พรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์ ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ข่าวการเมืองร้อนแรงในสัปดาห์นี้ เมื่อ อภิสิทธิ์ ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. อย่างเป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์เตรียมประกาศตัวบุคคลที่จะสู้ศึกใหญ่ชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สายตาคนการเมืองและประชาชนกำลังจับจ้องไปที่งานนี้ เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ถือเป็นสนามสำคัญที่สะท้อนพลังของแต่ละพรรค

อภิสิทธิ์ ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากงาน “AI Demo Day: Bangkok Builders Edition” ที่พรรคประชาธิปัตย์จัดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ โกดังโรงงานยาสูบ 5 กรุงเทพฯ งานนี้รวมสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากไทยและต่างประเทศ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นกล่าวเปิดงาน ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะตามมา

ในงานนี้ มีบุคคลที่น่าสนใจโผล่ร่วมหลายราย โดยเฉพาะ นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเดินทางมาร่วมงานพร้อมนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ กทม. และได้สนทนากับนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค

อนุชา บูรพชัยศรี ลาออกจากภูมิใจไทย ส่อเข้าร่วมประชาธิปัตย์

นายอนุชาเปิดเผยว่า เขามาร่วมงานในฐานะอดีต ส.ส. คลองเตย และยืนยันว่าลาออกจากพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน โดยพรรคทราบกระบวนการครบถ้วน เมื่อถูกถามว่าจะกลับมาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เขาตอบแบบมีนัยว่า “ตนมาดูงาน แต่อนาคตอาจจะมาร่วมงานกับพรรค” ทำให้หลายคนมองว่านายอนุชาคือตัวเต็งหนึ่งในการชิงตำแหน่งนี้

ภาพงาน AI Demo Day พรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมี ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา อีกหนึ่งตัวเต็งที่ปรากฏตัวในงาน สวมเสื้อสีฟ้า อดีตเลขานุการนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus (บริษัทแม่ของ LINE Thailand) เคยเป็น CEO LINE ประเทศไทยและผู้บริหาร Google ประเทศไทย ดร.พิเชษฐ์ระบุว่า มาร่วมในฐานะคนวงการไอที

จับตาอีกตัวเต็ง พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ชาย IT สายผู้ว่าฯ

เมื่อสื่อถามนายอภิสิทธิ์ถึงเรื่องผู้สมัคร เขากล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ขอให้รอวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ ที่พรรคจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรค” โดยไม่ยอมรับหรือปฏิเสธว่าดร.พิเชษฐ์คือคนนั้น สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้สื่อข่าวและนักการเมือง

การปรากฏตัวของทั้งสองคนในงาน AI ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังมองหาผู้สมัครที่มีวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ในยุคดิจิทัล การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้คาดว่าจะเข้มข้น เพราะมีคู่แข่งจากหลายพรรค เช่น พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทย

  • จุดเด่นของอนุชา: ประสบการณ์การเมืองท้องถิ่น พื้นที่คลองเตยแข็งแกร่ง
  • จุดเด่นของพิเชษฐ์: ความเชี่ยวชาญ IT สามารถผลักดัน Smart City ได้จริง
  • กลยุทธ์ประชาธิปัตย์: ใช้ AI และนวัตกรรมเป็นจุดขาย

นอกจากนี้ พรรคยังเน้นนโยบายแก้ปัญหาประชาชน เช่น จราจร น้ำท่วม และเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งเป็น pain points ของคนกรุง

ในมุมมองของผู้เขียน อภิสิทธิ์ ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้คือสัญญาณว่าประชาธิปัตย์พร้อมกลับมาครองกรุงเทพฯ อีกครั้ง ด้วยผู้สมัครรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ หากคุณคิดว่าใครจะเป็นตัวจริง? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย และอย่าลืมติดตามอัปเดตการเมืองเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ของเรา!

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ อย่างไร รอติดตามกันในวันที่ 16 พ.ค. นี้นะครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. จับตาอีกตัวเต็ง “พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา”

“เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายของประเทศไทย การถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทกลายเป็นประเด็นร้อน ล่าสุด “เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า ได้กลายเป็นหัวข้อที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะมันชี้ให้เห็นถึงหลักการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันในอดีต ไม่ว่าจะยุคไหนก็ใช้รูปแบบกฎหมายใกล้เคียงกันเพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคล่องตัว

“เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยเอกสาร พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีเนื้อหายาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น เธอตั้งข้อสังเกตว่าขาดความชัดเจนในส่วนของวิธีการกู้เงิน รูปแบบการใช้จ่าย และรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่จะนำเงินไปใช้ ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและการกำกับดูแล

