พรรคประชาธิปัตย์

ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับอดีต

ในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจที่ตึงเครียด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาแสดงความเห็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดย ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน กับวิกฤติในอดีต พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจพาประเทศไทยไปสู่หายนะทางการคลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล

ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ในการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท น.ส.ศิริภา ยอมรับผลงานของนายเอกนิติในอดีต ทั้งในฐานะอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ที่ช่วยจัดหาเงินให้รัฐได้อย่างมาก แต่ย้ำว่าการเป็นรัฐมนตรีคลังต้องคำนึงถึงเสถียรภาพการคลังมากกว่า

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ นายเอกนิติกล้าเปรียบเทียบ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้กับการกู้ในอดีต เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ซึ่งตอนนั้น GDP ติดลบหนักและจำเป็นต้องกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ต่างออกไป เศรษฐกิจไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น การกู้เงินเพิ่มจึงเสี่ยงทำให้ภาระหนี้สาธารณะระยะยาวพุ่งสูง แม้จะไม่เกินเพดานที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนด แต่สุดท้ายประชาชนต้องแบกรับ

เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ

น.ส.ศิริภา เตือนว่ารัฐบาลควรหาทางเลือกอื่นในการรับมือวิกฤติพลังงาน แทนการกู้เงินเพื่อโครงการที่ไม่ชัดเจน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมมากกว่า “หวังว่าวันนั้นมาถึงท่านจะสามารถหาทางออกได้ดีกว่าการขูดรีดภาษีจากพี่น้องประชาชนตามความเชี่ยวชาญของท่าน” เธอระบุ

ประเด็นนี้จุดประกายการถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการหนี้สาธารณะของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 60% ของ GDP การกู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาทหรือ 0.8% ของ GDP อาจดูไม่มาก แต่เมื่อสะสมจะกระทบงบประมาณในอนาคต

เหตุผลที่ปชป. ตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน

  • สถานการณ์ต่างจากอดีต: GDP ไม่ติดลบ ไม่ใช่วิกฤติรุนแรง
  • ภาระหนี้ระยะยาว: เพิ่มดอกเบี้ยจ่าย สุดท้ายตกกับประชาชน
  • โครงการไม่ชัดเจน: เงินกู้ไปใช้อย่างไร ต้องตรวจสอบ
  • ทางเลือกอื่น: ลดภาษี ปรับนโยบายพลังงาน โดยไม่ต้องกู้

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจหลายคนเห็นด้วยกับปชป. ว่าการกู้เงินควรเป็นทางสุดท้าย และต้องมีแผนชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดฟองสบู่หนี้ การเปรียบเทียบกับอดีตอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการกู้ครั้งนี้จำเป็นเท่ากับวิกฤติใหญ่

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรเน้นการตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน พรรคฝ่ายค้านอย่างปชป. มีบทบาทสำคัญในการเตือนภัย หากรัฐบาลฟังเสียงเตือนนี้ อาจช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคตได้

สุดท้ายแล้ว ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน สะท้อนถึงความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นจริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลกระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับสถานการณ์ในอดีต เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ

“ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม

“ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปข้อมูลสำคัญจากคำชี้แจงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เข้าใจง่าย ๆ กันครับ

“ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม

วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายชัชชาติ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่งบประมาณประจำปี 2568 ของ กทม. มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายมากถึง 5,000 ล้านบาท โดยยืนยันชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม ที่สะสมมาหลายสิบปี ไม่ใช่ผลงานใหม่ที่เกิดขึ้นในสมัยตนเอง การตั้งงบประมาณของ กทม. จะยึดหลักสมดุล คือตั้งรายรับเท่ากับรายจ่ายเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืม แต่ในทางปฏิบัติ หากหารายได้ได้มากกว่าที่คาดการณ์ หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ก็จะเกิดส่วนต่างหรือเงินเกินขึ้นมา

ยกตัวอย่างปีงบประมาณ 2568 ที่มีเงินเกินกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แม้ช่วงโควิด-19 รายได้จะลดลง แต่ปัจจุบัน กทม. พยายามบริหารให้มีเงินเหลือมากที่สุด เพราะต้องนำไปจ่ายหนี้บีทีเอส กว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจ่ายขาดสะสมมานาน ไม่ใช่มาจากงบประมาณปกติ หากเงินก้อนนี้หมด ผู้บริหารชุดถัดไปจะขาดแคลนเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น การสร้างส่วนต่างงบประมาณจึงสำคัญมาก โดยเงินที่ไม่ได้ใช้จะไหลลงสู่กองทุนสำรอง เพื่อพร้อมรับมืออนาคต

