำลังเป็นที่จับตา

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ทนายความของ “เบน สมิธ” (นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์

ประวัติ “ธนดล สุวัณณะฤทธิ์”

นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ปัจจุบันอายุ 30 ปี สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเคยผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการจังหวัด” รุ่นที่ 44 (พ.ศ. 2566)

เส้นทางการทำงานของธนดล สุวัณณะฤทธิ์เริ่มต้นในแวดวงการเมืองและกฎหมาย โดยเคยเป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร และเป็นกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย

ในปี พ.ศ. 2566 ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาคราช และโฆษกหน่วยเฉพาะกิจฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทสำคัญในการเป็นประธานคณะทำงานการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ ร.อ. ธรรมนัส

ด้วยบทบาทในการตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก. ทำให้นายธนดลได้รับฉายาว่าเป็น “มือปราบทุจริต” และ “กุนซือมือปราบ ส.ป.ก.” กรณีที่โด่งดังคือการตรวจสอบสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับครอบครัวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แม้ว่านายอนุทินจะแสดงหลักฐานการซื้อขายสุจริต แต่นำมาซึ่งวิวาทะทางการเมืองและการขอโทษในภายหลัง

จากทนาย “เบน สมิธ” สู่ ข้าราชการการเมือง

ล่าสุด ครม. มีมติแต่งตั้งให้ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ซึ่งนายธนดลได้โพสต์ขอบคุณ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้งและเสนอชื่อ จึงขอให้ ร.อ.ธรรมนัสเป็นผู้ชี้แจงประเด็นดังกล่าว ทำให้เกิดการหารือเป็นการส่วนตัวระหว่างนายอนุทินและ ร.อ.ธรรมนัส

การแต่งตั้งนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและที่มาของการแต่งตั้ง ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตหรือไม่

ที่มา – ประวัติ “ธนดล สุวัณณะฤทธิ์” จากทนาย “เบน สมิธ” สู่ ข้าราชการการเมืองที่ทำเนียบ

อนุทิน คุย ธรรมนัส ส่วนตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า

“นายกฯ อนุทิน” ส่ง “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” บิดากลับบ้านเรียบร้อยแล้ว ได้กลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือส่วนตัว “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่ห้องทำงานต่อ

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา และได้พาพ่อชมห้องทำงาน และนั่งที่โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นที่เรียบร้อย ได้มาส่งบิดาขึ้นรถยนต์เพื่อเดินทางกลับบ้าน จากนั้นนายอนุทินได้ขึ้นไปที่ห้องทำงาน บนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นการส่วนตัวภายในห้องทำงานต่อด้วย

อนุทิน คุย ธรรมนัส ส่วนตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า

การพบปะพูดคุยส่วนตัวระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี บนตึกไทยคู่ฟ้า ได้สร้างความสนใจให้กับหลายฝ่ายถึงประเด็นที่ทั้งสองท่านได้หารือกันอย่างใกล้ชิด การพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายอนุทินได้ใช้เวลารับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมห้องทำงานกับบิดา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลและเป็นกันเอง

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกับบิดา นายอนุทินก็ได้ขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อพบกับร.อ.ธรรมนัส การพบปะครั้งนี้เป็นการหารือส่วนตัว ทำให้เกิดการคาดการณ์ถึงหัวข้อสนทนาที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล หรือความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นสองกระทรวงหลักที่ทั้งสองท่านกำกับดูแล

ประเด็นที่น่าสนใจจากการพบปะระหว่างอนุทินและธรรมนัส

  • การหารือเรื่องนโยบายเร่งด่วน: เป็นไปได้หรือไม่ว่าทั้งสองท่านได้หารือถึงนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องการผลักดันในช่วงเวลาที่เหลือของปี
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวง: มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้งสองท่านจะหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ
  • ประเด็นทางการเมือง: การพูดคุยอาจครอบคลุมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และแนวทางการดำเนินงานของพรรคร่วมรัฐบาล

การพบปะส่วนตัวระหว่างนายอนุทินและร.อ.ธรรมนัสครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีสำคัญ การสื่อสารและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการหารือระหว่างทั้งสองท่าน จะมีนโยบายหรือโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ และความร่วมมือระหว่างกระทรวงจะเข้มข้นขึ้นในทิศทางใด การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และทิศทางการพัฒนาประเทศได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกที่จะพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อย่างเป็นส่วนตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการหารือในครั้งนี้ และอาจมีผลต่อทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคต เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการพูดคุยครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือความร่วมมือที่สำคัญอย่างไรบ้าง การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจและรอให้เราติดตามอย่างใกล้ชิด และอนาคตทางการเมืองของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ปิดห้องทำงานคุย “ธรรมนัส” ส่วนตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า

Scroll to top