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงอย่างชัดเจน โดยย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นเพียงกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้ยืมเงิน ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดทุกโครงการไว้ในตัวกฎหมาย หากตรวจสอบย้อนอดีตจะพบรูปแบบเดียวกัน เช่น พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ วงเงินกู้สูงถึง 4 แสนล้านบาทเช่นกัน แต่เอกสารมีความยาวเพียง 3-4 หน้า

หลักการของ พ.ร.ก.กู้เงิน: ให้อำนาจคลังแบบยืดหยุ่น

การใช้ พ.ร.ก.กู้เงินในลักษณะนี้เป็นกลไกที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอการอนุมัติรายละเอียดโครงการทั้งหมดจากรัฐสภา ซึ่งอาจใช้เวลานาน นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าหลักการนี้ใช้มาตั้งแต่อดีต เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอิสระในการบริหารจัดการ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังภาครัฐ

ย้อนรอย พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง: บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2552

พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ออกมาในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่กระทบเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก รัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงออกมาตรการนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดภาษี การจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน และการสนับสนุน SME ทำให้ GDP โตขึ้นและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แม้เอกสารจะสั้น แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ

  • วงเงินกู้ใกล้เคียงกัน: ทั้งสองฉบับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท
  • ความยาวเอกสารคล้าย: 3-5 หน้า ไม่ลงรายละเอียดโครงการ
  • วัตถุประสงค์หลัก: ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ผู้รับผิดชอบ: กระทรวงการคลังเป็นหลัก

การเปรียบเทียบนี้ช่วยดับกระแสวิจารณ์ที่ว่าพ.ร.ก.ปัจจุบันขาดความโปร่งใส โดยแสดงให้เห็นว่านี่คือ “มาตรฐานปฏิบัติ” ที่ใช้มานาน ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือผิดปกติ

มุมมองต่อสาธารณะและอนาคต

แม้จะมีหลักฐานจากอดีต แต่ฝ่ายค้านยังคงเรียกร้องความชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้เงินสุจริต ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมองว่าการกู้เงินขนาดนี้จำเป็นในยุคโควิด-19 และสงครามการค้า แต่ต้องมีระบบติดตามผลที่เข้มงวด เช่น การรายงานทุกไตรมาสต่อสภา นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เพิ่มบทลงโทษหากเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

สุดท้ายแล้ว “เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลทุกรัฐต้องยึดหลักธรรมาภิบาล การกู้เงินไม่ใช่ปัญหา แต่การใช้เงินให้เกิดประโยชน์ต่างหากที่สำคัญ คุณคิดว่าพ.ร.ก.แบบนี้เหมาะสมหรือควรปรับปรุงอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจการเมืองจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – “เอกนิติ” เทียบอดีต พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง ยุคประชาธิปัตย์ ก็มีเพียง 4 หน้า

พรุ่งนี้ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงรัฐสภาไทย นั่นคือ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นพรุ่งนี้เลยทีเดียว หลังจากพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ยื่นเรื่องขอให้ตีความแล้ว สถานการณ์นี้ทำให้กฎหมายสำคัญชะงักไปก่อน รอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ มาดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรบ้าง และจะกระทบอะไรต่อการเมืองไทยบ้าง

ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน

จากข้อมูลล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ว่า พรุ่งนี้ 12 พฤษภาคม ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะส่งเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามที่ ส.ส. จากพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวบรวมรายชื่อยื่นผ่านประธานสภา นายกรวีร์ยืนยันว่า นี่เป็นสิทธิ์ของ ส.ส. ตามกฎหมาย และประธานสภาฯ ยังไม่สามารถบรรจุวาระการพิจารณากฎหมายนี้ได้ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลก่อน

การเคลื่อนไหวนี้นำไปสู่ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนของประเทศ พ.ศ. 2567 กฎหมายนี้ถูกเสนอโดยรัฐบาลเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันแพงและปัญหาพลังงานที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.กู้เงิน คืออะไร และทำไมถึงถกเถียง?