หลักการบริหารงบประมาณ กทม. ในยุคชัชชาติ

นายชัชชาติเน้นย้ำว่า ไม่ได้อ้างผลงานส่วนตัว แต่เป็นการต่อยอดจากอดีต โดยให้นโยบายชัดเจนให้ทีมงานหารายได้ให้มากที่สุด ประหยัดค่าใช้จ่าย และประมูลโครงการให้ได้ราคาถูกสุด เพื่อสร้างส่วนต่าง เช่น ประมูลได้ถูกลงกว่าที่ตั้งไว้ หรือเก็บภาษี ค่า concession ได้เกินเป้า สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ กทม. มีเงินหมุนเวียนดีขึ้น

ตอบโต้ข้อครหาเรื่องเงินสะสมจากยุคอดีต

ส่วนที่นายพงศกร ขวัญเมือง อดีตโฆษก กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าเงินจ่ายหนี้บีทีเอสมาจากยุค พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง นายชัชชาติยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นเงินสะสมต่อเนื่องจริง ๆ และขอบคุณผู้บริหารก่อนหน้าที่ช่วยเติมเงินกองทุน ค่าใช้จ่ายหนี้บีทีเอสเกิดขึ้นก่อนสมัยตน แต่สิ่งสำคัญคือการบริหารปัจจุบันที่ช่วยไม่ให้ขาดทุนเพิ่ม และสร้างสมดุลการเงินให้ยั่งยืน

การจ่ายหนี้บีทีเอสเป็นภาระใหญ่ของ กทม. มูลค่าหลายหมื่นล้าน ซึ่งเกิดจากสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าที่ต้องชดเชยรายได้ขาดทุนให้เอกชน หากไม่บริหารดี อาจกระทบบริการสาธารณะอื่น ๆ เช่น ถนน สวนสาธารณะ หรือสวัสดิการประชาชน การที่ กทม. มีเงินเกินในงบประมาณจึงเป็นสัญญาณบวก แสดงถึงการวางแผนการเงินที่รอบคอบ

  • ตั้งงบสมดุลรายรับ-รายจ่าย
  • หารายได้เกินเป้า
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายจริง
  • นำเงินเหลือจ่ายหนี้และสำรองฉุกเฉิน

จากข้อมูลนี้ เห็นได้ชัดว่าการบริหารของชัชชาติเน้นประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระประชาชนในระยะยาว หากคุณสนใจเรื่องการเงินสาธารณะหรือนโยบาย กทม. ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น

สุดท้าย ขอให้เป็นบทเรียนว่าการบริหารงบประมาณที่ดีต้องมองยั่งยืน ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยงามในปีเดียว

ที่มา – “ชัชชาติ” ยันไม่เคยเคลมผลงาน จ่ายหนี้บีทีเอส ใช้เงินสะสม

“การดี” จี้รัฐแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน คิดสั้นพุ่ง 18%

“การดี” จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน หลังจากเกิดเหตุสะเทือนใจเพื่อนลูกในวัยมัธยมตัดสินใจจบชีวิตตัวเองถึง 2 รายในเวลาไล่เลี่ยกัน สถิติเด็กมัธยมที่เคยคิดสั้นพุ่งสูงถึง 17.6% ทำให้ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต้องลุกขึ้นหารือในสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ดร.การดี ได้นำเรื่องราวใกล้ตัวมาสะท้อนปัญหาสังคม โดยเล่าว่าลูกสาวแจ้งข่าวร้ายว่าเพื่อนในโรงเรียนมัธยมศึกษาตัวเองจบชีวิตลง 2 คนติด ๆ กัน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตสุขภาพจิตของเยาวชนไทยที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกวัน ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มาจากแรงกดดันหลายด้าน เช่น การเรียนที่หนักหน่วง แรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย และปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก

จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต พบว่ากลุ่มอายุ 18-24 ปี มีภาวะซึมเศร้าสูงถึง 26.9% ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษาที่เคยคิดฆ่าตัวตายอย่างจริงจังมีถึง 17.6% หรือเกือบ 18% เลยทีเดียว แม้จะมีนโยบายและ MOU ระหว่างหน่วยงาน แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังไม่ทั่วถึง ทำให้การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน โดยเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการ และ อว. ยกระดับการทำงาน

สาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ปัญหาสุขภาพจิตในวัยเรียนเกิดจากหลายปัจจัยที่ทับถมกัน ดังนี้

  • แรงกดดันจากการเรียน: คะแนนสอบ การแข่งขันเพื่อเข้าวิทยาลัย ทำให้เด็กเครียดสะสม
  • โซเชียลมีเดียและ Peer Pressure: การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในโลกออนไลน์ นำไปสู่ความรู้สึกด้อยค่า
  • ปัญหาครอบครัว: เศรษฐกิจตกต่ำ ความขัดแย้งในบ้าน ส่งผลให้เด็กแบกรับความเครียด
  • ขาดการสนับสนุน: โรงเรียนขาดนักจิตวิทยาและครูแนะแนวที่เพียงพอ

สถิติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องตื่นตัว การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่อาจทวงคืนได้ โดยเฉพาะในเดือนแห่งการรณรงค์สุขภาพจิต (Mind Month)

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ดร.การดี เสนอแนวทางชัดเจน 3 ประการ เพื่อให้การแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • เปลี่ยนจากนโยบายบนกระดาษเป็นการเข้าถึงหน้างานจริง เช่น สายด่วนสุขภาพจิตที่ตอบสนองทันที
  • เพิ่มบุคลากร โดยจัดงบประมาณให้ทุกโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีนักจิตวิทยาและครูแนะแนวประจำ
  • สร้างความตระหนักรู้ในสังคม ลดการตีตรผู้มีปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้ทุกคนกล้าเปิดใจขอความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ยังควรบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อติดตามและป้องกันความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น หากรัฐบาลลงมือจริง ปัญหานี้จะไม่ลุกลามต่อไป

สุขภาพจิตคือรากฐานของอนาคตชาติ หากปล่อยไว้ เยาวชนไทยจะเผชิญวิกฤตหนักขึ้น ในฐานะสังคม เราควรเริ่มจากตัวเอง โดยฟังลูกหลานมากขึ้น สังเกตสัญญาณเตือน และสนับสนุนให้โรงเรียนมีบริการจิตวิทยา ลองนึกภาพถ้าเด็กทุกคนมีพื้นที่ปลอดภัยในการระบาย ความสูญเสียแบบนี้จะลดลงได้มาก

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และติดตามการแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนจากภาครัฐต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากเราทุกคน

ที่มา – “การดี” จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน เผยตัวเลขมัธยม “คิดสั้น” พุ่งเกือบ 18%

“สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพงและค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ฝ่ายค้านวิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า โดยยืนยันว่าเงินก้อนนี้จะส่งตรงถึงมือชาวบ้านจริงๆ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ใช่เอาไปสร้างถนนแบบในอดีต

“สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์โต้แย้งฝ่ายค้านที่กล่าวหาว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเพียง “ตีเช็คเปล่า” โดยนายสิริพงศ์ชี้แจงว่า แตกต่างจากโครงการกู้เงินในยุคก่อนหน้าที่มักนำเงินไปใช้กับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ถนนหรือสะพาน ซึ่งเงินไม่ค่อยถึงมือประชาชนโดยตรง

สำหรับ พ.ร.ก.ล่าสุดนี้ เงินทั้งหมดจะถูกส่งตรงถึงประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 2 แสนล้านบาทแรก สำหรับเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน และอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การช่วยเหลือดอกเบี้ยสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบคนละครึ่ง ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าระยะยาวให้กับประชาชน

ทำไมต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินด่วน

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายค้านอาจไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการช่วยเหลือแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้ ซึ่งต่างจากอดีตที่เงินกู้มักถูกใช้กับโครงการขนาดใหญ่ แต่ครั้งนี้รัฐบาลมั่นใจว่าเข้าเงื่อนไขเร่งด่วน เนื่องจากงบกลางปีปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งดำเนินการก่อนที่งบประมาณปี 2568 จะออกมา

นอกจากนี้ ยังมีการตอบโต้กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความเร่งด่วนของ พ.ร.ก. โดยยืนยันว่าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลได้ตรวจสอบแล้วว่าครบถ้วนตามเงื่อนไขทุกประการ

รายละเอียดโครงการที่เงินจะถึงมือประชาชน

  • ไทยช่วยไทยพลัส (2 แสนล้านบาทแรก): โครงการนี้จะช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยอาจเป็นเงินสดหรือบัตรช่วยเหลือเพื่อลดค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถยนต์ ส่งตรงเข้าบัญชีประชาชน ลดภาระค่าครองชีพทันที
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (2 แสนล้านบาทหลัง): สนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (โซลาร์รูฟท็อป) รัฐช่วยดอกเบี้ย 50% ประชาชนช่วยอีก 50% ช่วยให้บ้านเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟฟ้าต่อเดือนหลายร้อยบาท สอดคล้องกับนโยบายพลังงานยั่งยืน

โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยคาดว่าจะสร้างการจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนนับหมื่นตำแหน่ง

จากประสบการณ์ในอดีต การกู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐานมักใช้เวลานานและเงินรั่วไหล แต่รูปแบบใหม่นี้เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เงินเข้าบัญชีตรง ประชาชนได้ประโยชน์จริง “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า อย่างชัดเจน

ในมุมมองของผู้เขียน การช่วยเหลือแบบนี้เป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่หันมาโฟกัสประชาชนเป็นศูนย์กลาง แทนการลงทุนโครงสร้างที่อาจล่าช้า คุณล่ะคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” โต้ฝ่ายค้านกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่ตีเช็คเปล่า แจงเงินถึงมือชาวบ้านผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส”

ปชป. อนุมัติ สก. 50 เขต ผู้ว่าฯกทม. เปิดตัว พ.ค.