พ.ร.ก.กู้เงินนี้มุ่งแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่ไทยกำลังเผชิญ โดยรัฐบาลต้องการกู้เงินจำนวนมากเพื่อ补贴ราคาพลังงาน สนับสนุนโครงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจน แต่ฝ่ายค้านมองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นการออก พ.ร.ก. ที่ต้องมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ และการกู้เงินแบบนี้ถูกต้องตามมาตรา 67 หรือเปล่า

สาเหตุที่ ปชน.-ปชป. ยื่นเรื่อง

พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลัก ได้รวบรวม ส.ส. ยื่นผ่านประธานสภา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากศาลรับคำร้องและวินิจฉัยว่าถูกต้อง กฎหมายก็เดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าผิด ก็อาจล้มทั้งกระบวนการ สร้างความตึงเครียดในสภา นายกรวีร์มองว่าเป็นกระบวนการปกติที่แสดงถึงการถ่วงดุลอำนาจ

ผลกระทบต่อวาระสภาและกฎหมายอื่นๆ

นอกจากนี้ ในวันที่ 15 พฤษภาคม จะมีประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณากฎหมายที่ ครม. ยืนยันกลับมา สัปดาห์หน้าจะบรรจุกฎหมายฟาสต์แทร็ก ซึ่งลดขั้นตอนราชการ เพื่อเร่งโครงการรัฐบาล คาดอาจเข้าวาระ 20 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยังกำชับให้ ครม. เข้าประชุมสภา หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน เพื่อประสานงานระหว่าง ครม. กับสภา

  • ประชุม ครม. พรรคภูมิใจไทย: ติดตามงานที่ นายกฯ มอบหมาย
  • วาระสภา 15 พ.ค.: พิจารณากฎหมายยืนยันจาก ครม.
  • สัปดาห์หน้า: กฎหมายฟาสต์แทร็ก และกฎหมาย ส.ส.
  • กระทู้ถาม: นายกฯ สั่งให้ตอบในสภา

สถานการณ์ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน นี้ สะท้อนการเมืองไทยที่เข้มข้น ฝ่ายค้านใช้กลไกศาลตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักประชาธิปไตยที่ดี

ในมุมมองของผม การวินิจฉัยครั้งนี้จะกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานไทย หากผ่านได้ รัฐบาลจะคล่องตัวขึ้น แต่ถ้าตก ก็ต้องหาทางอื่น ลองคิดดูนะครับว่าปัญหาพลังงานจะคลี่คลายเมื่อไหร่ คุณคิดว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่าง ติดตามอัพเดทข่าวการเมืองเพิ่มเติมในบล็อกนี้เลยครับ!

ที่มา – พรุ่งนี้ ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน. วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน หลัง ปชน.-ปชป. ยื่นเรื่อง

“อภิสิทธิ์” ยันยื่นศาล รธน. พ.ร.ก.กู้เงิน

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อตรวจสอบว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและพลังงานสะอาดขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงเหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามที่กฎหมายกำหนด และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ฝ่ายค้านจะยื่นหนังสือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกับพรรคประชาชนแล้ว

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านทักท้วงคือ การตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการพลังงานกว่า 2 แสนล้านบาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า รัฐบาลอ้างตัวอย่างการกู้ในอดีต แต่ต้องดูข้อเท็จจริงและมาตรฐานสากลในการวัด “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

เปรียบเทียบการกู้เงินในอดีตกับปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างการกู้ พ.ร.ก. ในอดีต 3 ครั้งเพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่าง:

  • ครั้งที่ 1: วิกฤตต้มยำกุ้ง ทุนสำรองเกือบหมด เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง
  • ครั้งที่ 2: สมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ การท่องเที่ยวและส่งออกติดลบ คาดตกงานจำนวนมาก เศรษฐกิจหดตัว แม้ใช้ทุกมาตรการแล้วยังไม่พอ
  • ครั้งที่ 3: โควิด-19 หยุดกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งระบบ

แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สิ้นเดือนมีนาคม ส่งออกบวก ลงทุนบวก บริโภคบวก เศรษฐกิจโดยรวมบวก การจัดเก็บรายได้ถึงกุมภาพันธ์ก็ตามเป้า ดังนั้นไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า เศรษฐกิจมีปัญหาจากสงครามทำให้น้ำมันแพง ต้นทุนผลิตแพง แต่เสนอทางเลือก เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 4 เดือน ใช้เงินแค่ 60,000 ล้านบาท น้ำมันถูกลง 7 บาททันที ดีกว่ากู้ 200,000 ล้านบาท 4 เดือน และไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ

สวนกลับ “เอกนิติ” เรื่องแจกเงินไม่มุ่งเป้า

นายอภิสิทธิ์สวนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่บอกลดภาษีไม่มุ่งเป้าเพราะคนรวยก็ได้ประโยชน์ โดยยอมรับว่าการเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ สามารถทำได้จากงบปกติ แต่ตั้งคำถามการแจกเงิน 30 ล้านคนผ่านแอป ที่คนมีมือถือดี สัญญาณดี มือไวถึงได้ นี่มุ่งเป้าตรงไหน? เป็นการช่วยแบบไม่ก่อหนี้สาธารณะมหาศาล และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

มีวิธีช่วยประชาชนอื่นๆ อีกมากโดยไม่ต้องกู้หนี้เพิ่ม และยืนยันจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขัดขวางการช่วยเหลือ แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย

เชื่อศาลรับคำร้อง สภายุติรอผล แม้พรรคก้าวไกลไม่ลงชื่อร่วม แต่เชื่อศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา และสภาต้องหยุดพิจารณาร่างตามกฎหมาย ทันกำหนด 14 พฤษภาคม

ประเด็น “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน สะท้อนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่สำคัญในระบบประชาธิปไตยไทย การตัดสินใจใช้งบประมาณมหาศาลต้องโปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงินหรือลดภาษี อะไรแก้ปัญหาได้ดีกว่า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

“อนุทิน” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” ไทยช่วยไทย

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็น “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่คนสนใจมากในช่วงนี้ รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของอนุทิน มุ่งเน้นการเยียวยาเศรษฐกิจให้ประชาชนท่ามกลางวิกฤตที่ยืดเยื้อ

“อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่นายอนุทินกำลังให้สัมภาษณ์เรื่องร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งถูกนายกรณ์ จาติกวนิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์ว่าอาจกระทบวินัยการเงินการคลัง นายกฯ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ต้องคิดเช่นนั้น เราเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน” แสดงถึงทัศนคติที่มุ่งผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

ไม่เปรียบเทียบโครงการไทยเข้มแข็งกับไทยช่วยไทย

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กับ “ไทยช่วยไทย” ในรัฐบาลปัจจุบัน นายอนุทินย้ำว่า เจตนารมณ์คือการช่วยเหลือประชาชนให้เศรษฐกิจดีขึ้นทั้งคู่ อย่าไปเปรียบเทียบเพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้ง รัฐบาลชุดนี้ยืนยันที่จะเร่งดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนให้คลี่คลายโดยเร็ว

โครงการไทยช่วยไทยนี้เป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลอนุทินผลักดัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การช่วยเหลือ SME การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และการกระจายเงินเข้าสู่ชุมชน ซึ่งแตกต่างจากโครงการเก่าในแง่บริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปหลังโควิด-19

ตอกกลับศิริกัญญาเรื่องเอกสาร 5 ใบ

ส่วนกรณีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่วิจารณ์ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านว่ามีเอกสารเพียง 5 ใบ นายกฯ ตอกกลับอย่างแซ่บว่า “ถือว่าเป็นประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่บอกว่าคนทำงานเป็นกับคนยังไม่เคยทำงาน” พร้อมเว้นจังหวะก่อนพูดต่อว่า “พูดไปเดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก” สะท้อนประสบการณ์การทำงานจริงของผู้นำที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน

นายกรณ์ที่ออกมาท้วงติงด้วยประสบการณ์ทางการเมือง นายกฯ ก็รับฟังส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ย้ำว่าประสบการณ์ทุกคนมี อย่าเอามาข่มกัน เห็นผลงานกันชัดๆ

  • จุดเด่นของไทยช่วยไทย: เร่งเยียวยาเศรษฐกิจฐานราก
  • ตอบโต้ฝ่ายค้าน: มุ่งช่วยประชาชนไม่ใช่การเมือง
  • ประสิทธิภาพเอกสาร พรก.: สั้นกระชับแต่ครบถ้วน
  • ไม่เปรียบโครงการเก่า: หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

บริบทเศรษฐกิจและการเมืองไทยปัจจุบัน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้า รัฐบาลต้องใช้เครื่องมืออย่าง พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อกระตุ้นการลงทุน โครงการไทยช่วยไทยจึงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่สโลแกน การตอบโต้ของอนุทินแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่ยอมให้การเมืองมาขัดขวาง

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมองว่านโยบายนี้จะช่วยลดช่องว่างรายได้และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ หากเทียบกับไทยเข้มแข็งที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า ไทยช่วยไทยปรับให้เหมาะกับยุคดิจิทัลและ PME

นอกจากนี้ การเมืองไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น การตอบโต้แบบนี้ของอนุทินช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาดแต่มีเหตุผล

สุดท้ายแล้ว “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น เป็นบทเรียนว่าการเมืองควรเน้นผลงานมากกว่าคำพูด คิดดูสิครับ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าลงมือ ประชาชนจะเดือดร้อนต่อไปอีกนาน