สวัสดีครับชาวกรุงเทพฯ ทุกท่าน วันนี้มีข่าวการเมืองท้องถิ่นที่น่าติดตามมากเลยทีเดียว พรรคประชาธิปัตย์ หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ ปชป. ได้ประกาศข่าวใหญ่ไปแล้ว นั่นคือ ปชป. อนุมัติว่าที่ผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขต ครบทีมสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคเป็นผู้ประกาศเอง เรียกได้ว่าปชป. พร้อมลุยศึกเลือกตั้งกทม. แบบเต็มสูบเลยครับ

ปชป. อนุมัติว่าที่ผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขต

ข่าวนี้มาจากนายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคได้อนุมัติรายชื่อว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ครบทั้ง 50 เขตเรียบร้อยแล้ว นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของปชป. ในการลงแข่งขันเลือกตั้งสก.กทม. ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ในอนาคตอันใกล้นี้

การอนุมัติรายชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ เพราะกรุงเทพฯ มี 50 เขตเลือกตั้งสก. และปชป. สามารถปิดเกมได้ครบทุกเขต แสดงถึงฐานเสียงที่แข็งแกร่งและทีมงานที่ลงตัว ผู้สมัครแต่ละคนล้วนเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ รับรู้ปัญหาชาวบ้าน เช่น การจราจรติดขัด น้ำท่วม ถนนพัง และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นร้อนในกทม. มาดูรายชื่อกันเลยครับ

รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สก. ปชป. ครบ 50 เขต

  • 1. เขตดุสิต นายศรราม ภูมิไชย
  • 2. เขตพระนคร น.ส.นัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์
  • 3. เขตบางซื่อ นายฐานวัฒน์ สถิตโอฬารโรจน์
  • 4. เขตพญาไท นายอนุชาญ กวางทอง
  • 5. เขตราชเทวี น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ
  • 6. เขตปทุมวัน นายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์
  • 7. เขตบางรัก นายธนากร ลิ้มวาทะรส
  • 8. เขตสัมพันธวงศ์ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์
  • 9. เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ
  • 10. เขตยานนาวา นายสมเกียรติ ปัญญะธารา
  • 11. เขตสาทร นายมนตรี เปรมบุญ
  • 12. เขตบางคอแหลม ดร.สุดคนึง แก้วทอง
  • 13. เขตคลองเตย นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ
  • 14. เขตห้วยขวาง นายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล
  • 15. เขตวัฒนา นายเมธวิน มีสุวรรณ
  • 16. เขตดินแดง น.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์
  • 17. เขตจตุจักร นายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์
  • 18. เขตหลักสี่ นายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์
  • 19. เขตดอนเมือง นายไกรศักดิ์ เสาเวียง
  • 20. เขตสายไหม นายกร สิงห์ธีร์
  • 21. เขตบางเขน นายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง
  • 22. เขตลาดพร้าว นายอัทรัณ มานุพีรพันธ์
  • 23. เขตวังทองหลาง นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์
  • 24. เขตบางกะปิ นายปรัชญา ศรีสะอาด
  • 25. เขตบึงกุ่ม ดร.อาคร ประมงค์
  • 26. เขตคันนายาว น.ส.เกษนันท์ เรืองตาบ
  • 27. เขตสะพานสูง นายอรรถวิทย์ เซะวิเศษ
  • 28. เขตสวนหลวง นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล
  • 29. เขตประเวศ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล
  • 30. เขตบางนา นายศิวโรจน์ แสงจรัสโชติ
  • 31. เขตพระโขนง นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ
  • 32. เขตหนองจอก นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
  • 33. เขตลาดกระบัง นสพ.อนันต์ ฤกษ์ดี
  • 34. เขตมีนบุรี นายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ
  • 35. เขตคลองสามวา นายมนูญ อินช่วย
  • 36. เขตธนบุรี นายสามารถ คุ้มทรงธรรม
  • 37. เขตคลองสาน นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล
  • 38. เขตบางพลัด น.ส.ภัทราพร ปาลวงษ์
  • 39. เขตบางกอกน้อย นายนภาพล จีระกุล
  • 40. เขตตลิ่งชัน นางลักขณา ภักดีนฤนาถ
  • 41. เขตภาษีเจริญ นายวงศธรร์ พิศาลกาญจนกิจ
  • 42. เขตบางกอกใหญ่ นายวิรัช คงคาเขตร
  • 43. เขตจอมทอง นายเจริญ เพ็ชรกิจ
  • 44. เขตราษฎร์บูรณะ นายไสว โชติกะสุภา
  • 45. เขตทุ่งครุ นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์
  • 46. เขตบางขุนเทียน น.ส.เนตรสกาว ชาหอม
  • 47. เขตบางบอน นายสมพร คงโครัด
  • 48. เขตบางแค นายกวิน ชาตะวนิช
  • 49. เขตหนองแขม ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี
  • 50. เขตทวีวัฒนา นายยิ่งยงค์ จิตเพียรธรรม

แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของปชป. ใกล้เปิดตัว

นอกจากสก.แล้ว ทางปชป. ยังอนุมัติแคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. เรียบร้อยเช่นกัน แต่ยังเก็บเป็นความลับสุดยอด รอให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นผู้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในกลางเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ครับ ชื่อนี้ไม่ธรรมดา เพราะอภิสิทธิ์เคยเป็นนายกฯ และมีประสบการณ์การเมืองสูง คาดว่าจะดึงดูดฐานเสียงอนุรักษนิยมและคนรุ่นใหม่ได้ดี

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของปชป. แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการกลับมาครองกทม. ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นเก่าแก่ ปัญหาของกทม. ในปัจจุบัน เช่น การจัดการขยะ การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด ล้วนเป็นวาระที่ปชป. วางแผนแก้ไข ผู้สมัครสก. 50 เขตนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนผู้ว่าฯ หากชนะเลือกตั้ง

ในมุมมองของผม ปชป. ดูพร้อมที่สุดทีมหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยรายชื่อที่ครอบคลุมทุกเขตและผู้นำที่แข็งแกร่ง ชาวกทม. ควรติดตามใกล้ชิด เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จะกำหนดอนาคตเมืองหลวงของเรา

คุณคิดอย่างไรกับการ ปชป. อนุมัติว่าที่ผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขต ครั้งนี้? แคนดิเดตผู้ว่าฯ จะเป็นใคร? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ในกทม. เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – ปชป. อนุมัติว่าที่ผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขต – แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เปิดตัวกลาง พ.ค.

ปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” พบใบสั่งล้วงลูก

ปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” พบหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าด้วยสองแนวทางหลัก เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรมในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” พบใบสั่งล้วงลูกประมูล จี้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวหลังการประชุม ส.ส. ของพรรค โดยเปิดเผยความคืบหน้าที่น่าจับตา พรรคกำลังเร่งรัดยกร่างคำร้องในสองเส้นทางคู่ขนาน เพื่อท้าทายมติของ ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องคดีดังกล่าว ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงที่พรรคตรวจพบ

สองแนวทางหลักของปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

  • แนวทางแรก: ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 236 – ร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน กำลังยกร่างคำร้องเพื่อรวบรวมรายชื่อ ส.ส. ยื่นต่อประธานสภา จากนั้นส่งศาลฎีกาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในคดีนี้ เนื่องจากมีข้อสงสัยในคำวินิจฉัยที่ไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน
  • แนวทางที่สอง: ยื่นขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ – พบหลักฐานใหม่สำคัญสุด นั่นคือ “หนังสือสั่งการ” จากนายศักดิ์สยาม ในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคมนาคม สั่งให้หน่วยงานในสังกัดแจ้งให้ทราบก่อนทุกครั้งที่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง หลักฐานชิ้นนี้ชี้ชัดถึงการแทรกแซงที่อาจขัดกฎหมายป.ป.ช. เรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่ง ป.ป.ช. ยังไม่เคยพิจารณา

นายสาทิตย์ เน้นย้ำว่า หนังสือสั่งการฉบับนี้เป็นหลักฐานน้ำหนักหน่วงที่พิสูจน์การล้วงลูกการประมูลได้อย่างชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่จะบังคับให้ ป.ป.ช. ต้องทบทวนมติใหม่ เพื่อสร้างบรรทัดฐานการตรวจสอบที่โปร่งใส

กำหนดการยื่นคำร้องและความคืบหน้า

คณะทำงานของพรรคคาดว่าจะยกร่างคำร้องเสร็จสมบูรณ์ภายในสัปดาห์นี้ และพร้อมยื่นต่อ ป.ป.ช. ในต้นสัปดาห์หน้า การเคลื่อนไหวนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระบวนการตรวจสอบนักการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

พื้นหลังคดี “ศักดิ์สยาม” และประเด็นทุจริตการประมูล

คดีนี้เริ่มต้นจากข้อกล่าวหาว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม เข้าไปแทรกแซงการประมูลโครงการสำคัญของกระทรวง เช่น โครงการรถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งอื่นๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากญาติหรือบุคคลใกล้ชิดมีส่วนเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. เคยสอบสวนแต่ตัดสินยกคำร้องไปแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่ามีหลักฐานใหม่ที่หลุดรอดการพิจารณา โดยเฉพาะใบสั่งล้วงลูกที่สั่งให้รายงานทุกประมูลตรงถึงรัฐมนตรี ซึ่งผิดหลักธรรมาภิบาล