ความเห็นของเรา: รัฐบาลควรเดินหน้าต่อไปด้วยไทยช่วยไทย เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี สวัสดีครับเพื่อนๆ คนกรุงเทพฯ ทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวการเมืองท้องถิ่นที่น่าติดตามมาฝากกัน พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. กำลังเคลื่อนไหวร้อนแรง เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์แบบแย้มๆ ว่าผู้สมัครคนนี้เป็นผู้ชาย อายุยังไม่ครบ 60 ปี มีบุคลิกภาพดี และมีประวัติการทำงานที่น่าจับตามอง

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ข่าวนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ “อภิสิทธิ์” ก่อนเข้าร่วมการปฐมนิเทศผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรค เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 พรรคปชป. ยืนยันความพร้อมเต็มสูบ ทั้งทีมงาน นโยบาย และผู้สมัคร โดยเน้นย้ำว่าพร้อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญปัญหาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาเมืองให้ทันสมัย

อภิสิทธิ์ยังชูจุดเด่นของพรรคที่มุ่งมั่นสร้างเอกภาพในทีมผู้สมัครสก. ครบทุกเขต ซึ่งผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว การปฐมนิเทศครั้งนี้เป็นการซักซ้อมความเข้าใจเรื่องกฎหมายเลือกตั้งและกรอบการทำงานของพรรค เพื่อให้ทุกคนพร้อมลุยรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคไม่กังวลเรื่องคู่แข่ง แต่โฟกัสที่การนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุง

คุณสมบัติเด่นของผู้สมัครที่ปชป. แย้มเบาๆ

จากที่แย้มออกมา ผู้สมัครปชป. คนนี้ตอบโจทย์ภาพลักษณ์ผู้นำท้องถิ่นได้ดีทีเดียว เป็นผู้ชายวัยทำงาน มีบุคลิกดี อายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งน่าจะนำพลังงานสดใหม่มาสู่การบริหารกทม. ที่ต้องการความคล่องตัวและนวัตกรรม นอกจากนี้ยังมีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเต็มๆ ในวันเปิดตัว

ย้อนดูอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี ผู้ก่อตั้งเคยเขียนไว้ชัดเจนว่า “รัฐควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากที่สุด” สมัยนั้นยังไม่มี อบจ. อบต. หรือผู้ว่าฯ ที่เลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่ปชป. คือพรรคที่ผลักดันกฎหมายบริหารราชการกทม. พ.ศ. 2528 จนเป็นรากฐานมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างแนวคิดพรรคกับการเมืองท้องถิ่น

นโยบายที่คาดหวังจากปชป. ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

แม้ยังไม่เปิดตัว แต่จากท่าทีของอภิสิทธิ์ คาดว่านโยบายจะเน้นแก้ปัญหาเรื้อรังของกทม. เช่น การจัดการจราจรด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ครบวงจร การป้องกันน้ำท่วมด้วยโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ การพัฒนาสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริการประชาชน เช่น แอปพลิเคชันแจ้งปัญหาแบบเรียลไทม์ ทีมสก. ที่ครบทีมจะช่วยเสริมพลังให้ผู้ว่าฯ ทำงานได้เต็มที่

การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญ เพราะกทม. คือหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ ชาวกรุงกว่า 10 ล้านคนรอคอยผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีวิสัยทัศน์ ปชป. ที่มีประสบการณ์ยาวนานในเวทีท้องถิ่น ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ เปรียบเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น พรรคเพื่อไทย หรือก้าวไกล ที่มีผู้สมัครเด่นๆ ออกมาแล้ว

  • จุดแข็งของปชป.: อุดมการณ์ชัดเจน ประสบการณ์บริหารท้องถิ่น
  • ทีมสก. ครบทุกเขต พร้อมสนับสนุนผู้ว่าฯ
  • นโยบายตอบโจทย์คนกรุง เช่น จราจร น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม
  • ผู้สมัครบุคลิกดี อายุน้อย พลังเยาว์

ในมุมมองของผม ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. ครั้งนี้ น่าจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้วงการการเมืองได้ไม่น้อย เพราะรายละเอียดที่แย้มมามีเสน่ห์น่าติดตาม ชาวกรุงเทพฯ ควรศึกษาทุกทางเลือกให้ดี เพื่อเลือกผู้นำที่ใช่จริงๆ คุณคิดว่าผู้สมัครคนนี้จะเป็นใคร? ติดตามอัปเดตข่าวสารการเลือกตั้งกทม. และนโยบายจากพรรคต่างๆ ได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ!