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่คดีบุคคล แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบการเมืองไทย ที่ผู้มีอำนาจมักใช้ตำแหน่งแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้ประชาชนสูญเสียโอกาสจากโครงการคุณภาพต่ำหรือต้นทุนสูงเกินจริง

ผลกระทบหาก ป.ป.ช. ทบทวนมติสำเร็จ

หาก ป.ป.ช. ยอมรับทบทวนและเปลี่ยนมติ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ ช่วยยกระดับการปราบปรามทุจริต โดยเฉพาะในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและกระทรวงมหาดไทยคมนาคม นอกจากนี้ การใช้ ม.236 ยังแสดงให้เห็นว่าสภาและศาลสามารถกำกับ ป.ป.ช. ได้ หากมีข้อบกพร่องในการวินิจฉัย

พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคเก่าแก่ กำลังแสดงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ายังมีนักการเมืองที่ใส่ใจความโปร่งใส การติดตามคดีนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพการเมืองไทยที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” นี้? เชื่อว่าจะนำไปสู่ความยุติธรรมได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” พบใบสั่งล้วงลูกประมูล จี้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ

“สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ

ข่าวการเมืองกรุงเทพฯ ร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ “สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ และเตรียมประกาศรายชื่อผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ครบ 50 เขตในเย็นวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ดูมั่นใจเต็มเปี่ยม ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่กลับมาสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในพื้นที่กทม.

“สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ

นายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2567 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ใกล้สมบูรณ์แบบแล้วในการสรรหาผู้สมัคร สก. โดยก่อนหน้านี้อนุมัติไป 45 เขต และล่าสุดคณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาเขตที่เหลืออีก 5 เขต ได้แก่ สายไหม บางเขน ดุสิต หนองแขม และบางนา จะประกาศอย่างเป็นทางการหลังประชุมบอร์ดพรรคเวลา 16.00 น.

ในบรรดาผู้สมัคร 50 เขตนี้ มีทั้งอดีต สก. พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยทำคะแนนดี สก. จากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนที่ยอมย้ายมาร่วม รวมถึงบุคคลที่มีผลงานโดดเด่นที่สกลธีเคยเห็นตอนเป็นรองผู้ว่าฯกทม. พรรคคัดสรรจากผลงานและแนวคิดที่สอดคล้องกัน มั่นใจว่าจะปักธงได้หลายเขต เพราะการเลือกตั้ง สก. ไม่ดุเดือดเท่าเลือกตั้งใหญ่

เตรียมเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. กลางเดือนพ.ค.

สำหรับ “สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ ที่จะเปิดตัวช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ สกลธีย้ำว่ายังไม่เปิดชื่อเพราะเจ้าตัวมีภารกิจต้องเคลียร์ แต่รับประกันว่ามีประสบการณ์การเมืองและบริหารธุรกิจเอกชน จะประสานงานกับรัฐบาลได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญ ตัดสินใจลงเพราะอยากร่วมงานกับ “อภิสิทธิ์” และพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อเทียบกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน สกลธียอมรับว่าแชมป์เก่าน่ากลัว แต่ชี้ 4 ปีที่ผ่านมา ยังมีจุดอ่อนหลายเรื่อง เช่น

  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมที่ยังไม่ครบ
  • ระบบ Feeder เชื่อมต่อการเดินทางสาธารณะไม่สมบูรณ์
  • ปัญหาน้ำท่วม การจราจร ที่ประชาชนยังบ่น

แคนดิเดตของพรรคจะตอบโจทย์คนกรุงได้ดีกว่า และพรรคโปร่งใส ส่งในนามพรรค ไม่แอบหนุนหลังแบบอิสระ สกลธีตั้งคำถาม “ชัชชาติอิสระจริงหรือ?” เพราะทุกคนรู้ว่ามีพรรคหนุน

พรรคให้อิสระผู้สมัครทำนโยบายเอง แต่เชื่อว่าทุกคนจะชนะในนามพรรค และพร้อมร่วมมือกับผู้ว่าฯ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร

ความนิยมพรรคประชาธิปัตย์ในกทม.พุ่งสูงขึ้นหลังอภิสิทธิ์กลับมา ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ลุ้นสุดๆ ผู้สมัครทั้งผู้ว่าฯและ สก. มีศักยภาพสูง ลุ้นว่าจะ “ว้าว” คนกรุงได้แค่ไหน

ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งกทม. ล่าสุด และวิเคราะห์นโยบายผู้สมัครแต่ละพรรค เพื่อเลือกตั้งอย่างมีสติในครั้งนี้ คุณคิดว่าแคนดิเดตนักธุรกิจรายนี้จะสู้ชัชชาติได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – “สกลธี”แย้มเพิ่ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักธุรกิจ เตรียมประกาศชื่อผู้สมัคร สก. เย็นนี้

“ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามนายกฯ สอยพิพัฒน์พ้นครม

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในสภาไทยกันเลยครับ “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน เป็นข่าวที่หลายคนจับตา เพราะโยงเรื่องกักตุนน้ำมัน ทุนเทา สแกมเมอร์ และบุคคลระดับสูงในรัฐบาล เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ยิงคำถามสดใส่นายกรัฐมนตรีเรื่องนี้ แต่นายกฯ ส่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม มาแทน แต่พิพัฒน์ติดภารกิจ ส่งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาชี้แจงแทน สร้างดราม่าต่อเนื่อง!

“ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน

นายณัฐพงษ์ย้ำชัดว่ากระทู้ถามสดนี้ต้องตอบโดยนายกฯ หรือพิพัฒน์โดยตรง เพราะเรื่องใหญ่โต เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันของ “เสี่ยตือ” ที่อ่างทอง ซึ่งโยงใยกับกลุ่มทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ และคนใหญ่คนโตในรัฐบาล เขาตั้งคำถามว่าเป็นแค่ “เหตุบังเอิญ” หรือมีอะไรลึกกว่านั้น? และทำไมรัฐบาลยังเงียบ ไม่ให้คำตอบชัดเจนต่อสังคมไทย

5 เหตุผลตั้งข้อสงสัยที่นายณัฐพงษ์ชี้

นายณัฐพงษ์รวบรวม 5 เหตุบังเอิญที่น่าสงสัยมาให้ฟัง ดังนี้ครับ:

  • 1. เสี่ยตือเจ้าของคลังน้ำมันเพชรบุรี – ขายให้ BCPG บริษัทลูกบางจาก ปี 2566 มูลค่าสูงเกินจริง 9,000 ล้าน จากประเมิน 5,000 ล้าน ซื้อแพงขนาดนี้เพื่ออะไร?
  • 2. เจ้าของคาสิโนกัมพูชา – อาจโยงทุนเทา สแกมเมอร์ ที่จะฮุบหุ้นบางจาก
  • 3. พ่อของลูกชายที่ถูกหมายจับฟอกเงินเว็บพนัน – เลขาฯพรรคภูมิใจไทยยืนยัน ลูกชายพยายามติดสินบน 40 ล้านเพื่อยุติคดี
  • 4. พ่อของลูกสาวถือหุ้นบริษัทน้ำมันอ่างทอง – ที่ DSI กำลังสอบลักลอบกักตุน
  • 5. เพื่อนสนิทรองนายกฯ พิพัฒน์ – พิพัฒน์ยอมรับต่อสื่อ และปล่อยกู้เครือข่ายเสี่ยตือ 100 ล้านบาท แต่ตอบเลี่ยงประเด็น

นายณัฐพงษ์บอกว่านี่ไม่ใช่บังเอิญธรรมดา แต่เป็น “เหตุบังเอิญพลัส” ที่บ่งชี้เครือข่ายไอ้โม่ง อาชญากรข้ามชาติ โยงบุคคลระดับสูง สังคมรอคำตอบจากนายกฯ และพิพัฒน์มานาน!

ฟาดสองมาตรฐาน และดราม่าตอบกระทู้สด

เด็ดสุดคือ นายณัฐพงษ์เหน็บนายกฯ ว่าตอนโทรหาวรภัค อดีตอังคมนตรีช่วยคลัง ให้ลาออกเพราะโยงทุนเทา แต่กรณีพิพัฒน์ที่ยอมรับเป็นเพื่อนเสี่ยตือ จะทำยังไง? หรือสองมาตรฐานเพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายเงินพรรคภูมิใจไทย? นายสิริพงศ์ชี้แจงแทน บอกไม่เกี่ยวกับคมนาคม เรื่องอยู่ใน DSI ถามรมว.ยุติธรรมดีกว่า

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงหนัก! ชี้ว่ากระทู้สดต้องนายกฯ-รัฐมนตรีมาตอบเอง เว้นมีเหตุจำเป็นแจ้งหนังสือต่อประธานสภา (โสภณ ซารัมย์) แต่ครั้งนี้ไม่มี! อย่าปล่อยให้นายกฯ-รมต.หนีสภาแบบนี้ สร้างความไม่โปร่งใส นายโสภณโต้ตามแนวปฏิบัติเก่า แต่นายอภิสิทธิ์ยืนกรานต้องมีหลักฐานเหตุจำเป็นเผยแพร่ นายกรวีร์ วิปรัฐบาล ขอฝ่ายค้านแจ้งล่วงหน้า แต่นายพริษฐ์แย้งต้องยึดข้อบังคับ 151 หนังสือต้องมา!