ที่มา – ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่า ฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี

ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในยุคที่ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 และ PM0.1 กำลังกลายเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เพิ่งจัดเสวนา “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ Forum ครั้งที่ 3” หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ คืนชีวิตให้เมือง” ซึ่งตรงกับประเด็น ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 ชูโมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนการเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

งานนี้จัดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 ที่กรุงเทพฯ มีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอย่าง ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันภัยพิบัติ และดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐ เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม มาร่วมเสวนา โดยมี ส.ส.สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ เป็นผู้ดำเนินรายการ และดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคดูแลนโยบายมาร่วมฟังด้วย

ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1

ศ.ดร.ศิวัช เปิดประเด็นด้วยการก้าวข้ามค่าฝุ่น PM2.5 ไปสู่ PM0.1 ซึ่งเล็กลงและอันตรายกว่า เพราะทะลุเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้เราไม่รู้ตัวว่ากำลังสูดสารพิษอะไรเข้าไปบ้าง ค่าฝุ่นต่ำไม่ได้แปลว่าอากาศดีเสมอไป เพราะฝุ่นน้อยอาจแฝงสารก่อมะเร็ง (PAHs) สูง ในขณะที่ฝุ่นมากอาจมีสารพิษน้อยกว่า การดูแค่ AQI พื้นฐานจากก๊าซจึงไม่พอ ต้องโฟกัสสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว จากแหล่งกำเนิดอย่างการปิ้งย่าง เตาเผาขยะ โรงงาน

ผลกระทบไม่ใช่แค่ปอด แต่รวมถึงโรคเบาหวาน โรคไต อัลไซเมอร์ ใน กทม. ต้นตอหลักคือยานพาหนะ แต่มีฝุ่นทุติยภูมิจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซ VOCs BVOCs NOx NH3 SO2 การจัดการยากเพราะฝุ่นข้ามเขตตามลม ผู้ว่าฯ กทม. อาจไม่ครอบคลุม นอกจากนี้ยังโยงกับ climate change เพราะ OC และ EC ในฝุ่นส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

ข้อเสนอแนะจากศ.ดร.ศิวัช เพื่ออากาศสะอาด

  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ทันสมัย บรรจุมาตรฐานสารก่อมะเร็ง
  • ปลูกต้นไม้ชาญฉลาด เลือกพันธุ์ดูดฝุ่นดี ไม่ปล่อย BVOCs มาก ใช้ biodiversity ไทย
  • ยกระดับเทคโนโลยี AI Data เซนเซอร์ดาวเทียม ข้อมูล 3 มิติ
  • มาตรการระยะสั้น-ยาว: ขยาย monitoring network ควบคุมดีเซล ส่งเสริม WFH Early Warning System

ส่วนดร.บัณฑูร ชำแหละปัญหาว่ารัฐทำงานแบบฤดูกาล ตื่นตัวแค่ 3-4 เดือนช่วงฝุ่น แล้วลืม งบน้อย กระจายอำนาจกลวง รากเหง้าคือความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เช่น ชุมชนในอุทยานดอยสุเทพ 54 แห่ง แต่รัฐจัดการแค่ 1 แห่ง กฎหมาย command-control ไม่พอ ต้องใช้ science-tech

ยุทธศาสตร์ 8-3-1 คือกุญแจ: 8 เดือน ทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง แก้สาเหตุ สร้างเศรษฐกิจชุมชน จัดการเชื้อเพลิง ปลดล็อกโครงสร้าง ตัวอย่างลำปางเปลี่ยนข้าวโพดเป็นมะม่วง สิงห์บุรีไร่อ้อยไม่เผา ลดฝุ่นได้ 30% 3 เดือน รับมือวิกฤต สนับสนุนหน้างานอุทยานฯ ที่ขาดแคลน 1 Project Mega Project เปลี่ยนเศรษฐกิจ Nature Positive ปลูกไม้ระยะสั้น-ยาว สร้างรายได้ ลดเผา ลดยากจน บรรลุ Net Zero

เสนอ 1 Big Project ใน 4 จังหวัดเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน กรณีเชียงใหม่: สำรวจป่า จัดสรรสิทธิชุมชน ปรับกฎแยกอุทยาน-ป่าชุมชน

โมเดลเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า

โมเดลนี้เด่น ชูเศรษฐกิจบวก สมดุลสิ่งแวดล้อม-ปากท้อง ปลูกไม้ขายได้ใน 2-10 ปี ทำเฟอร์นิเจอร์ แก้เผาป่า ลดฝุ่น ช่วย Net Zero

ยุทธศาสตร์นี้ดูมีอนาคตสดใส หากรัฐนำไปใช้จริง จะคืนฟ้าสะอาดให้คนไทยได้แน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์เจอฝุ่นพิษ หรือไอเดียแก้ปัญหาในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ติดตามบล็อกเพื่อข่าวสารสิ่งแวดล้อมและนโยบายดีๆ เพิ่มเติม!

ที่มา – ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 ชูโมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า

กรณ์ย้ำไม่เร่งด่วน พรก.กู้ 4 แสนล้าน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องร้อนๆ ในวงการรัฐสภาเลยนะครับ นั่นคือ “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ รวมพลังแท็กทีมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอตีความว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ โดยจะยื่นผ่านประธานสภาในวันที่ 11-12 พฤษภาคมนี้เลย!

“กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้

ที่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อเช้าวันที่ 8 พ.ค. 2569 นายกรณ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างละเอียด โดยยืนยันว่าพร้อมยื่นคำร้องแล้ว และประสานพรรคก้าวไกลให้ร่วมลงชื่อด้วย (รอเคาะมติ) คาดว่าประธานสภา ‘โสภณ ซารัมย์’ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 2-3 วัน ทันก่อนสภาฯ พิจารณาพ.ร.ก.ในสัปดาห์หน้าแน่นอนครับ สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องหยุดพิจารณา รอคำวินิจฉัยศาล ไม่เกิน 60 วัน ตามกฎหมาย ถ้ามั่นใจว่าถูกต้อง ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวการตรวจสอบ!

กรณ์ จาติกวณิช พูดถึง พ.ร.ก.เงินกู้

เหตุผลหลักที่ “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

นายกรณ์ชี้แจงร่างคำร้องของพรรคประชาชนว่ามีประเด็นกังวลชัดเจน โดยเหตุผลรัฐบาลอ้างไม่ใช่ ‘วิกฤติเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้’ ตามมาตรา 172 ที่กำหนดให้ พ.ร.ก. ต้องแก้ปัญหาความมั่นคงเศรษฐกิจทันทีเท่านั้น ลองมาดูกันครับ:

  • วิกฤติพลังงาน-ราคาน้ำมันแพง: แก้ได้ด้วยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือปรับสูตรคำนวณราคา ไม่ต้องกู้ใหญ่!
  • โครงการคนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย (1 มิ.ย.): ใช้วงเงินโอนงบประมาณปี 2569 กว่า 4.4 หมื่นล้านบาท ออก พ.ร.บ. โอนงบได้เลย ไม่ต้อง พ.ร.ก. ถ้าช้าเพราะยื่นศาล รัฐบาลจัดการเองได้
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์): นายภราดร ปริศนานันทกุล รมช.ประจำสนช. ยอมรับในสภาวันที่ 7 พ.ค. ว่าจะกู้ 2 ก้อน ปี 2569 กู้ 2 แสนล้าน ปี 2570 อีก 2 แสน! นี่แหละจับได้คาหนังคาเขาว่าไม่เร่งด่วน เพราะกู้ปีหน้าก็ได้ กำหนดใน พ.ร.บ.งบ 2570 ดีกว่า

กรณ์ย้ำชัด ‘ผมไม่คัดค้านโครงการ แต่กังวลวินัยการเงินการคลัง ถ้ากู้เกินจำเป็น เศรษฐกิจชาติเดือดร้อน ประชาชน遭กระทบอนาคต’ มั่นใจศาลรับคำร้องเพราะขัดมาตรา 172 ชัดเจน ถ้าตีตก รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมือง ‘ต้องถามรัฐเอง’

น่าสนใจที่ต้นตอ พ.ร.ก. มาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝั่งกฎหมาย แต่ปลัดคลังกลับบอก ‘ไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นจำเป็น’ เพียง 3 สัปดาห์ก่อน! วันนั้นไม่จำเป็น วันนี้เร่งทำไม? นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีกฎหมายกำกับ ไม่ให้รัฐบาลใช้เงินสุ่มสี่สุ่มห้า มิฉะนั้นสถานะการคลังพังได้จริงๆ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเงินรัฐบาลไทยมานาน การออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องรัดกุม เพราะกระทบหนี้สาธารณะ ดอกเบี้ยพุ่ง เศรษฐกิจชะงัก ในอดีตเคยมี พ.ร.ก. ถูกศาลตีตกมาแล้วหลายครั้ง เพื่อปกป้องประชาชน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบถูกต้องแล้วครับ

สุดท้าย “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ข้ามเส้นวินัยการคลัง สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจยั่งยืน คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? รัฐบาลควรรับผิดชอบยังไงถ้าศาลตีตก? มาคุยกันในคอมเมนต์เลยนะครับ ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย