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่หลายคนกังวล ความโปร่งใสในสภา บรรทัดฐานการเมือง และการตรวจสอบรัฐบาลเรื่องทุนเทา สังคมไทยสมควรได้คำตอบชัดเจน ไม่ใช่บังเอิญซ้ำๆ “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน ทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านสู้เต็มที่เพื่อประชาชน

ในมุมผมคิดว่ารัฐบาลควรตอบคำถามตรงๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หากพิพัฒน์ไม่มีส่วน เปิดข้อมูลให้ชัด จะได้ไม่โดนเหน็บสองมาตรฐาน คุณคิดยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เลย!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน

“สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้

ในวงการการเมืองกรุงเทพฯ กำลังร้อนระอุ เมื่อ “สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยตรงๆ กับสื่อมวลชน เกี่ยวกับความคืบหน้าการส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) ซึ่งยังคงเป็นปริศนาที่พรรคต้องเผชิญ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์สถานการณ์นี้กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจภาพรวมการเมืองในเมืองหลวง

“สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้

วันที่ 28 เมษายน 2566 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ครบ 50 เขตเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยและทาบทามบุคคลต่างๆ เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบันอย่างนายชัชชาติ สิธิวัชรากร มีฐานเสียงที่แน่นปึ้ก แม้จะมีกระแสวิจารณ์บ้าง แต่ความนิยมยังคงสูง

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็มี ส.ส. เพียง 21 คน และไม่มี ส.ส. ในเขตกรุงเทพฯ เลย ทำให้การหาคนที่พร้อมลงสนามชิงผู้ว่าฯกทม. ยิ่งยากขึ้น ผู้สมัครต้องพร้อมเสียสละ ลาออกจากงานประจำเพื่อมารับใช้พรรคและประชาชนกรุงเทพฯ

ฐานเสียงชัชชาติยังแน่นแฟ้น เหตุผลหลักที่ “ประชาธิปัตย์” ลังเล

หนึ่งในอุปสรรคใหญ่คือฐานเสียงของผู้ว่าฯชัชชาติที่แข็งแกร่ง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งมา ได้รับความนิยมจากนโยบายที่ตอบโจทย์คนกรุง เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วม จราจร และปรับปรุงสวนสาธารณะ ทำให้คู่แข่งต้องคิดหนัก พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยครองใจคนกรุงมานาน มองว่าต้องหาคนที่มีศักยภาพสูงพอจะสู้ได้

ทาบทามบุคคลลับๆ ไม่ใช่ชื่อที่เป็นข่าว

นายสาทิตย์ยืนยันว่าพรรคกำลังทาบทามหลายคน โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้ลงมือพูดคุยด้วยตัวเอง แต่ชื่อที่ปรากฏในสื่ออย่าง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และนายอภิชัย เตชะอุบล ไม่ได้อยู่ในลิสต์ พรรคเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพื่อไม่ให้กระทบต่อบุคคลที่สนใจ หากตกผลึกแล้วจะแถลงเปิดตัวทันที แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะบอกตรงๆ อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้

  • ทาบทามคนนอกพรรคเป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยงชื่อที่เป็นข่าวเพื่อป้องกันผลกระทบ
  • หัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ลงมือเอง
  • หากได้ตัว จะเปิดตัวพร้อม ส.ก.

อยากได้คนรุ่นใหม่ ไม่ใช้คนในพรรค

ที่น่าสนใจคือ พรรคไม่คิดใช้คนในพรรคลงสมัคร เพราะต้องการคนใหม่ที่มีแนวคิดทันสมัย เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ให้เปลี่ยนแปลง นโยบายคนรุ่นใหม่จะช่วยดึงดูดฐานเสียงวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากสุดท้ายหาไม่ได้ พรรคก็จะไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. แต่ยืนยันส่ง ส.ก. 50 เขตแน่นอน เพื่อรักษาฐานในสภากรุงเทพฯ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของพรรคเก่าแก่如ประชาธิปัตย์ ในยุคที่การเมืองท้องถิ่นเปลี่ยนไป พรรคอื่นๆ อย่างเพื่อไทย ก้าวไกล พลังประชารัฐ ก็กำลังเคลื่อนไหวเต็มที่ การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งต่อไปน่าจะดุเดือดยิ่งกว่าเดิม ด้วยประเด็นร้อนอย่างสิ่งแวดล้อม คมนาคม และเศรษฐกิจหลังโควิด

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่ “สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ แสดงถึงกลยุทธ์ที่รอบคอบของพรรค ดีกว่าส่งคนลงไปแล้วแพ้ยับเยิน อาจเป็นการถอยเพื่อก้าวหน้า รอจังหวะที่เหมาะสมกว่า

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? พรรคประชาธิปัตย์จะหาคนได้ทันหรือไม่ หรือจะถอนตัวจริงๆ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “สาทิตย์” รับตรงๆ “ประชาธิปัตย์” ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้

Scroll to top