วันนี้เรามาส่องประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัยกันครับ ท่านนี้คือฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครชั้นใน โดยเฉพาะย่านเยาวราชที่เต็มไปด้วยชุมชนจีนโบราณและการค้าขายคึกคัก พินิจคือลูกหลานตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย

นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ หรือที่ชาวเยาวราชเรียกติดปากว่า “สก.พินิจ” อายุ 69 ปี เกิดวันที่ 17 สิงหาคม 2499 จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการบริหารทั่วไป จากมหาวิทยาลัยเกริก ท่านเป็นหลานชายของเสี่ยส่ง กาญจนชูศักดิ์ เจ้าของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังตราปลามังกรชื่อดังในย่านเยาวราช ปทุมวัน สัมพันธวงศ์ เสี่ยส่งยังเป็นโปรโมเตอร์มวยดังและผู้จัดการทีมมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ทำให้ตระกูลนี้เป็นที่เคารพในวงการกีฬาและชุมชน

ตระกูลกาญจนชูศักดิ์: บ้านใหญ่กรุงเทพชั้นใน

ตระกูลกาญจนชูศักดิ์คือตัวอย่างของครอบครัวไทยเชื้อสายจีนที่สร้างตัวจากธุรกิจค้าขายในย่านชุมชนจีน สู่ความสำเร็จในวงการกีฬาและการเมือง ปี 2538 เสี่ยส่งส่งบุตรสาว “อรทัย กาญจนชูศักดิ์” (ฐานะจาโร) ลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 2 พรรคพลังธรรม ได้รับชัยชนะ สร้างชื่อให้ตระกูล

ตามด้วยปี 2541 นายพินิจลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตสัมพันธวงศ์ พรรคประชาธิปัตย์ และชนะเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง 5 สมัย! ทำให้ท่านครองใจชาวเขตนี้มานานกว่า 20 ปี ด้วยการคลุกคลีแก้ปัญหาชุมชน เช่น ปัญหาการจราจร ความสะอาด และการค้าขาย

ปี 2544 น้องสาว “น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์” ได้เป็นสก.เขตปทุมวัน พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนขยับไปเป็น ส.ส.กทม.เขตปทุมวัน-สัมพันธวงศ์ พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม 2 สมัย (2550, 2554) แม้บางช่วงจะแข่งกับญาติในพรรคไทยรักไทย แต่ตระกูลนี้ยังคงแข็งแกร่ง

ชัยชนะถล่มทลายในศึกเลือกตั้งล่าสุด

ในการเลือกตั้งสก.ปี 2566 เขตสัมพันธวงศ์ พินิจ กาญจนชูศักดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ คว้าคะแนน 4,613 เสียง ทิ้งห่างนายจักรกฤช ธนดิตถ์ จากพรรคก้าวไกล (1,672 เสียง) เกือบ 3,000 คะแนน! แสดงถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่น แม้กระแสสีส้มจะมาแรง แต่พินิจก็ดับกระแสได้สบาย

ปัจจุบัน น.ส.อรอนงค์ยังเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคในกทม.

ผลงานเด่นในสภากรุงเทพฯ

  • คณะกรรมการสามัญ 2565-ปัจจุบัน: ประธานคณะกรรมการการวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการกีฬา, กรรมการสาธารณสุข, กรรมการปกครองและความสงบ
  • คณะกรรมการวิสามัญ: พิจารณางบประมาณ 2566, ทุนวิจัยแพทย์, ถ่ายโอนกิจการจราจร
  • ปี 2566: รองประธานคณะวิสามัญประมวลจริยธรรมสก., โฆษกสภากรุงเทพฯ, กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

ผลงานเหล่านี้ช่วยพัฒนาเขตสัมพันธวงศ์ให้เป็นย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่คึกคัก ส่งเสริมวัฒนธรรมจีนและกีฬาในชุมชน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย แสดงให้เห็นถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เข้าใจชุมชนจริงๆ จากรากเหง้าธุรกิจและกีฬา สู่การเมืองที่ยั่งยืน ด้วยความทุ่มเท ท่านไม่เพียงรักษาเก้าอี้ได้ แต่ยังพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ในมุมมองผม พินิจคือแบบอย่างของนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีฐานะมั่นคงและทำงานจริงจัง หากเลือกตั้งรอบใหม่ ท่านน่าจะยังคงเป็นแชมป์ต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไรกับเส้นทางของสก.พินิจ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองกทม.เพิ่มเติมได้เลยครับ!

ที่มา – ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย ฐานเสียงสำคัญพรรคประชาธิปัตย์

Scroll to top